วิถีเซียนเจ้าสำราญ: ข้าไม่ได้อยากเก่ง (逍遥道祖:我真不想无敌)

    บทที่ 33: หมากกระดานพลิกผัน: ตาประลองแห่งบัณฑิตจอมยุ่ง

    บทที่ 33: หมากกระดานพลิกผัน: ตาประลองแห่งบัณฑิตจอมยุ่ง

    หลงเทียนเฟย (龙เทียน非) เคลื่อนกายไปตามเงาไม้ในป่าหมอกมายา (幻雾之森) อย่างเงียบเชียบราวกับภูตพรายไร้ตัวตน เขายังคงรักษาระยะห่างจากกลุ่มผู้ตามล่าที่บัดนี้รวมตัวกันเป็นกลุ่มใหญ่ พร้อมทั้งสังเกตการณ์อย่างไม่รีบร้อน

    กลุ่มคนเหล่านั้นเคลื่อนที่ไปตามการนำของซูโม่ (苏墨) อย่างเห็นได้ชัด บัณฑิตหนุ่มยังคงรักษาท่าทีที่สุขุมและสูงส่งของตนไว้ เขาชี้ชวนให้เหล่าสตรีสังเกตการณ์ร่องรอยที่มองแทบไม่เห็น หรือไขปริศนาของค่ายกลภาพลวงตาที่พวกเขาพบเจอได้อย่างง่ายดาย ทุกการกระทำของเขาตอกย้ำภาพลักษณ์ของผู้ที่อยู่เหนือทุกสิ่ง

    'ชิ' หลงเทียนเฟยคิดในใจ ความรู้สึกไม่ถูกชะตาพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างไม่อาจห้าม 'การวางท่าอวดภูมินั้น ช่างน่ารำคาญใจยิ่งกว่าการถูกไล่ล่าเสียอีก'

    เขาตระหนักในทันทีว่าพลังจากสายเลือดมังกรที่เพิ่งตื่นขึ้นนั้นโดดเด่นเกินไป หากเขาคิดจะเข้าไป "หยอกล้อ" กับบัณฑิตจอมยุ่งผู้นี้โดยไม่เตรียมการ ย่อมเสี่ยงต่อการเปิดเผยตัวตนอย่างมหาศาล

    'การจะเล่นสนุกกับแมว ย่อมต้องซ่อนกรงเล็บให้มิดชิดเสียก่อน'

    เขาหลบเข้าหลังม่านน้ำตกเล็กๆ แห่งหนึ่งอย่างรวดเร็ว "ระบบ ข้าต้องการสังเคราะห์ทักษะเพื่อซ่อนเร้นระดับพลังที่แท้จริงของข้า"

    [ระบบ: กำลังคำนวณเส้นทางการสังเคราะห์... แนะนำให้ใช้ 'สัมผัสแห่งความโกลาหล' เป็นแก่นในการบิดเบือนการรับรู้ ผสานกับหลักการของ 'กลิ่นอายไร้ตัวตน']

    "ดำเนินการ"

    พลังงานแห่งความโกลาหล (混沌) ที่ไหลเวียนอยู่ในร่างเขาพลันถูกกระตุ้น มันถักทอเข้ากับหลักการพรางตัวเดิม ก่อเกิดเป็นม่านพลังที่มองไม่เห็นซึ่งห่อหุ้มรอบกายและรากฐานแห่งมรรคของเขาไว้อย่างสมบูรณ์แบบ

    [ระบบ: การสังเคราะห์เสร็จสิ้น... ได้รับทักษะติดตัว: 'เคล็ดปิดปราณไร้ร่องรอย' (无踪闭气诀)]

    [ระบบ: สรรพคุณ: สามารถซ่อนเร้นระดับพลังบำเพ็ญที่แท้จริง หรือปรับเปลี่ยนให้พลังปราณที่แผ่ออกมาดูอ่อนแอลงกว่าความเป็นจริงได้ตามเจตจำนง]

    หลงเทียนเฟยแย้มยิ้มอย่างพึงพอใจ 'ยอดเยี่ยม'

    เขาปรับเปลี่ยนพลังของตนเองให้ดูเหมือนผู้ฝึกตนขั้นสัมผัสปราณระดับต้นๆ ที่อ่อนแอและไม่มีพิษสงใดๆ ก่อนจะเคลื่อนกายออกจากที่ซ่อนอีกครั้ง เป้าหมายของเขาชัดเจน...คือบัณฑิตจอมยุ่งผู้นั้น

    ทางด้านของซูโม่ เขากำลังอธิบายถึงร่องรอยของ "บุคคลปริศนา" ให้เหล่าสตรีฟังด้วยความมั่นใจ "จากร่องรอยพลังที่กระจัดกระจายอยู่ แสดงให้เห็นว่าบุคคลผู้นี้เชี่ยวชาญในการหลบหลีก แต่พลังบำเพ็ญของเขาไม่น่าจะสูงส่งนัก เขาเพียงอาศัย..."

    ยังไม่ทันที่เขาจะกล่าวจบประโยค สัญชาตญาณของยอดฝีมือก็พลันกรีดร้องเตือนภัยอย่างรุนแรง

    ฟุ่บ

    เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าเบื้องหน้าของเขาโดยไม่มีผู้ใดคาดคิด มันคือบุรุษปริศนาในหน้ากากจันทราที่พร่าเลือน เคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เหนือธรรมชาติจนแม้แต่ซูโม่ซึ่งอยู่ในขั้นสัมผัสปราณขั้นสมบูรณ์ยังไม่อาจตอบสนองได้ทันท่วงที

    เพียะ

    เสียงฝ่ามือที่กระทบใบหน้าไม่ได้ดังสนั่นหวั่นไหว แต่กลับคมกริบและชัดเจนในความเงียบงันของผืนป่า

    ร่างของซูโม่ บัณฑิตผู้สุขุมและสูงส่ง หมุนคว้างกลางอากาศอย่างเสียหลัก ก่อนจะกระเด็นไปกระแทกกับลำต้นของไม้โบราณอย่างจัง ฝุ่นดินและใบไม้ปลิวกระจายไปทั่วบริเวณ เครื่องประดับผมหยกขาวของเขาหลุดกระเด็น ใบหน้าหล่อเหลาบัดนี้ปรากฏรอยฝ่ามือสีแดงจางๆ อย่างชัดเจน

    ความเงียบเข้าครอบงำทุกสิ่ง เหล่าสตรีจากสองสำนักใหญ่ยืนตะลึงอ้าปากค้างด้วยความไม่เชื่อสายตา พวกนางไม่เคยจินตนาการมาก่อนเลยว่าซูโม่ผู้แข็งแกร่งและดูจะหยั่งรู้ทุกสิ่ง จะถูกหยามเกียรติอย่างซึ่งๆ หน้าและง่ายดายถึงเพียงนี้

    หลงเทียนเฟยไม่ได้หยุดอยู่แม้แต่ชั่วลมหายใจ ร่างของเขากำลังพร่าเลือนและสลายตัวกลายเป็นเพียงละอองหมอกจางๆ ที่กำลังจะพริ้วหายไปกับสายลม ทว่า...เสียงบ่นพึมพำอันแผ่วเบาที่แฝงไว้ด้วยความดูแคลนก็ยังคงลอยมาให้ได้ยิน

    "ข้าแค่ขยับปลายนิ้ว ก็สามารถสั่งสอนคนอย่างเจ้าได้"

    ซูโม่ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้น เขากุมแก้มข้างที่ถูกตบไว้แน่น ดวงตาที่เคยสุขุมบัดนี้เต็มไปด้วยความสับสน โกรธแค้น และงุนงงอย่างถึงที่สุด เขามองไปยังทิศทางที่เสียงนั้นหายไป แล้วพึมพำออกมาด้วยความไม่เข้าใจอย่างแท้จริง

    "...ข้าไปทำอะไรให้ท่านตั้งแต่เมื่อใด"

    เหล่าสตรีวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยความตื่นตระหนก แต่ซูโม่กลับไม่สนใจ เขายังคงจ้องมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า ความรู้สึกอัปยศอดสูแผดเผาจิตใจของเขารุนแรงยิ่งกว่าบาดแผลทางกายหลายร้อยเท่า

    ห่างออกไปในเงามืด หลงเทียนเฟยหยุดยืนพิงต้นไม้พลางถอนหายใจยาว เขารู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่งที่สามารถ "ตบหน้า" บัณฑิตจอมยุ่งผู้นั้นได้สำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงภาระที่เพิ่มขึ้น

    'ชิ ช่างน่าเหนื่อยหน่ายนัก' เขาคิด 'แค่การสั่งสอนคนน่ารำคาญคนหนึ่งยังต้องออกแรงถึงเพียงนี้ ต่อไปนี้ข้าจะต้องทำตัวให้เลือนรางยิ่งกว่าเงาเสียแล้ว'

    เขาหันหลังให้กับความวุ่นวายที่ตนเป็นผู้ก่อ แล้วมุ่งหน้าสู่เส้นทางที่ 'เนตรแห่งความไร้ระเบียบ' นำทางต่อไป เป้าหมายของเขาคือเส้นชัยและโอสถทิพย์ที่จะช่วยให้การบำเพ็ญเพียรของเขานั้น "ง่าย" ยิ่งขึ้นไปอีก

    (จบตอนที่ 33)

    คล้ายกับเรื่องวิถีเซียนเจ้าสำราญ: ข้าไม่ได้อยากเก่ง (逍遥道祖:我真不想无敌) ที่คุณอ่าน