วู๊มมมม! ฟ้าวววว!
เสียงของจินที่พุ่งทะยานฝ่าอากาศอยู่บนท้องฟ้าโดยกำลังมุ่งหน้ากลับไปยังอาณาจักรแบล็คไอรอนด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
จิน ’วิทยาการของพวกเผ่าเอลฟ์ต่างดาวนี่ถือว่ายอดเยี่ยมไปเลยแฮะไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ว่าจะมีผู้คิดค้นสร้างอุปกรณ์ที่ทำให้สามารถต่อต้านแรงโน้มถ่วงได้ด้วย’
‘แถมเจ้าอุปกรณ์นี่ยังสามารถป้องกันรังสีความร้อน และอุณหภูมิที่ติดลบเกิน200 องศาได้อีก ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าความรู้ด้านเทคโนโลยีของชาวเอลฟ์จะก้าวหน้าไปกว่าโลกมนุษย์ขนาดไหนกัน?’
จินกำลังชื่นชมผู้คนของเผ่าพันธุ์เอลฟ์ต่างดาวอยู่ในใจในขณะที่ตอนนี้กำลังบินอยู่บนท้องฟ้าพุ่งทะยานไปด้วยความเร็วสูง
ด้วยร่างกายอันสุดวิเศษของจินที่ในเวลานี้สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างตามจินตนาการณ์ได้ดั่งใจนึก
จากที่ย่อยสลายดูดกลืนร่างของเอสโทรลเข้าไปจินได้แยกสลายส่วนประกอบของอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆที่เอสโทรลนำติดตัวมาทั้งหมดเข้าไปด้วย
ทำให้ร่างกายของจินตอนนี้แทบจะเหมือนกับคลังอาวุธและห้องเก็บอุปกรณ์ล้ำยุคเคลื่อนที่เข้าไปแล้ว
บวกด้วยความรู้ของชาวเอลฟ์ต่างดาวไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยีและวิทยาการล้ำหน้าต่างๆ ทำให้ในตอนนี้จินแทบจะมีความสามารถแปลงร่างเป็นยานอวกาศขนาดย่อมได้เลยด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่ดึงดูดจินให้รีบกลับไปยังอาณาจักรแบล็คไอรอนโดยด่วนในตอนนี้ก็คือประตูวาปที่ถูกซ่อนเอาไว้ภายในอาณาจักร ซึ่งขณะนี้ประตูวาปดังกล่าวกำลังทำการเชื่อมต่อกับยานอวกาศที่ลอยอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของดาวเกรป
จุดมุ่งหมายที่สำคัญที่สุดของจินในตอนนี้คือการหาหนทางที่จะกลับไปยังโลกให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
หากจินนั้นสามารถครอบครองยานอวกาศลำนี้ได้ก็จะมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะสามารถเดินทางกลับไปยังโลกมนุษย์ได้ในทันที
ใช้เวลาเพียงไม่นานจากการเดินทางโดยการบินอยู่บนท้องฟ้าในที่สุดจินก็ได้กลับมาถึงเขตของอาณาจักรแบล็คไอรอนเสียที
เมื่อมาถึงอาณาเขตของอาณาจักรแล้วจินจึงรีบมุ่งหน้าไปยังภายในปราสาทพระราชวังของเมืองหลวง เพื่อหาห้องลับที่ได้สร้างอุปกรณ์จุดวาปสำหรับเชื่อมต่อกับยานอวกาศในทันที
เนื่องจากกลัวว่าหากตัดสินใจล่าช้าจนเกินไปชาวเผ่าเอลฟ์ต่างดาวอีกสองคนที่ยังเหลืออยู่บนยานอวกาศจะชิงออกเดินทางจากดาวดวงนี้ไปเสียก่อน
จิน‘จากความทรงจำของชาวเผ่าเอลฟ์ต่างดาวที่ชื่อเอสโทรลหลังจากที่ติดต่อกับพรรคพวกอีกสองคนบนยานครั้งล่าสุด มันก็ปิดอุปกรณ์สื่อสารไป แล้วรีบมาเก็บอาวุธของมันกลับไปทันทีซึ่งนั่นก็คงเป็นตอนที่เราได้มาเจอกับมัน หลังจากนั้นพวกมันจึงจะนัดพบกันอีกทีบนยานสินะ?’
‘หากเจ้าเอสโทรลคนนี้กลับไปบนยานได้ มันก็คิดจะฆ่าล้างผู้คนบนดาวดวงนี้ที่อยู่ในสงครามทั้งหมดสินะ?จะวางแผนยังต่อดีเนี่ยเรา? บุกขึ้นไปบนยานแล้วปล้นยานมันมาเลย! หรือจะล่อให้มันลงมาแล้วจัดการพวกมันที่เหลือบนดาวดวงนี้ดี?เพราะยังไงตอนนี้อีกสองคนนั่นก็คงจะยังไม่รู้แน่ๆ ว่าพรรคพวกของตัวเองม่องเท่งไปแล้วหนึ่งคน!!’
หลังจากที่ครุ่นคิดจนได้เรื่องแล้วจินจึงตัดสินใจที่จะไปค้นหาจุดที่ตั้งของอุปกรณ์วาปที่เชื่อมต่อกับยานก่อน แล้วค่อยคิดให้รอบคอบดูอีกที
ใช้เวลาเดินทางต่ออีกไม่นานจินจึงได้เหาะบินมาถึงเมืองหลวงของอาณาจักรแบล็คไอรอนซึ่งในตอนนี้แผนที่ของดาวเกรปตามความทรงจำของเอสโทรลได้มาอยู่ในหัวของจินทั้งหมดแล้ว
ในขณะที่กำลังจะบินเข้าไปยังปราสาทพระราชวังของจักรพรรดิทันใดนั้นเองทิศทางหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกลจากระยะสายตาของจินก็ได้เกิดเสียงระเบิดดังขึ้น!!
ตูมมมม!!!?
จิน!? “ใครมันไประเบิดอะไรกันอยู่ตรงนั้นอีกล่ะนั่น! เอ๊ะ!ตรงนั้นมันเขตชายแดนตรงจุดที่ตั้งของสมรภูมิรบนี่นา สงครามก็จบไปแล้วนี่เกิดอะไรขึ้นกันอีกล่ะ?”
หลังจากที่เห็นว่ามีการระเบิดเกิดขึ้นตรงตำแหน่งที่ทั้งสามอาณาจักรได้เคยทำสงครามกัน
จินที่กำลังมุ่งหน้าไปหาอุปกรณ์วาปได้รู้สึกขัดใจเป็นอย่างมากแต่ก็ตัดสินใจเปลี่ยนแผนอย่างกะทันหัน ทำการมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางที่มีการระเบิดเกิดขึ้นทันที
เป็นเพราะอาจจะมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นกับผู้คนบนดาวดวงนี้อีกก็เป็นได้จินจึงขอไปตรวจดูให้แน่ใจเสียก่อน จะได้ออกจากดาวดวงนี้ไปแบบไม่มีอะไรคาใจอีกหรือจะเรียกได้ว่าจิตใต้สำนึกและคุณธรรมมันค้ำคอจินอยู่ก็เป็นได้
ฟ้าววว!!
จินเร่งความเร็วขึ้นอีกเพื่อจะได้ไปถึงที่หมายเร็วขึ้นเมื่อมาถึงในระยะที่ใกล้พอจะมองเห็นแล้วจึงได้หยุดเคลื่อนไหวเพื่อสังเกตุอีกครั้ง
สิ่งที่จินเห็นอยู่ตรงหน้านั้นคือภาพของผู้คนของทั้งสามอาณาจักรที่พากันล้มตายเป็นจำนวนมากจากแรงระเบิดเมื่อสักครู่ดูแล้วน่าจะมีจำนวนนับหมื่นคนได้ส่วนผู้ที่ยังไม่ตายก็ได้แต่นอนหายใจรวยรินอยู่ที่พื้นอีกเป็นจำนวนมากนี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่!
ห่างออกไปไม่ไกลจะพบกับกลุ่มทหารและนักรบจากทั้งสามอาณาจักรอีกส่วนหนึ่ง ที่ไม่ได้ถูกแรงระเบิดทำลายล้างไป
กลุ่มคนทั้งหมดกำลังนั่งคุกเข่าอยู่ที่พื้นแหงนหน้าขึ้นมองฟ้าด้วยสีหน้าตื่นตกใจ ที่สำคัญยังมีผู้บาดเจ็บบางส่วน และคย๊าดที่ยังคงถูกหอกปักอยู่คากลางอกโดยไม่ทราบอาการเป็นตายซึ่งในตอนนี้ก็ได้แต่นอนนิ่งอยู่กับที่
ส่วนคนอื่นที่จินรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาและเจ้าหญิงเรเนลเลสก็นั่งรวมคุกเข่าอยู่ในนั้นกับเค้าด้วยเช่นกัน
จิน!? ‘นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันอีกล่ะเนี่ย? ทำไมคนพวกนั้นยังไม่แยกย้ายกลับอาณาจักรกันอีกหรือว่าจะกลับมาทำสงครามกันอีกรอบและกลุ่มเจ้าหญิงทำไมถึงไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงนั้น?’
เมื่อได้เห็นภาพที่อยู่ตรงหน้าทำให้จินรู้สึกสงสัยและแปลกใจเป็นอย่างมากแต่เมื่อลองสังเกตถึงอาการของผู้คนที่กำลังแหงนหน้ามองขึ้นไปบนฟ้า จินได้เงยหน้าขึ้นมามองไปยังจุดนั้นบ้าง!
กลายเป็นว่าตำแหน่งที่จินได้มองขึ้นมานั้นมีชายรูปร่างผอมบางสองคนที่สวมใส่ชุดเกราะสีเงินและสีเขียว กำลังลอยตัวอยู่บนฟ้าในระดับความสูงใกล้เคียงกันกับที่จินนั้นลอยตัวอยู่
จินนึกตามความทรงจำของเอสโทรลผู้ที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือกลุ่มของเจ้าหญิงเรเนลเลสก็คือเมมบาและทีโนส ผู้ซึ่งเป็นชาวเผ่าพันธุ์เอลฟ์ในร่างจำแรงและก็เป็นพรรคพวกที่เหลืออีกสองคนของเอสโทรลนั่นเอง
จิน!? ‘นี่พวกมันลงมาจากยานอย่างนั้นรึ? ทำไมกัน! หรือว่าพวกมันจะรู้แล้วว่าเพื่อนของมันตายไปแล้ว?’
ณจุดที่เจ้าหญิงเรเนลเลสกับเหล่าทหารนั่งคุกเข่าอยู่เมมบากับทีโนสที่กำลังลอยอยู่เหนือพื้นดินได้มองลงมายังกลุ่มของเจ้าหญิงด้วยสายตาที่เย็นชาและเป็นทีโนสที่ค่อยๆ ลอยตัวต่ำลงจากนั้นจึงตามมาด้วยเมมบา
“ฟังให้ดี! ข้าจะไม่ถามพวกเจ้าซ้ำอีกแล้วนะพรรคพวกของข้าอีกคนที่พวกเจ้าเรียกกันว่าเทพมันหายไปที่ใดกัน?”เป็นทีโนสที่เอ่ยถามออกไป"
เจ้าหญิงเรเนลเลส!?“ระ...เราก็บอกพวกเจ้าไปแล้ว ว่ามีคนผู้หนึ่งมาต่อสู้กับเทพที่เป็นพรรคพวกของเจ้า พวกนั้นได้ต่อสู้กันจนลอยหายขึ้นไปบนฟ้า!? แล้วพวกเจ้าจะเอาอะไรกับพวกเราอีก?”
ทีโนส?“ลอยหายขึ้นไปบนฟ้าอย่างนั้นเรอะ? ใครมันจะไปเชื่อกัน จะมีใครในหมู่พวกเจ้ากันล่ะที่จะมีพลังอำนาจและหาญกล้าพอจะต่อกรกับพวกเราได้?
เจ้าหญิงเรเนลเลส“พวกเราก็ไม่รู้! จะให้บอกอีกกี่ที..เราก็บอกได้คำเดียวว่าเราไม่รู้ยังไงล่ะ!”
.......
เมมบา“เฮ้อออ! ไอ้เจ้าบ้าเอสโทรล เห็นว่าสัญญาณในการติดต่อหายไปก็เลยจะลงมาตามแต่นี่อะไร? มันมัวไปเล่นสนุกกับใครอยู่ที่ไหนกันอีกล่ะเนี่ย?”
ทีโนส! “เดี๋ยวก่อนเมมบาข้าว่ามันแปลกๆ นะ? ปกติแล้วเจ้าเอสโทรลมันไม่เคยทำอะไรนอกเหนือจากคำสั่ง หรือว่าจะมีใครในที่นี้ที่มีความสามารถพอจะมาสู้กับเจ้าเอสโทรลได้ดั่งที่เจ้าพวกนี้มันว่ากัน?”
เมมบา?“สู้กับเจ้าเอสโทรลอย่างนั้นรึ? ...ฮ่ะ ฮ่า ฮ่า! เจ้าก็เห็นแล้วว่าผู้คนบนดาวดวงนี้มันอ่อนแอขนาดไหนคนที่จะสามารถต่อกรกับเจ้าเอสโทรลได้ ก็คงจะมีแต่คนอย่างพวกเรา ที่ได้ผ่านการฝึกฝนวิถีพลังแห่งดวงดาวในระดับนักรบขั้น2 ขึ้นไปเท่านั้นแหล่ะ”
“เอาจริงแล้วอย่าว่าแต่นักรบขั้น 2 เลย แม้แต่นักรบขั้น 3 หากไม่มีอุปกรณ์ต้านแรงโน้มถ่วงมันจะไปมีใครหน้าไหนที่สามารถบินขึ้นไปสู้บนท้องฟ้าได้กัน? ข้าว่าเจ้าพวกชาวดาวล้าหลังนี่มันหวาดกลัวเจ้าเอสโทรลจนพากันเห็นภาพหลอนเสียมากกว่า?”
ทีโนส “ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า?...แล้วจะเอายังไงกับเจ้าพวกนี้ต่อดี?”
เมมบา“ก็ไม่ต้องเอายังไง ฆ่าทิ้งมันซะให้หมด! จะได้ไม่มีใครรับรู้เรื่องราวของพวกเราเสร็จแล้วก็ค่อยออกตามหาเจ้าเอสโทรลมันอีกที ไม่แน่ว่า...เจ้าเอสโทรลมันอาจจะนึกสนุก?อยากจะเล่นซ่อนหากับพวกเราก็เป็นได้?”
ทีโนส?“หึ!...ก็แล้วแต่เจ้าแล้วกัน”
เมมบา“ถ้าอย่างนั้นข้าขอเก็บกวาดก่อนล่ะนะ ฮะ ฮ่า ฮ่า!!”
หลังจากที่ได้หารือกับทีโนสจนจบเมมบาก็ได้หันมาหากลุ่มของเจ้าหญิงและเหล่าทหารของทั้งสามอาณาจักร
เมมบา“เอาล่ะ!! ตอนนี้ก็ได้เวลาของพวกเจ้าแล้ว ขอบอกตามตรงเลยว่า พวกเจ้านี่เป็นตัวหมากยอดแย่สำหรับเกมส์ทำสงครามของข้าในครั้งนี้เลยแหล่ะ!จงพากันหายไปซะเถอะ!!”
เจ้าหญิงเรเนลเลส!? “ดะ...เดี๋ยว?เดี๋ยวก่อน...!!!”
หลังจากที่เมมบาพูดจบก็ได้ทำการกางมือออกมาทั้งสองข้าง แล้วยื่นแขนด้านหนึ่งไปทางกลุ่มของเจ้าหญิงเรเนลเลสส่วนแขนอีกข้าง ยื่นไปทางด้านที่มีกลุ่มทหารของทั้งสามอาณาจักรที่รอดชีวิตจากแรงระเบิดก่อนหน้า?
ประกายแสงสีฟ้าค่อยๆเริ่มหมุนวนออกมาจากมือทั้งสองข้างของเมมบา ทำการรวมตัวกันเป็นบอลพลังงานแสงสีฟ้าที่ในตอนนี้กำลังขยายขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ!
“เหวอออ!! ยะ...แย่แล้ว!พะ...พวกเราไม่รอดแน่!!”กลุ่มทหารที่ได้เห็นเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ล้วนจำได้ถึงความรุนแรงของพลังงานที่ปล่อยออกมาจากคนแปลกหน้าทั้งสองจึงได้พากันแตกตื่น ต่างฝ่ายต่างก็วิ่งหนีกันหน้าตาตื่น ล้มลุกคลุกคลานกระจัดกระจายกันออกไป
ส่วนทางด้านเจ้าหญิงเรเนลเลสนั้นตอนนี้ทำได้แต่กัดฟันกรอด ยืนหลับตารอรับความตายด้วยความอัปยศ เพราะในใจรู้ดีว่าตนนั้นไม่สามารถที่จะต่อสู้กับบุคคลที่มีพลังดุจดั่งเทพเจ้าทั้งสองที่อยู่ตรงหน้านี้ได้เลยแม้แต่น้อย!!