สิ่งที่ปรากฏในกล่องไม้สีดำสนิทคือหลักฐานที่ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้เก็บรวบรวมไว้นานแล้วเพียงยังมิเปิดเผยออกไป อย่างไรก็แล้วแต่เพราะคนผู้นั้นยังคงมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง เขาจึงมินำออกมาใช้
หากแต่วันนี้ทรงสั่งให้ฉีกงกงนำมันออกมาก็เพื่อชำระล้างปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
เสนาบดีซูไปโดนสั่งให้นำตัวไปขังคุกหลวงชั่วคราวเพื่อรอการไต่สวนเพิ่มเติม อีกสองวันจึงให้ประหารชีวิตด้วยการใช้ม้าแยกร่าง
แม้จะมีการประหารด้วยวิธีการที่สบายกว่านี้หากต้าเฟยเฉิงต้องการให้กบฏรวมไปถึงคนที่คิดคดต่อบ้านเมืองได้ดูเป็นตัวอย่าง
การประหารเช่นนี้ใช่ว่าจะสิ้นใจในคราเดียวแต่คล้ายกับการทรมานนักโทษอย่างร้ายแรงที่สุด ให้ค่อยๆ ทรมานไปเรื่อย ๆจนกว่าจะสิ้นใจ
ขุนนางที่มีส่วนรู้เห็นต่างก็โดนทัณฑ์ในสถานเดียวกันเพียงแต่ไม่ถึงกับฆ่าล้างตระกูลเช่นเดียวกับตระกูลซู
เสนาบดีซูถูกนำตัวออกไปจากท้องพระโรงขุนนางทั้งหลายต่างพากันตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
เสียงคร่ำครวญที่ดังกังวาลจนกลายเป็นเสียงแว่วหายไปจากท้องพระโรง เรียกความสะเทือนใจให้กับเหตุการณ์การสังหารหมู่ในครั้งนี้ไม่น้อย
แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ต้าเฟยเฉิงคาดไว้ฆ่าไก่ให้ลิงดู
ในกาลเวลาภาคหน้ายิ่งเพิ่มชื่อเสียงให้แก่ต้าเฟยเฉิง ว่าคือฮ่องเต้ที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคว้นต้าเฉียงตลอดมา
‘ทรราชแห่งต้าเฉียง’
ด้วยวิธีการสังหารกบฏนับสิบ ด้วยการใช้ม้าแยกร่างกลางเมือง!
"ข้าไม่คิดว่าตระกูลซูจะกล้าทำเช่นนี้"
"นั้นสิอำนาจที่เขาต้องการจะนำมาซึ่งความหายนะของแคว้น"
เสียงของเหล่าขุนนางที่ทอดถอนหายใจดังออกมาอย่างนึกปลงในความโลภในอำนาจของเสนาบดีซู
เมื่อสถานกลับเข้าสู่ความปกติในอีกครั้งท้องพระโรงก็เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง
หลังเสนาบดีซูโดนนำตัวออกไปไม่นานนักพระสนมซูกุ้ยเฟยก็ขอเข้าเฝ้าทันที
พระสนมซูกุ้ยเฟยยืนนิ่งอยู่หน้าบัลลังก์น้ำตาที่ไหลอาบแก้มนั้น ชวนให้ผู้คนส่งสารยิ่งนักแต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่บิดาของนางทำไว้ ลูกเสือจะเป็นอีกาได้เช่นไร
“พระสนม คงมิรู้ว่าตั้งแต่โบราณมานั้นวังหลังย่อมมิอาจยุ่งเกี่ยวกับราชสำนัก พระองค์มิควรทำเช่นนี้นะพะยะค่ะ”เสนาบดีฝ่ายซ้ายเอ่ยออกมาอย่างสุดจะทนกับคนตระกูลซูที่อาจหาญทำการครั้งแล้วครั้งเล่า
หากฮ่องเต้ทรงเห็นแก่หญิงงามเช่นนั้นแล้วมิเท่ากับการเลี้ยงอสรพิษไว้ให้แว้งกัดหรอกหรือ
ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้หันไปมองนางด้วยสายตาเย็นชา ยากที่จะคาดเดาจากเหล่าขุนนางว่าพระองค์จะทรงไว้ชีวิตนางหรือกำจัดให้ตายตามตระกูลของนางไปเสีย
เมื่อมีหญิงงามเช่นนี้ กระทั่งขุนนางที่ภักดียังมีจิตใจที่โอนเอียง
แต่หากตามกฎของบ้านเมืองแล้วสตรีที่แต่งงานแล้วเปรียบเสมือนน้ำที่โดนสาดออกนอกบบ้าน
หากจะลงโทษนางจริงๆ ก็เกรงว่าพวกตนจะต้องส่งเสียงออกมา
การแต่งงานระหว่างต้าเฟยเฉิงและพระสนมซูกุ้ยเฟยถือว่าเป็นการทำเพื่อคานอำนาจทางการเมืองเท่านั้นหาได้มีความรักให้แก่นางไม่
กระทั่งเขา ยังมิเคยล่วงเกินนางหรือสนมคนไหนก็แล้วแต่เลยสักครั้ง!
“ฮ่องเต้เพคะ โปรดเห็นแก่หม่อมฉันละเว้นชีวิตบิดาหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”
เมื่อตาจ้องตาความเย็นชาที่ได้รับทำเอาพระสนมซูถึงกับต้องหยุดน้ำตาไว้แล้วเอ่ยสิ่งที่ต้องการออกมา
เพียงแต่นางมิรับรู้เลยว่าการก่อกบฏที่ร้ายแรงนั้นเมื่อสบคบคิดคนต่างแคว้นด้วยแล้ว โทษที่ได้รับนี้ ช่างสมควรยิ่งนัก
เวลานี้หลักฐานที่ปรากฏยิ่งชัดแจ้งกล่องลับที่โดนเก็บไปแล้วถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งและกระจายมันออกมา
“นะ...นี่ พระองค์ได้มันมาได้อย่างไรกันเพคะหม่อมฉัน...”
ต้าเฟยเฉิงคิดไว้ว่าจะประทานยาพิษและแพรขาวให้แก่นางเป็นผู้เลือกความตายด้วยตัวเองอย่างมีเกียรติมิเปิดเผยเรื่องราวเช่นนี้ออกมา
แต่เมื่อนางใช้มารยาเข้าสู้ราวกับสตรีอ่อนแอเช่นนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องไว้หน้านางอีกต่อไป
ความลับที่นางมีส่วนเกี่ยวข้องและเป็นชู้กับหลิวเทียนจึงถูกเปิดเผยออกมาทันที!
ทำเอาเหล่าขุนนางเมื่อครู่ที่คิดจะช่วยเหลือถึงกับหดหัวเข้าไปที่เดิมและเลือกที่จะยืนนิ่งๆ ก้มหน้ามองพื้นท้องพระโรงแทนใบหน้างามที่เปื้อนด้วยน้ำตา
“ซูกุ้ยเฟยบิดาเจ้าสมคบคิดกับกบฏต่างแคว้นมิพอ ทั้งเจ้ายังลอบสวมหมวกเขียวให้แก่ข้าเพื่อใช้ตนเองเป็นรางวัลแด่คนที่คิดคดทรยศบ้านเมือง สตรีที่ทำเรื่องเช่นนี้มิสมควรมีชีวิตอยู่ต่อในราชวงศ์อีกต่อไป”
“ฉีกงกงเชิญพระสนมซูกลับไปยังตำหนักประทานผ้าแพรขาวให้แก่นางทันที”
“ฮ่องเต้เพคะ ไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย อึกอือ”
สายตาว่างเปล่าที่ส่งมาให้แก่นางในเวลานี้นางเข้าใจแล้วว่ามันหมายความว่าเช่นไร นางสิ้นไร้หนทางแล้วจริงๆ
ความรักหรือเรื่องราวระหว่างนางและเขามิเคยเกิดขึ้น!
ส่วนอำนาจและตระกูลที่เป็นเบื้องหลัง นางก็เพิ่งจะเสียมันไป!
เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงเลือกที่จะเอ่ยบางอย่างออกมาแทน
“เช่นนั้นหม่อมฉันขอเป็นน้ำชาสักจอกหนึ่งเถิด”น้ำเสียงดุดันเอ่ยออกมา
“ฉีกงกงให้ตามที่นางขอ”
“พะยะค่ะ”
นั้นคือคำร้องขอสุดท้ายของนางที่เอ่ยออกมา
ต้าเฟยเฉิงคิดแล้วว่าวันนี้ตนเองจะต้องจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นไม่ว่าจะเป็นการกวดล้างขุนนางชั่วหรือแม้กระทั่งวังหลัง
ยามที่พระสนมซูกุ้ยเฟยกลับสู่ตำหนักด้วยการควบคุมตัวขององครักษ์ใบหน้าที่เปื้อนด้วยคราบน้ำตานั้น ยังคงจ้องมองไปยังข้ารับใช้อย่างทะนงตนเหล่าสนมและขันทีข้ารับใช้เห็นเช่นนั้นก็ต่างหลีกหนีออกไป นอกตำหนัก
ก็จะเหลือแต่เพียงนางกำนัลคนสนิทของนางเท่านั้นที่ยังคงยืนเคียงข้าง
พระสนมซูกุ้ยเฟยเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งจากนั้นก็จ้องมองไปยังกระจกราวคิดกับคิดทบทวนตนเอง
ถามว่านางเสียใจหรือไม่
นางเสียใจ ที่ไม่อาจขึ้นสู่อำนาจได้!
เสียใจที่บิดาและตระกูลของนางต้องจบสิ้น!
มิใช่เพราะทรยศแผ่นดิน!
“แม่นม ท่านช่วยข้าทำผมที”สายตาอาวรณ์แดงก่ำต่ออำนาจที่ตนเองปรารถนาแต่มิอาจไขว้คว้ามาได้เอ่ยขึ้น
“เพคะ พระสนมหม่อมฉันจะทำให้งดงามที่สุด งดงามยิ่งกว่าใครในใต้หล้า” ยามที่ใบหน้าชราเอ่ยออกมากลับต้องพยายามกลั้นน้ำนัยน์ตาและเสียงที่สั่นให้นิ่งที่สุด
แม่นมชราผู้นี้รับรู้แล้วว่าอีกไม่กี่เค่อหลังจากนี้ จะเกิดอันใดขึ้น
“ท่านไปหยิบสุดหงส์แดง ที่ข้าเก็บไว้ใต้เตียงในหีบใบนั้นมาเถิด”
“พระสนม...ได้เพคะ”
ชุดหงส์แดงที่นางว่า คือชุดที่นางตั้งใจเตรียมเอาไว้ยามที่ตนได้ขึ้นเป็นฮองเฮาของแคว้น
แต่ยามนี้นำกลับน้ำมันมาสวมใส่เพื่อระลึกถึงเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเวลามาถึง
“เคร้ง”
“ขอฮองเฮาทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี”
“เคร้ง”
เสียงจอกชากระแทกพื้นทั้งสองครั้งดังขึ้นเมื่อใบแรกคือของพระสนมซูกุ้ยเฟยและใบที่สองคือของแม่นมของนางที่ได้เตรียมยาพิษของตนเองเอาไว้ เพื่อตามนางไป
เสียงสรรเสริญครั้งสุดท้ายบอกได้ว่านางรักและเทิดทูนพระสนมซูมากเพียงใด