เป่ยจิน...ข้าจะย้อนอดีตไปสร้างความร่ำรวย เล่ม 2

    ภาค 2 ตอนที่ 58 -เริ่มกวาดล้าง- อ่านฟรี 25/10

            สิ่งที่ปรากฏในกล่องไม้สีดำสนิทคือหลักฐานที่ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้เก็บรวบรวมไว้นานแล้วเพียงยังมิเปิดเผยออกไป อย่างไรก็แล้วแต่เพราะคนผู้นั้นยังคงมีประโยชน์ต่อบ้านเมือง เขาจึงมินำออกมาใช้

            หากแต่วันนี้ทรงสั่งให้ฉีกงกงนำมันออกมาก็เพื่อชำระล้างปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น

            เสนาบดีซูไปโดนสั่งให้นำตัวไปขังคุกหลวงชั่วคราวเพื่อรอการไต่สวนเพิ่มเติม อีกสองวันจึงให้ประหารชีวิตด้วยการใช้ม้าแยกร่าง

            แม้จะมีการประหารด้วยวิธีการที่สบายกว่านี้หากต้าเฟยเฉิงต้องการให้กบฏรวมไปถึงคนที่คิดคดต่อบ้านเมืองได้ดูเป็นตัวอย่าง

            การประหารเช่นนี้ใช่ว่าจะสิ้นใจในคราเดียวแต่คล้ายกับการทรมานนักโทษอย่างร้ายแรงที่สุด ให้ค่อยๆ ทรมานไปเรื่อย ๆจนกว่าจะสิ้นใจ

            ขุนนางที่มีส่วนรู้เห็นต่างก็โดนทัณฑ์ในสถานเดียวกันเพียงแต่ไม่ถึงกับฆ่าล้างตระกูลเช่นเดียวกับตระกูลซู

            เสนาบดีซูถูกนำตัวออกไปจากท้องพระโรงขุนนางทั้งหลายต่างพากันตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

            เสียงคร่ำครวญที่ดังกังวาลจนกลายเป็นเสียงแว่วหายไปจากท้องพระโรง เรียกความสะเทือนใจให้กับเหตุการณ์การสังหารหมู่ในครั้งนี้ไม่น้อย

            แต่นั้นก็เป็นสิ่งที่ดี ที่ต้าเฟยเฉิงคาดไว้ฆ่าไก่ให้ลิงดู

            ในกาลเวลาภาคหน้ายิ่งเพิ่มชื่อเสียงให้แก่ต้าเฟยเฉิง ว่าคือฮ่องเต้ที่โหดเหี้ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ของแคว้นต้าเฉียงตลอดมา

            ‘ทรราชแห่งต้าเฉียง’

            ด้วยวิธีการสังหารกบฏนับสิบ ด้วยการใช้ม้าแยกร่างกลางเมือง!

            "ข้าไม่คิดว่าตระกูลซูจะกล้าทำเช่นนี้"

            "นั้นสิอำนาจที่เขาต้องการจะนำมาซึ่งความหายนะของแคว้น"

            เสียงของเหล่าขุนนางที่ทอดถอนหายใจดังออกมาอย่างนึกปลงในความโลภในอำนาจของเสนาบดีซู

            เมื่อสถานกลับเข้าสู่ความปกติในอีกครั้งท้องพระโรงก็เกิดความเงียบขึ้นอีกครั้ง

            หลังเสนาบดีซูโดนนำตัวออกไปไม่นานนักพระสนมซูกุ้ยเฟยก็ขอเข้าเฝ้าทันที

            พระสนมซูกุ้ยเฟยยืนนิ่งอยู่หน้าบัลลังก์น้ำตาที่ไหลอาบแก้มนั้น ชวนให้ผู้คนส่งสารยิ่งนักแต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่บิดาของนางทำไว้ ลูกเสือจะเป็นอีกาได้เช่นไร

            “พระสนม คงมิรู้ว่าตั้งแต่โบราณมานั้นวังหลังย่อมมิอาจยุ่งเกี่ยวกับราชสำนัก พระองค์มิควรทำเช่นนี้นะพะยะค่ะ”เสนาบดีฝ่ายซ้ายเอ่ยออกมาอย่างสุดจะทนกับคนตระกูลซูที่อาจหาญทำการครั้งแล้วครั้งเล่า

            หากฮ่องเต้ทรงเห็นแก่หญิงงามเช่นนั้นแล้วมิเท่ากับการเลี้ยงอสรพิษไว้ให้แว้งกัดหรอกหรือ

            ต้าเฟยเฉิงฮ่องเต้หันไปมองนางด้วยสายตาเย็นชา ยากที่จะคาดเดาจากเหล่าขุนนางว่าพระองค์จะทรงไว้ชีวิตนางหรือกำจัดให้ตายตามตระกูลของนางไปเสีย

            เมื่อมีหญิงงามเช่นนี้ กระทั่งขุนนางที่ภักดียังมีจิตใจที่โอนเอียง

            แต่หากตามกฎของบ้านเมืองแล้วสตรีที่แต่งงานแล้วเปรียบเสมือนน้ำที่โดนสาดออกนอกบบ้าน

            หากจะลงโทษนางจริงๆ ก็เกรงว่าพวกตนจะต้องส่งเสียงออกมา

            การแต่งงานระหว่างต้าเฟยเฉิงและพระสนมซูกุ้ยเฟยถือว่าเป็นการทำเพื่อคานอำนาจทางการเมืองเท่านั้นหาได้มีความรักให้แก่นางไม่

            กระทั่งเขา ยังมิเคยล่วงเกินนางหรือสนมคนไหนก็แล้วแต่เลยสักครั้ง!

            “ฮ่องเต้เพคะ โปรดเห็นแก่หม่อมฉันละเว้นชีวิตบิดาหม่อมฉันด้วยเถิดเพคะ”

            เมื่อตาจ้องตาความเย็นชาที่ได้รับทำเอาพระสนมซูถึงกับต้องหยุดน้ำตาไว้แล้วเอ่ยสิ่งที่ต้องการออกมา

            เพียงแต่นางมิรับรู้เลยว่าการก่อกบฏที่ร้ายแรงนั้นเมื่อสบคบคิดคนต่างแคว้นด้วยแล้ว โทษที่ได้รับนี้ ช่างสมควรยิ่งนัก

            เวลานี้หลักฐานที่ปรากฏยิ่งชัดแจ้งกล่องลับที่โดนเก็บไปแล้วถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งและกระจายมันออกมา

            “นะ...นี่ พระองค์ได้มันมาได้อย่างไรกันเพคะหม่อมฉัน...”

            ต้าเฟยเฉิงคิดไว้ว่าจะประทานยาพิษและแพรขาวให้แก่นางเป็นผู้เลือกความตายด้วยตัวเองอย่างมีเกียรติมิเปิดเผยเรื่องราวเช่นนี้ออกมา

            แต่เมื่อนางใช้มารยาเข้าสู้ราวกับสตรีอ่อนแอเช่นนี้ก็ไม่มีความจำเป็นที่เขาจะต้องไว้หน้านางอีกต่อไป

            ความลับที่นางมีส่วนเกี่ยวข้องและเป็นชู้กับหลิวเทียนจึงถูกเปิดเผยออกมาทันที!

            ทำเอาเหล่าขุนนางเมื่อครู่ที่คิดจะช่วยเหลือถึงกับหดหัวเข้าไปที่เดิมและเลือกที่จะยืนนิ่งๆ ก้มหน้ามองพื้นท้องพระโรงแทนใบหน้างามที่เปื้อนด้วยน้ำตา

            “ซูกุ้ยเฟยบิดาเจ้าสมคบคิดกับกบฏต่างแคว้นมิพอ ทั้งเจ้ายังลอบสวมหมวกเขียวให้แก่ข้าเพื่อใช้ตนเองเป็นรางวัลแด่คนที่คิดคดทรยศบ้านเมือง สตรีที่ทำเรื่องเช่นนี้มิสมควรมีชีวิตอยู่ต่อในราชวงศ์อีกต่อไป”

            “ฉีกงกงเชิญพระสนมซูกลับไปยังตำหนักประทานผ้าแพรขาวให้แก่นางทันที”

            “ฮ่องเต้เพคะ ไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย อึกอือ”

            สายตาว่างเปล่าที่ส่งมาให้แก่นางในเวลานี้นางเข้าใจแล้วว่ามันหมายความว่าเช่นไร นางสิ้นไร้หนทางแล้วจริงๆ

            ความรักหรือเรื่องราวระหว่างนางและเขามิเคยเกิดขึ้น!

            ส่วนอำนาจและตระกูลที่เป็นเบื้องหลัง นางก็เพิ่งจะเสียมันไป!

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงเลือกที่จะเอ่ยบางอย่างออกมาแทน

            “เช่นนั้นหม่อมฉันขอเป็นน้ำชาสักจอกหนึ่งเถิด”น้ำเสียงดุดันเอ่ยออกมา

            “ฉีกงกงให้ตามที่นางขอ”

            “พะยะค่ะ”

            นั้นคือคำร้องขอสุดท้ายของนางที่เอ่ยออกมา

            ต้าเฟยเฉิงคิดแล้วว่าวันนี้ตนเองจะต้องจัดการทุกอย่างให้เสร็จสิ้นไม่ว่าจะเป็นการกวดล้างขุนนางชั่วหรือแม้กระทั่งวังหลัง

             

            ยามที่พระสนมซูกุ้ยเฟยกลับสู่ตำหนักด้วยการควบคุมตัวขององครักษ์ใบหน้าที่เปื้อนด้วยคราบน้ำตานั้น ยังคงจ้องมองไปยังข้ารับใช้อย่างทะนงตนเหล่าสนมและขันทีข้ารับใช้เห็นเช่นนั้นก็ต่างหลีกหนีออกไป นอกตำหนัก

            ก็จะเหลือแต่เพียงนางกำนัลคนสนิทของนางเท่านั้นที่ยังคงยืนเคียงข้าง

            พระสนมซูกุ้ยเฟยเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้งจากนั้นก็จ้องมองไปยังกระจกราวคิดกับคิดทบทวนตนเอง

            ถามว่านางเสียใจหรือไม่

            นางเสียใจ ที่ไม่อาจขึ้นสู่อำนาจได้!

            เสียใจที่บิดาและตระกูลของนางต้องจบสิ้น!

            มิใช่เพราะทรยศแผ่นดิน!

            “แม่นม ท่านช่วยข้าทำผมที”สายตาอาวรณ์แดงก่ำต่ออำนาจที่ตนเองปรารถนาแต่มิอาจไขว้คว้ามาได้เอ่ยขึ้น

            “เพคะ พระสนมหม่อมฉันจะทำให้งดงามที่สุด งดงามยิ่งกว่าใครในใต้หล้า” ยามที่ใบหน้าชราเอ่ยออกมากลับต้องพยายามกลั้นน้ำนัยน์ตาและเสียงที่สั่นให้นิ่งที่สุด

            แม่นมชราผู้นี้รับรู้แล้วว่าอีกไม่กี่เค่อหลังจากนี้ จะเกิดอันใดขึ้น

            “ท่านไปหยิบสุดหงส์แดง ที่ข้าเก็บไว้ใต้เตียงในหีบใบนั้นมาเถิด”

            “พระสนม...ได้เพคะ”

            ชุดหงส์แดงที่นางว่า คือชุดที่นางตั้งใจเตรียมเอาไว้ยามที่ตนได้ขึ้นเป็นฮองเฮาของแคว้น

            แต่ยามนี้นำกลับน้ำมันมาสวมใส่เพื่อระลึกถึงเป็นครั้งสุดท้าย เมื่อเวลามาถึง

            “เคร้ง”

            “ขอฮองเฮาทรงพระเจริญ หมื่นปี หมื่นๆ ปี”

            “เคร้ง”

            เสียงจอกชากระแทกพื้นทั้งสองครั้งดังขึ้นเมื่อใบแรกคือของพระสนมซูกุ้ยเฟยและใบที่สองคือของแม่นมของนางที่ได้เตรียมยาพิษของตนเองเอาไว้ เพื่อตามนางไป

            เสียงสรรเสริญครั้งสุดท้ายบอกได้ว่านางรักและเทิดทูนพระสนมซูมากเพียงใด