“หัวหน้า เราฝากม้าไว้ที่หมู่บ้านข้างหน้าดีไหม? เพราะเลยจากนี้ไปก็เข้าสู่เขตป่าแล้ว”
บอริสหันไปถามวิคเตอร์เมื่อพวกเขาใกล้ถึงหมู่บ้าน
วิคเตอร์ที่เดินตามด้านหลัง ตอบสั้น ๆ พร้อมออกคำสั่ง
“แจ็ค เจคอบ ไปสืบข่าวในหมู่บ้าน ดูว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นบ้าง”
“รับทราบ!”
แจ็คกับเจคอบขานรับทันที ก่อนควบม้าล่วงหน้าออกไป
“บอริส หาที่รับฝากม้าให้เรียบร้อย เสร็จแล้วเราจะเดินทางกันต่อ”
“รับทราบ”
กิลด์เขี้ยวอัสดงได้เดินทางออกจากเมืองหลวงมาหลายกิโลเมตร ตอนนี้เข้าใกล้ชายป่าที่เป็นจุดหมายปลายทางของภารกิจครั้งนี้
นอกจากกิลด์ของพวกเขา ยังมีอีกหลายกลุ่มที่เป็นการรวมกันระหว่างหน่วยพิทักษ์เมืองกับทหารจักรวรรดิระดับเทียร์สาม ทุกกลุ่มแยกกันเดินทาง เพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจ
ด้านในหมู่บ้าน
“ท่านลุง ขอรบกวนถามข้อมูลหน่อยขอรับ”
แจ็คกระโดดลงจากหลังม้า แล้วเดินเข้าไปหาชาวบ้านสูงวัยที่ยืนอยู่ริมทาง
“ว่ามาเถอะ”
ชายชราตอบด้วยท่าทีปกติ ดูจะคุ้นเคยกับพวกนักล่าที่ชอบแวะมาถามข่าวก่อนเข้าป่า
“ท่านพอได้ยินข่าวเกี่ยวกับ หมีขนเหล็ก ในป่าแถวนี้บ้างไหมขอรับ? พวกข้าได้รับคำสั่งให้ออกมาล่า เพราะมีคนแจ้งว่ามันเริ่มออกอาละวาดแถวชายป่า แต่ไม่ได้บอกว่าจุดไหนแน่ชัด”
แจ็คพูดอย่างลื่นไหลเหมือนเป็นภารกิจจริง
“ข้าไม่เคยได้ยินข่าวพวกมันเลยนะ แต่แปลกตรงที่ช่วงนี้มีสัตว์เล็ก ๆ หนีออกมาชายป่ากันเยอะผิดปกติ แต่กลับไม่มีวี่แววของสัตว์ใหญ่เลย แม้แต่เสียงหมาป่าที่มักได้ยินในตอนกลางคืนก็เงียบหายไปสองสามวันแล้ว”
แจ็คทำหน้าครุ่นคิดก่อนถามต่อ
“เสียงหมาป่าหายไปด้วยหรือขอรับ? แล้วมีข่าวชาวบ้านได้รับอันตรายหรือหายตัวบ้างไหม?”
“ยังไม่มีนะ แต่เมื่อวานมีข่าวจากหมู่บ้านอีกด้านของป่า เขาบอกว่าหมูป่าที่เลี้ยงไว้หายไปหมดทั้งคอก กว่าสิบตัวเชียวล่ะ”
“แล้วไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือขอรับ?”
“ข้าไม่แน่ใจเรื่องนั้น ต้องถามหัวหน้าหมู่บ้านที่อยู่ด้านในนู่น เขาเป็นคนรับข้อมูลทั้งหมด และตอนนี้ก็แจ้งชาวบ้านให้ระวังตัวไว้แล้ว”
ชายชราชี้มือไปยังทางเดินในหมู่บ้าน
“ขอบคุณขอรับท่านลุง ข้าก็เป็นห่วงเหมือนกัน ไม่อยากเข้าไปในป่าแล้วเจอเรื่องแปลก ถ้าแค่หมีขนเหล็กพวกข้ายังพอไหว แต่ถ้ามีอะไรมากกว่านั้น... ก็คงไม่สนุกแน่”
แจ็คและเจคอบกล่าวขอบคุณอีกครั้ง แล้วรีบเดินลึกเข้าไปตามทางที่ชายชราบอก
ไม่นานนัก คนอื่น ๆ ก็ตามมาถึง
หลังจากฝากม้าเรียบร้อย ทุกคนเริ่มกระจายกำลังสืบข่าวในหมู่บ้าน
ข้อมูลที่ได้รับจากหลายคนในพื้นที่ สอดคล้องกับสิ่งที่แจ็คและเจคอบเจอเกือบทั้งหมด
สัตว์เลี้ยงของชาวบ้านบางส่วนหายไปอย่างไร้ร่องรอย
พบเพียงร่องรอยการต่อสู้เล็กน้อย แต่ไม่เหลือซากศพ
สัตว์เล็กในป่าออกมาที่ชายป่ามากขึ้น
และที่สำคัญคือ เสียงหมาป่าที่เคยได้ยินแทบทุกคืนกลับเงียบหายไปหลายวัน
ขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่าชาวบ้านคนใดได้รับอันตรายโดยตรง นั่นคือข้อมูลทั้งหมดที่กลุ่มเขี้ยวอัสดงรวบรวมมาได้จากหมู่บ้านแห่งนี้
หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อย พวกเขาก็ออกเดินเท้าลงสู่ป่าในทันที
“ซิลฟี่ รบกวนเจ้ากับพวกอีกครั้งนะ”
อารินพูดพลางดึงนกประมาณยี่สิบตัวออกจากถุงสัตว์เลี้ยง
ซิลฟี่ใช้เวลาสื่อสารกับพวกมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เหล่านกจะกระพือปีกกระจายตัวบินแยกย้ายออกไป
ซิลฟี่เองก็บินสูงขึ้นเหนือยอดไม้ แล้วโฉบวนรอบ ๆ ด้านบน ขณะที่พวกเขาเริ่มลุยลึกเข้าไปในแนวป่า
จอมเวทรอยที่เดินอยู่ตรงกลางแถวเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“จากที่ชาวบ้านเล่ามา พวกมันเริ่มออกมาถึงเขตหมู่บ้านแล้ว ข้าคิดว่าสัตว์ใหญ่ในป่าคงเหลือน้อยเต็มที จนพวกมันต้องหันมาเล่นงานปศุสัตว์”
เขาหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อ
“เราต้องเปลี่ยนแผน ไม่ลุยเข้าเขตป่าลึก แต่จะลาดตระเวนวนตามแนวชายป่าใกล้หมู่บ้านแทน”
เขาหันมามองลูกทีม
“ทุกคนลดระดับพลังให้ดูเหมือนเทียร์สองขั้นสมบูรณ์ แล้วทำตัวเหมือนกลุ่มล่าสัตว์ทั่วไป ล่าสัตว์เล็ก เก็บสมุนไพร เดิ
เกาะกลุ่มไว้ สามถึงสี่คนต่อชุด และอย่าให้หลุดระยะสายตากัน”
หลังจากออกคำสั่งเสร็จ จอมเวทรอยหยิบกระดาษเวทแผ่นหนึ่งออกมา เขียนข้อความสั้น ๆ แล้วร่ายเวทเผาทิ้ง
เปลวไฟเวทพลันเผากระดาษจนกลายเป็นประกายมานาที่ลอยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
“แจ็ค หาทำเลตั้งที่พักในบริเวณนี้เลย จะได้คุมแนวลาดตระเวนได้ทั่วถึง”
“รับทราบ!”
แจ็คขานรับทันที
ด้านโรงแรมสโตนบริดจ์แสงแดดยามบ่ายสองลอดผ่านช่องระบายอากาศของโรงฝึก ส่องลงมากระทบเหงื่อที่ไหลเต็มตัวของเด็กหนุ่ม
“นายน้อย! ท่านเพิ่มมานาเวลาร่ายคาถาได้แล้วนะ อย่ามัวแต่คุมมานาให้เสถียรอย่างเดียว!”
อีรินร้องเตือนแกมดุหลังเฝ้าดูมาสักพัก
“ท่านรู้ดีว่ามานาของท่านมันผิดแผกจากคนทั่วไป ถ้าไม่ลองใส่พลังมากกว่านี้ จะรู้ได้ยังไงว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ตรงไหน!”
นายน้อยที่เต็มไปด้วยเหงื่อ มองนักเวทสาวด้วยสีหน้าเหนื่อยล้า
“นี่ข้าฝึกมาตั้งแต่เช้าแล้วนะพี่ มานาข้าหมดไปตั้งสองรอบแล้ว ตอนเช้าก็ให้ข้าร่ายเวทหลายแบบไม่หยุด มาตอนนี้ยังจะให้เพิ่มพลังเข้าไปอีก แล้วรัวเวทอีกต่างหาก?”
“ใช่! ถูกต้องแล้ว!”
อีรินตอบหน้าตายเสียงนิ่ง
“ท่านพ่อก็ฝึกพวกข้ามาแบบนี้ ข้าก็ใจดีกับท่านสุด ๆ แล้วนะ ถ้าเป็นท่านพ่อ ท่านคงไม่ปล่อยให้ท่านแม้แต่มีแรงบ่นด้วยซ้ำ”
อีรินที่มักจะยิ้มเจ้าเล่ห์อยู่บ่อยครั้ง บัดนี้ไม่มีรอยยิ้มแม้แต่น้อย
นิโคลัสได้แต่ถอนใจ ก่อนกัดฟันฝึกต่ออย่างไม่อาจโต้แย้งได้
ในจังหวะนั้น แมวน้อยตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาในโรงฝึก หยุดอยู่ตรงหน้านายน้อยเขาใช้พลังจิตสื่อสารกับมันทันที
‘มีอะไรหรือไวท์?’
‘นายท่าน ข้าพบกลุ่มคนน่าสงสัยห้าคน ออกมาทางประตูหลังของร้านค้าแห่งหนึ่ง’
‘แล้วไง? คนเข้าออกจากร้านก็เป็นเรื่องปกตินี่นา’
‘ถ้าเป็นแค่นั้น ข้าคงไม่มารายงาน... แต่พวกนั้น ข้าไม่ได้กลิ่นมนุษย์จากตัวพวกเขาเลย’
‘แม้จะปกปิดพลังปีศาจได้จากสายตาและพลังเวทของมนุษย์ แต่พวกมันหลอกจมูกของพวกเราไม่ได้แน่นอน’
นิโคลัสชะงัก หัวใจเต้นแรงเล็กน้อย
‘เจ้าจำตำแหน่งได้ไหม บอกลักษณะสถานที่ให้ข้าที’
แมวน้อยเริ่มบรรยายลักษณะของร้านค้าและบริเวณรอบ ๆ อย่างละเอียดนิโคลัสฟังพลางจดรายละเอียดลงกระดาษร่างรูปประกอบตามคำบอก
เมื่อได้ข้อมูลครบ แมวน้อยก็วิ่งจากไปทันที
นิโคลัสหันไปหาอีรินด้วยสีหน้าจริงจัง
“พี่อีริน ข้ารบกวนท่านช่วยเอาเอกสารนี้ไปส่งให้หน่วยพิทักษ์เมืองที่รออยู่ด้านนอกที”
อีรินพยักหน้า รับเอกสารแล้วรีบออกจากห้องไป
นิโคลัสหยิบนกตัวหนึ่งจากมิติสัตว์เลี้ยง หนึ่งในสามตัวที่เขาเก็บไว้ใช้สำหรับประสานงาน
“เจ้าฟังให้ดี กระจายข่าวออกไป หากพบมนุษย์ที่ไม่มีกลิ่นอายมนุษย์ ให้ส่งสัญญาณให้ตัวอื่นแยกติดตาม แล้วผลัดกันกลับมารายงานข้าเป็นระยะ”
นกน้อยผงกหัวรับคำสั่ง แล้วบินจากไปทันที
ไม่นาน อีรินกลับเข้ามา
“นายน้อย เกิดอะไรขึ้น?”
“กลุ่มคนน่าสงสัย พวกมันไม่มีแม้แต่กลิ่นมนุษย์ติดตัว”
เขาตอบพลางถอนหายใจ
“แล้วพวกนั้นตามอยู่ใช่ไหม?”
“ใช่ ข้าให้พวกมันผลัดกันติดตาม ไม่ให้เป้าหมายรู้ตัว”
อีรินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนปรายตามองเขา
“ถ้าอย่างนั้น... ตอนนี้ท่านพักพอแล้วใช่ไหม?”
เธอพูดเสียงเรียบ รอยยิ้มยังไม่กลับมา
“...เฮ้อ”
นิโคลัสถอนหายใจยาวอย่างปลงตก ก่อนฝึกต่ออย่างจำยอม
อาคารร้านค้าแห่งหนึ่งในเขตเมืองชั้นใน
ภายในห้องชั้นบน ชายร่างผอมสูงสวมหน้ากากยืนอยู่ริมหน้าต่าง ผิวขาวซีด ผมดำแซมขาว ดวงตาหลังหน้ากากจ้องมองกลุ่มคนชุดที่สองของวันนี้กำลังเคลื่อนตัวออกจากประตูหลังอาคาร
เสียงของเขาดังขึ้นโดยไม่หันกลับไปมอง
“ตอนนี้ในป่าลึกแทบไม่เหลือสัตว์แล้ว พวกเจ้าจึงเริ่มออกมาข้างนอกกันใช่ไหม?”
“ขอรับ นายท่าน”
“ดี เหลืออีกไม่มาก แค่สัตว์เลี้ยงชาวบ้านก็คงพอ”
รอยยิ้มบางปรากฏที่มุมปาก ก่อนเขาหันหลังกลับแล้วเดินออกจากห้อง
“ยังเหลืออีกสิบคน แบ่งเป็นสองชุด ทยอยส่งออกภายในชั่วโมงนี้ พรุ่งนี้ข้าจะมาเอาของ”
“รับทราบ นายท่าน”
ชายสวมหน้ากากไม่ลงไปยังชั้นล่าง แต่เลี้ยวเข้าไปยังห้องข้างเคียง เขาปิดประตูแน่นแล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งทาบกับผนัง ก่อนออกแรงผลักเบา ๆ
เสียงกลไกทำงาน ผนังค่อย ๆ ยุบเข้า เผยช่องว่างที่พื้นซึ่งมีบันไดลิงทอดยาวลงไป
เมื่อเขาไต่ลงไป ช่องทางลับก็ค่อย ๆ ปิดกลับดังเดิม
ไม่นาน ชายผู้นั้นก็ลงมาถึงห้องใต้ดินลับ ก่อนถอดหน้ากากออก เผยใบหน้าชายวัยห้าสิบต้น ๆ
โดมินิก ผู้นำระดับสูงของกลุ่มซินเดรสเทรล และสมาชิกกลุ่มผู้บูชาปีศาจ
“เหลืออีกคืนเดียว... ทุกอย่างก็จะสำเร็จ”
เขาพึมพำเบา ๆ ก่อนร่างสูงนั้นจะกลืนหายไปในความมืด
อีกด้านหนึ่งของเมืองหลวง
เวลาผ่านไปกว่า 40 นาทีหลังนิโคลัสส่งข่าว หน่วยพิทักษ์เมืองหลายสิบคนในคราบประชาชนเดินเพ่นพ่านอยู่รอบอาคารต้องสงสัย บางส่วนปลอมตัวเป็นคนงานของร้านค้าใกล้เคียง คอยสังเกตการเคลื่อนไหวจากทางประตูหลัง
ชายในชุดดำห้าคนเดินออกจากประตูหลังอย่างเงียบงันพวกเขาแต่งกายคล้ายฮันเตอร์ทั่วไป ไม่ส่งเสียง ไม่แม้แต่สบตากัน มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองโดยไม่แสดงพิรุธ
ทุกฝีก้าวตกอยู่ภายใต้สายตาของหน่วยสอดแนมที่ปลอมตัวอยู่รอบบริเวณแต่จะติดตามพวกมันออกนอกเมืองตรง ๆ ก็อาจทำให้เป้าหมายระแวง
ขณะที่ทีมสอดแนมลังเล นกตัวหนึ่งก็บินโฉบลงมาเกาะที่ไหล่ของชายในชุดฮันเตอร์คนหนึ่ง มันคีบกระดาษม้วนเล็ก ๆ ออกจากกระบอกที่ผูกกับขาของมัน
ชายคนนั้นเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนพยักหน้า
“ขอบใจมาก”
เขากระซิบเบา ๆ แล้วนกก็บินจากไป
เขาหันไปบอกคนข้าง ๆ
“รอที่นี่ก่อน หน่วยวิหคของเขี้ยวอัสดงกำลังติดตามกลุ่มนั้นอยู่ พวกมันจะกลับมานำทางเราอีกที”
เขาหันไปยังกลุ่มติดตาม
“สิบคนเตรียมตัว ที่เหลือกลับไปเฝ้าตำแหน่งเดิม หากมีอีกกลุ่มออกมา และข้าไม่อยู่ ให้ส่งทีมตามไปโดยใช้คนสองเท่าของจำนวนเป้าหมาย แต่รอสัญญาณติดตามจากหน่วยวิหคก่อน”
เหล่าหน่วยซุ่มสัญญาณว่าเข้าใจ ก่อนกระจายกำลังกลับเข้าสู่จุดซ่อน
หน่วยวิหคที่นิโคลัสฝึกไว้สามารถแยกแยะคนของหน่วยพิเศษจากคนทั่วไปได้ง่ายดาย ด้วยสัญลักษณ์พิเศษที่ติดไว้ตรงบ่า ซึ่งมีไว้เพื่อให้พวกมันส่งข่าวและนำทางได้โดยไม่ผิดตัว
เวลาผ่านไปอีกราวสิบ นาที นกอีกตัวบินลงเกาะ แล้วบินนำออกไปทันที
“ตามไป!”
ชายในชุดฮันเตอร์ออกคำสั่ง ก่อนรีบเคลื่อนทัพตามกลุ่มแรกไป
หนึ่งชั่วโมงต่อมา กลุ่มผู้ต้องสงสัยอีกห้าคนออกจากประตูหลังซ้ำรอยเดิม หน่วยพิเศษยังคงรอการนำทางจากหน่วยวิหค ก่อนจะเริ่มไล่ตามออกจากเมือง
ณ ชายป่า บริเวณที่กิลด์เขี้ยวอัสดงตั้งที่พัก
“หัวหน้า เราติดตั้งข่ายเวทครอบคลุมรัศมีสองร้อยเมตรเรียบร้อย หากมีอะไรล่วงล้ำเข้ามา เราจะรู้ทันที”
นิโคไลรายงาน
วิคเตอร์พยักหน้า
“อาริน ซิลฟี่กลับมายัง?”
“ยังเลย น่าจะอยู่ไม่ไกล คงรอตัวอื่นมาส่งข่าวพร้อมกัน”
อารินตอบพลางเหลือบมองขึ้นไปบนต้นไม้
“แต่ตอนกลางคืนพวกมันจะลาดตระเวนยังไง? มันเป็นนกกลางวันไม่ใช่หรือ?”
วิคเตอร์ถามอย่างสงสัย
“ไม่ต้องห่วง ซิลฟี่เองสามารถมองได้ทั้งกลางวันและกลางคืน และนายน้อยเตรียมนกกลางคืนมาด้วย ตอนนี้ยังพักอยู่ในถุงสัตว์เลี้ยง”
อารินตอบพลางยิ้มบาง
“ใครจะไปคิดว่านายน้อยจะใช้พวกมันได้คล่องถึงขนาดนี้ เกินกว่าผู้ฝึกสัตว์เทียร์สามบางคนเสียอีก ถ้าไม่นับระดับของสัตว์ ถือว่านายน้อยอยู่ในขั้นผู้ฝึกสัตว์เทียร์สองขั้นสมบูรณ์ได้เลย”
วิคเตอร์พยักหน้ารับคำ
“คืนนี้คงหนัก เก็บแรงกันไว้ก่อน บอริสกับปีเตอร์ เฝ้ายามตอนนี้ ที่เหลือพักให้เต็มที่ แฮร์รี่กับอีแวนจะมาเปลี่ยนเวรในอีกสองชั่วโมง ปลุกพวกข้าด้วยตอนพระอาทิตย์ตกดิน”
ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อนภายใต้กระโจมง่าย ๆ ที่กางไว้กันแดด มีเพียงบอริสและปีเตอร์ที่ยืนเวรเฝ้าระวัง
ขอบชายป่า
ห่างจากที่ตั้งของเขี้ยวอัสดงไปทางตะวันออกประมาณหนึ่งกิโลเมตร กลุ่มชายในชุดดำห้าคนเดินเข้าสู่แนวป่า และเริ่มสร้างที่พักชั่วคราว
หนึ่งชั่วโมงให้หลัง กลุ่มชายชุดดำอีกกลุ่มก็เข้าสู่ชายป่าทางตะวันตก ห่างออกไปราวสองกิโลเมตร และหลังจากนั้น มีอีกสองกลุ่มกระจายตัวไปตามแนวป่า
แสงแดดค่อย ๆ อ่อนลง เมฆสีเทาจางเริ่มเคลื่อนตัว
ท้องฟ้าเหนือผืนป่าคล้ำลงทีละน้อย เงาไม้เริ่มทอดยาวบดบังพื้นดิน
เสียงนกร้องครั้งสุดท้ายก่อนราตรีจะกลืนโลก
สัตว์น้อยใหญ่ต่างกลับเข้าสู่รังอย่างเงียบเชียบ ไร้เงาสัตว์นักล่าหรือสัตว์ใหญ่ให้เห็นเหมือนที่ผ่านมา
เมื่อแสงสุดท้ายลาลับ
ดวงตาคมกล้ายี่สิบคู่ในความมืดก็เริ่มเปิดขึ้นช้า ๆ
การล่าครั้งใหม่ กำลังเริ่มต้นขึ้นแล้ว