หลิวกุ้ยหลานวางถ้วยชาที่ถือค้างไว้นานลง เธอจำถ้วยใบนี้ได้ดี มันเป็ของที่เธอซื้อเข้าบ้านหลังจากแต่งงาน ถ้วยกระเบื้องเคลือบสีขาวลายแอปเปิลแดงฉ่ำดูน่ารักน่าใช้ แต่เพราะผ่านกาลเวลามานาน ถ้วยใบนี้จึงดูหม่นหมองลง ไม่สดใสเหมือนวันวานอีกแล้ว
ทันทีที่วางถ้วยชาลง หลิวกุ้ยหลานก็ลุกจากเก้าอี้ แล้วตรงเข้าไปคุกเข่าดังตุ้บต่อหน้าหลินกั๋วผิงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
การกระทำของเธอเล่นเอาหลินกั๋วผิงสะดุ้งโหยง เขารีบถอยหลังหนีไปหลายก้าว “กุ้ยหลาน เธอทำบ้าอะไรเนี่ย? ลุกขึ้นมาเร็ว มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากัน”
“กั๋วผิง ฉันขอร้องล่ะ ช่วยเหยาเหยาลูกสาวคนเล็กของฉันด้วยเถอะ ถ้าคุณไม่รับปาก วันนี้ฉันจะคุกเข่าอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน” พูดจบนํ้าตาของหลิวกุ้ยหลานก็ร่วงเผาะอาบสองแก้ม น่าเวทนาราวกับดอกสาลี่ต้องพายุฝนกระหน่ำ
ยังไม่ทันที่หลินกั๋วผิงจะหายใ ยายหลิวก็ทรุดตัวลงคุกเข่าบ้าง “กั๋วผิง แม่รู้ว่ากุ้ยหลานเธอทำผิดกับแกไว้มาก แต่แม่ขอให้เห็นแก่ความเป็ผัวเมียเก่า ช่วยกุ้ยหลานเธอหน่อยเถอะ เหยาเหยาลูกสาวคนเล็กของกุ้ยหลานเธอป่วยต้องผ่าตัด ซึ่งจำเป็ต้องใช้เื แต่เืของเด็กคนนั้นมันดันเหมือนกับเสียวเสวี่ยเปี๊ยบ เป็เืหายาก ทางโรงพยาบาลก็ขาดแคลนเืกรุ๊ปนี้ เลยมีแต่เสียวเสวี่ยคนเดียวที่จะช่วยชีวิตเหยาเหยาได้ กั๋วผิง แกเป็คนดีคงไม่ใจจืดใจดำเห็นคนตายไปต่อหน้าต่อตาใช่ไหม?”
ที่แท้หลิวกุ้ยหลานพยายามจะเอาลูกไปอยู่ด้วยก็เพราะมีจุดประสงค์แอบแฝงจริงๆ ด้วย พอรู้ความจริง สีหน้าของหลินกั๋วผิงก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที “หลิวกุ้ยหลาน เธอห่วงแต่ลูกสาวคนเล็ก แล้วเสียวเสวี่ยไม่ใช่ลูกเธอหรือไง? เธอยังเด็กขนาดนั้น จะไปให้เืคนอื่นได้ยังไง เธอจะไม่ไยดีเสียวเสวี่ยก็ช่างเถอะ แต่เธอจะมาทำร้ายลูกไม่ได้”
ได้ยินดังนั้น หลินกั๋วผิงก็โกรธจนควันออกหู ลูกสาวคือแก้วตาดวงใจ คือทุกสิ่งทุกอย่างของเขา อย่าว่าแต่ให้เืเลย แค่ถอนผมลูกสักเส้นเขายังทนไม่ได้
เมื่อเจอะเิอารมณ์ของหลินกั๋วผิง หลิวกุ้ยหลานก็รีบปาดน้ำตาอธิบาย “กั๋วผิง ฉันก็รักเสียวเสวี่ยเหมือนกันนะ ถ้าไม่ใช่เพราะหมดหนทางจริงๆ ฉันคงไม่ให้เสียวเสวี่ยไปให้เืเหยาเหยาหรอก ตอนนี้ก้อนเนื้อในตัวเหยาเหยามันโตวันโตคืน จะรอช้าไม่ได้แล้ว ฉันถามหมอมาละเอียดแล้ว หมอบอกว่าเด็กวัยเสียวเสวี่ยบริจาคเืได้ แค่บำรุงดีๆ ทั้งก่อนและหลังให้เืก็พอ อีกอย่างการผ่าตัดก็ใช้เืไม่เยอะ อยู่ในเกณฑ์ที่ร่างกายรับไหว กั๋วผิง ฉันขอร้องล่ะ ยอมให้เสียวเสวี่ยไปอยู่กับฉันที่ในเมืองเถอะ ฉันจะบำรุงเธอให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ พอหลังปีใหม่ผ่าตัดเหยาเหยาเสร็จ ถ้าเสียวเสวี่ยไม่อยากอยู่เมืองต่อ ฉันจะมาส่งเธอกลับบ้าน แล้วสัญญาว่าจะหาเวลามาเยี่ยมเธอบ่อยๆ”
“ฉันไม่มีวันยอมให้เสียวเสวี่ยไปให้เืลูกเธอเด็ดขาด เลิกฝันไปได้เลย เสียวเสวี่ยคือชีวิตของฉัน ฉันไม่ยอมให้เธอเสียเืแม้แต่หยดเดียวหรือผมร่วงแม้แต่เส้นเดียว เธอกลับไปหาวิธีอื่นเถอะ มันต้องมีทางออกอื่นแน่”
นี่คือจุดยืนของหลินกั๋วผิง แม้หลิวกุ้ยหลานกับแม่จะคุกเข่าอ้อนวอนอยู่ตรงหน้า แต่เขาก็ไม่ใจอ่อน ลูกสาวคือขีดจำกัดที่ใครก็ห้ามล้ำเส้น เพื่อปกป้องลูก เขายอมเป็คนไร้หัวใจ ต่อให้เฉินเหยาเหยาจะเป็จะตายยังไง เขาก็ไม่ยอมให้ลูกสาวต้องเจ็บตัวเพื่อช่วยเด็กคนนั้น
ลูกสาวเขาน่าสงสารจะตายไป ยังไม่ทันหย่านมแม่ก็ทิ้งไปแล้ว ตลอดหลายปีมานี้เวลาเจ็บไข้ได้ป่วยเธอก็ร้องเรียกหาแต่แม่ แต่เขาก็ทำได้แค่ถอนหายใจเงียบๆ ถูกเด็กเกเรในหมู่บ้านล้อว่าเป็ลูกไม่มีแม่ เธอต้องร้องไห้กลับบ้านมาตั้งกี่ครั้ง แม่ใจร้ายที่ทิ้งลูกไปเป็แม่ให้ลูกคนอื่น จู่ๆ ก็โผล่หัวมาจะเอาตัวลูกไป ไม่ใช่เพื่อชดเชยความรัก แต่เพื่อเอาเืของลูกไปใช้ มันโหดร้ายกับเด็กเกินไปแล้ว!
ยายหลิวเห็นหลินกั๋วผิงใจแข็งไม่ยอมท่าเดียว ก็งัดไม้ตายออกมาขู่ “กั๋วผิง ถ้าแกไม่ยอม ยายแก่คนนี้กับกุ้ยหลานจะคุกเข่าอยู่ตรงนี้ไม่ลุกไปไหน จนกว่าแกจะยอมตกลง”
แม้พื้นดินจะเย็นเฉียบ คุกเข่าแป๊บเดียวก็ปวดร้าวไปถึงหัวเข่า แต่ยายหลิวก็กัดฟันทน เธอรู้ดีว่าหลินกั๋วผิงเป็คนจิตใจดี ขอแค่ทนคุกเข่าตื๊อเข้าไว้ เดี๋ยวเขาก็ใจอ่อนเอง
“หนูให้เืเฉินเหยาเหยาได้ แต่ต้องเอาเงินมาแลก”
เสียงใสแจ๋วของเด็กน้อยดังแทรกขึ้นทำลายความตึงเครียด ทั้งสามคนหันขวับไปมองที่ประตูพร้อมกัน เห็นทิงเสวี่ยเดินดุ่มๆ เข้ามาด้วยใบหน้าเคร่งขรึมเกินวัย
“เสียวเสวี่ย ออกไปเล่นก่อนลูก พ่อมีธุระจะคุยกับแม่กับยาย” หลินกั๋วผิงรู้ทันทีว่าลูกสาวแอบฟังอยู่ เธอฉลาดเป็กรด คงได้ยินหมดแล้วถึงได้พูดแบบนั้นออกมา
ทิงเสวี่ยมือข้างหนึ่งเกาะแขนพ่อ ส่วนอีกข้างยกขึ้นเท้าเอว มาดพญาตัวน้อย “หนูได้ยินหมดแล้ว ก็แค่ให้เืเฉินเหยาเหยาไม่ใช่เหรอ หนูยอม แต่ต้องเอาเงินมาแลก ถ้าเอาเงินมาหนึ่งพันห้าร้อยหยวน หนูพร้อมให้เืเฉินเหยาเหยาได้ตลอดเวลา แต่ถ้าไม่ยอมจ่าย หนูก็ไม่ให้เด็ดขาด”
“เสียวเสวี่ย เหยาเหยาเป็น้องสาวลูกนะ ลูกควรจะช่วยน้อง พี่น้องต้องช่วยเหลือกัน น้องป่วย ลูกช่วยน้องตอนนี้ วันหน้าน้องมีอะไรดีๆ ก็ต้องนึกถึงลูกก่อนอยู่แล้ว” หลิวกุ้ยหลานพยายามใช้มุขพี่น้องรักกันมาชักจูง แต่สำหรับทิงเสวี่ย คำพูดพวกนี้น่าขันสิ้นดี
“หนูไม่มีน้องสาว หนูมีแต่พ่อกับอาสาม พวกคุณกลับไปเถอะ ถ้าอยากได้เืหนูก็เอาเงินมาหนึ่งพันห้าร้อยหยวน ถ้าไม่จ่ายก็ไปหาวิธีอื่น หนูได้ยินประกาศในวิทยุบอกว่าที่โรงพยาบาลเืก็มีราคาค่างวด ถ้าแม่เป็คนเลี้ยงหนูมาแล้วขอให้หนูไปบริจาคเืให้น้อง หนูก็คงยินดี คนที่เลี้ยงหนูมาจนโตคือพ่อ ย่า และอาสาม ถ้าพวกเขา้าเื หนูก็เต็มใจให้ แต่สำหรับแม่ที่ไม่เคยเลี้ยงดูหนูมาสักวัน... แม่ไม่มีสิทธิ์มาขอให้หนูเจ็บตัวฟรีๆ เพื่อช่วยลูกสาวของแม่หรอกค่ะ”
คำพูดฉะฉาน ตรงไปตรงมา และมีเหตุมีผลของทิงเสวี่ยทำให้เธอดูโตเป็ผู้ใหญ่เกินตัว หลินกั๋วผิงมองลูกสาววัยแปดขวบเศษที่กำลังตอกกลับหลิวกุ้ยหลานอย่างชาญฉลาดด้วยความปวดใจ ยิ่งลูกรู้ความมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสงสารจับใจ
อาศัยจังหวะที่สองแม่ลูกตระกูลหลิวกำลังอึ้งจนพูดไม่ออก ทิงเสวี่ยก็ย้ำจุดยืนอีกครั้ง “จะเอาเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนมาแลกเื หรือจะไปหาวิธีอื่นก็เลือกเอา แล้วจากนี้ไปอย่ามายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของหนูกับพ่ออีก”
“ไม่! ต่อให้เอาเงินมากองตรงหน้า พ่อก็ไม่ยอมให้เสียวเสวี่ยไปให้เืใครทั้งนั้น” หลินกั๋วผิงยืนยันเสียงแข็ง อย่าว่าแต่พันห้าเลย ให้หมื่นห้าเขาก็ไม่เอา เขาจนก็จริง แต่ยังไม่จนตรอกถึงขนาดต้องให้ลูกสาวไปขายเืกิน
ทิงเสวี่ยดึงมือพ่อพลางฉุดให้เดินหนี “พ่อ ไปกันเถอะ ปล่อยให้พวกเธอนั่งคุกเข่าต่อไปนั่นแหละ”
หลิวกุ้ยหลาน “...”
ยายหลิว “...”
“เสียวเสวี่ย อย่าเพิ่งไป ฟังแม่ก่อน...”
ไม่ว่าหลิวกุ้ยหลานจะะโเรียกยังไง ทิงเสวี่ยก็ไม่หันหลังกลับมา เธอ้าให้หลิวกุ้ยหลานกับเฉินเฉียงควักเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนมาแลกเืของเธอจริงๆ เธอจะเอาเงินก้อนนี้มาสร้างอนาคตให้พ่อกับอาสาม
ในชาติก่อน ด้วยเพราะความไร้เดียงสาและโง่เขลาของเธอ ทำให้พ่อต้องระหกระเหินไปครึ่งค่อนชีวิต หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ทำให้อาสามต้องเสียพี่ชายที่พึ่งพาได้ไป จนสุดท้ายถูกแม่ม่ายคนนั้นขูดรีดจนตาย พ่อกับอาสามคือคนที่รักเธอที่สุดในโลก เธอเคยติดค้างพวกเขาไว้ในชาติก่อน ชาตินี้เธอจะชดใช้ด้วยเืของตัวเอง
บ้านเธอยากจนข้นแค้น มีแต่ทางนี้แหละที่จะเอาเืไปแลกเงินมาช่วยกู้วิกฤตครอบครัวได้ นี่คือสิ่งที่ทิงเสวี่ยตั้งใจแน่วแน่ั้แ่รู้ว่าตัวเองได้ย้อนเวลากลับมาแก้ไขอดีต
หลิวกุ้ยหลานจำต้องพาแม่ไปส่งที่หมู่บ้านเกาไถ ก่อนจะปั่นจักรยานคอตกกลับเข้าเมือง กว่าจะถึงบ้านตะวันก็ตกดินไปแล้ว ครั้นเฉินเฉียงก็เลิกงานกลับมา ก็เห็นแม่กับเมียหน้าบอกบุญไม่รับ เฉินเฉียงก็รีบถาม “เป็ไงบ้าง? หรือยังจัดการนังเด็กนั่นไม่ได้อีก?”
หลิวกุ้ยหลานตอบ “หลินกั๋วผิงไม่ยอมท่าเดียว วันนี้ฉันกับแม่ไปคุกเข่าขอร้องให้ช่วยเหยาเหยา เขาก็ยังเฉย แต่ที่คาดไม่ถึงคือเสียวเสวี่ย นังเด็กนั่นดันยื่นข้อเสนอให้เราเอาเงินหนึ่งพันห้าร้อยหยวนไปแลกเื ไม่รู้ใครเสี้ยมสอนมา หัวแข็งแถมใจดำชะมัด แล้วหลินกั๋วผิงก็ดันเชื่อลูกหัวปักหัวปำซะด้วย”
“หนึ่งพันห้าร้อยหยวน! แพงหูฉี่ งั้นก็ช่างมันเถอะ อาการเหยาเหยาก็ไม่ได้แย่อะไร รอแกโตอีกหน่อยค่อยพาไปผ่าตัดโรงพยาบาลใหญ่ๆ ในเมืองหลวง ที่นั่นคงมีเืเตรียมไว้พร้อม” ย่าเฉินตัดบททันที เธอรักหลานสาวคนเก่งที่พาไปอวดชาวบ้านได้ก็จริง แต่ให้ควักเงินพันห้าไปซื้อเื เธอทำใจไม่ได้จริงๆ ถ้าเป็หลานชายเท่าไหร่ก็ยอม แต่นี่หลานสาว โตไปก็เป็คนบ้านอื่น สิ้นเปลืองเปล่าๆ
หลิวกุ้ยหลานได้ยินแม่ผัวจะลอยแพลูกสาวก็ของขึ้นทันที “แม่! เหยาเหยาเป็หลานแท้ๆ ของแม่นะ จะมาพูดว่าช่างหัวมันได้ยังไง? ใช่ ตอนนี้เหยาเหยายังใช้ชีวิตได้ปกติ แต่ก้อนเนื้อมันโตขึ้นทุกวันนะ ถ้ามันกลายเป็เนื้อร้ายจะทำยังไง? เฉินเฉียง ถ้าคุณเห็นดีเห็นงามกับแม่คุณ ฉันจะพาเหยาเหยาหนีไปหย่ากับคุณเดี๋ยวนี้แหละ ต่อให้ต้องขายหม้อขายไห ฉันก็จะหาเงินมารักษาลูกให้ได้”
นี่เป็ครั้งแรกที่หลิวกุ้ยหลานกล้างัดข้อกับย่าเฉินตรงๆ แถมยังขู่เื่หย่าอีกด้วย
เฉินเฉียงคนกลางลำบากใจสุดๆ คิดอยู่พักใหญ่ถึงยอมเอ่ยปาก “โรคของเหยาเหยายังไงก็ต้องรักษา เดิมทีกะว่าจะประหยัดค่าเื แต่ดูท่าจะไม่ไหว คุณกลับไปคุยกับหลินกั๋วผิงใหม่ ให้เขาลดราคาลงหน่อย ปกติซื้อเืที่โรงพยาบาลก็สามถึงห้าร้อยหยวน เราเสนอให้เขาห้าร้อย แล้วค่อยซื้อของบำรุงให้นังหนูนั่นเพิ่มเอา”
“ได้ พรุ่งนี้ฉันจะไปหมู่บ้านต้าเหออีกรอบ จะลองคุยกับหลินกั๋วผิงให้รู้เื่”
เพียงแค่เฉินเฉียงไม่เข้าข้างแม่ตัวเอง หลิวกุ้ยหลานก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย