ซูลั่วถึงกับหลุดขำออกมาทั้งที่กำลังโมโห
คนเราจะหน้าด้านได้ขนาดนี้เลยเหรอ?
นี่มันโจรป่าวประกาศจับโจรชัด ๆ!
ทุกครั้งที่ท่านอาจารย์ส่งของมาให้เธอ จะเป็นกล่องโลหะแบบเดิมตลอด และบนกล่องก็จะมีสัญลักษณ์พิเศษรูปเปลวไฟดวงเล็ก ๆ ที่ท่านอาจารย์ทำขึ้นเอง
ดังนั้น ตอนที่ซูลั่วบุกเข้าไปในห้องของซูเสี่ยวซี เธอจึงใช้เวลาไม่นานก็หามันเจอ
ห้องสวีทนี้เคยเป็นห้องที่ซูลั่วอยู่มาก่อน เธอรู้ดีว่าตรงไหนเหมาะแก่การเก็บของสำคัญ
แม้ว่าการบุกเข้าไปรื้อค้นห้องคนอื่นจะเป็นเรื่องไร้มารยาท แต่สำหรับคนที่เสแสร้งเก่งอย่างซูเสี่ยวซี มารยาทคืออะไร? เธอไม่สมควรได้รับมัน!
คุณนายซูในตอนนี้ พอเห็นซูลั่วก็ยังรู้สึกสับสน แต่พอเหลือบไปมองลูกสาวสุดที่รักอย่างซูเสี่ยวซีขอบตาแดงก่ำ ก็ทำเอาเธออดสงสารไม่ได้
เธอพูดขึ้นว่า “มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ลั่วลั่ว ลูกเอาอะไรของเสี่ยวซีไปเหรอ? ถ้าลูกอยากได้ ก็บอกแม่สิ ไม่เห็นต้องแอบหยิบไปแบบนี้เลย”
ซูลั่วมองไปที่คุณนายซู แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “คุณนายซูคะ คุณยังไม่ได้ถามอะไรสักคำ ก็ปักใจเชื่อไปแล้วเหรอคะ ว่าเป็นหนูที่เอาของของซูเสี่ยวซีไป?”
คุณนายซูถึงกับนิ่งอึ้งไป สายตาดูสับสน
กลับเป็นซูหนานจิ่นที่เดินตามลงมาช้า ๆ เขาขมวดคิ้วแล้วพูดว่า “แม่ครับ แม่เข้าใจผิดแล้ว ไม่ใช่ลั่วลั่วเอาของของเสี่ยวซีไป แต่เป็นเสี่ยวซีที่แอบเอาพัสดุที่คนอื่นส่งมาให้ลั่วลั่วไป! ลั่วลั่วก็แค่มาเอาของของตัวเองกลับไปเท่านั้นครับ”
คุณนายซูได้แต่กะพริบตา “อ้อ อย่างนี้นี่เอง”
ซูเสี่ยวซีเห็นสถานการณ์ไม่ดี เธอก็โกรธจนหายใจหอบ พูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจ “แต่ว่าซูลั่วก็ไม่ควรบุกเข้ามาในห้องของหนูโดยไม่ได้รับอนุญาตนี่คะ! นี่มันไร้มารยาทเกินไปแล้ว ถ้าในห้องของหนูมีอะไรหายไป หนูจะไปเรียกร้องความยุติธรรมจากใครได้?”
คุณนายซูรู้สึกว่าที่ซูเสี่ยวซีพูดก็มีเหตุผลอีก
เธอกำลังจะอ้าปาก แต่ซูลั่วก็พูดแทรกขึ้นมา “ซูเสี่ยวซี เธอยังไม่ได้รับอนุญาตจากฉัน ก็แอบเอาพัสดุของฉันไป ตอนนั้นเธอก็แอบเข้าห้องฉันไปยุ่งกับสมองกลของฉันเหมือนกัน สรุปว่าระหว่างเราสองคน ใครกันแน่ที่ไร้มารยาท?”
“ก็เธอนั่นแหละที่ไร้มารยาท!”
“พอได้แล้ว!”
ดยุกซูพูดเสียงเย็นชา เขามองซูเสี่ยวซีเขม็ง จากนั้นก็หันไปมองซูลั่ว “ลั่วลั่ว หิวแล้วรึยัง? ไปกินข้าวกันเถอะ”
“ค่ะ”
ซูหนานจิ่นที่อยู่ข้าง ๆ ถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขาชักจะทนท่าทีของซูเสี่ยวซีกับความลำเอียงแบบไม่ลืมหูลืมตาของแม่ไม่ไหวแล้ว
โชคดีที่ท่านพ่อยังยุติธรรมอยู่บ้าง
แต่ซูลั่วกลับรู้ดีว่า ดยุกซูไม่ได้ยุติธรรมอะไรหรอก แต่เป็นเพราะในตอนนี้ สำหรับเขาแล้ว อดีตลูกบุญธรรมอย่างเธอยังพอมีประโยชน์อยู่บ้างก็เท่านั้น
ทางด้านซูเสี่ยวซีก็ได้แต่มองตามซูลั่วและคนอื่น ๆ ที่เดินจากไปอย่างไม่อยากเชื่อ เธอโกรธจนขอบตาแดงก่ำ น้ำตาเริ่มไหลออกมา
เธอจะบ้าตายอยู่แล้ว!
ทำไมเธอถึงได้โชคร้ายขนาดนี้!
ตอนแรกก็ถูกตระกูลเจียงเลื่อนงานแต่ง พอกลับมาถึงบ้าน ยังต้องมาโดนซูลั่วข่มอีกเหรอ?
ยัยซูลั่วนี่อุตส่าห์ถูกเธอไล่ออกจากบ้านไปแล้ว ทำไมยังทำตัวเป็นวิญญาณตามติด ไม่ยอมไปผุดไปเกิดเสียที!
ตอนนี้แม้แต่ท่านพ่อก็ยังเข้าข้างยัยนั่น!
ซูเสี่ยวซียิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บใจ ยิ่งน้อยใจ เธอหันขวับ วิ่งเข้าไปหาคุณนายซูที่กำลังยืนงงอยู่ ร้องไห้อย่างน่าสงสาร “คุณแม่คะ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมจู่ ๆ ท่านพ่อถึงทำกับหนูแบบนี้ หรือว่าซูลั่วไปเป่าหูอะไรไม่ดีเกี่ยวกับหนูให้ท่านพ่อฟังเหรอคะ?”
คุณนายซูรีบปลอบลูกสาว แต่เพิ่งจะพูดได้ไม่กี่คำ พ่อบ้านก็เดินเข้ามาพูดอย่างสุภาพ “คุณนายครับ ท่านดยุกให้เชิญไปรับประทานอาหารครับ”
ดยุกซูเป็นหัวหน้าครอบครัวที่เข้มงวดมาก คืนนี้เขาเรียกซูลั่วกลับมา ก็เพื่อที่จะให้ครอบครัวได้กินข้าวเย็นด้วยกัน ‘อย่างชื่นมื่น’
ดังนั้นท่าทีและคำพูดของซูเสี่ยวซีเมื่อครู่ จึงทำให้เขาไม่พอใจมาก ๆ
แต่ซูเสี่ยวซีในวันนี้เสียใจมากจริง ๆ เธอได้รับผลกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างหนัก พอคุณนายซูบอกให้เธอไปกินข้าวด้วยกัน เธอก็สะบัดมือออก เอามือปิดหน้าแล้ววิ่งกลับเข้าห้องไปทันที
คุณนายซูก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่เธอไม่กล้าขัดคำสั่งของสามี เลยทำได้แค่หันหลังเดินไปยังห้องอาหาร
แต่พอไปถึง เธอก็สั่งให้พ่อบ้านนำอาหารส่วนหนึ่งไปส่งที่ห้องของซูเสี่ยวซีก่อน
ดยุกซูขมวดคิ้ว “เสี่ยวซีเป็นอะไรไป? เมื่อครู่ฉันยังเห็นดูปกติดีอยู่เลยนี่ ทำไมถึงกับออกมากินข้าวไม่ได้?”
คุณนายซูรีบพูด “ที่จริงวันนี้เสี่ยวซีอารมณ์ไม่ค่อยดีน่ะค่ะ เพราะว่าทางตระกูลเจียงขอเลื่อนงานแต่งงานออกไปก่อน เขาห่วงว่าจะกระทบกับการเรียนของเด็กทั้งสอง ก็เลยบอกว่า รอให้เสี่ยวซีสอบเข้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดิให้ได้ก่อนแล้วค่อยจัดงานค่ะ”
ดยุกซูพอได้ยินแบบนั้น คิ้วก็ขมวดเข้าหากันทันที ดูเหมือนจะไม่พอใจเหมือนกัน
แต่ซูลั่วที่อยู่ข้าง ๆ กลับนั่งกินอย่างสบายอารมณ์ด้วยท่าทีสงบ
คนตระกูลเจียงก็เป็นแบบนี้มาตลอด ตอนนั้นก็ดูถูกเธอ รังเกียจที่เธอเป็นแค่ลูกบุญธรรม
ตอนนี้ก็ดีแล้ว พวกเขาก็ดูถูกซูเสี่ยวซีเหมือนกัน
บอกว่ากลัวจะกระทบกับการเรียน แต่ความจริงก็คือกลัวว่า ซูเสี่ยวซีจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดิไม่ติดต่างหาก
ดยุกซูคิดในใจ เรื่องนี้เดี๋ยวคงต้องไปคุยกับตระกูลเจียงสักหน่อย แต่ก็ต้องถามลูกสาวด้วยว่าตกลงจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยจักรวรรดิได้รึเปล่า
ไม่สิ...ลูกเขาจะต้องสอบเข้าให้ได้!
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาคุยเรื่องนี้ ดยุกซูหันไปมองซูลั่ว “ลั่วลั่ว ได้ยินมาว่าตอนฝึกทหาร ลูกทำผลงานได้ดีมากเลยเหรอ?”
“ก็พอใช้ได้ค่ะ”
“อันดับหนึ่ง นี่มันยอดเยี่ยมมากแล้วนะ ได้ยินว่าลูกถึงกับแซงหน้ามู่หรงซ่งฉือไปได้เลยเหรอ?”
ซูลั่วลดสายตาลงเล็กน้อย พูดเสียงเบา “หนูแค่ฟลุกค่ะ”
“ไม่ว่าจะฟลุกรึเปล่า ก็พิสูจน์ได้ว่าลูกเก่งมาก เป็นยังไงบ้าง สนใจอยากจะย้ายไปอยู่ภาควิชาการบัญชาการไหม? เดี๋ยวพ่อไปคุยกับอาจารย์ใหญ่ให้”
ซูลั่วดื่มน้ำไปอึกหนึ่ง แล้วส่ายหน้า “ไม่ล่ะค่ะ หนูรู้สึกว่าอยู่ที่ภาควิชาเมคคาก็ดีอยู่แล้ว”
“เด็กคนนี้นี่ ยังเด็กเกินไปจริง ๆ ภาควิชาเมคคามันจะดีอะไร ต่อให้ในอนาคตจะเก่งกาจแค่ไหน ก็เป็นได้แค่นักบินเมคคาเท่านั้น แต่ถ้าลูกย้ายไปอยู่ภาควิชาการบัญชาการได้ ในอนาคตลูกก็จะได้เป็นถึงผู้บัญชาการกองยานดวงดาวเลยนะ!”
ดยุกซูเองในอดีตก็เคยเป็นผู้บัญชาการกองยานดวงดาว แต่ต่อมาได้รับบาดเจ็บตอนต่อสู้กับโจรสลัดอวกาศ ก็เลยถอนตัวออกมาทำงานด้านเอกสารแทน
ตอนนี้ลูกชายได้สานต่อความตั้งใจของเขา เขาดีใจมาก
แต่ถ้าลูกบุญธรรมได้เป็นผู้บัญชาการที่ยอดเยี่ยมด้วย เขาก็จะยิ่งดีใจมากขึ้นไปอีก
ถึงตอนนั้น ทั้งลูกชายและลูกบุญธรรมก็จะได้ไปช่วยสนับสนุนองค์รัชทายาท เมื่อองค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ ตระกูลซูของพวกเขาก็จะยิ่งรุ่งเรืองมากขึ้น ๆ!
หรือกระทั่ง...
ดยุกซูถึงกับมีความคิดที่น่าตื่นเต้นแวบขึ้นมา ถึงตอนนั้นก็สามารถให้ลั่วลั่วไปเป็นภรรยาขององค์รัชทายาทได้!
แม้ว่าตำแหน่งพระชายาองค์รัชทายาทจะมีได้แค่คนเดียว แต่ว่าองค์รัชทายาทสามารถมีภรรยาได้หลายคน!
เขายิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น แต่ในวินาทีต่อมา ก็ได้ยินซูลั่วพูดด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ เหมือนเดิม “หนูตัดสินใจว่าจะไม่ย้ายภาควิชาค่ะ หนูอิ่มแล้ว ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อนี้ วันนี้หนูไปนะคะ”
ซูลั่วเช็ดมุมปาก ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป ทิ้งให้ดยุกซูนั่งงงอยู่ตรงนั้น
สีหน้าของเขาบึ้งตึงขึ้นมาทันทีด้วยความไม่พอใจ
ซูหนานจิ่นรีบยืนขึ้นแล้วพูดว่า “ท่านพ่อครับ ลั่วลั่วคงจะโดนเสี่ยวซีทำให้อารมณ์เสียแน่ ๆ ครับ วันนี้ตอนที่เธอยอมกลับมากินข้าวที่บ้าน เธอยังดูดีใจอยู่เลย ท่านพ่ออย่าโกรธเลยนะครับ เดี๋ยวผมออกไปตามลั่วลั่ว แล้วจะคุยกับเธอดี ๆ เองครับ”
ดยุกซูมองลูกชายคนโตที่รู้จักคิด สีหน้าก็ดูดีขึ้นเล็กน้อย เขาพยักหน้า “อืม ปกติลูกก็สนิทกับลั่วลั่วที่สุดอยู่แล้ว ไปพูดกับเธอดี ๆ เถอะ เธอยังเด็ก ยังไม่เข้าใจความสำคัญของสายอาชีพ จะปล่อยให้พรสวรรค์ของเธอเสียเปล่าไม่ได้”