สร้างฐาน
แม้ว่าคำอธิบายของกัสจะไม่สามารถอธิบายถึงต้นสายปลายเหตุของสิ่งที่เกิดขึ้นได้มากนักทว่ามันก็มากพอที่จะทำให้แองจี้เข้าใจถึงสถานการณ์ในขณะนี้ได้และตระหนักถึงผลประโยชน์ที่มีค่าจากการใช้งานดินแดนแห่งนี้ด้วยเช่นกัน
“ข้าพอจะเข้าใจแล้วค่ะท่านกัสโทนีย่าถ้ายังไงข้าขออนุญาตสำรวจดินแดนสักหน่อยนะคะ”
“อ่า..ดีเลย ให้ข้าไปด้วยก็แล้วกัน”
แองจี้ยิ้มน้อยๆ โดยไม่อธิบายและไม่ได้เริ่มเคลื่อนไหวเพื่อเดินสำรวจดินแดนอย่างที่เธอบอกหากแต่หยิบเอากระเป๋าเหล็กใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋ามิติ
กระเป๋าทรงสี่เหลี่ยมที่มีขนาดใหญ่เท่ากับตัวคนถูกหยิบออกมาอย่างยากลำบากก่อนจะโยนมันลงบนพื้นดินจนเกิดฝุ่นดินฟุ้งกระจายขึ้นมาหย่อมหนึ่ง
การกระทำของแองจี้นั้นทำให้กัสที่กำลังจะเดินนำไปยังทางออกจำต้องหยุดเดินด้วยความสงสัย
แต่เมื่อเห็นกระเป๋าที่เด็กสาวหยิบออกมาดวงตาของกัสก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย คล้ายกับเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“จะเริ่มแล้วนะคะ รบกวนถอยห่างออกไปสักคนละ 3 ก้าวด้วยค่ะ”
แม้จะไม่เข้าใจเหตุผลแต่ทุกคนก็ทำตามคำขอของแองจี้ในทันที กัสเองก็ขยับออกไปพลางเฝ้ารอด้วยความตื่นเต้นลึกๆเพราะเขาเองก็เคยได้ยินข่าวลือบางอย่างมาจากฝ่ายวิศวกรรมมนตราเช่นกันว่าคนจากฝ่ายนี้มักจะมีอุปกรณ์เวทมนตร์ติดตัวกันหลายชิ้น
เมื่อเห็นว่าทุกคนขยับออกไปแล้วแองจี้ก็เหยียบลงบนกระเป๋าครั้งหนึ่งจนเกิดเสียงดังขึ้นมาเบาๆ
เสียงที่ดังเหมือนกลไกบางอย่างกำลังทำงานดังออกมาจากกระเป๋าพร้อมกับแสงสีฟ้าที่เรื่องแสงออกมาจากตำแหน่งที่เด็กสาวเหยียบลงไป
ต่อจากนั้นแองจี้ก็กระโดดขึ้นไปยืนบนกระเป๋าและพริบตาต่อจากนั้นพื้นที่โดยรอบก็เกิดความเปลี่ยนแปลง
มันเป็นภาพที่น่าทึ่งสำหรับกัสทว่าในสายตาของไลท์บลูมกับคนของเธอนั้นภาพที่เกิดขึ้นนี้แทบไม่ต่างอะไรจากปาฏิหาริย์
พริบตาสั้นๆชิ้นส่วนโลหะจำนวนมากก็ขยายออกมาจากส่วนล่างของกระเป๋าแล้วยืดขยายออกไปในอึดใจก่อนจะประกอบเข้าด้วยกันใหม่อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นรูปทรงที่ดูทันสมัย
อึดใจเดียวจากกระเป๋าที่มีขนาดเท่ากับตัวคนก็กลายสภาพเป็นฐานปฏิบัติการที่มีพื้นที่ราว 10 ตารางเมตรมีหน้าจอจำนวนมากปรากฏขึ้น พร้อมกับโต๊ะยาวตัวหนึ่งที่มีผิวโต๊ะเป็นหน้าจอที่เรืองแสงสีฟ้าออกมาจางๆ
“เรียบร้อย..เริ่มปฏิบัติการสำรวจพื้นที่ได้ ปล่อยโดรน!!”
สิ้นคำสั่งของแองจี้เมดสาวชุดขาวที่ยืนอยู่ข้างกายของเธอมาตลอดก็ก้าวนำไปด้านหน้าแล้วนั่งลงยังตำแหน่งผู้ควบคุมของห้องปฏิบัติการตามมาด้วยการวางมือทั้งสองข้างลงบนแท่นจนเกิดเป็นเส้นแสงสีฟ้าเชื่อมต่อระหว่างฝ่ามือของเมดสาวเข้ากับแท่นควบคุม
พริบตาต่อจากนั้นช่องว่างด้านข้างของฐานปฏิบัติการก็เปิดออกตามมาด้วยหุ่นกลขนาดเท่านิ้วมือจำนวนหลายร้อยตัวบินออกมาจากช่องแล้วกระจายตัวไปรอบทิศทาง
ในวลาเดียวกันนั้นบนผิวโต๊ะที่เป็นหน้าจอก็ปรากฏภาพขึ้นมาอย่างรวดเร็วและขยายออกไปรอบด้านจนในที่สุดก็กลายเป็นภาพของดินแดนทั้งหมดในมุมสูงที่ถูกย่อขนาดเอาไว้
ข้อมูลจำนวนมากปรากฏขึ้นมาที่ด้านข้างของหน้าจอขณะที่แองจี้หยิบบันทึกโลกวิญญาณของเธอออกมาแล้วเชื่อมต่อเข้ากับระบบของฐานปฏิบัติการในทันทีก่อนจะเริ่มอ่านข้อมูลที่เธอตรวจสอบได้
เพียงช่วงสั้นๆเด็กสาวก็อุทานออกมาเบาๆ ก่อนจะหันมามองกัสด้วยความตกใจ
“นี่คือดินแดนขนาด 8 หมื่นไร่หรือคะท่านกัสโทนีย่า!!”
“อ่า..เออ..ใช่..8 หมื่นไร่”
แม้จะได้ข้อมูลจากการตรวจสอบในขั้นต้นมาแล้วก็ตามทีแต่เมื่อได้รับคำยืนยันจากกัสแองจี้ก็ยิ้มกว้างด้วยความตื่นเต้นเพราะเธอรู้ว่าดินแดนแห่งนี้คือดินแดนที่เธอสามารถใช้เป็นห้องทดลองได้
หากอ้างอิงจากคำพูดของกัสที่บอกว่าเขาไม่สามารถรับDP จากดินแดนแห่งนี้ได้ เธอก็ทราบแล้วว่าเธอสามารถใช้งานดินแดนแห่งนี้เพื่อทดลองและพัฒนาเครื่องจักรกลทางการเกษตรได้ตามที่ใจอยาก
“เช่นนี้หมายความว่าข้าสามารถใช้ดินแดนแห่งนี้ได้เลยใช่ไหมคะท่านกัสโทนีย่า”
“อืม..ใช่ได้ตามสะดวกเลย แต่เว้นพวกสิ่งก่อสร้างเอาไว้หน่อยก็แล้วกันถึงมันจะทำ DP ไม่ได้แต่บางทีพวกเราอาจจะต้องใช้งานมันเพื่อสร้างผลผลิตบางอย่างแล้วก็..เว้นพื้นที่อยู่อาศัยของคนในดินแดนนี้เอาไว้ด้วยก็แล้วกัน”
ได้ยินแบบนั้นแองจี้ก็รีบก้มหน้ามองแผ่นที่ที่ได้จากการสำรวจแล้วตอบรับเสียงหวานในทันทีเพราะพื้นที่ที่กัสว่ามานั้นหากตัดทิ้งไปก็ยังเหลือพื้นที่ที่เธอสามารถใช้งานได้อีกมาก
“ทราบแล้วค่ะ!! ถ้ายังไงข้าขอลงมือเลยนะคะ!!”
“ห๊ะ!! จะทำงานวันนี้เลยหรอ เดี๋ยวก่อนๆ เจ้าเพิ่งจะมาถึงที่นี่เองนะไม่พักสักหน่อยหรือ”
“ไม่ต้องห่วงค่ะ ตลอดการเดินทางข้านอนพักมาพอแล้ว ไม่เหนื่อยหรอกค่ะอีกอย่างการเดินทางส่วนใหญ่ก็ใช้วงแหวนเวทเคลื่อนย้ายด้วย ข้าไม่เหนื่อยหรอกค่ะ!!”
เมื่อเห็นว่ากระตือรือร้นของเด็กสาวแล้วกัสก็ทำได้เพียงยิ้มฝืนๆ ก่อนจะอนุญาตอย่างเสียไม่ได้เพราะตัวเขานั้นไม่อยากขัดใจข้ารับใช้คนนี้ตั้งแต่วันแรก
“เข้าใจแล้ว งั้นก็เริ่มงานเลยก็แล้วกัน..แต่ว่านะเจ้าต้องเข้าใจเรื่องหนึ่งก่อนมาทำงานกับข้าก็ต้องทำตามกฎของข้าเข้าใจไหม”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้สีหน้าของกัสก็เปลี่ยนเป็นจริงจังจนทำให้แองจี้ตื่นตัวขึ้นและมีท่าทีที่จริงจังไม่น้อยไปกว่ากัน
ในฐานะข้ารับใช้เธอย่อมมีหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้านายอย่างกัส
แม้ว่าเธอจะมีสิทธิ์ในการขัดขืนหากไม่เต็มใจที่จะทำตามที่สั่งแต่โดยพื้นฐานแล้วเธอก็ยังเป็นข้ารับใช้ ยังไงก็ต้องเคารพเจ้านายของเธอต่อให้ไม่ต้องการก็ตาม
“ทราบแล้วค่ะ ได้โปรดบอกกฎของท่านด้วยค่ะท่านกัสโทนีย่า”
กัสยิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าเด็กสาวยอมฟังคำพูดของเขาและมีท่าทีที่จริงจังเป็นพิเศษจนอดไม่ได้ที่จะลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกที่ข้ารับใช้ที่มาช่วยงานเขาคนนี้หัวอ่อนยอมเชื่อฟังกว่าที่คิดไว้
“ดี! กฎของข้ามีแค่ข้อเดียวเท่านั้นนั่นคือหนึ่งอาทิตย์ต้องทำงาน 5 วันและพัก 2 วัน!! วันพักห้ามทำงาน!ต้องพักผ่อน ข้าอนุญาตให้ฝึกฝนเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งได้หรือจะทำงานอดิเรกอะไรก็ได้ แต่ห้ามเอางานมาอ้างว่าเป็นงานอดิเรกเด็ดขาด หากข้าพบว่าเจ้าไม่ฟังคำสั่งละก็ข้าเองก็ไม่รังเกียจที่จะเปลี่ยนคนหรอกนะ”
พูดแล้วกัสก็ยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความพอใจ
ขณะที่ไลท์บลูมนั้นยิ้มฝืนๆพลางหลบสายตาไปด้านข้างเพราะก่อนหน้านี้เองพวกเธอก็ถูกกัสสั่งมาแบบนี้เหมือนกันซึ่งทำให้พวกเธอตกตะลึงไปตามๆกัสเพราะกฎแบบนี้ตั้งแต่เกิดมาพวกเธอเพิ่งจะเคยได้ยิน
กฎที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อควบคุมการทำงานแต่สร้างขึ้นเพื่อให้พวกเธอได้พักเรื่องแบบนี้ไลท์บลูมต้องยอมรับว่าเจ้านายของเธอคนนี้ใจดีเกินไปจริงๆ
แองจี้เองก็รับฟังจนนิ่งไปหัวสมองของเธอว่างเปล่าไปชั่วขณะ พลางทบทวนกฎที่กัสพูดถึงและอดคิดซ้ำไปซ้ำมาไม่ได้ว่ากฎพวกนี้แท้ที่จริงแล้วเป็นกฎจริงๆหรือ
เด็กสาวยังคงขมวดคิ้วด้วยความสับสนพลางเปิดบันทึกโลกวิญญาณของเธอขึ้นมาแล้วสั่งให้มันฉายภาพของกัสตอนที่พูดถึงกฎขึ้นมาอีกครั้งแล้วนิ่งฟังซ้ำแล้วซ้ำอีกก่อนจะหันไปมองกัสด้วยสายตาแปลกๆ
“ท่านกัสโทนีย่าค่ะ..กฎนี่..เอาจริงหรือคะ”
“แน่นอน!! ข้าไม่ชอบให้คนของข้าทำงานหนักเกินไปอีกอย่างข้ามีคติว่าหากไม่พักให้เพียงพอจะทำงานได้ไม่ดี 2วันต่อหนึ่งอาทิตย์ก็เหมาะแล้ว หรือเจ้าอยากได้วันพักเพิ่มละ”
พูดแล้วกัสก็ยิ้มน้อยๆ จนทำให้แองจี้ส่ายหัวแรงๆหลายครั้งก่อนจะเริ่มเปิดบันทึกของตัวเองขึ้นมาแล้วเปรียบเทียบกฎของกัสกับข้อมูลทั้งหมดที่เธอมีอยู่อย่างตั้งใจ
ไม่นานนักเด็กสาวก็ยิ้มฝืนๆขณะที่มองดูข้อมูลจากบันทึกที่มีชื่อว่า ‘รวมกฎระเบียบของนายจ้าง’บันทึกเล่มนี้นับเป็นหนังสือที่สร้างขึ้นมาด้วยเหตุผลเฉพาะทางนั่นคือรวบรวมกฎหรือระเบียบต่างๆที่เคยมีมาทั้งหมดในโลกใบนี้เพื่อรวบรวมเป็นแนวทางในการวางกฎเพื่อควบคุมข้ารับใช้
เหตุผลที่แองจี้มีหนังสือเล่มนี้ก็เพราะเธออยากเตรียมตัวเอาไว้ก่อนเพื่อดูว่าการรับใช้เจ้านายนั้นจะต้องระวังเรื่องอะไรบ้าง
เธอถึงกับเคยทำการวิเคราะห์กฎทั้งหมดที่มีในบันทึกเพื่อสรุปรวมเป็นข้อควรระวังออกมาเลยด้วยซ้ำ
แต่เธอก็นึกไม่ถึงว่ากฎของกัสนั้นจะมีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวเท่านั้นนั่นคือกฎที่ควบคุมไม่ให้เธอทำงานเกินเวลาซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อน
นี่ไม่ใช่ว่าไม่เคยมีเจ้านายที่ใจดีเพียงแต่เรื่องพวกนี้ไม่เคยมีเจ้านายคนไหนทำออกมาเป็นกฎเสียมากกว่ามากสุดก็แค่บังคับให้ทำงานตามกำหนดและปล่อยให้ข้ารับใช้ทำตามที่ใจต้องการซึ่งนับก็นับว่าเป็นกฎที่ได้รับคำชื่นชมมากพอแล้วในกลุ่มข้ารับใช้
ส่วนกฎของกัสที่สั่งห้ามไม่ให้ทำงานเกินเวลานี้นับว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เธอได้มีโอกาสเห็นเจ้านายที่ใช้คำสั่งกับเรื่องแบบนี้
ริมฝีปากของเด็กสาวสั่นกระตุกเบาๆก่อนจะยิ้มฝืนๆ แล้วตอบรับกลับไปอย่างไม่เต็มเสียงนัก
“ท..ทราบแล้วค่ะท่านกัสโทนีย่า..แต่ว่า 5 วันเองหรือคะขอเพิ่มอีกสักวันไม่ได้หรือคะ..”
ได้ยินแบบนั้นกัสก็มีสีหน้าแปลกๆ ก่อนจะคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้เลยออกกฎเพิ่มเข้าไปอีกข้อหนึ่งเพื่อควบคุมข้ารับใช้สาวรายนี้โดยเฉพาะ
“จริงสิอีกเรื่องหนึ่ง เจ้าต้องกินข้าวให้ครบ 3มื้อด้วยนะและ 1 วันทำงานได้แค่ 10 ชั่วโมงเท่านั้น หากเกินกว่านี้ละ”
พูดแล้วกัสก็ส่งยิ้มให้ก่อนจะหยิบเอาบัตรผ่านสีน้ำตาลของเขาออกมาแล้ววางลงบนมือของเด็กสาวพลางบอกให้เธอเก็บไว้ให้ดีต่อจากนั้นก็ไม่ลืมที่จะหันไปส่งสายตาให้กับไลท์บลูมเป็นเหมือนการเตือนให้เธอรู้ว่าอย่าปล่อยให้คนของเธอทำอะไรกับแองจี้เด็ดขาด
ไลท์บลูมนั้นอ่านความหมายทางสายตาของกัสออกในทันทีและตอบรับกลับไปด้วยสายตาที่แน่วแน่พอๆกันพลางคิดในใจว่าเธอนั้นต้องเพิ่มความระมัดระวังให้มากขึ้นและต้องควบคุมคนของเธอไม่ให้เข้ามาวุ่นวายกับคนของเจ้านาย
เมื่อเห็นว่าไลท์บลูมตอบรับอย่างตั้งใจเช่นนั้นกัสก็พยักหน้ารับแล้วบอกอะไรอีกเล็กน้อยให้แองจี้ฟังก่อนจะเดินกลับไปยังดินแดนของเขาเอง
หลังจากกัสหายไปแองจี้ก็ยังสับสนอยู่นานสองนานก่อนจะรู้สึกตัวและตระหนักว่าเธอนั้นมีเวลาน้อยกว่าที่คิดไว้จนเริ่มร้อนรนขึ้นมา
“แย่ละสิๆ แบบนี้ไม่ดีแน่เลย เวลาน้อยเกินไปแล้ว!!”
เด็กสาวบ่นออกมาเบาๆ ขณะที่เริ่มลากนิ้วไปมาบนบันทึกโลกวิญญาณเพื่อออกคำสั่งบางอย่างต่อจากนั้นเด็กสาวก็หันไปเห็นไลท์บลูมแล้วนิ่งไปชั่วขณะก่อนจะยิ้มหวานอย่างเป็นมิตร
“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าในดินแดนแห่งนี้มีโลหะชนิดไหนบ้างคะ”
“ล..โลหะหรือคะ หมายถึงพวกแร่เหล็ก ทองแดง หรือตะกั่วใช่ไหมคะ”
“ใช่ค่ะ!! มีไหมคะ ข้าอยากได้มันสักหน่อย”
“มีค่ะ..ถ้ายังไงจะไปดูไหมคะเออ..ท่าน..”
“เรียกแองจี้ก็ได้ค่ะข้าเองก็เป็นข้ารับใช้ของท่านกัสโทนีย่าเหมือนกัน..พวกเราถือว่าเป็นเพื่อนร่วมงานกันคะดังนั้นไม่ต้องสุภาพกับข้าแบบนี้ก็ได้”
พูดแล้วแองจี้ก็ยิ้มหวาน ทำเอาไลท์บลูมถึงกับทำตัวไม่ถูกเพราะเธอไม่คิดว่าจะได้รับรอยยิ้มแบบนี้จากเด็กสาวที่ทั้งสวยและดูมีฐานะแบบนี้จนทำให้เธอตกใจอย่างบอกไม่ถูก
เพราะไม่คุ้นเคยกับคำสุภาพและมิตรภาพที่แสนบริสุทธิ์ไลท์บลูมก็เลยดูกระวนกระวายอยู่บ้างพอสมควร
แต่ไม่นานนักสองสาวก็เริ่มพูดคุยกันจนสนิทใจกันในระดับหนึ่งและพากันไปยังโกดังเก็บของที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เก็บของ
ไลท์บลูมกับคนของเธอนั้นเดินนำไปในทันทีขณะที่แองจี้ไม่ได้ตามไปในทันที หากแต่หยิบเอาอุปกรณ์ของเธอออกมาหลายชิ้นแล้วสั่งให้มันประกอบเข้าด้วยกันใหม่จนกลายเป็นยานพาหนะที่เรียบง่าย
เมดสาวที่นั่งทำงานอยู่ในห้องปฏิบัติการก็ลุกขึ้นมาในทันทีแล้วตรงเข้าไปนั่งประจำตำแหน่งพลขับส่วนแองจี้ก็เดินตามขึ้นไปแล้วนั่งลงที่ตำแหน่งผู้โดยสารพลางเรียกไลท์บลูมให้มานั่งด้วยกัน
“มานั่งตรงนี้สิคะไลท์บลูมเดินทางด้วยเจ้านี่น่าจะเร็วกว่านะคะ!”
ไลท์บลูมตกใจและรู้สึกกลัวอยู่พอสมควรเพราะเธอไม่เคยเห็นของแบบนี้มาก่อนแต่หลังจากถูกเรียกหลายครั้งเข้าเธอก็จำต้องเดินตามไปอย่างเลี่ยงไม่ได้เพราะไม่กล้าปฏิเสธ
ขณะที่คนของไลท์บลูมนั้นต่างพากันมองดูยานพาหนะที่ประกอบตัวขึ้นเป็นรูปร่างด้วยท่าทีหวาดๆและไม่กล้าที่จะเข้าใกล้มันเลยสักนิด
ท่าทางแปลกๆนี้ทำให้แองจี้สงสัยอยู่บ้างพอสมควร จนอดไม่ได้ที่จะถามเอาจากไลท์บลูม จนตระหนักถึงเหตุผลที่ทำให้คนกลุ่มนี้หวาดกลัวเครื่องจักรกลมนตราก็เพราะว่าพวกเขานั้นไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
เหตุผลที่เด็กสาวได้ฟังนั้นทำให้เธออึ้งไปชั่วขณะเพราะนึกไม่ถึงว่าในยุคสมัยแบบนี้จะยังมีคนแบบนี้เหลืออยู่ด้วย
“หรือว่า..นี่คือด้านมืดของดันเจี้ยนที่เขาลือกัน”
แองจี้กระซิบกับตัวเองเบาๆ ด้วยท่าทีที่หวาดกลัวเป็นอย่างมากทำเอาไลท์บลูมที่นึกกลัวแองจี้มาตลอดถึงกับตกใจและเริ่มเสียขวัญจนทำให้ต่างฝ่ายต่างสับสนไปชั่วขณะ
บรรยากาศที่เกิดขึ้นเลยดูแปลกๆแองจี้เริ่มเพิ่มความระมัดระวังตัวขึ้นโดยไม่รู้ตัว ขณะที่ไลท์บลูมก็เริ่มตกใจกับท่าทีที่เปลี่ยนไปจนผิดปกติของแองจี้
สองสาวนั่งชิดกันอยู่บนที่นั่งสำหรับผู้โดยสารที่มีขนาดเล็กจึงยากที่จะหลีกหนีออกจากกันได้แองจี้ที่ตื่นตระหนกเองก็ทำตัวไม่ถูกไลท์บลูมก็ยิ่งกลัวว่าถ้าหากปล่อยเอาไว้แบบนี้อาจจะทำให้กัสไม่พอใจ
ขณะที่สับสนจนได้ที่ไลท์บลูมก็ตัดสินใจยื่นมือออกไปกุมมือของแองจี้ไว้แล้วใช้พลังของเธอออกมาในทันที
แสงสีขาวที่อ่อนโยนปรากฏขึ้นจากฝ่ามือของไลท์บลูมก่อนจะไหลผ่านเข้าไปในร่างกายของแองจี้และทำให้ความหวาดกลัวที่ไร้เหตุผลของเด็กสาวจางหายไปทีละน้อย
ไม่นานนักสติของแองจี้ก็กลับมาอีกครั้งจนตระหนักว่าเธอนั้นตื่นตระหนกต่อข่าวลือมากเกินไปจนกลัวไปเองทั้งที่ยังไม่พบเจออะไรที่น่ากลัวเลยสักนิด
พอรู้สึกตัวว่าตัวเองนั้นตกใจกลัวเพราะข่าวลือใบหน้าของเด็กสาวก็แดงก่ำขึ้นมาก่อนจะค่อยๆ สงบลงเพราะพลังของไลท์บลูมที่ช่วยเยียวยาจิตใจของแองจี้
“ม..ไม่เป็นไรแล้วนะคะท่านแองจี้”
“ค..ค่ะ!! ขอโทษด้วยนะคะที่ทำให้ตกใจ..น่าอายจริงๆ”
หลังจากสงบลงได้แองจี้ก็เริ่มคิดอย่างมีเหตุมีผล เธอค่อยๆทำความเข้าใจกับเรื่องราวต่างๆพลางทบทวนข่าวลือที่น่ากลัวที่เธอรับฟังมาจากเพื่อนๆ ที่เล่าถึงความน่ากลัวของดันเจี้ยน
ขณะที่ครุ่นคิดแองจี้ก็เริ่มผ่อนคลายพลางยิ้มฝืนๆที่ตัวเธอนั้นตื่นกลัวดันเจี้ยนมากจนเกินไปจนทำให้ตัวเธอขาดสติและแสดงท่าทีที่น่าอายออกมา
คิดแล้วเด็กสาวก็ฝืนยิ้มพลางคิดในใจว่าตัวเธอไม่น่าฟังข่าวลือพวกนั้นเลยขณะที่มองไปรอบๆ จนสังเกตเห็นกลุ่มเด็กที่แอบมองอยู่จากซอกมุมต่างๆของสิ่งก่อสร้าง
แองจี้นึกสงสัยจนอดไม่ได้ที่ต้องถามไลท์บลูมเองก็ตกใจจนต้องรีบอธิบายออกมา
บรรยากาศที่เกือบจะดีแล้วก็ตื่นเต้นขึ้นมาอีกแต่ก็ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็วเพราะแองจี้ไม่ได้สอบถามอะไรมากจนเกินไปอีก
ช่วงเวลาสั้นๆทั้งสองก็มาถึงโกดังเก็บของที่มีแท่งโลหะเก็บสะสมเอาไว้จำนวนมาก
แองจี้เดินเข้าไปพร้อมกับเมดชุดขาวของเธอพลางสำรวจและตรวจนับจำนวนสิ่งของทั้งหมดอย่างละเอียดก่อนจะแบ่งเอาของที่เธอต้องการไปใส่ไว้ที่ด้านหลังรถก่อนจะขับกลับไปยังพื้นที่โล่งกว้างที่โอบล้อมประตูมิติเอาไว้
ในตอนนี้แองจี้ได้ตัดสินใจใช้พื้นที่ในส่วนนี้สร้างฐานปฏิบัติการของเธอเพื่อให้สะดวกในการเคลื่อนย้ายผ่านดินแดน
หลังจากขนเอาวัตถุดิบที่ต้องการมาแล้วแองจี้ก็หยิบเอากระเป๋าออกมาอีกใบหนึ่งแล้วกางออกด้วยวิธีที่คล้ายกับกระเป๋าใบแรก
ไม่นานนักโรงหลอมชนิดพกพาก็กางออกจนสมบูรณ์ก่อนจะลำเลียงวัตถุดิบทั้งหมดเข้าไปในฐานแล้วเริ่มต้นสร้างอุปกรณ์เสริมสำหรับติดตั้งเพื่อใช้ในการก่อสร้าง
ขณะเดียวกันนั้นยานพาหนะที่ใช้ในการขนก็ถูกแยกส่วนออกมาอีกครั้งเพื่อนำเอาเครื่องยนต์ออกไปติดตั้งลงในโครงสร้างใหม่ที่ถูกหลอมสร้างขึ้นมาด้วยวัตถุดิบที่ได้รับมา
เพียงเวลาแค่ไม่กี่สิบนาทีจากยานพาหนะชนิดพกพาที่มีน้ำหนักเบาเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนย้ายก็กลายสภาพเป็นเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ที่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ในขณะที่การหลอมสร้างยังดำเนินอยู่นั้นแองจี้ก็ไม่ได้อยู่เฉยเธอรีบทำงานอย่างสุดกำลังจนเหงื่อไหลออกมาเป็นสายแม้จะไม่ได้ทำงานออกแรงมากเท่าไหร่นัก
แต่เมื่อต้องรีบทำงานให้ทันกับเวลาที่จำกัดเด็กสาวก็เหนื่อยมากทีเดียว
ไหนจะต้องกางฐานปฏิบัติงานอีกหลายแห่งประกอบเครื่องมือผู้ช่วย เสริมอุปกรณ์เสริมให้กับเมดสาวเพื่อใช้งานในฐานะผู้ช่วยคนสำคัญ
งานทั้งหมดถูกทำอย่างเร่งรีบไม่นานนักพื้นที่โล่งกว้างก็ปรากฏฐานปฏิบัติงานในด้านต่างๆ เกิดขึ้นเต็มไปหมด
เช่นเดียวกับพื้นอีกอีกหลายส่วนที่ถูกติดตั้งเตาพลังงานเพื่อใช้ในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสำหรับเครื่องจักร
โดยไม่รู้ตัวเวลาก็ผ่านไปจนถึงช่วงเที่ยงกัสที่ไม่เห็นเด็กสาวกลับมาก็เริ่มเป็นห่วงเลยเดินเข้ามาตามก่อนจะผงะไปเมื่อพบว่าลานกว้างได้กลายสภาพเป็นโรงงานขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรกลเสียแล้ว
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย!!”
เสียงอุทานของกัสนั้นทำให้แองจี้ที่กำลังคร่ำเคร่งทำงานถึงกับสะดุ้งจนทำชิ้นส่วนตกลงไปบนพื้น
เสียงโลหะที่ตกลงกระทบพื้นนั้นเรียกสายตาของกัสให้หันไปมองในทันทีก่อนจะเดินตรงเข้ามาอย่างเร่งรีบด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นอะไรใช่ไหมแองจี้”
กัสมองดูสภาพของเด็กสาวที่เปลี่ยนไปอย่างน่าตกใจด้วยความประหลาดใจ
เมื่อเทียบกับสภาพของเธอตอนที่พบกันครั้งแรกที่อยู่ในชุดสีขาวสะอาดตากับปัจจุบันที่นอกจากจะมีรอยเปื้อนไม่น้อยก็ยังมีฝุ่นดินติดอยู่บนตัวมากมายจนชวนให้ตกใจ
แองจี้นั้นดูเหมือนจะไม่รู้สึกตัวเลยสักนิดเธอมองดูสายตาของกัสแล้วมองดูสภาพของตัวเองก่อนจะตกใจจนหน้าแดง
“ข..ขออภัยด้วยค่ะ!! ข้าจะพักเดี๋ยวนี้ละคะ!!”
“ไม่เป็นไรๆ แต่ว่าเจ้าจะรีบเกินไปไหมแองจี้ นี่เพิ่งวันแรกเองนะ”
รอยยิ้มฝืนๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่เปื้อนฝุ่นของเด็กสาว พลางบ่นออกมาเบาๆ ว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะกัสนั่นแหละที่ทำให้เธอต้องรีบร้อนจนตัวสกปรกแบบนี้
กัสเองก็ได้ยินแต่ก็ทำเป็นไม่ได้ยินเพราะเขาไม่อยากทำให้เด็กสาวต้องลำบากใจจากนั้นก็พาเด็กสาวกลับไปยังดินแดนของเขา
แต่ก่อนที่จะไปกัสก็หันไปมองเมดสาวชุดขาวที่ยังทำงานไม่ได้หยุดแล้วเริ่มขมวดคิ้ว
เมื่อเห็นแบบนั้นแองจี้ก็ยิ้มหวานด้วยท่าทีที่ภาคภูมิใจไม่น้อยก่อนจะอธิบายให้กัสฟัง
“ไม่ต้องสนใจแองเจิลหรอกค่ะท่านกัสโทนีย่า เธอเป็นหุ่นกลชนิดเสมือนมนุษย์ที่ข้าสร้างขึ้นเองค่ะเธอไม่ต้องพักก็ทำงานได้ตลอดเวลาค่ะ ตอนนี้ข้าใส่แผนการทำงานทั้งหมดเอาไว้ให้เธอแล้วเพราะงั้นวางใจได้ค่ะ”
“งั้นหรือ..สมัยนี้ทำได้ขนาดนี้แล้วสินะ”
“ค่ะ! แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก..เห็นว่าในฝ่ายวิศวกรรมมนตราเองก็มีคนเก่งอยู่มากทีเดียวหุ่นกลของข้าเทียบกับของรุ่นพี่ไม่ได้เลยจริงๆ”
กัสรับฟังด้วยความประหลาดใจปนประทับใจพลางจูงมือแองจี้กลับไปยังดินแดนของเขาโดยที่เด็กสาวดูจะไม่ยินยอมเท่าไหร่
แต่กฎก็ย่อมเป็นกฎและกฎข้อนี้ก็เป็นการควบคุมที่ไม่ละเมิดสิทธิ์ของข้ารับใช้ทำให้แองจี้ปฏิเสธไม่ได้อีกด้วย