5
จิงซิงอี้ซึ่งกำลังคัดแยกสมุนไพรก็ตอบตรงๆ ว่า “ยังไม่มีชื่อเลยครับ”
จิงเซียวยิ้มและมองหลานชายที่ก้มหน้าก้มตาเลือกสมุนไพร ก่อนจะพูดว่า
“คลินิกฉางซาน”
จิงซิงอี้เงยหน้าขึ้นทันทีด้วยความใจิงเซียวย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นว่า
“ได้เวลาที่คลินิกฉางซานจะต้องมีผู้สืบทอดแล้ว!”
จากนั้น ชายชราก็พูดต่อว่า“ตาเชื่อมั่นในฝีมือของเ้านะ ตาไม่อยากให้ความรู้ที่สั่งสมมาจากบรรพบุรุษของเราต้องจบไปในรุ่นของตา”
ขอบตาของจิงซิงอี้ร้อนผ่าวเขารู้ว่าจิงเซียวมีความฝันที่อยากจะเปิดสำนักแพทย์ของตนเองมานานแล้วแต่เขายังไม่มีโอกาสสักที ถึงเขาจะมีลูกศิษย์อยู่ 3 คนแต่เป็ครั้งแรกที่จิงเซียวมอบชื่อสำนักแพทย์ฉางซานให้เขาสืบทอดจิงซิงอี้ยืนยันอย่างหนักแน่นว่า
“ผมจะทำให้ดีที่สุด ผมจะสืบทอดคลินิกฉางซานเองครับ!”
ชุนเฉิงซึ่งยืนฟังอยู่หน้าประตูยิ้มนิดๆก่อนจะเคาะประตูห้องทำงานและเดินเข้ามาในห้อง ทั้งสามคนช่วยกันคัดแยกสมุนไพรและสนทนาถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นใน่ที่ผ่านมา ด้วยบรรยากาศอบอุ่น
แล้วเวลาก็ผ่านไปเกือบสองเดือน ทุกอย่างเริ่มเข้าที่คลินิกได้รับใบอนุญาตอย่างรวดเร็ว เพราะได้หวังฮวยคอยช่วยเหลือเขาเป็คนที่ขายห้องแถวให้ และยังเป็เ้าหน้าที่รัฐดูแลด้านสาธารณสุขในระดับตำบลอีกด้วย
การตกแต่งคลินิกก็เป็ไปอย่างเรียบร้อยผู้รับเหมาก่อสร้างเป็คนที่หัวหน้าคณะกรรมการหมู่บ้านหวังคุนช่วยแนะนำมาจึงทำงานอย่างรวดเร็วและซื่อตรง สถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาไม่มีงานทำเมื่อได้รับการว่าจ้างจากจิงซิงอี้ พวกเขาจึงยินดีอย่างมาก
เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเวลาเปิดคลินิกอย่างเป็ทางการก็มาถึง
ในวันเปิดคลินิกจิงซิงอี้พาจิงเซียวและชุนเฉิงมาที่คลินิกั้แ่หกโมงเช้าเขาเชิญจิงเซียวเป็คนเปิดป้ายคลินิก
ถึงแม้จิงซิงอี้จะทำพิธีเปิดคลินิกแบบเรียบง่ายแต่คนในหมู่บ้านเจียวจูต่างพากันมาร่วมแสดงความยินดี พวกเขาชื่นชอบคนบ้านหมอจิงและยังชอบงานแบบนี้ ที่นานๆจะจัดขึ้นในหมู่บ้านด้วย
นอกจากชาวหมู่บ้านแล้ว คู่สามีภรรยาหยวนซุนและเหยาหลิงที่ตอนนี้อาการเกือบหายสนิทแล้ว ก็ขับรถยุโรปคันใหญ่มาร่วมพิธีเปิด พร้อมกับซวี่ฮั่น เ้าของบริษัทอุปกรณ์การแพทย์พวกเขานำกระเช้าดอกไม้ขนาดใหญ่มาวางไว้ที่หน้าคลินิกทั้งสองฝั่ง ทำให้บรรยากาศดูคึกคักและเป็ทางการมากขึ้น
เมื่อได้เวลา 9โมงเช้า จิงเซียวดึงผ้าคลุมป้ายสีชมพูออก พวกเขาเห็นป้ายไม้สีดำขนาดใหญ่ที่แกะสลักเป็ลายมือทรงพลังสีแดงเข้ม เขียนว่า “คลินิกฉางซาน”ซึ่งเป็ลายมือของจิงเซียวเอง ทุกคนปรบมือกึกก้อง พร้ะโกนอวยพรแสดงความยินดีและขอให้ธุรกิจเจริญก้าวหน้า
เมื่อเดินเข้าไปในคลินิกจะพบกับการตกแต่งที่มีกลิ่นอายแบบโบราณ เฟอร์นิเจอร์ส่วนใหญ่เป็ไม้สีน้ำตาลเข้มให้ความรู้สึกจริงจังน่าเชื่อถือ
บริเวณด้านหน้าเป็เก้าอี้ไม้เดี่ยววางเรียงรายชิดผนังสำหรับให้คนไข้นั่งรอ ถัดมาเป็โต๊ะไม้ขนาดเล็กวางแจกันดอกไม้แอลกอฮอล์ล้างมือและหนังสือเกี่ยวกับแพทย์แผนจีนเบื้องต้นและนิตยสารเกี่ยวกับจังหวัดวางเอาไว้ด้านตรงข้าม เป็ตู้กดน้ำร้อนเย็นขนาดเล็กพร้อมแก้วแบบใช้แล้วทิ้ง
ด้านในของคลินิกเข้าไปมีเคาเตอร์ไม้ยาว ้าปูด้วยกระเบื้องสีขาว ด้านหนึ่งเป็คอมพิวเตอร์สำหรับลงทะเบียนและชำระเงินด้านหลังเคาเตอร์เป็ตู้ไม้ใส่ยาที่มีลิ้นชักใส่ยานับสิบอย่างรวมไปถึงโถกระเบื้องและแก้วที่วางเรียงอย่างเป็ระเบียบ
ที่นี่ไม่ได้รับต้มสมุนไพรเพราะจิงซิงอี้ยังไม่มีผู้ช่วย เขาทำทุกอย่างคนเดียวจึงเน้นแค่รักษาและจ่ายยาให้คนไข้นำไปต้มเองแต่เขาก็มียาสำเร็จรูปพร้อมใช้เตรียมให้อยู่แล้ว
อีกด้านของเคาเตอร์เป็ทางเดินเข้าไปในห้องตรวจ ริมผนังด้านนี้ เป็ตู้เก็บอุปกรณ์การแพทย์ต่างๆทั้งแพทย์แผนปัจจุบันและแผนจีน
ห้องสำหรับตรวจรักษาด้านในสุดแบ่งออกเป็ 2 ส่วน ส่วนหน้ามีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับหมอและคนไข้ด้านหลังเป็ตู้และชั้นเก็บอุปกรณ์การแพทย์ และอ่างล้างมืออีกด้านเป็เตียงสำหรับรักษาคนไข้ มีผ้าม่านรูดชิดผนังเอาไว้ด้านหนึ่ง
ส่วนที่สองเป็ห้องขนาดเล็กที่อยู่ด้านในสุดมีประตูกระจกกั้นเอาไว้ ข้างในเป็เตียงขนาดเล็กเอาไว้สำหรับคนไข้ที่นอนพักรอชั่วคราว
ถึงแม้ว่าจิงซิงอี้จะเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้เป็หลักแต่ข้างในคลินิกมีแสงสว่างเพียงพอ ทำให้ไม่ดูอึดอัดเกินไป
สำหรับเงินทุนที่ใช้ในการซื้อตึกและตกแต่งทั้งหมดมาจากเงินเก็บที่จิงเซียวเก็บเอาไว้ให้และบางส่วนมาจากเงินเก็บทั้งหมดของจิงซิงอี้เอง
จิงซิงอี้ช่วยงานจิงเซียวมาั้แ่เด็กทั้งช่วยเก็บและจัดเตรียมสมุนไพรเมื่อโตขึ้นยังช่วยเป็ลูกมือให้จิงเซียวในการรักษา และยังมีเงินที่ได้จากการรักษาคนไข้และการผลิตยาสมุนไพรขาย ที่เขาเก็บสะสมมาั้แ่เด็กจนโต
ทั้งหมดนี้เป็วิธีที่จิงเซียวใช้ในการฝึกสอนและจูงใจเขาจิงเซียวไม่เพียงแต่ให้ความรู้ตามตำราเขายังให้จิงซิงอี้และลูกศิษย์คนอื่นได้ทำงานจริง และให้เงินเพื่อเป็แรงจูงใจด้วยจิงซิงอี้จึงเป็ลูกศิษย์และหลานของจิงเซียวที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรมากที่สุด
ในวันเปิดคลินิกนี้จิงซิงอี้เตรียมของชำร่วยมาแจกแขกที่มาร่วมพิธีเปิดด้วยเขายัง้าจะโปรโมทสินค้าสมุนไพรและคลินิกของตัวเองไปพร้อมกัน
ของชำร่วยนั้น คือ ถุงหอมใส่สมุนไพรจีนหรือเซียงหนางใช้ในการขับไล่มดแมลง ขับไล่สิ่งชั่วร้าย และรักษาโรค ที่ใช้มาั้แ่ 2,000กว่าปีที่แล้ว เมื่อมาถึงยุคปัจจุบันยังนิยมใช้แจก เพื่อสื่อถึงความรักความห่วงใยในเทศกาลสำคัญอีกด้วย
ถุงหอมที่จิงซิงอี้แจกทำจากถุงผ้าไหมสีแดง สีเหลือง สีฟ้าและสีเขียว ปักลวดลายต้นไม้และดอกไม้มงคลเขาแบ่งกลิ่นและประเภทของสมุนไพรตามสีเพื่อไม่ให้ผู้รับสับสน และเพื่อเป็การโฆษณาคลินิกเขาสั่งทำชื่อคลินิก คิวอาร์โค้ด มีข้อมูลของคลินิก ประวัติสั้นๆ ของจิงซิงอี้รวมไปถึงใบอนุญาตทางการแพทย์ และยังบอกช่องทางติดต่อต่างๆ ทั้งวีแชท เว่ยปั๋วและแปะติดบนถุงหอมด้วย
เมื่อจบพิธีเปิดคลินิกแล้วแก๊งลุงป้าที่คอยช่วยเหลือจิงซิงอี้มาั้แ่ต้นต่างพากันมาพูดคุยอย่างกระตือรือร้นกับจิงเซียวที่ไม่ค่อยจะปรากฏตัวให้เห็นเท่าไหร่บางคนก็มาแสดงความยินดี บางคนก็ซักถามเกี่ยวกับอาการของโรคต่างๆ
จิงซิงอี้ถือตะกร้าใส่ถุงหอมแจกให้พวกเขาคนละถุง พร้อมกับอธิบายสรรพคุณว่า
“ถุงสีเหลืองเป็สมุนไพรช่วยขับไล่แมลงนะครับผมใช้เมนทอล การบูร พิมเสน ฮั่วเซียง อ้ายเย่่นี้ฝนเริ่มตกแล้ว แมลงเยอะ น่าจะใช้ได้ดี
ส่วนถุงสีฟ้า จะเหมาะกับเด็กๆหรือผู้สูงวัยที่หายใจลำบากช่วยเื่ภูมิแพ้ระบบทางเดินหายใจผมใช้ซินอี๋ ไป๋จื่อ ปิงเพี่ยนฮั่วเซียง เพ่ยหลาน โป้เหอ จินอิ๋นฮวา เฉินผี”
คุณลุงคนหนึ่งถามขึ้นมาอย่างสนใจว่า
“ลูกสาวของลุงอยู่ในเมืองทำงานหนักมาก เห็นบ่นว่านอนไม่หลับ หมอจิงมีอะไรจะแจกมั้ย”
จิงซิงอี้หยิบถุงสีเขียวส่งให้พร้อมอธิบายอย่างใจเย็นว่า
“ถุงนี้เลยครับ ช่วยเื่การนอนหลับแล้วก็ช่วยผ่อนคลายได้มีหยวนจื้อ สือชางผู่ เพ่ยหลาน เหอฮวนผี โร่วกุ้ย และปิงเพี่ยน
แต่ต้องเตือนก่อนนะครับคุณลุงการนอนไม่หลับเกิดจากหลายสาเหตุ และถ้าเป็มากจะต้องรักษาอย่างจริงจังถุงหอมช่วยได้บางส่วนเท่านั้น”
คุณลุงพยักหน้าและรับถุงไปสูดดมแรงๆ เขายิ้มกว้างและพูดว่า
“ดมแค่นี้ยังสดชื่นเลย! อาหลินต้องชอบแน่ๆ ขอบใจหมอจิงมากๆ นะ”
จิงเซียวซึ่งยืนอยู่ข้างๆยิ้มด้วยความภาคภูมิใจ วันนี้ ไม่เพียงแค่สองตาหลาน ยังมีชุนเฉิงลูกศิษย์คนที่สองของจิงเซียว ที่มาค่อยช่วยดูแลรับแขกั้แ่เช้าด้วย
ถุงหอมที่ทำมาสองร้อยถุงเพื่อแจกก็หมดไปั้แ่วันแรก จิงซิงอี้แบ่งเก็บเอาไว้บางส่วน เพื่อแจกให้คนป่วยที่มารักษาที่คลินิกในวันแรกแน่นอนว่า คู่สามีภรรยาหยวนซุนและเหยาหลิงพร้อมกับซวี่ฮั่นต่างก็ได้รับถุงหอมกลับไปด้วยและยังได้เพิ่มเติมอีกคนละสองถุงเพื่อเอาไปให้พ่อแม่ที่บ้าน
เมื่อหยวนซุนและเหยาหลิงกลับมาถึงบ้านแถวชานเมืองเซี่ยงไฮ้ เหยาหลิงรีบเดินไปหาแม่ของเธอที่กำลังทำสวนอยู่หลังบ้านบ้านของเธออยู่ในเขตเมืองรอบนอก จึงพอจะมีพื้นที่ทำสวนหลังบ้านขนาดเล็กได้และแม่ของเธอก็ชอบใช้เวลาว่างไปกับการทำสวนตรงนี้
่นี้เป็ปลายฤดูใบไม้ผลิเข้าสู่ฤดูร้อนจึงมีฝนตกสลับกับอากาศร้อน ทำให้หลายคนไม่สบาย และยังมียุงกับแมลงต่างๆออกมารบกวนมากขึ้น
แม่ของเหยาหลิงจึงถูกกัดบ่อยๆ เมื่อได้ถุงหอมมาเหยาหลิงจึงรีบเอาไปให้ทันที เธออธิบายสรรพคุณของถุงหอมซึ่งแม่ของเธอก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เมื่อสูดดมกลิ่นแล้วเธอก็ชอบเพราะช่วยให้ผ่อนคลายดี
เย็นวันรุ่งขึ้น เมื่อแดดร่มลมตกแล้วเธอจึงออกมาทำสวนตามปกติ และนำถุงหอมมากลัดติดกับเสื้อเอาไว้ตามที่เหยาหลิงบอกวันนั้นเธอทำสวนเพลิน จนสามีของเธอต้องเดินมาตามว่า
“แม่ๆ ยังไม่ทำข้าวเย็นอีกหรืออาหลิงกับอาซุนกำลังจะกลับมาจากทำงานแล้วนะ”
แม่ของเหยาหลิงใ รีบคว้าอุปกรณ์มาล้างเก็บและเดินเข้าไปในครัวเพื่อทำอาหารเย็น เธอบอกกับสามีในขณะล้างมือว่า
“ฉันลืมเวลาไปเลย มัวแต่ทำสวนเพลิน”
พ่อของเหยาหลิงซึ่งนั่งกินผลไม้รองท้องอยู่ใกล้ๆก็ถามด้วยความสงสัยว่า
“วันนี้เป็อะไรไปทำไมอยู่ในสวนนานล่ะ ฉันเห็นเธอวิ่งหนียุงเข้าบ้านก่อนห้าโมงเย็นทุกที”
แม่ของเหยาหลิงหยุดคิดและทำตาโตเธอก้มลงมองถุงหอมที่กลัดเอาไว้ที่เสื้อ และก็นึกได้ว่าวันนี้ไม่มียุงกับแมลงมารบกวนเธอเลย เธอจึงบอกสามีด้วยความตื่นเต้นว่า
“ถุงหอมนี่ไง เหยาหลิงเอามาให้ฉันไม่โดนยุงกัดเลยสักนิด ก็เลยทำสวนจนลืมทำข้าวเย็นไปเลย!”
เมื่อหยวนซุนและเหยาหลิงกลับมาถึงบ้าน แม่ของเหยาหลิงก็เล่าเื่นี้ให้พวกเขาฟังอีกครั้งด้วยความดีใจ
หยวนซุนจึงตอกย้ำฝีมือการรักษาโรคของจิงซิงอี้ ทำให้พ่อของเหยาหลิงสนใจถุงหอมและถามทั้งคู่ว่ายังมีเหลืออีกหรือไม่
เหยาหลิงจึงบอกว่าตอนนี้มีเพียงถุงสีฟ้าที่ช่วยเื่ภูมิแพ้และการหายใจพ่อของเหลาหลิงกำลังมีปัญหาจากอากาศร้อนชื้นใน่เปลี่ยนฤดูนี้พอดีเขาจึงขอลองใช้ ถ้าพบว่าได้ผลดี เขาก็ตั้งใจว่าจะให้ลูกสั่งซื้อและนำไปแจกเป็ของขวัญในเทศกาลที่จะมาถึงด้วย
คืนนั้น พ่อของเหยาหลิงเข้านอนโดยวางถุงหอมสมุนไพรเอาไว้ข้างหมอน เขานอนหลับสนิททั้งคืนกลิ่นหอมจากสมุนไพรช่วยให้จมูกของเขาโล่ง หายใจสะดวกไม่สะดุ้งตื่นกลางดึกเพื่อพ่นยาช่วยขยายหลอดลมเหมือนที่เคย
เช้าวันต่อมา เขาจึงสั่งให้หยวนซุนและเหยาหลิงช่วยสั่งซื้อถุงหอมให้ด้วยเหยาหลิงจึงส่งข้อความไปถามจิงซิงอี้ และได้คำตอบว่า ตอนนี้ถุงหอมแจกไปหมดแล้ว
แต่เขาตั้งใจจะทำขายเช่นกัน แต่ต้องใช้เวลาหน่อยเพราะเขาทำเองคนเดียว และจะแจ้งว่า เมื่อไหร่จะจำหน่ายอีกครั้งซึ่งเหยาหลิงยินดีจะช่วยโปรโมทสินค้าให้กับเพื่อนๆ ของเธออีกด้วย
และในภายหลัง ถุงหอมสมุนไพรนี้ ก็กลายมาเป็หนึ่งในสินค้าของจิงซิงอี้ที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางและกลายมาเป็จุดเริ่มต้นในการเป็นักธุรกิจสินค้าสมุนไพรของเขาในที่สุด