ตติกรออกจากบ้านไปพร้อมกับพร้อมศิลป์ เลขานุการของภูเวศน์ั้แ่เช้า จนกระทั่งถึงเย็นย่ำค่ำ จึงได้กลับเข้ามาบ้าน ถึงแม้ร่างกายจะเหนื่อยล้าเพราะต้องเดินทางไปโน่นมานี้ทั้งวัน แต่จิตใจที่เป็อยู่ในตอนนี้ รู้สึกโล่งและสบายใจกว่าวันก่อนเยอะเลย ที่หนึ้สินเื่บ้านได้ใช้หนี้จนหมดแล้ว
“คุณไปจ่ายหนี้บ้านมาแล้วใช่ไหม? มีเงินเหลือบ้างไหม?? แล้วไหนละโฉนด ฉันจะเอาไปเก็บให้”
จิตฤดีที่ได้รอการกลับมาของตติกรอย่างใจจดใจจ่อ เห็นตติกรเดินเข้ามาภายในบ้าน ก็ลุกขึ้นเดินตรงไปหาอย่างไม่รอช้า พอเดินเข้าไปถึงตัวก็ยิงคำถามเข้าใส่ โดยไม่ถามไถ่ถึงสุขภาพร่างกายก่อนเลย ตรงเป้าไปที่เงินที่เหลือจากการชำระหนี้ และโฉนดที่จะ้ากลับคืนมาหลังจากชำระหนี้แล้วอย่างเดียวเลย
“คุณจะไม่ห่วง ไม่ถามผมบ้างเหรอว่าผมเหนื่อยหรือเปล่า หิวน้ำไหมน่ะ!!??”
ตติกรส่ายหน้าไปมาอย่างเอือมระอาเอามากๆ นี่เขาเหนื่อยล้าร่างกายมาทั้งวันก็มากพอแล้ว พอกลับมาถึงบ้าน ก็ยังจะต้องมาเหนื่อยล้าจิตใจเข้าไปอีก ช่างเหนื่อยใจอะไรอย่างนี้หนอ ที่มีภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก หรือคู่เวรคู่กรรมก็ไม่รู้ คอยหวังเอาแต่เงินไปผลาญท่าเดียวอย่างนี้
“แหม!! ก็จะถามอยู่นี่ยังไงล่ะคะ คุณเหนื่อยไหม?? หิวน้ำหรือเปล่า?? งั้นเดี๋ยวฉันไปเอาน้ำมาให้นะคะ”
จิตฤดีหยุดพักการเซ้าซี้ถามเื่เงินและเื่โฉนดไปก่อนชั่วขณะ หันมาพะเน้าพะนอเอาอกเอาใจตติกร ตามที่เขาอยากให้ทำก่อน เพราะขืนหากทำให้ตติกรโกรธ เธออาจจะไม่ได้เงินส่วนที่เหลือจากการใช้หนี้ และอาจจะไม่รู้ที่เก็บโฉนดก็เป็ได้
จิตฤดีรีบผละออกห่างจากตติกร เดินตรงไปยังห้องครัว และไม่ถึงห้านาทีก็เดินออกจากห้องครัว มาพร้อมกับแก้วน้ำเย็นในมือ นำมายื่นส่งให้ตติกร ที่ตอนนี้ได้ลงไปนั่งพักให้หายเหนื่อยอยู่ที่โซฟารับแขกแล้วนั้น
“ดื่มน้ำเย็นๆ ให้หายเหนื่อยก่อนนะคะ”
จิตฤดีว่าพลางนั่งลงบนโซฟารับแขก ข้างๆ ตติกร สายตาก็จับจ้องมองดูตติกร ที่รับแก้วน้ำไปจากมือ ยกขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว จิตฤดียื่นมือไปรับแก้วน้ำมาจากมือของตติกร เอาวางลงไปบนโต๊ะ แล้วหันมามองหน้าตติกร ที่ดูเหนื่อยล้าเต็มทน
“แล้วไงคะ มีเงินเหลือบ้างไหม??”
จิตฤดีเข้าประเด็นที่้าอยากจะรู้ในทันที อย่างไม่รอช้า เพราะหากว่ามีเงินเหลือ เธอจะได้ขอไปสำเริงสำราญของเธอต่อ เพราะนี้เธอก็ขาดหายการไปพบปะกับเพื่อนๆ มาหลายวันแล้ว
“ไอ้งงเงินน่ะไม่มีเหลือหรอก หนี้บวกดอกเบี้ยก็พอดิบพอดีกับเงินที่ยืมมานั่นแหละ จะเอาที่ไหนเหลือกันล่ะ”
ตติกรพูดอย่างติดรำคาญที่ถูกเซ้าซี้ถามถึงเื่เงินๆ ทองๆ อย่างราวกับมาไม่รู้สำนึกตัวเองเลย ว่าที่เป็หนี้เป็สินอยู่นี้ ใครกันที่เป็ผู้ก่อขึ้น และใครกันทำให้ต้องเดือดร้อนไปตามๆ กันอย่างนี้ แล้วยังจะมีหน้ามาถามถึงเงินส่วนที่เหลือหน้าตาเฉย
“เฮื่อออ!!!!...... เงินไม่เหลือ แล้วโฉนดละคะ ไปอยู่ไหนซะล่ะ ฉันไม่เห็นคุณถือมาด้วยเลย”
จิตฤดีถอนหายใจออกมา อย่างเสียดายที่ไม่มีเงินเหลือมาสักกะบาท แต่กระนั้นก็ยังคิดว่าอย่างน้อยก็ยังมีโฉนด ที่สามารถจะเอาไปแปลงเป็เงินอีกครั้ง และครั้งนี้เธอคิดว่าจะเอาเงินออกมามากกว่าหนึ่งล้านเลยคอยดู
“โฉนดน่ะ ใครจะเอาคืนมาให้ผมเก็บไว้กันล่ะ เ้าหนี้คนใหม่เขาก็ยึดเอาไปเก็บไว้สิ”
ตติกรขมวดคิ้ว พูดขึงขังใส่จิตฤดี เริ่มจะมีอารมณ์โมโหขึ้นมาหน่อยๆ ที่จะอะไรนักหนากับเื่เงิน และโฉนดที่ดินที่พึ่งไปจ่ายหนี้สินหมดไป ก็รู้ๆ อยู่แล้วว่าไปยืมเงินมาเพื่อโป๊ะหนี้จำนองนี้ ซึ่งโฉนดก็ต้องโอนย้ายไปไว้ที่เ้าหนี้คนปัจจุบันอยู่แล้ว
“อะไรกัน เ้าหนี้ในตอนนี้ก็เป็ลูกเขยคุณไม่ใช่หรือไง เขาก็ควรจะเกรงใจคุณสิ หรือเป็เพราะคุณไปยกให้เขาเก็บไว้เอง”
จิตฤดีปี๊ดขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำพูดของตติกรอย่างนั้น เพราะจิตฤดีวาดหวังเอาไว้ว่าจะได้เงินก้อนใหญ่ ที่มากกว่าเงินหนึ่งล้านที่เคยไปจำนองที่ดินไว้ก่อนหน้านี้ เพราะบ้านหลังนี้เ้าหนี้ให้มากกว่าหนึ่งล้านซะอีก
“ใช่ไง ก็เพราะคุณเอาแต่ผลาญเงินผลาญทรัพย์สินอยู่อย่างนี้ไง ผมถึงไม่อยากให้มีทรัพย์สินใดๆ มาอยู่กับผม และมาเป็ชื่อของผม ผมบอกไว้เลยว่าทรัพย์สินทุกอย่างไม่ใช่ชื่อของผมอีกต่อไปแล้ว ผมโอนให้ยัยรัตน์ไปหมดแล้ว”
ตติกรอดรนทนไม่ไว้ ลุกขึ้นตะคอกใส่จิตฤดีอย่างเหลืออดเต็มทน จิตฤดีและลูกสาวนั้นคอยแต่จะผลาญทรัพย์สินที่มีอยู่ไปจนหมด ส่วนตติรัตน์นั้นก็คอยช่วย จนต้องเอาตัวเข้าแลกอยู่ในตอนนี้ มันช่างแตกต่างกันเหลือเกิน
๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓๒๓