เสียงตะโกนพนันขันต่อดังกึกก้องประดุจคลื่นยักษ์ซัดเข้าหาฝั่งเมื่อ ต้วนผิงอัน และ หนิวมู่อี้ ก้าวเท้าเข้าใกล้ลานกว้างกลิ่นอายของความโลภและความหวังคละคลุ้งอยู่ในอากาศ ท่ามกลางฝูงชนที่แออัดยัดเยียดบ้างกระโดดโลดเต้นหัวเราะร่าเมื่อชนะพนันบ้างทุบกำแพงร้องไห้โฮเมื่อศิลาผลึกครามก้อนสุดท้ายถูกริบไป
"หลีกทาง!พวกข้าจะเข้าไป!"ผิงอันใช้หัวไหล่อันกำยำแหวกฝูงชนที่หนาแน่นดุจกำแพงมนุษย์เข้าไปจนกระทั่งมาถึงหน้าโต๊ะพนันขนาดมหึมาที่ทำจากไม้จันทน์ดำสลักลวดลายกิเลนคาบเหรียญทองพื้นโต๊ะปูด้วยผ้ากำมะหยี่สีแดงสด มีศิลาผลึกครามกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา
ทว่าสิ่งที่น่าประหลาดใจคือทันทีที่พวกเขามาถึงฝูงชนที่เคยรุมล้อมกลับเริ่มทยอยเดินถอยออกมาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความลังเลและหวาดหวั่นจนเหลือเพียงคนไม่กี่คนที่ยังยืนนิ่งอยู่รวมถึงสองสหาย
"เกิดอะไรขึ้น?ทำไมพวกเขาทิ้งก้อนเนื้อชิ้นใหญ่ไปเสียล่ะ?"มู่อี้กระซิบถามพลางกวาดสายตามองไปรอบๆอย่างมึนงง
คำตอบปรากฏชัดเมื่อเจ้าหน้าที่รับพนันนำป้ายประกาศใหม่ขึ้นตั้งแทนที่ตัวเก่าข้อความบนป้ายทำเอาดวงตาของมู่อี้แทบถลนออกจากเบ้า:
[รอบพิเศษ: การประลองข้ามเขตแดนพลัง] ผู้สมัครทั่วไป (ระดับจินหรง) ปะทะ ตัวแทนเมือง(ระดับปราณคราม) อัตราต่อรองเดิมพัน: 1ต่อ 5,000 ศิลาผลึกคราม!
"1 ต่อ5,000!" เสียงอุทานเซ็งแซ่ดังมาจากคนรอบข้าง"นี่มันอัตราฆ่าตัวตายชัดๆ! ต่อให้ยอดฝีมือระดับจินหรงจะมีพรสวรรค์เพียงใดจะไปโค่นปราณครามได้อย่างไร? มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในใต้หล้าที่จะมียอดฝีมือต่อสู้ข้ามระดับปรากฏตัวที่นี่!"
"นั่นสิ... แล้วเมืองฝูเจิ้นเรามียอดฝีมือระดับปราณครามกี่คนกัน?"ชาวบ้านคนหนึ่งวิจารณ์ด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ผู้ดำเนินการประลองบนเวทีซึ่งเป็นชายชราในชุดยาวสีเทาพลันประกาศเสียงก้องทรงพลัง"ขอเชิญยอดฝีมือทุกท่านที่ผ่านการคัดเลือกขึ้นสู่เวทีลุยไถเพื่อฟังกติกาและรางวัล!ข้าจะประกาศรายชื่อระดับจินหรงก่อน... เฉิงกง,จ้านเฟิง, หลิวซิ, จิ่งเหอ,หานตง, หยุนเซียว และ ป๋อเหวิน!"
เสียงปรบมือดังสนั่นหวั่นไหวจากชาวเมืองเมื่ออัจฉริยะประจำถิ่นเยื้องกรายขึ้นสู่เวทีด้วยท่าทางองอาจ
"และ...ผู้ฝึกยุทธ์ระดับปราณคราม!" เสียงของชายชราดูจะแฝงไปด้วยความยำเกรง "ฉินโม่! เยี่ยหาน!" เสียงเชียร์ยังคงดังต่อเนื่องจนกระทั่งถึงรายชื่อถัดไป... "รุ่ยหลิน! สืออิน! เฟิงสื่อ! และ เฉินฮั่ว!"
ฉับพลันนั้นลานประลองกลับเงียบกริบ ชาวเมืองต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่กเพราะชื่อทั้งสี่คนหลังนี้ไม่มีใครเคยได้ยินมาก่อนราวกับพวกเขาสลัดคราบออกมาจากความมืด
"แฮ่ม!" เสียงกระแฮ่มหนักๆดึงความสนใจจากฝูงชน ชายกลางคนรูปร่างกำยำในชุดคลุมผ้าไหมสีม่วงเข้มขลิบทองใบหน้าเคร่งขรึมแฝงด้วยอำนาจลุกขึ้นยืนจากที่นั่งสูงสุด เขาคือ เจ้าเมืองฝูเจิ้น
"ข้า... ฉีหลินเจ้าเมืองฝูเจิ้นได้เชิญยอดยุทธ์ระดับปราณครามทั้งสี่นี้มาจากต่างแดนเพื่อศึกนพเก้ามรกตอำพันโดยเฉพาะ!" เจ้าเมืองประกาศด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก"เพื่อให้เมืองฝูเจิ้นของพวกเราได้มีชื่อเสียง และได้รับทรัพยากรดีๆจากอาณาจักร หากพวกเรามีคนเบียดเข้าไปประลองในศึกใหญ่ได้แม้เพียงคนเดียวก็ตาม!"
ชาวเมืองพากันขมวดคิ้วความขุ่นเคืองเริ่มก่อตัวขึ้น ทันใดนั้น จ้านฟาน และ หลิวซิ สองยอดฝีมือระดับจินหรงของเมืองก็เดินออกไปเบื้องหน้าด้วยสีหน้าไม่ยินยอม
"ข้ามิเห็นด้วย!"จ้านฟานกล่าวด้วยน้ำเสียงดุดัน "ท่านเอาคนนอกที่ไม่รู้ที่มาที่ไป ไม่รู้สำนักมาตัดสินใจแทนชาวฝูเจิ้นได้อย่างไร? ศักดิ์ศรีของพวกเราไม่ได้มีไว้ขายให้คนต่างถิ่น!"หลิวซิพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรงกล้า
ทันใดนั้นเอง รุ่ยหลิน หนึ่งในสี่ปราณครามลึกลับเดินออกมาด้วยฝีเท้าที่แผ่วเบาจนไร้เสียงบรรยากาศบนเวทีพลันหนาวเยือกขึ้นมาอย่างกะทันหัน รังสีฆ่าฟันและกลิ่นอายปราณครามพุ่งออกมาจากร่างของเขาท่วมท้น
มันคือ ปราณคราม ขั้นที่ 4 แต่กลับเป็นปราณที่ดูบิดเบี้ยว เย็นเยือกและชวนอึดอัดจนน่าขนลุก!
ชาวเมืองรอบข้างต่างพากันถอยกรูดออกจากขอบเวทีเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่บีบคั้นหัวใจยกเว้นเพียงจ้านฟานและหลิวซิที่กัดฟันระเบิดพลังจินหรงขั้นสูงสุดออกมาต้านทานจนร่างกายสั่นสะท้านกระดูกของพวกเขาเริ่มส่งเสียงลั่น
รุ่ยหลินแสยะยิ้มเยาะดวงตาเต็มไปด้วยความดูแคลน "ทำการใหญ่ก็ต้องเสียสละ...พวกเจ้าไม่พอใจก็เข้ามาแสดงฝีมือเสียสิ อย่ามัวแต่เห่าหอนเป็นสุนัขข้างถนนอยู่เลย!ฮ่า ฮ่า ฮ่า!"เขาสะบัดชายเสื้อพลางแหงนหน้าหัวเราะอย่างอหังการเสียงหัวเราะนั้นบาดลึกเข้าไปในโสตประสาทของผู้คนทั่วทั้งลาน
มู่อี้และผิงอันที่ยืนดูอยู่เบื้องล่างแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบ "ปราณครามขั้นที่4... แต่กลิ่นอายนี้มัน" มู่อี้พึมพำพลางกำคทาแน่น"เจ้าอยากได้ศิลาครามไม่ใช่หรือ?"ผิงอันถามยกยิ้มเย็น "รอดูอีกหน่อยก็แล้วกัน"
บนเวทีลุยไถบรรยากาศทวีความตึงเครียดจนถึงขีดสุด จ้านฟาน และ หลิวซิ สองยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในระดับจินหรงของเมืองฝูเจิ้นต่างทะยานร่างแยกออกเป็นสองทางประดุจคีมเหล็ก ล้อมกรอบ รุ่ยหลิน ไว้ตรงกลางอย่างรัดกุม
รุ่ยหลินเพียงยืนกอดอกนิ่งมุมปากเหยียดหยามมองดูความพยายามของมดปลวก แววตาของเขาไร้ซึ่งความหวั่นเกรงราวกับสิ่งที่ล้อมรอบเขาอยู่เป็นเพียงธาตุอากาศ
"ตายซะ!"
จ้านฟานและหลิวซิคำรามกึกก้องพุ่งเข้าจู่โจมจากด้านหน้าและด้านหลังพร้อมกันในจังหวะเดียว!
รุ่ยหลินไม่ได้หันไปมองแม้แต่น้อยเขาเพียงย่อตัวลงต่ำทันใดนั้นปราณครามสีโลหิตที่เยือกเย็นและคาวคลุ้งพลันระเบิดออกจากร่างสาดกระจายรอบตัวพลังนั้นควบแน่นเป็นวงแหวนคมกริบประดุจใบมีดสุริยันแต้มเลือดก่อนจะฟาดกระจายออกรอบทิศทางด้วยความเร็วที่มองไม่ทันพลานุภาพของมันแปรเปลี่ยนเป็นเส้นสายพลังที่พริ้วไหวแต่แข็งแกร่งดุจ แส้โลหิตอเวจีจู่โจมเข้าหาเป้าหมายทั้งสอง!
จ้านฟานที่อยู่ด้านหน้าเบิกตากว้างเขารวบรวมพลังฝึกปรือทั้งหมดในชีวิต สร้างปราณอัคคีพุ่งออกจากฝ่ามือ ก่อเกิดเป็น เปลวไฟสีดำอมแดงที่ร้อนระอุจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยวเป็นลอนคลื่นพลังเพลิงนี้พุ่งตรงเข้าใส่แส้วงแหวนหมายจะแผดเผาให้สิ้นซาก
พรึ่บ! ฟึ่ม!!
ทว่าความจริงกลับโหดร้ายแส้วงแหวนสีโลหิตฟาดตัดผ่านเปลวไฟสีดำอมแดงจนขาดสะบั้นออกจากกันราวกับมีดคมตัดผ่านเต้าหู้พลังที่แกร่งกว่าหลายขุมไม่ได้หยุดยั้งลง แต่มันยังคงพุ่งทะลวงเข้าหาอกของจ้านฟานอย่างอำมหิต!
ในเสี้ยววินาทีเดียวกันที่ด้านหลัง หลิวซิพลันระเบิดพลังฝึกปรือทั่วร่างจนผิวหนังอาบไว้ด้วยแสงสีส้มจัดจ้านเขาถ่ายเทพลังทั้งหมดไปที่หมัดขวา ระเบิดออกเป็น หมัดปราณยักษ์ ขนาดใหญ่เท่ากระบุงพุ่งเข้าใส่รุ่ยหลินหมายจะบดขยี้แผ่นหลังให้แหลกคามือ!
ฟุบ! เพี๊ยะ!! ตูม!!
เสียงพลังปะทะกันดังกัมปนาทแส้วงแหวนสีโลหิตตวัดกวาดเข้าใส่หมัดปราณสีส้มจนมันแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆไม่มีชิ้นดี พลังงานที่หลงเหลือจากการหักล้างพุ่งเข้าถึงร่างของหลิวซิในพริบตา
"อากกกกกกกกกกกกก!!!"
เสียงร้องโหยหวนของยอดฝีมือทั้งสองดังประสานกันร่างของจ้านฟานและหลิวซิกระเด็นลอยเคว้งกลางอากาศกระเด็นไปคนละทิศละทาง เลือดสดๆกระอักออกจากปากเป็นสายพ่นกระจายทั่วเวทีเสื้อผ้าของทั้งคู่ขาดวิ่นหลุดลุ่ยไม่มีชิ้นดีก่อนจะร่วงลงไปกระแทกพื้นดินเบื้องล่างเวทีจนฝุ่นตลบ
ตามเนื้อตัวของทั้งสองปรากฏรอยแผลลึกยาวสยดสยองคล้ายถูกแส้ที่มองไม่เห็นฟาดถลกหนังจนเห็นกระดูกเลือดไหลนองท่วมร่างเพียงอึดใจเดียวทั้งคู่ก็สิ้นสติและสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปโดยสิ้นเชิง!
ความเงียบงันปกคลุมทั่วลานศาลเจ้าชาวเมืองฝูเจิ้นต่างตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจที่โหดเหี้ยมเกินมนุษย์
บนปะรำพิธี ฉินโม่ และ เยี่ยหาน สองยอดฝีมือปราณครามของเมืองฝูเจิ้นถึงกับมีเหงื่อเย็นไหลซึมที่กลางฝ่ามือ พวกเขามองหน้ากันด้วยความเคร่งเครียดพลังปราณสีโลหิตเมื่อครู่นั้นเต็มไปด้วยกลิ่นไอฆ่าฟัน ต่างจากสำนักมาตรฐานทั่วไป
"ปราณที่เยือกเย็นและโหดเหี้ยมเช่นนี้..."ฉินโม่พึมพำเสียงสั่น "คนพวกนี้เป็นใครกันแน่? เจ้าเมืองฝูเจิ้นไปพา'ปีศาจ' แบบไหนเข้าเมืองมากัน!"
เบื้องล่างเวที ต้วนผิงอันแสยะยิ้มดวงตาจ้องเขม็งไปที่รุ่ยหลินที่กำลังยืนหัวเราะอย่างลำพองใจ
"มู่อี้..."ผิงอันเอ่ยเสียงต่ำ "ไอ้หมอนี่... มันไม่ได้แค่ต้องการชัยแต่มันเจตนาทำลายรากฐานการฝึกปรือของผู้อื่น ปราณสีโลหิตนั่นแฝงกลิ่นคาวโลหิตหนาแน่น... ข้าอยากจะลองดูนักว่ามันจะทนพลังคลื่นปราณของข้าได้ซักกี่น้ำ!"
มู่อี้กระชับคทาพฤกษาอัสนีที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาคมเร้นกาย"ใจเย็นก่อนผิงอัน... ข้าสัมผัสได้ว่าในบรรดาสี่คนนั้นรุ่ยหลินยังไม่ใช่คนที่น่ากลัวที่สุด อีกสามคนที่เหลือนั่น...นิ่งสงบจนน่าประหลาด"
เขามองไปยังอีกสามร่างที่ยืนเยื้องอยู่ด้านหลังเจ้าเมืองแววตาของจอมเวทย์หนุ่มเริ่มฉายแววท้าทาย "แต่ก็นะ... อัตราเดิมพัน 1 ต่อ 5,000 นั่นมันช่างยั่วยวนใจนักว่าไหม?"เขาพลางแล่บลิ้นเลียริมฝีปาก