TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์

    ตอนที่ 144 กรรไกรเงา

    ตอนที่ 144 กรรไกรเงา


    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ***** 




    อย่างที่รู้กันว่าแคลนนิวโฮปภาคเหนือนั้นตั้งอยู่บนภูเขาสูงใหญ่ลูกหนึ่ง ซึ่งพวกเขาได้ใช้ภูเขาลูกนั้นเป็นสิ่งก่อสร้างของแคลน ภายในถูกขุดจนเป็นโพล่งลึกขนาดใหญ่ และข้างในนั้นได้สร้างเป็นที่ทำการโดยรอบ


    ซึ่งแต่ละชั้นนั้นจะมีสนามประลองหนึ่งแห่ง เพื่อจัดไว้ให้สมาชิกและเด็กฝึกได้ใช้งาน


    เฟิร์สเดินไปที่สนามประลองของชั้นนั้น เขายืนอยู่อีกฟากของเวทีเพื่อรอกรรไกรเงาเข้ามา


    ไม่นานคู่ต่อสู้ก็มาถึง ชายผมทองสวมกางเกงลายทหารก้าวขึ้นบนเวทีประลองทันที


    เหล่าเด็กฝึกและพนักงานที่อยู่บริเวณนั้นก็เข้ามาที่นี่เช่นเดียวกัน พวกเขานั่งเรียงรายบนอัฒจรรย์จนแน่นขนัด


    ข่าวการประลองของเวเนเตอร์ดาราแดงแพร่ไปเร็วมาก แม้แต่เด็กฝึกที่ไม่ได้อยู่ในห้องก่อนหน้านี้ก็ยังทราบข่าว และพนักงานที่ได้ยินข่าวนี้ก็เกิดความสนใจ


    “นั่นพวกเขากำลังจะไปไหนกัน?” 


    “ลานประลองมีใครกำลังต่อสู้กันหรอ?”


    “รีบไปเร็วเข้าเด็กใหม่เฟิร์สวันกับกรรไกรเงากำลังจะสู้กัน”


    “การต่อสู้ของดาราแดงอย่างนั้นหรอ? นานเท่าไหร่แล้วนะที่ฉันไม่ได้เห็นมัน”


    “เร็วเข้า รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวที่นั่งจะเต็มเสียก่อน”


    ผู้คนต่างหลั่งไหลเข้ามาในลานประลอง จนไม่นานที่นั่งบนอัฒจรรย์ก็ถูกเติมเต็มด้วยผู้คน


    พนักงานสาวที่อยู่กับเฟิร์สมาตั้งแต่แรกเสนอตัวเป็นกรรมการ ซึ่งทั้งสองก็ไม่ได้ว่าอะไร


    “ถ้าอย่างนั้นดิฉันขอเปิดม่านพลังแล้วนะคะ”


    เฟิร์สพยักหน้า แล้วหญิงสาวก็ทำการใช้กำไลข้อมือเข้ารหัสลานประลองเพื่อเปิดม่านพลังคุ้มกันทันที


    พึง! พึง! พึง!


    ตอนนั้นเองบริเวณขอบของเวทีประลองก็ปรากฏลำแสงสีแดงที่แข็งแกร่งออกมาโดยรอบ


    ลำแสงเหล่านี้คือม่านพลังที่สร้างมาจากแร่ที่นำมาจากอบิสสีแดง ด้วยการปรับปรุงทางวิทยาศาสตร์ม่านพลังนี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ระดับต่ำกว่าดาราน้ำเงินลงไป น้อยนักที่จะสามารถทำลายม่านพลังนี้ได้


    เฟิร์สเมื่อเห็นม่านพลัง เขาก็สัมผัสได้คร่าวๆ ว่าความแข็งแกร่งของม่านพลังนี้ไม่ต่างไปจากพลังอักขระขั้นสีฟ้าของเขาเลยแม้แต่น้อย


    “นั่นมันคุณเฟิร์สวันคนนั้นนี่ พวกนายได้ข่าวเรื่องไม่นานนี้ไหม”


    “เรื่องอะไร?”


    “ก็เรื่องที่เขากวาดล้างอบิสด้วยตัวคนเดียว”


    “หืม ... ไม่ใช่ว่ามันนานมาแล้วไม่ใช่หรอ เรื่องที่ว่ากวาดล้างอบิสสีขาว”


    “ใช่ที่ไหนแล่า อบิสสีแดงพึ่งเกิดขึ้นไม่นานมานี้ต่างหาก แม้จะไม่ได้เรียกว่ากวาดล้างด้วยตัวคนเดียว แต่เขาก็จัดการมอนสเตอร์เป็นส่วนใหญ่ที่นั่น”


    “อย่างนี้ไม่แปรว่าคุณกรรไกรเงาต้องการทดสอบความสามารถของคุณเฟิร์สวัน”


    พนักงานสองคนกำลังสนทนากันก่อนที่การประลองจะเริ่มขึ้น แม้เรื่องนี้จะไม่มีคนรู้มากนัก แต่ก็มีพนักงานบางคนที่รู้เรื่องนี้


    ตอนนั้นเองเด็กฝึกที่อยู่ข้างๆ ก็ได้ยินเรื่องนี้เข้า พวกเขาเลยเริ่มพูดกันในเรื่องนี้เช่นกัน


    “ว่ายังไงนะนั่นเป็นเรื่องจริงหรอ?”


    “เด็กอย่างเขาเนี้ยนะ!”


    “จริงไม่จริง อีกเดี๋ยวก็ได้รู้แล้วล่ะ รอดูที่เวทีประลองตรงหน้าเถอะ”


    เหล่าเด็กฝึกเริ่มวิจารณ์เรื่องนี้มากขึ้น ก่อนหน้านี้พวกเขาเคยคิดดูถูกเด็กหนุ่ม แต่ตอนนี้เริ่มที่จะให้ความสนใจเด็กหนุ่มมากขึ้นแล้ว พวกเขาไม่ปักใจเชื่อข่าวลือนี้แต่อย่างใด อย่างที่รู้กันว่าการประลองตรงหน้าจะพิสูจน์ความจริงเรื่องนี้เอง


    กลางลานเวทีประลองสองสมาชิกแคลนอันทรงเกียรติกำลังเผชิญหน้ากัน


    “การต่อสู้นี้มีกติกาหรือเปล่า?” เฟิร์สเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ


    “ฉันจะไม่ทำให้นายบาดเจ็บร้ายแรงก็แล้วกัน แน่นอนว่าไม่มีเรื่องเอาจริงเอาจังถึงชีวิต” ชายผมทองกล่าวอย่างยิ้มๆ ดูท่าทางของเขานั้นจะมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างมาก


    “แค่นี้?”


    “ใช่แค่นี้”


    “ดี งั้นพวกเราก็มาประมือกันสักตั้งเถอะ ฉันหวังว่าคุณจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง”


    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า นายก็เช่นกัน”


    ทันทีที่กล่าวจบหน้าผากของกรรไกรเงาก็เปล่งแสงสีแดงเผยให้เห็นดาราแดงเจ็ดแฉก เขายื่นแขนขวาออกไปข้างหน้าแล้วแสงสีแดงก็กระพริบวาบจนก่อรูปร่างกลายเป็นกรรไกรสีดำยาวขนาดเกือบสามฟุตด้ามหนึ่ง 


    หนึ่งในกลุ่มคนดูเอ่ยออกมาว่า “นั่นคือไอเทมสปีริตของเขา ‘กรรไกรเงา’ เขาตั้งฉายาของเขาตามไอเทมสปีริตชิ้นนี้”


    เฟิร์สเมื่อเห็นอีกฝ่ายนำไอเทมสปีริตออกมา เขาจึงให้เกียรติเรียกไอเทมสปีริตของตนเองออกมาเช่นกัน


    วิ้ง!


    มืออันขาวเรียวหยิบความว่างเปล่าเบื้องหน้าแสงสีแดงก่อรูปร่างกลายเป็นเข็มสีแดงที่ยาวเกือบสิบนิ้วเล่มหนึ่ง


    “นั่นน่ะหรอคืออาวุธของนาย แต่ฉันได้ข่าวนายไม่ได้ใช้อาวุธชิ้นนี้ในอบิสนิ” กรรไกรเงากล่าว


    “นี่คืออาวุธสปีริตของผมจริงๆ ส่วนที่ใช้ในอบิสก็แค่สิ่งที่หยิบจับขึ้นมาลวกๆ เท่านั้น” เฟิร์สเอ่ยตามจริง เพราะกระบี่ศิลาเล่มนั้นถูกสร้างขึ้นมาจากเศษดินเศษหินธรรมดาจริงๆ หากมันไม่ได้อยู่ในมือของเขาแล้ว มันก็เป็นของเล่นทั่วไปเท่านั้น


    สำหรับผู้ฝึกฝนกระบี่ พวกเขาไม่สนใจในตัวกระบี่หรือที่มาของมัน เพราะไม่ว่าพวกเขาจะหยิบจับสิ่งใดก็สามารถใช้เป็นกระบี่ได้ทั้งสิ้น มีเพียงกระบี่ไม่กี่เล่มเท่านั้นถึงจะคู่ควรที่จะเรียกว่ากระบี่คู่กายอย่างแท้จริง


    “เหอะ นายนี่ช่างเย่อหยิ่งเสียจริง ดี ... หวังว่าไอเทมสปีริตของนายจะไม่ทำให้ฉันผิดหวัง”


    “ผมว่าพวกเราอย่าได้พูดมากกันต่อไปเถอะ ยังไงผมก็กำลังใช้เวลาในคาบสอนผมอยู่”


    ชายผมทองหน้านิ่วในทันที เขารู้สึกเหมือนกำลังถูกเด็กน้อยพูดกระทบ


    “ได้ รับมือ!” ทันทีที่กล่าวจบร่างของเขาก็กลายเป็นเงาดำมืดแล้วหายไปจากสายตาโดยพลัน


    ‘วันนี้ฉันจะให้นายได้เห็นความร้ายกาจของเวเนเตอร์ฝีมือแรงค์ A+’


    ระหว่างที่ร่างของกรรไกรเงาหายไป ทว่าเฟิร์สกลับยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิม


    ตอนนั้นเองบรรยากาศรอบกายของเขาก็เปลี่ยนไป มันกลายเป็นเยียบเย็นมากยิ่งขึ้น ราวกับว่าร่างของเขาได้ปรากฏระลอกคลื่นบางๆ กระจายออกมาแล้วผสานเข้ากับลานเวทีประลองทั้งหมด


    นี่คือสำนึกกระบี่ขั้นผสานจิตวิญญาณ!


    ผสานจิตวิญญาณเข้ากับลานประลอง แม้ไม่ได้ใช้ลานประลองนี้เป็นอาวุธแต่ก็สามารถตรวจจับการมีอยู่ของคู่ต่อสู้ได้


    เทคนิคนี้เฟิร์สได้เลือนแบบมาจากพลังโลกลวงของอีวา พลังด้านขอบเขตบริเวณที่ยอดเยี่ยมนี้สามารถตรวจจับสิ่งที่ซ่อนอยู่ได้เป็นอย่างดี


    จู่ๆ เฟิร์สก็กระโดดขึ้นกลางอากาศแล้ววาดเข็มสีแดงที่ยาวสิบนิ้วในมือออกไป


    ปัง!


    ทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นเร็วมาก สิ่งที่เข็มเล่มนั้นปะทะก็คือกระไกรสีดำที่ผุดออกมาจากเงาของเขาเอง


    “หลบได้อย่างนั้นหรอ!” กรรไกรเงาดูประหลาดใจไม่น้อย ร่างของเขาก็ปรากฏออกมาแค่แว๊บเดียว จากนั้นก็หายไปอีกครั้งหนึ่ง


    ปัง!


    เฟิร์สวาดเข็มออกไปอย่างเรียบง่ายไปยังจุดหนึ่ง 


    เกิดประกายไฟสว่างวาบจากการปะทะกันอย่างรุนแรง


    กรรไกรเงาปรากฏออกมาแล้วหายไป


    ปัง! ปัง! ปัง!


    เสียงของการปะทะดังขึ้นติดๆ กัน ภาพที่ผู้คนมองเห็นคือเด็กหนุ่มวาดเข็มสีแดงเล่มเล็กในมือปะทะกับการโจมตีของกรรไกรเงาอย่างแม่นยำ


    สีหน้าของเฟิร์สดูเฉยชาเป็นอย่างมาก เขารับการโจมตีของอีกฝ่ายอย่างไม่รู้สึกกดดัน เข็มที่อยู่ในมือก็เหมือนวาดออกไปตามอำเภอใจเท่านั้น ภาพนี้ราวกับว่าเขาคือปรมาจารย์กำลังภายในในภาพยนต์


    “เขาทำแบบนั้นได้ยังไงกัน?”


    “กรรไกรเงาเล่มนั้นเป็นอาวุธโจมตีที่ทรงพลังเป็นอย่างมาก ว่ากันว่าสามารถตัดผ่านมอนสเตอร์ระดับอบิสสีแดงได้อย่างง่ายดาย นั่นหมายความว่านอกจากความแหลมคมแล้ว ในด้านพละกำลังก็เหนือธรรมดา แต่เฟิร์สวันกลับสามารถตีต่อได้อย่างสบายๆ”


    “พละกำลังของเขาอยู่ในระดับไหนกันแน่?”


    หลังจากที่เฟิร์สสำเร็จกายากระบี่ขั้นกลาง เขาก็มีความมั่นใจในพละกำลังของตนเองเป็นอย่างมาก สิ่งที่เขาทำในตอนนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างที่ตาเห็น เพราะกรรไกรเงามีพละทำลังที่มหาศาลเชื่อว่ามันสามารถตัดแบ่งครึ่งช้างทั้งตัวได้อย่างง่ายดาย 


    เฟิร์สจึงใช้พละกำลังต้านทาน และเขาก็สามารถทำมันได้ดี


    ภาพการต่อสู้นี้ดูเหมือนจะเรียบง่ายแต่มันกลับแฝงไปด้วยความลึกล้ำเป็นอย่างมาก


    ผู้ที่สามารถมองความนัยออกก็ต่างอ้าปากค้าง ส่วนผู้ที่ไม่รู้ความก็ยังรู้สึกทึ่งไปตามๆ กัน


    ปัง! ปัง! ปัง!


    เฟิร์สยังคงรับมือกรรไกรเงาได้อย่างสง่างามและเรียบง่าย 


    ก่อนที่เขาจะเอ่ยออกมาว่า “คุณจะเอาจริงได้รึยัง? ฉันเบื่อที่จะเล่นแบบเด็กๆ แบบนี้แล้ว”


    “ได้! ฉันจะให้นายได้เห็นความคมของเงา!” เสียงของกรรไกรเงาดังขึ้นแม้ร่างกายของเขาจะไม่ปรากฏออกมา