ทั้งสี่คนล้วนมีอาชีพเป็นนักบุกเบิกแทบทั้งสิ้น กามูและจอสถือครองตราสัญลักษณ์สีเงิน กระนั้นกลับมีระดับที่แตกต่างกันเล็กน้อย โดยกามูคือนักบุกเบิกระดับเงินขั้นที่หนึ่ง แต่จอสนั้นมีระดับเพิ่มพูนขึ้นมาอีกหนึ่งขั้น ในขณะเดียวกัน ทั้งแมรี่และเรเชลล้วนเป็นนักบุกเบิกมือใหม่ ทำให้ทั้งสองจึงมีระดับอยู่ที่ทองแดงขั้นที่หนึ่ง
“เธอจะอยู่กับพวกเราก่อนก็ได้ พวกเรามีทั้งน้ำและอาหาร แต่พวกเราคงจะพาเธอไปที่เมืองได้ก็ต่อเมื่อภารกิจเสร็จสิ้น” จอสเอื้อนเอ่ยด้วยวาจาที่แฝงความอบอุ่นอย่างมากล้น พวกเขาล้วนเป็นกันเอง เป็นมิตรกระนั้นกลับไม่ยุ่มย่ามจนเกินไป ทำให้กวีจึงรู้สึกผ่อนคลายแม้ยามต้องพบเจอกับคนแปลกหน้าก็ตาม
“เช่นนั้นก็ขอความกรุณาด้วยครับ” กวีกล่าวพลางก้มหน้าลงเล็กน้อยเพื่อขอบคุณ คงไม่มีทางใดจะเขาจะโชคดีไปได้มากกว่านี้ เพียงต้องเฝ้ารอต่อไปสักเล็กน้อยจะเป็นอะไรไปเล่า
ทั้งสี่คนล้วนมีปราณมานาที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย แม้กระทั่งหญิงงามทั้งสองก็แผ่ขยายความแข็งแกร่งออกมาให้เห็น เพียงแต่ว่า กลับมีเพียงแมรี่ที่ท่าทีแลดูสง่างามเยี่ยงชนชั้นสูง แตกต่างจากคนอื่นอย่างชัดเจนแม้นางจะไม่แสดงออกก็ตาม
“พวกคุณมาทำอะไรที่นี่กันแน่ครับ ?” กวีเอื้อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย ทว่าก่อนที่เขาจะได้รับคำตอบ กลับมีกลุ่มคนเดินมุ่งตรงเข้ามาหา มิใช่เพียงสองหรือสาม กระนั้นกลับมีอยู่ราวสิบชีวิต
ท่ามกลางบรรดากลุ่มคนทั้งหมด มีอยู่เพียงสองคนที่โดดเด่นยิ่งกว่าผู้ใด คนแรกคือชายผู้มีทรงผมสกินเฮดติดหนังศีรษะ เขาสูงใหญ่เกินกว่ากวี รวมไปถึงยังมีร่างกายใหญ่โตเทียบเคียงได้กับโอเกอร์ พร้อมมือขวาถือโล่ใหญ่เช่นเดียวกับกามู ทว่าสัญลักษณ์ที่สลักอยู่ ณ ใจกลางมิใช่ดอกบัวตูม หากแต่มีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับดวงตาของมังกร สีหน้าของเขาหนักแน่นราวกับผู้นำ
ส่วนคนต่อไป ชายผู้นี้ยืนอยู่ด้านหลังสุดราวกับไม่ต้องการให้เป็นที่สังเกต เขาถือดาบเล่มหนึ่งในมือขวา ลักษณะคล้ายคลึงกับดาบญี่ปุ่นจากโลกใบเก่าของกวี เส้นผมยาวสลวยประบ่าราวกับหญิงสาว ร่างกายสูงเทียบเคียงกับชายคนแรก กระนั้นกลับมีมวลกล้ามเนื้อน้อยค่ายิ่งกว่าชายถือโล่มากนัก
เพียงแต่ว่า ทั้งสองกลับมีท่าทีที่แตกต่างราวน้ำกับน้ำมัน ในขณะที่ชายถือโล่แสดงออกถึงความเป็นกันเอง กระนั้นชายอีกคนกลับมีสีหน้าบูดบึ้งประหนึ่งก้นหม้อ ราวกับว่าชายผู้นี้กำลังปิดกั้นทุกสิ่งจากภายนอกมิให้ผู้ใดย่างกรายเข้ามาใกล้
เพียงกวีจ้องมองด้วยความสงสัย สายตาของอีกฝ่ายกลับส่งคืนกลับมาไร้ซึ่งกัลยาณมิตร พร้อมหนึ่งคำถามที่ถูกเปล่งขึ้นด้วยท่าทีอันไร้ซึ่งมารยาท
“แกเป็นใคร ?”
มันจ้องมาเขม็ง กวีนั้นล่วงรู้ได้ในทันทีเพียงหนึ่งการสบตา แม้ตัวเขาจะตัดสินทุกสิ่งด้วยหลักแห่งเหตุและผล ทว่ากลับมีเพียงครั้งนี้ที่กวีรู้สึกเกลียดใครสักคนหยั่งลึกจนถึงทรวงใน
“ไม่ใช่ว่า ถ้าต้องการถามชื่อคนอื่น ตนเองต้องเป็นฝ่ายแนะนำตัวก่อนเป็นคนแรกหรอกหรือ ?” กวีเอื้อนเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทำให้อีกฝ่ายจึงเริ่มต้นมีน้ำโห ใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงพร้อมความโกรธที่เพิ่มพูนอย่างมากมายมหาศาล พลางเปล่งวาจาออกมาดังลั่นไปทั่ววิหารศักดิ์สิทธิ์
“ไอ้สวะ ชั้นถามแกก็ตอบสิวะ !!” เขาโกรธแค้นและบ้าคลั่งประหนึ่งสัตว์ร้าย สองเท้ามุ่งตรงเข้ามาหาในขณะที่มือขวาพร้อมชักดาบออกจากฝัก เพียงแต่ว่า กลับถูกชายอีกคนห้ามปรามและหยุดยั้งให้ชะงักลงในชั่วครู่ขณะ
“ก็จริงของคุณครับ เช่นนั้นก็ขอให้พวกเราได้แนะนำตัวสักเล็กน้อย พวกเราคือกลุ่มนักบุกเบิกอิสระไม่สังกัดกิลด์ มาที่นี่เพื่อพิชิตดันเจี้ยน ตัวผมเป็นหัวหน้าและมีนามว่าเซลฟิส เป็นนักบุกเบิกระดับเงินขั้นที่ห้า ส่วนคน ๆ นี้มีชื่อว่าบารากะ เป็นรองหัวหน้าของกลุ่มและเป็นนักบุกเบิกระดับเงินขั้นที่ห้าเช่นเดียวกัน อาจจะปัญหาด้านการควบคุมไปเสียบ้าง แต่ก็อย่าได้ถือสาเขาเลยครับ”
หากสิ่งที่ชายผู้มีนามว่าเซลฟิสกล่าวออกมาเป็นความจริง พวกเขาก็คือนักบุกเบิกมืออาชีพเช่นเดียวกับกลุ่มของแมรี่ มิหนำซ้ำยังมีระดับเทียบเคียงกับหัวหน้าของกลุ่มโจรงูเห่าดำอย่างซีซ่า นับว่าพวกเขาคือผู้มีประสบการณ์เฉพาะด้านอย่างแท้จริง
เพียงแต่ว่า ยิ่งกว่าความสามารถของพวกเขา กวีกลับสนใจในเรื่องอื่น
“ที่นี่คือดันเจี้ยนงั้นหรือครับ !!” เสียงของเขาถูกเปล่งออกมาพร้อมความตื่นเต้นอันมากล้น ท่าทีของเขาประหนึ่งสุนัขตัวน้อยที่ได้รับอาหารชิ้นโปรด
กระนั้นแล้ว ในขณะที่กวีมีท่าทีตื่นเต้นกับสิ่งที่ตนได้รับรู้ ทว่ากลับมีหนึ่งคนที่รู้สึกสะอิดสะเอียนเมื่อได้เห็นท่าทีของเขาเป็นเช่นนั้น
“ทำตัวเป็นพวกบ้านนอกไปได้ น่าสมเพช”
ทุกคนต่างเร่งมองหาต้นกำเนิดของเสียง ซึ่งผู้กล่าวคือบารากะ เมื่อนั้นคู่กรณีทั้งสองล้วนต่างจดจ้องมองหน้ากัน “มีปัญหารึไง” บารากะกล่าว เพียงแต่ว่า กวีย่อมล่วงรู้ว่าเขามิอาจโค่นล้มอีกฝ่ายลงได้ หากจำต้องเทียบความแข็งแกร่ง พละกำลังของบารากะคงเทียบเคียงได้กับซีซ่า หรือบางทีอาจจะเหนือล้ำขึ้นไปอีกขั้น
“เปล่า ผมไม่ได้มีปัญหาอะไรทั้งนั้น” กวีเร่งสะบั้นความบาดหมางลงในเร็วพลัน ศึกนี้ไร้ซึ่งหนทางที่เขาจะได้รับชัยชนะ ทั้งพลัง ทั้งประสบการณ์ รวมไปถึงจำนวน ทุกปัจจัยล้วนเอื้ออำนวยให้แก่ฝ่ายบารากะ การปล่อยให้อารมณ์อยู่เหนือหลักเหตุและผลย่อมนำพาภัยพิบัติมาให้ในภายหลัง
เมื่อนั้น กวีจึงเร่งเปลี่ยนเรื่อง ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่เขามอบความสนใจให้
“คุณแมรี่ ขอผมเข้าไปข้างในดันเจี้ยนด้วยคนจะได้ไหมครับ พอดีผมเองก็ตั้งเป้าที่จะเป็นนักบุกเบิกเหมือนกัน” กวีเหลียวมองไปหาแมรี่และถามเธอ การได้เห็นมืออาชีพลงพื้นที่ในระยะใกล้ชิด คงมีน้อยครั้งที่กวีจะได้รับโอกาสเช่นนี้
แต่แล้ว กลับมีเสียงของใครบางคนแทรกแซงและแปรเปลี่ยนทิศทางของบทสนทนาไปอีกครั้ง
“อย่างแกเนี่ยนะจะเข้าดันเจี้ยน” ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านี่คือเสียงของใคร กระนั้นกวีกลับทำทีราวกับตนไม่สนใจ ทำให้บารากะจึงอารมณ์เสียพลันเบือนหน้าหนีไปพร้อมทำเสียงขึ้นจมูก
ในขณะเดียวกัน แมรี่ได้สำรวจร่างกายของกวี มองเห็นร่างกายของเขามีกล้ามเนื้อสมส่วนราวกับได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี
เธอเหลียวมองไปยังจอสที่ยามนี้ยืนอยู่ข้างกาย ทำทีราวกับกำลังส่งสัญญาณให้แก่กัน ครู่ต่อมาจอสได้พยักหน้า เพื่อบ่งบอกว่าเขาเองก็เห็นพ้องในความคิดเห็นของเธอ
“ได้สิคะ”
กวีแสดงออกถึงสีหน้าอันปลื้มปีติดีใจประหนึ่งลิงโลด เพียงแต่ว่า กลับมีเสียงของบารากะได้เอ่ยเข้าแทรก “อย่าเลยดีกว่า” บารากะกล่าวแทรกหลายครั้งจนทุกคนต่างมอบความสนใจให้ พลันล่วงรู้ว่าตนกลายเป็นตัวแสดงหลัก เมื่อนั้นบารากะจึงเริ่มต้นกล่าวบทความต่อไปในทันที
“ก็ลองคิดดูสิ ไอ้บ้านี่ไม่รู้แม้กระทั่งว่าที่นี่คือดันเจี้ยน มันก็แค่ไอ้โง่ไร้สมอง อย่างมันคงทำได้แค่ถ่วงแข้งถ่วงขาคนอื่นเปล่าๆ”
แม้จะเป็นถ้อยคำที่แฝงอารมณ์ร่วมไปเสียเป็นส่วนมาก กระนั้นลึก ๆ แล้วทุกคนกลับเห็นพ้องต้องกันกับบารากะ
เพียงแต่ว่า ในขณะเดียวกัน กวีกลับรู้สึกรำคาญใจราวกับกำลังถูกน้ำมันอันร้อนระอุราดเข้าใส่ เขามิอาจต้านทานอารมณ์ได้อีก จึงจ้องไปยังบารากะด้วยสายตาเย็นยะเยือกพร้อมกล่าว
“ชั้นไม่ได้ถามนาย เพราะงั้นหุบปากแล้วเงียบไปซะ”
พลันได้จดจ้องเข้าไปยังนัยน์ตาสีแดงฉานของกวี บารากะกลับสัมผัสได้เพียงความน่าสะพรึง ความตื่นกลัวได้ตื่นขึ้นในฉับพลัน ทว่าโทสะกลับเหลือล้นยิ่งกว่า ครู่ต่อมาเขาโกรธจนใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ สบถวาจาออกมาพร้อมมือขวาเตรียมชักดาบออกจากฝัก
“แกว่าไงนะ !!”
บารากะมิอาจต้านทานอารมณ์โกรธของตนได้อีก วันนี้จำต้องมีสายโลหิตไหลหลั่ง ไม่มันก็ตน ไม่มีผู้ใดจะมาหยุดยั้งการเข่นฆ่าครั้งนี้ได้อีกแล้ว!
แม้นกระนั้น กวีกลับปราศจากท่าทีจะท้อถอย นิ้วมือข้างขวาตวัดจนหยดเลือดหลั่งไหล เตรียมพร้อมแปรเปลี่ยนเลือดหยดนั้นให้เป็นดาบหรือปืน เขาเองก็เตรียมพร้อมจะฆ่าฟันอีกฝ่าย
“ตู้มม !!”
โล่ของเซลฟิสกระทบกับพื้นดินจนก่อเกิดเป็นเสียงดังสั่นสะท้าน ทั้งสองจึงหยุดยั้งการกระทำของตน
“บารากะ ครั้งนี้นายเป็นฝ่ายเริ่มก่อน หยุดซะ ก่อนที่นายจะทำให้พวกเราขายหน้าไปมากกว่านี้” เขากล่าวพลางเหลียวมองไปยังบารากะ ทว่าย่อมเป็นที่แน่นอน เพียงแค่เห็นในแรกพบก็ล่วงรู้ว่าบารากะเป็นคนยอมหักไม่ยอมงอ
“แต่ว่านะหัวหน้า มันกวนประสาทพวกเราก่อนนะ !!” บารากะไม่มีความย่อหย่อนในเจตนารมณ์ของตน เปล่งเสียงตะโกนเพื่อเอาเรื่องอีกฝ่ายให้ถึงที่สุด
ทันใดนั้น ใบหน้าอันเป็นมิตรของเซลฟิสเริ่มต้นเลือนหายไป แปรเปลี่ยนเป็นปีศาจร้ายผู้มีใบหน้าเงียบขรึม มือซ้ายยื่นออกไปข้างหน้าแตะไหล่ข้างขวาของบารากะพร้อมกล่าว
.
“ถือว่าชั้น.. ”
.
“ขอล่ะ”
.
หนึ่งคำพูดสยบทุกสิ่ง บารากะที่ยามนี้แฝงความโมโหร้ายอย่างมากล้นได้เดินหนีไป “ตู้ม !” เขาออกแรงต่อยกำแพงจนพังทลาย หมัดขวาเปล่งออร่าสีแดงฉาน บ่งบอกว่าธาตุของเขาคืออัคคีหรือเป็นผู้ถือครองศาสตร์แห่งเปลวเพลิง
เมื่อใดที่อารมณ์ร้ายแผ่ขยายจนยากเกินจะยับยั้ง ความรุนแรงย่อมเปรียบได้ดั่งยาถอนพิษ
พลันได้ปลดปล่อยอารมณ์ร่วมออกมาจนหมดสิ้น เมื่อนั้นบารากะจึงฉุกคิดบางสิ่งขึ้นได้ เขาเผยยิ้มอย่างเริงร่า พร้อมก้าวเดินเข้ามาหากวีและเอ่ยถามกลับไป
“แล้วแกมีศาสตร์เฉพาะอะไร ?”
กวีทำได้เพียงส่งสีหน้าอันนิ่งเฉย และตอบคำถามกลับไปด้วยวาจาอันนิ่งสงบ
“หมอผี”
ได้ยินคำตอบของเขา สิ่งที่ดังก้องตามมาคือเสียงหัวเราะของบารากะ เมื่อเสียงของหนึ่งคนเริ่มต้นดังก้องกังวาน เหล่าผู้ร่วมทางคนอื่นจึงเร่งหัวเราะไปพร้อมกับนายตนกันอย่างพร้อมเพรียง
“ฮ่าๆ! นั่นไงๆ แกมันผลงานชั้นขยะเลยนี่หว่า” บารากะถากถางอย่างสนุกปาก กระนั้นกลับไม่มีผู้ใดคอยห้ามปราม ทำให้เสียงหัวเราะเยาะเย้ยจึงดังก้องกังวานต่อไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด
“หยุดซะบารากะ” เซลฟิสเอื้อนเอ่ยขึ้นกระนั้นในใจกลับรู้สึกลังเลเล็กน้อย
“คิดดูสิหัวหน้า น้ำหน้าอย่างมันเนี่ยนะจะเข้าสู่ดันเจี้ยน แต่ถ้าเข้าไปในฐานะเหยื่อล่อพวกอสูร เช่นนั้นผมเองก็อาจจะเห็นดีเห็นงามด้วยก็ได้นะ ฮ่า ๆ ๆ !!” บารากะกล่าวพลางหัวเราะ
ในขณะเดียวกัน แมรี่ได้เหลียวหน้ามองกวีพลางครุ่นคิด เหตุใดเขาจึงไม่โต้ตอบทั้งที่ตนพึ่งหยอกเย้าอีกฝ่าย
ทว่านี่กลับส่งผลดีต่อเขา ตราบใดที่ตนยังไม่ลงไม้ลงมือ ตามหลักกฎหมายสากลของโลกใบนี้ ทำให้กวีจึงไม่อยู่ในฐานะผู้กระทำผิด ซึ่งหากเมื่อใดที่ผู้เริ่มต้นลงมือคือบารากะ การโจมตีของกวีจะกลับตาลปัตรกลายเป็นการป้องกันตัวในทันที
ถึงกระนั้น ทุกคนกลับเห็นพ้องต้องกันกับความเห็นของบารากะ เมื่อนั้นจอสจึงก้าวเดินเข้ามาหากวี มือขวายื่นออกไปพลางแตะไหล่และกล่าว “ชั้นว่าทำตามที่บารากะบอกจะดีกว่านะ ดันเจี้ยนเป็นสถานที่ที่อันตราย ทุกสิ่งที่อยู่ภายในเป็นสิ่งที่ไม่อาจคาดเดา เธออาจจะตายเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเธอต้องการเป็นนักบุกเบิกจริง เธอควรจะมุ่งเป้าไปยังที่ที่อันตรายน้อยกว่านี้จะดีกว่า”
ทุกสิ่งที่จอสได้เอื้อนเอ่ยออกมาล้วนเป็นความจริง เพียงแต่ว่า แม้นเขาจะแสดงออกถึงความเป็นห่วงมากเท่าใด กระนั้นแววตาของกวีกลับยังคงหนักแน่นไม่เคยเลือนราง
“ผมตัดสินใจแล้วว่าต้องการจะเข้าไป แต่หากพวกคุณไม่อยากให้ผมเข้าไป ผมก็จะไม่โต้แย้งอะไร”
จอสสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณอันแรงกล้าแฝงอยู่ในถ้อยคำของกวีอย่างเปี่ยมล้น เขามิอาจต้านทาน เมื่อนั้นจึงเหลียวมองไปยังเซลฟิส ทั้งสองยิ้มและพยักหน้าให้แก่กัน ทันใดนั้นคำตอบจึงถูกตัดสินแม้มิต้องเอื้อนเอ่ยสิ่งใดออกมา
“ผมเข้าใจแล้ว เช่นนั้นก็ให้เขาอยู่ในความดูแลของพวกคุณก็แล้วกันครับคุณแมรี่ ส่วนพวกผมคงต้องขอตัวเข้าไปตรวจสอบข้างในวิหารก่อน และเมื่อถึงเวลา ผมจะออกมาเรียกพวกคุณอีกครั้ง” สิ้นเสียงของเซลฟิส เขาและพวกพ้องจึงเร่งก้าวเดินเข้าสู่ภายในวิหาร ขณะเดียวกัน บารากะยังคงจดจ้องมาที่กวีด้วยสายตาอาฆาตจนกระทั่งเดินผ่านไป
“นี่พวกคุณไม่ได้มาด้วยกันหรอกหรือครับ ?” กวีเอื้อนเอ่ยถามด้วยความสงสัย
ได้ยินคำถาม ริมฝีปากของแมรี่จึงเริ่มต้นสั่นไหวและตอบกลับไปว่า “เปล่าค่ะ พอดีว่าพวกเราได้พบเจอกับกลุ่มของคุณเซลฟิสเมื่อเช้านี้เอง หลังจากนั้นจึงตัดสินใจที่จะร่วมมือกันเป็นการชั่วคราวค่ะ”
คำตอบของแมรี่บอกใบ้ถึงหลายสิ่ง “หืมม~ เป็นงั้นไป” กวีกล่าวพลางแสดงออกด้วยรอยยิ้มอันเปี่ยมเลศนัย แววตาจดจ้องมองไปที่แผ่นหลังของเซลฟิสและผองเพื่อน ซึ่งกวีอยากจะรู้ยิ่งนัก ว่าอีกฟากหนึ่งของแผ่นหลังเหล่านั้น..
‘ใบหน้าของพวกเขาในยามนี้จะแสดงออกถึงความรู้สึกใดอยู่กันหนอ’