ตอนที่ 23
วิกฤตตำหนักอัคคี (5)
หยกเพลิงกัมปนาท หนึ่งในเครื่องรางอาคมระดับสูง ที่นิยมพกพากันในหมู่ลูกหลานเชื้อพระวงศ์ เป็อาวุธอาคมประเภทใช้ได้ครั้งเดียว หากน้อยคนนักที่จะได้รับรู้ถึงพลานุภาพการทำลายล้างของมัน สองในคนเ่าั้คือหยุนซินถงและหานเฟิง
หานเฟิงที่แบกร่างหยุนซินถงเร่งเท้าหลบหนี หากกระนั้น พลานุภาพของแรงะเิมิใช่สิ่งที่มันจะสามารถสาวเท้าก้าวหนีได้ทัน สุดท้าย แรงปะทะมาก่อน อัดกระแทกมันจนหมุนคว้างกระอักเืคำโต ก่อนที่เปลวไฟจะโถมทะยานตามมาคลอกทับพวกมัน
หยุนซินถงในเวลานั้นหลับตานิ่ง นางรู้เพียงว่า ชีวิตนี้ได้เดินมาจนสุดทางแล้ว หากแทนที่จะแตกตื่นเสียใจ นางกลับสงบนิ่ง มิรู้ว่าเป็เพราะอ้อมกอดของชายผู้นี้หรืออย่างไร จึงทำให้หัวใจของนางอบอุ่นขึ้นมา…
แต่จะกล่าวไป อ้อมกอดของผู้ชาย... อ้อมกอดของสามีที่ตายไปแล้วของนาง กลับทิ้งไว้แต่ความทรงจำที่ปวดร้าวและทุกข์ระทม…
เดิม นาง ถูกบังคับให้สมรสเพื่อสานสัมพันธ์สองอาณาจักร นางที่เป็องค์หญิง หน้าที่นี้จึงคล้ายลิขิตให้นางั้แ่วันที่ถือกำเนิดเกิดมา นางน้อยเนื้อต่ำใจยิ่ง โชคชะตาช่างตลกร้าย ตนเป็ถึงองค์หญิง หากกระทั่งสามียังไม่อาจเลือกครอง
สุดท้ายได้แต่งไกลไปถึงอาณาจักรนภาทมิฬ บุรุษดีๆมีมาก หากพบพานเข้ากับบุรุษมากตัณหาผู้หนึ่ง นางที่มิได้มีใจรัก จำต้องผ่านคืนวันไปอย่างทุกระทม กระทั่งสามปีผ่าน นางอายุย่างเข้ายี่สิบเอ็ด มิรู้ว่าเป็์เห็นใจหรืออย่างไร ส่งคนสับสังหารสามีของนางจนตกตายสิ้นชีวี นางที่กลายเป็ม่าย ต้องระหกระเหินกลับมาตุภูมิ
ทุกข์...ผ่านพ้นไปแล้ว แต่สิ่งที่เสียไปก็ไม่อาจหวนคืนกลับ “ ข้าเป็สตรีที่แปดเปื้อน...” นี่จึงเป็สิ่งที่นางพร่ำบอกกับตัวเองเรื่อยมา แต่จะอย่างไร นางก็เป็ถึงองค์หญิงผู้สูงส่ง รูปโฉมโนมพรรณก็มิใช่ธรรมดาสามัญ ทั้งสูงสง่า ทั้งงดงาม บุรุษใดพบเห็น เป็ล้วนมีใจปราถนา อย่าว่าแต่เคยมีสามีมาแล้ว ต่อให้มีสักสองสามีสามสามี ก็ไม่มีผู้ใดกล้ากล่าวให้มากความ อีกทั้งเื่ราวการสมรสของนาง ก็ล้วนแต่เป็เื่ราวความลับ ผู้คนในอาณาจักรที่รับรู้ มีน้อยเสียยิ่งกว่านิ้วบนฝ่ามือ
นางที่กลับเป็อิสระอีกครั้ง สามารถเริ่มต้นใหม่กับบุรุษใดสักคน แต่สี่ปีผ่านพ้น นางกลับปิดกันตนเอง สำหรับนาง ความรู้สึกรัก... ความรู้สึกชอบ... ล้วนเป็อารมณ์ที่แปลกแยก คิดเพียงว่า ชีวิตนี้อย่าได้พบพานไปตลอดกาล...
ทว่า… วันนี้พบแล้ว นางกลับพึงใจต่อบุรุษผู้หนึ่ง
แต่ก็กำลังจะตกตายไปแล้วเช่นกัน… ทั้งบุรุษผู้นั้น และตัวนาง
แรงปะทะอัดแผ่นหลังของหานเฟิงจนกระอักเื หากหยุนซินถงเพียงรู้สึกว่าตัวเองกำลังลอยคว้าง มิได้รู้สึกถึงความเ็ปอันใด กระทั่งที่คลื่นความร้อนแผ่พุ่งตามมา นางจึงทราบแน่แล้วว่า นี่จึงเป็เวลาตกตายของตน…
‘ หากข้าพบเ้าเร็วกว่านี้คงดีไม่น้อย….’
นางคิดเพียงเท่านี้ และไม่คิดอะไรอีก เพียงสงบใจรอรับความตาย รู้สึกได้เพียงคลื่นความร้อนแผ่พุ่งเข้ามา จนิัรู้สึกได้ว่าร้อนขึ้น และร้อนขึ้น กระทั่ง….
คลื่นความร้อนก็พลันหายวับไป…
นางรู้สึกตัวอีกคราก็เป็กำลังตก “ ตุ๊บบบ...” เสียงทึบดังกระแทกพื้น ก่อนที่นางจะััได้ว่า ตนตกทับลงบนร่างของบุรุษที่โอบกอดตน ทว่า สองแขนนั้นห้องตกไปแล้ว เป็มันหมดสติไป
ฉับพลันนั้นนางก็ลืมตาขึ้น เหยียดตัวชันกาย เหลียวมองไปรอบด้าน หากสายตากลับต้องเบิกกว้าง เพราะต่างก็ปรากฏเห็นเป็คนที่คุ้นเคย…
“ อ องค์หญิง!!!... ท ท่าน....” เป็ทหารอารักษ์ผู้หนึ่งกล่าวขึ้น พร้อมสืบเท้าเข้าหาอย่างตระหนก
หยุนซินถงพลันตระหนักได้ถึงสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนระหว่างตัวนางและชายหนุ่มที่เบื้องล่าง จึงรีบเคลื่อนตัวเลี่ยงหลบออกมาโดยพลัน
“ ข้าไม่เป็อะไร...” นี่จึงเป็คำแรกที่นางกล่าวขึ้นหลังจากยืนมั่น ทั้งน้ำเสียงยังกังวานเด็ดขาด เป็ดมาดขององค์หญิงผู้สูงส่งที่ไม่อาจล่วงเกิน ใบหน้าของนาง แสดงออกอย่างเรียบเฉย สภาวะอารมณ์สงบนิ่งดุจทะเลทราบที่ไร้ระลอก ราวกับเหตุการณ์เก้าตายหนึ่งรอดที่พึ่งเผชิญพบมา เป็เพียงภาพฝันมายาตื่นหนึ่ง ที่หาได้กระทบถึงสภาวะจิตใจของนาง
นางกวาดสายตามองโดยรอบ ก่อนจะเห็นว่า ไกลห่างออกไปมีกลุ่มคนกำลังเปิดศึกสู้อยู่กับสัตว์อสูร หนึ่งในนั้นเป็สตรีที่อ่อนช้อยงดงามในชุดยาวสีขาว นางร่ายรำกระบี่ที่แผ่เป็กลิ่นอายของน้ำแข็งเย็นเหยียบ เกร็ดน้ำแข็งเริงระบำอยู่รอบกายของนาง สัตว์อสูรที่สู้ด้วย เป็วิหกตัวมหึมา ที่เส้นขนแดงเพลิงบางส่วนถูกเกาะเต็มไปด้วยผลึกน้ำแข็งสีฟ้าส่องประกาย
นางละสายตาจากการต่อสู้ มองทหารที่ตรงหน้าก่อนจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แข็งกร้าวเฉียบคม “ หมออยู่ที่ใด?...”
สิ้นคำ ก็ปรากฏหญิงสาวผู้หนึ่งสืบเท้าเข้ามาอย่างรวดเร็ว “ มาแล้วเพคะองค์หญิง”
“ รักษามัน” นางสั่งการพร้อมชี้ไปยังหานเฟิง ที่ยังคงนอนหมดสติไม่รู้เื่ราว แม้ริมฝีปากจะทะลักกลบไปด้วยโลหิต หากหน้าอกยังคงสะท้อนขึ้นลง ลมหายใจมิได้แ่เบา เห็นชัดว่า มันมิได้าเ็สาหัสอันใด
แพทย์สาวเห็นเข้าก็ชะงัก ในใจขบคิดเพียงว่า เป็ผู้ใด จึงทำให้องค์หญิงต้องสั่งการแพทย์หลวงดูแล
หยุนซินถงคล้ายไม่ใส่ใจต่อหานเฟิงอีก เพียงเดินไปหยุดชมมองการต่อสู้ของกลุ่มคนจากระยะไกล “ เป็ชั้นใด?”
“ ชั้นที่สี่ขอรับ…” นายทหารผู้นั้นตอบ
หยุนซินถงพยักหน้ารับ สายตาที่สงบนิ่งทอดมองการต่อสู้ ในแววตาไร้ละลอก ห้วงอารมณ์สงบนิ่ง หากบอกว่า เมื่อครู่เป็นางพึ่งจะผ่านวิกฤตเป็ตายมา ก็คงไม่มีผู้ใดยอมเชื่ออย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างไร นางก็เป็ถึงองค์หญิง เป็เชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่ง จึงได้รับการอบรมสั่งสอนเื่สภาวะจิตใจอารมณ์ที่ต้องมั่นคงดุจขุนเขามาั้แ่เด็ก นั่นจึงเทียบกันไม่ได้เลย กับลูกสาวพ่อค้าเร่ริมทาง
“ ไฉนคนจึงน้อยนัก… เช่นนี้แม่นางมู่ไม่ลำบากเอารึ?..” หยุนซินถงกล่าวขึ้นต่อ
ทหารอารักษ์ที่ด้านหลังได้ฟังก็รีบตอบคำโดยพลัน “ เรียนองค์หญิง เป็ข้าน้อยสั่งกระจายกำลังส่วนหนึ่งออกไปตามหาท่าน จึงทำให้เหลือทหารอยู่เพียงแค่ที่เห็นขอรับ”
หยุนซินถงพยักหน้ารับมิได้กล่าวสิ่งใดต่อ กระทั่งเนิ่นนาน เสียงวิหกกู่ร้องก็ดังขึ้น
“ กรี๊ซซซซซซซซซซซซซซซ…”
ภาพที่เห็นกลับเป็วิหกที่ร่วงหล่นกลายเป็ก้อนศิลาแตกกระจาย มันตายแล้ว สัตว์อสูรที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อพิทักษ์ด่านก็เป็เช่นนี้ ทุกอวัยวะชิ้นส่วนล้วนกลับกลายเป็เศษศิลาเมื่อตกตาย
หยุนซินถงเห็นเช่นนั้นก็สืบเท้าเดินตรงเข้าหาสตรีชุดขาว “ ลำบากท่านเทพธิดาเหมันต์แล้ว”
“ องค์หญิงปลอดภัยดีอยู่กระมัง” สตรีชุดขาวผินหน้ากลับมากล่าวอย่างเรียบเฉย ในแววตาสงบนิ่งไร้อารมณ์ เทียบกับองค์หญิงแล้ว นางยังดูชืดชากว่าหลายส่วน
“ เราปลอดภัยไร้เื่ราว” หยุนซินถงตอบ ก่อนจะเห็นว่าสายตาของสตรีที่ตรงหน้าจับจ้องมองเลยออกไป เมื่อทอดมองตามสายตาของนาง จึงทราบถึงสิ่งเป้าหมาย...
“ เป็มันช่วยเราไว้ หากได้รับาเ็อยู่บ้าง”
สตรีชุดขาวได้ยินก็พยักหน้ารับอย่างเรียบเฉย ก่อนจะผินกายก้าวตรงไปยังประตูสัมฤทธิ์ที่พึ่งจะถูกเปิดออกโดยบรรดาทหาร
หยุนซินถงมองตามเงาหลังของนาง ก่อนจะผินกายเดินกลับไปยังจุดที่หานเฟิงพักรักษา
“ อาการเป็เช่นไร?”
“ าเ็ภายในอยู่บ้าง ลมปราณเหือดแห้ง กำลังกายสูญสิ้น หม่อมฉันรักษาเบื้องต้นกับป้อนโอสถให้มันแล้ว พักสักระยะก็คงจะฟื้นกลับขึ้นมาเองเพคะ” ผู้ตอบเป็แพทย์สาว
หยุนซินถงพยักหน้ารับอย่างเรียบเฉย หากลึกเข้าไปในแววตาของนางสะท้อนออกเป็อารมณ์ที่ยากจะบ่งบรรยาย
“ เช่นนั้นเ้ารั้งอยู่จนกว่ามันจะฟื้น” นางสั่งความต่อแพทย์สาวผู้นั้น ก่อนจะผินกายตบเท้า เดินไปสมทบกับกลุ่มคนที่หน้าประตูสัมฤทธิ์ จากนั้นจึงพากันเข้าไป…
กระทั่งเนิ่นนานผ่านไป…
ในที่สุดหานเฟิงก็ลืมตาตื่น ภาพแรกที่เห็น คือสตรีในชุดขาวที่ไม่คุ้นหน้า
“ ท่าน ตื่นแล้ว…” นางกล่าวทักทายอย่างสุภาพ แม้ตนเป็ถึงหมอหลวงที่สามารถหยามแคลนผู้คนไปทั่วทั้งอาณาจักร แต่กับบุคคลผู้นี้ ที่กระทั่งองค์หญิงยังให้ความสำคัญ ตัวนางเองจะอย่างไรก็ไม่กล้าล่วงเกิน
“ ที่นี่...ที่ไหน?” หานเฟิงกล่าวขึ้นหลังจากชันกายขึ้นมานั่ง มันเหลียวมองโดยรอบ ก็เห็นว่าเป็โถงพิทักษ์ ที่ผู้พิทักษ์ถูกสังหารจนกลายเป็เศษศิลาไปแล้ว
“ เป็เส้นทางวิหกชั้นที่สี่”
หานเฟิงเหลียวหน้ากลับมามองแพทย์สาวผู้นั้นอย่างงุนงง “ ข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
“ เป็ท่านปรากฏตัวออกมาเอง พร้อมกับองค์หญิง”
หานเฟิงได้ยินก็ทบทวนเื่ราว ห้วงสติสุดท้าย มันเพียงจำได้ว่า มันได้รวบรวมทุกสิ่งอย่างป้องกันแรงกระแทกของหยกเพลิงกัมปนาทที่มาจากด้านหลัง ถึงกระนั้นมันยังคงได้รับาเ็จนสิ้นสติไป
‘ เช่นนั้นแรงปะทะคงส่งข้าไปถึงกลไกมิติเคลื่นย้ายเป็แน่แล้ว...’ หานเฟิงสรุปความกับตัวเอง ‘ ช่างโชคดียิ่ง แต่ก็หวาดเสียวยิ่ง หวังเพียงไม่พบเจอกับเหตุการณ์ที่ไม่อาจควบคุมเช่นนี้อีก...’
‘ เพียงไม่คาดอยู่บ้าง ว่าจะมาโผล่เอาที่นี่เสียได้…’
“ แล้วหยุน…เอ่อ องค์หญิงไปที่ใดแล้ว?” หานเฟิงกล่าวถามขึ้นต่อ
“ องค์หญิงท่าน ล่วงลงไปก่อนนานแล้ว”
“ นานแล้ว?” หานเฟิงทวนคำ “ เวลาเปิดตำหนักผ่านมาเท่าใดแล้ว”
“ เป็ประมาณแปดชั่วยาม”
หานเฟิงพยักหน้า ‘ เหลืออีกสี่ชั่วยาม... ไม่รู้ว่าผู้พิทักษ์ชั้นห้าถูกสังหารไปแล้วหรือไม่’
หานเฟิงลุกยืนขึ้น สำรวจอาการาเ็ภายในก็พบว่าทุเลาขึ้นมาก ทั้งลมปราณกับกำลังกายก็ฟื้นคืนขึ้นมากว่าเจ็ดส่วนแล้ว จึงทราบแน่ว่าเป็ฝีมือการรักษาของหญิงสาวผู้นี้
“ ขอบคุณท่านดูแลรักษา แต่ข้าต้องไปแล้ว”
แพทย์สาวพยักหน้ารับ “ ข้าเองก็ต้องไปสบทบกับองค์หญิงเช่นกัน ไม่ทราบว่าข้าอยู่ทางนี้ จะปรากฏทหาราเ็มากน้อยเท่าไร...”
หานเฟิงได้ยินก็พลันมุมปากกระตุก ‘ นางถึงกับแล้งน้ำใจต่อทหารหาญ สั่งให้หมอหลวงเฝ้าดูแลรักษาข้าเป็การส่วนตัวเชียวรึ?’ หากมันมิคิดกล่าวคำอันใด เพียงพยักหน้าให้กับแพทย์สาวตรงหน้า ก่อนถีบเท้าทะยานนำเข้าประตูสัมฤทธิ์ไป...
ตลอดเส้นทางลง ไม่ปรากฏกลไกกับดัก ย่อมเป็เช่นนั้น เพราะครั้งแรกมีตัวอย่างแล้ว เหล่าทหารย่อมไม่กล้าเลินเล่อ จนเหลือกลไกกับดักทิ้งไว้ให้องค์หญิงประสบภยันตรายเป็ครั้งที่สอง
กระทั่งที่หานเฟิงล่วงลงมาถึงโถงพิทักษ์ชั้นที่ห้า ก็ปรากฏว่าผู้พิทักษ์กลายเป็ศิลาไปแล้ว กระทั่งร่องรอยของการต่อสู้ ก็คล้ายว่าจะผ่านไปเนิ่นนานเช่นกัน มองเห็นเพียงสะเก็ดน้ำแข็งบางเบา ที่กำลังละลาย...
“ น้ำแข็ง?...” หานเฟิงหยุดเท้าชมดูก้อนน้ำแข็งเล็กละเอียด ที่สะท้อนสีฟ้าส่องประกาย “ ทั้งที่บรรยากาศร้อนระอุเช่นนี้ หากก้อนน้ำแข็งยังละลายไม่หมด ช่างเป็ธาตุพลังที่เข้มข้นยิ่งนัก คงเป็ฝีมือเทพธิดาเหมันต์ที่ว่ากระมัง...”
“ ว่าแต่… นางเป็ใครกัน? การที่ล่วงเข้าตำหนักอัคคีมาได้ย่อมมีระดับพลังไม่เกินขอบเขตปราณบาดาล แต่ต่อให้เป็ขั้นที่สิบ… นี่ยังดูว่าพลังธาตุเหมันต์ในร่างนางจะสูงล้ำไปอยู่บ้าง...”
“ ชีวิตที่แล้ว ข้ากลับไม่เคยพบเจอบุคคลที่โดดเด่นเช่นนี้มาก่อน...”
“ นาง ที่แท้เป็ผู้ใดกัน?”
เมื่อขบคิดไม่เข้าใจใยต้องขบคิดต่อ หานเฟิงล่วงเข้าประตูสัมฤทธิ์ไป เป้าหมายอยู่ห่างออกไปไม่ไกลแล้ว ที่มัน้า คือเส้นทางแยกระหว่างชั้นห้าและหก เมื่อผู้พิทักษ์ชั้นที่ห้าถูกกำจัดลง อุปสรรค์สุดท้ายของมันก็ไม่คงอยู่อีกต่อไป
หานเฟิงทะยานลงไปตามเส้นทางที่ไร้กลไกกับดัก กระทั่งล่วงถึงทางแยก นอกจากเส้นทางหลัก ก็ยังมองเห็นอีกหกเส้นทางให้เลือกเดิน หานเฟิงทบทวนภาพแผนที่ในความทรงจำ จากนั้นก็ก้าวเท้าตรงเข้าไปในช่องทางหนึ่ง…
หลังจากย่างเท้าเข้ามา มันก็ไม่ได้รีบร้อน เวลายังคงมีอีกมาก ต่อให้เหลือเพียงหนึ่งชั่วยาม ก็ยังคงทัน มันเพียงเดินพลางสั่งสมลมปราณที่ขาดหายไปพลาง เนื่องเพราะอยู่ชั้นล่างๆของตำหนัก ปราณอัคคีจึงเข้มข้นยิ่ง แม้ที่บ่มเพาะจะเป็หยาง แต่จะอย่างไร ก็เป็องค์ประกอบของธาตุความร้อนดุจเดียวกัน จึงสามารถดูดซับ แปรเปลี่ยนเป็ลมปราณที่สูญไป
ยามเมื่อพบเจอกับดัก จะพยายามเลี่ยงหลบ ไม่ไปแตะต้องััให้กลไกทำงาน หากพบเจอแบบยากที่จะล่วงผ่าน ก็จะใช้ความแข็งแกร่งเข้าทะลวง เป็อยู่เช่นนี้ เนิ่นนานผ่านไป กระทั่งเข้าใกล้เส้นทางหลักของด่านมัจฉา ััิญญา ก็ตรวจพบการคงอยู่ของคนกลุ่มหนึ่งที่เบื้องหน้า ทั้งหมดต่างล้วนมีระดับพลังเหนือล้ำไปกว่ามัน โดยที่หนึ่งในนั้น เหนือล้ำยิ่ง คาดว่าเป็ขั้นที่สิบของขอบเขตบาดาล
‘ คงมาแสวงหาโชควาสนากันกระมัง…’ หานเฟิงขบคิดไปก่อนเช่นนี้ เพราะมันเองเพียงััได้ว่าเป็กลุ่มคน หากไม่อาจหยั่งทราบว่าเป็ผู้ใด
ในเมื่อััิญญาของมันยังตรวจทราบ เช่นนั้น กลุ่มคนที่เบื้องหน้าก็ทราบเช่นกันว่ามันกำลังตรงมา แต่จะอย่างไร ต่างก็เป็ผู้เข้าร่วมการสำรวจ ต้นสังกัดของทุกฝ่ายต่างก็กำชับไว้แล้วว่า
...อย่าได้สร้างความลำบากให้แก่กัน
หานเฟิงจึงมิได้เห็นว่าผู้ที่อยู่ก่อนเป็ศัตรู ทั้งเช่นเดียวกันกับผู้ที่อยู่ก่อน เมื่อตรวจพบผู้มาใหม่ พวกมันเองก็มิได้เห็นต่างออกไปอันใด คนเข้าร่วมการสำรวจตำหนักมากมาย ทั้งต่างก็มาจากทั่วทั้งอาณาจักร พบกันวันนี้ วันหน้ามีโอกาสได้พบพานอีกครั้งหรือก็ยังไม่ทราบ
กระทั้งที่ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน… ต่างฝ่ายต่างก็จ้องมองกันและกัน ด้วยความตกตะลึง
ภาพที่หานเฟิงเห็น คือกลุ่มคนสี่คน ทั้งหมดล้วนเป็บุรุษ ทั้งเป็คนรู้จักด้วยกันทั้งสิ้น
เป็เฉินฟ่าน ศัตรูที่ไม่อาจอยู่ร่วมฟ้ากับมัน และลิ่วล้อทั้งสาม…
เฉินฟ่าน ทันทีที่เห็นว่าผู้มาคือหานเฟิง รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมก็พลันยกขึ้น แววตาสาดประกายด้วยความตื่นเต้นยินดี ก่อนที่มันจะเปิดปากกล่าววาจาว่า
“ กลับไม่คาดคิด คนที่ข้าปราถนาจะพบพานเป็ที่สุด จะเดินมาหาข้าด้วยตัวเองเช่นนี้…”
“ ดียิ่ง ข้าจะได้ไม่ต้องลำบากตามหาเ้าให้เสียเวลา…”
ฉับพลันนั้น คนทั้งหมดก็ปรากฏอาวุธขึ้นในมือ คมอาวุธสะท้อนประกายเย็นเหยียบ บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งการฆ่าฟัน...