จักรพรรดิเซียน

    ตอนที่ 43 คำสาปนามแห่งจักรพรรดิ

    ตอนที่ 43 คำสาปนามแห่งจักรพรรดิ

     

    ฝุ่นควันคลุ้งตลบอบอวล ภายใต้ความตกใจของเจียวอ้าว นัยน์ตาของหญิงสาวขยายโตกว้าง ระดับลมปราณที่ท่านปู่โจมตีนั้นเข้มข้นและรุนแรงกว่าระดับพลังยุทธของนางอย่างมาก มันเข้มข้นยิ่งกว่าพลังยุทธของหลิวเจียน ศิษย์ผู้บรรลุระดับเชี่ยวชาญขั้นสิบ…

     

    …หรือว่า การโจมตีชนชั้นปรมาจารย์!!?

     

    ความวิตกกังวลแผ่ซ่านในจิตใจของหญิงสาวอย่างเงียบงัน ทันใดนั้นเองที่เศษฝุ่นบางลง มันปรากฏเรือนร่างของบุรุษหนุ่มใช้สองมือจับด้ามง้าว ปลายคมของมันปักจมลงไปในดิน ราวกับเพื่อคำจุ้นมิให้ร่างกายล้มพับไป สภาพสะบักสะบอมสาหัส เสื้อผ้าขาดวิ่นเผยเนื้อหนังบางส่วน ทั่วทั้งร่างอาบชโลมโลหิตแดงฉาน เฟยอวี่กระอักเลือดคำโต สติสัมปชัญญะเลือนลางเนื่องจากความเจ็บปวดสากรรจ์

     

    การที่ชายหนุ่มยังยืนหยัดอยู่ได้นับว่าเป็นปาฏิหาริย์แล้ว

     

    กระทั่ง เทพสงครามเจียวหั่วยังอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ ผู้ชรานั้นมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีแจ่มชัด เด็กนั่นนำง้าวมาป้องไว้ได้ทันท่วงที ถึงกระนั้น ง้าวเล่มนั้นเป็นเพียงชนชั้นเชี่ยวชาญขั้นสูง ในขณะที่ การโจมตีอยู่ในชนชั้นปรมาจารย์ขั้นต่ำ อย่างไรก็ตาม ผู้ชรามองปราดเดียวยังทราบได้ว่าประสิทธิภาพแท้จริงของง้าวเล่มนั้น มันทัดเทียมกับปรมาจารย์ขั้นต่ำ…

     

    หากเฟยอวี่รับการโจมตีโดยตรง มันย่อมตกตายลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ แม้การโจมตีจะถูกรับไว้ด้วยง้าวตัดสวรรค์ ความรุนแรงที่สะท้อนผ่านศาสตราล้วนเป็นระดับพลังที่ทำให้ชนชั้นเริ่มต้นขั้นสูงบาดเจ็บเจียนตายได้…

     

    เฟยอวี่ฝืนใช้เรี่ยวแรงอันน้อยนิดราวกับน้ำก้นบ่อ สายตาจับจ้องผู้ชราเฒ่า ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มแห่งชัยชนะขึ้น ก่อนกล่าวพึมพำว่า “นี่ขนาดโดนแค่แรงสะท้อนส่งผ่าน…”

     

    เพียงชั่วพริบตาเดียว ทัศนียภาพโดยรอบพลันวูบดับลง …ตุบ พร้อมกับเสียงสายโซ่ที่ดังขึ้นแกร๊กๆ เรือนร่างไร้สติของชายหนุ่มนอนทอดยาวบนพื้นดิน โดยที่ง้าวตัดสวรรค์ยังคงปักจมอยู่ เจียวอ้าวสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่ดิ่งลึกราวกับตกเหว มันเป็นความรู้สึกที่นางอธิบายไม่ได้ นางไม่เคยรู้สึกเช่นนี้มาก่อน… เพียงสามลมหายใจ ความเจ็บปวดก็ปะทุขึ้นในจิตใจหญิงสาวอย่างไร้สาเหตุ

     

    รอยยิ้มปรีดาประดับบนใบหน้าของเทพสงคราม “อ่ะฮ่าฮ่าฮ่า …ยอดเยี่ยม!! คู่ควรที่จะมาเป็นสามีหลานข้าจริงๆ” เสียงหัวเราะอันแสนสะใจกึกก้อง “ไอ้ลูกเต่าตระกูลไป๋ บังอาจทอดทิ้งอ้าวเอ๋อได้!! คำสัญญาดุจผายลม ผู้ชราจะไม่สนับสนุนสิ่งใดต่อไอ้พวกลูกเต่าตระกูลไป๋อีก”

     

    ชายชราหันมองไปทางเจียวอ้าวที่นิ่งงัน แววตาของหญิงสาวปรากฏความหมองหม่นขึ้น ผู้ชราเฒ่าพลันตระหนักรู้ได้ ชายชรามองไปทางเฟยอวี่ …เด็กนั่นทลายปราการของนางได้แล้ว ก่อนกลับมามองหลานสุดที่รัก “มันยังไม่ตาย”

     

    เจียวหั่วกำฝ่ามือคราวหนึ่งและแบออก มันปรากฏเม็ดกลมลูกหนึ่งดุจไข่มุกสีแดงปนฟ้า…ยาบำรุงโลหิตและพลังปราณ โดยปกตินั้น มันต้องแยกระหว่างยาบำรุงโลหิตสีแดงและยาบำรุงพลังปราณสีฟ้า ซึ่งราคาก็มิใช่สามารถจับต้องได้ ขนาดชนชั้นสูงในทวีปยังกัดฟันเพื่อซื้อมัน แต่ทว่า ในมือของเทพสงครามตอนนี้คือ ยาบำรุงโลหิตและพลังปราณ ไม่มีนักปรุงยาคนใดในทวีปมังกรที่เก่งกาจพอจะปรุงมันได้ ทั่วทั้งมหาทวีปมีไม่ถึงสิบคน…

     

    หนึ่งเม็ดยาที่เปี่ยมพร้อมด้วยสองสรรพคุณ หากต้องการให้เปรียบเทียบข้อแตกต่างที่ชัดเจน ยาบำรุงโลหิตและพลังปราณระดับรากฐาน ประสิทธิภาพมันล้วนดีกว่ายาบำรุงโลหิตระดับรากฐานหลายสิบเท่า ซึ่งเทียบในระดับและความบริสุทธิ์เดียวกัน และเป็นการเปรียบเทียบทางด้านบำรุงโลหิตเท่านั้น ยังไม่ได้นับรวมว่ามันสามารถฟื้นฟูพลังปราณได้ด้วย 

     

    ด้วยสาเหตุนี้เองที่ทำให้ราคาของมันสูงจนมิอาจประเมินค่าได้ สิ่งที่น่าตกตะลึงที่สุดคือระดับของยาที่เทพสงครามถืออยู่…ชนชั้นราชันจักรพรรดิ หากยาเม็ดนี้ปรากฏตัวสู่โลกภายนอก มันจะกลายเป็นฉนวนของสงครามระดับทวีป…

     

    “อ้าวเอ๋อ นำยาเม็ดนี้ให้มันกิน ไม่ช้ามันก็จะฟื้นตัวเอง ระดับพลังยุทธคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย”

     

    เจียวอ้าวรับยาบำรุงโลหิตและพลังปราณด้วยสีหน้าฉงน เป็นที่แน่ใจได้เลยว่านางไม่รู้จักยาเม็ดนี้ คนทั่วไปก็มิอาจรู้จักยาเม็ดนี้ คงมีเพียงบรรดาผู้ปรุงยาระดับอาวุโสเก่าแก่เท่านั้นที่ทราบถึงคุณค่าที่แท้จริงของมัน นางสาวเท้าเข้าหาเฟยอวี่ที่นอนสิ้นสติอยู่บนพื้น สายโลหิตเอ่อนองโดยรอบ นางค่อยๆประคองศีรษะของเขาขึ้น นำยาบำรุงโลหิตและพลังปราณชนชั้นราชันจักรพรรดิใส่ปากไป

     

    “ถือเป็นโชควาสนาที่ได้มันมาเป็นหลานเขย เช่นนั้นข้าจะไม่ลงโทษไอ้ลูกเต่าตระกูลไป๋ มันเป็นคนทำให้เจ้าได้คู่กับเด็กนี่” เจียวหั่วกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น 

     

    “ละ…หลานเขยอะไรกัน! ท่านปู่ ข้ากับเขาไม่ได้มีสัมพันธ์เชิงชู้สาวนะ!!” เจียวอ้าวรู้สึกหวาดวิตกและขวยอายในเวลาเดียวกัน นางน่ะหรือชมชอบในบุรุษ? ไร้สาระ! ตลอดชั่วชีวิตเจียวอ้าวยังไม่เคยหวั่นไหวต่อบุรุษใด แต่ทว่า หัวใจดุจปราการน้ำแข็งของสตรีผู้เย่อหยิ่งกำลังหลอมละลายอย่างเชื่องช้า ด้วยความถือดี นางมิอาจยอมรับความรู้สึกในใจได้…

     

    “ลิขิตชะตาฟ้ามิอาจผันเปลี่ยน ทุกสรรพชีวิตต่างถูกบัญญัติเอาไว้บนกระดานพระเจ้า ลิขิตของหลานก็เช่นกัน”

     

    การมาเยือนในครั้งนี้ของผู้ชรา มันมีอยู่เพียงสองจุดประสงค์หลัก ประการแรก…ล้างบางตระกูลคนที่สร้างแผลเป็นให้เจียวอ้าว ประการสอง…มาวัดความเหมาะสมของคู่เจียวอ้าว แน่นอนว่าประการแรกถูกขัดขวางโดยผู้สืบทอดของเทพเซียนกระบี่…เจ้าสำนักแห่งสำนักกระบี่คู่สวรรค์ การทรยศของไป๋เติ่งล้วนถูกหน่วยข่าวกรองของตระกูลเจียวสืบรู้มา ผู้ชราจึงเดินทางมาทดสอบคู่ของนางเพื่อดูความเหมาะสม

     

    เจียวหั่วหันหลังกลับ “หากอ้าวเอ๋อชมชอบมัน หลานต้องเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดี ลิขิตฟ้าบัญญัติให้มันมิอาจเป็นคนธรรมดาได้ และในสักวันหนึ่ง มันจะกลายเป็นเซียนคนต่อไป…” ผู้ชราแหงนมองท้องนภาคราวหนึ่งพลางหวนรำลึก มันกล่าวต่อว่า “ถ้ามันฟื้นสติ ฝากเตือนมันไว้ อยู่ให้ห่างจากสุสานโบราณ…”

     

    สิ้นคำกล่าวของเจียวหั่ว เพียงเจียวอ้าวกระพริบตาครั้งหนึ่ง ผู้ชราพลันอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย “ท่านปู่…” นัยน์ตาของหญิงสาวเปี่ยมล้นด้วยความโศกศัลย์ดุจถูกศรแทง เจียวหั่วมาเยี่ยมเยือนได้ไม่นาน ผู้ชราก็หายจากไปอีกครั้ง…เหมือนดั่งเมื่อกาลก่อน จากไปโดยไม่ได้ร่ำลา นางยังไม่ได้เล่าถึงความมุมานะที่เพียรพยายามจนสำเร็จเข้าสู่่สำนักกระบี่ดาราสวรรค์ได้

     

    ด้วยความเข้มแข็ง เจียวอ้าวส่ายศีรษะไปมาเพื่อเรียกคืนสติ นางใช้แขนสอดรับโอบไหล่เฟยอวี่ไว้ คอยพยุงร่างที่สิ้นสภาพเดินเข้าสู่บ้านพัก…

     

    ……………………………….

     

    ในขณะนี้เองภายในบ้านพักของเจียวอ้าว เนื่องจากอาการบาดเจ็บเจียนตายของเฟยอวี่ การฟื้นสภาพใช้เวลาเยียวยายาวนานเป็นพิเศษ หนึ่งชั่วโมง สองชั่วโมง …ครึ่งค่อนวัน ทุกบาดแผลล้วนหายเป็นปลิดทิ้งอย่างน่าอัศจรรย์ ทันใดนั้น บ่อกักเก็บพลันถูกเติบเต็มด้วยปราณเซียนที่เหลือล้น …ปุ! ภายในบ้านพัก การทะลวงระดับเกิดขึ้นอย่างเงียบงัน

     

    …ระดับเริ่มต้นขั้นแปด

     

    เฟยอวี่ค่อยๆ รู้สึกตัวขึ้นทีละน้อย แววตาของชายหนุ่มเลือนลางมิอาจจับจุดสังเกตได้ชัด ฝ่ามือเคลื่อนไปมาเพื่อหยิบคว้าบางสิ่ง ฝ่ามือนั้นวางลงไปบนศีรษะของเจียวอ้าวอย่างไม่ตั้งใจ ทัศนียภาพของชายหนุ่มเริ่มแจ่มชัดขึ้นมา ภาพเบื้องหน้าปรากฏหญิงสาวที่หลับใหลอยู่ข้างเขา ศีรษะและสองแขนของนางวางแนบเตียงพิงนอน นางอยู่ในสภาพนั่งหลับราวกับคนเฝ้าไข้ นวลหน้างามล้ำกระดิกเล็กน้อย เสียงลมหายใจอันทรงเสน่ห์ดังแผ่วเบาเป็นจังหวะ

     

    แม้รอยแผลเป็นจะลดทอนความงดงาม ทว่า มันมิอาจปฏิเสธตัวตนประดุจนางสวรรค์เบื้องหน้าได้…

     

    ความรู้สึกที่ฝ่ามือนั้นคือความนุ่มนวลเปี่ยมสุขประหลาด ชายหนุ่มหันมองออกไปข้างนอกหน้าต่างที่กลับกลายเป็นช่วงพลบค่ำ เขาหันกลับมามองเจียวอ้าวที่นอนหลับอยู่ “…นางเฝ้าข้าตั้งแต่ข้าหมดสติเลยรึ”

     

    ชายหนุ่มตรวจสอบสภาพร่างกาย มันปรากฏแววตกตะลึงงัน “…น่าเหลือเชื่อ” เฟยอวี่อุทานอย่างอดไม่ได้ เขาจดจำสภาพร่างกายในวินาทีที่รับแรงกระแทกของพลังได้ดี กล้ามเนื้อแทบปริแตกทั่วทั้งร่าง อาการบาดเจ็บทั้งภายนอกและภายในสาหัสเจียนตาย แต่เพียงครึ่งวัน… ร่างกายของเขาก็คืนสู่สภาพสมบูรณ์…

     

    “ข้าได้รับโอสถวิเศษอันใด…”

     

    ไม่ใช่เพียงแค่นั้น ระดับพลังยุทธของเฟยอวี่กลับเพิ่มขึ้นมาหนึ่งระดับ ต่อให้เป็นหมอเทวดาก็มิอาจมอบผลลัพธ์น่าสะพรึงเช่นนี้ได้…

     

    หางคิ้วของเจียวอ้าวกระตุกเล็กน้อย แม้นางจะนอนอยู่ แต่นางหลับไปด้วยความกังวลใจอันมิอาจวางใจให้สบายได้ นี่สืบเนื่องจากความเป็นห่วงต่อบุรุษตรงหน้า ฝ่ามือเรียวงามขาวประดุจหยกขยี้ตางัวเงีย เมื่อรู้สึกว่ามีใครบางคนอยู่ตรงหน้า ความทรงจำต่างๆที่เกิดขึ้นตอนเช้าล้วนไหลย้อนทวนในสมองของนาง นางยกศีรษะขึ้นมองประสานสายตากับบุรุษเบื้องหน้า ทันใดนั้น นัยน์ตาของหญิงสาวพลันขยายโตกว้าง

     

    แววตาสุกใสทองคำดุจอำพันจับจ้องชายหนุ่มแข็งค้าง “จะ…เจ้า เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

     

    เฟยอวี่งุนงันกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่บ้าง ชายหนุ่มลอบยิ้มเจ้าเล่ห์ “แม่นางไต่ถามเยี่ยงนี้ นี่ใช่ว่าท่านเป็นห่วงข้าหรือไม่?”

     

    สีหน้าตระหนกของหญิงสาวแปรเปลี่ยนสู่ท่วงทำนองอันเยือกเย็น แววตาคู่นั้นกลับกลายเป็นเฉยชา ฝ่ามือบอบบางของหญิงสาวปัดฝ่ามือที่จับศีรษะออก นางลุกขึ้นยืนแสดงท่าทีทระนง นางเปิดปากแค่นเสียงเย็นชาว่า “หึ! เหมือนเจ้าจะสบายดีนะ ไอ้ข้าก็อุส่าเฝ้าทั้งวัน บางที ข้าควรนำเวลาเฝ้าเจ้าไปฝึกปรือ”

     

    มันไม่น่าประหลาดใจอันใดที่ปฏิกิริยาของนางแสดงออกมาแบบนี้ เจียวอ้าวและเฟยอวี่มีหลายสิ่งที่เหมือนกัน หนึ่งในนั้นคือเวลาสำคัญที่สุด นางไม่ได้มายืนอยู่ในจุดนี้เพราะมีของวิเศษหรือพรสวรรค์สูงส่ง นางมีแค่ความเพียรพยายามสุดบ้าบิ่นเท่านั้น ต่อให้การฝึกนั้นจะเป็นการฝึกห้อยหัวที่ขอบเหว หากทำให้นางแข็งแกร่งขึ้น เจียวอ้าวผู้นี้ย่อมกระทำอย่างไม่ลังเล

     

    การที่นางยอมสละเวลาที่มีค่าให้เขา เนื่องจากอาการของชายหนุ่มสาหัสเจียนตาย นางแค่ทำตามความรู้สึกในใจ…

     

    เฟยอวี่ขำแห้ง “ข้าต้องขอบคุณแม่นางจากใจจริง ท่านไม่ต้องเขินอายไป สาเหตุที่ท่านเฝ้าข้าเพราะชมชอบข้าแล้วใช่หรือไม่?”

     

    เมื่อเจียวอ้าวได้ยินดังนั้น ท่าทางอันแข็งกร้าวราวกับผู้สูงศักดิ์ล้วนพังทลายลง สีหน้าไร้อารมณ์ฉาบผ่านด้วยสีแดงระเรื่อ นางเบียนศีรษะหลบหน้าเฟยอวี่อย่างไม่รู้ตัว “ชะ ชะ…ชอบเจ้ารึ ไร้สาระ!!” น้ำเสียงอันกราดเกรี้ยว ซึ่งสวนทางกับอากัปกิริยาของนางโดยสิ้นเชิง นางเป็นคนที่โกหกไม่เป็น… สีหน้าและท่าทางนั้นบ่งบอกทุกอย่าง

     

    “นี่ก็ยามราตรีแล้ว ข้าอยากนอนหลับพักผ่อน” เจียวอ้าวหันหน้ากลับมา นางลืมไปเสียสนิท อาภรณ์หลายส่วนของเฟยอวี่ขาดวิ่นจากแรงประทะ นางต้องเบี่ยงหน้าหลบอีกครั้ง “เจ้า… เจ้าไปเปลี่ยนเสื้อสิ!”

     

    เฟยอวี่เลิกคิ้วสูงขึ้นด้วยความประหลาดใจ ท่าทางของนางทำให้เขาก้มมองเสื้อของตัวเอง ชายหนุ่มขบขันเบาบาง “ข้าทำเรื่องละอายแล้ว”

     

    การดำเนินชีวิตของชายหญิงทั้งสองเป็นไปอย่างเรียบง่าย เฟยอวี่แวะออกไปเอาง้าวตัดสวรรค์นอกบ้าน และเขาก็เข้าไปชำระร่างกายในห้องน้ำก่อน พอเสร็จสิ้นก็เป็นฝั่งเจียวอ้าวที่ได้เข้าไปอาบน้ำต่อ ต่อมาก็ทานอาหารค่ำซึ่งควรจะเป็นอาหารเย็น ภายใต้กฎเหล็กของโซ่ตรวน มันทำให้ทุกวินาทีกลายเป็นสถานากรณ์ที่หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีได้ใกล้ชิดกัน ในจิตใจของชายหญิงทั้งสอง สายสัมพันธ์นี้เริ่มก่อตัวขึ้นมาอย่างเงียบงัน

     

    ในช่วงเวลานี้เองบนเตียงนอนขนาดใหญ่ เจียวอ้าวกำหนดให้เฟยอวี่อยู่ห่างกับนางไว้จนสุดเตียง เจียวอ้าวนอนใกล้มุมด้านซ้ายของเตียง เฟยอวี่นอนใกล้มุมด้านขวาของเตียง ชายหนุ่มจงใจที่จะนอนตะแคงขวา เพื่อได้มองเรือนร่างเพรียวบางของเจียวอ้าว หญิงสาวสัมผัสได้ถึงสายตาที่จับจ้อง ทั่วทั้งร่างสั่นวูบหนึ่งอย่างขนลุก นางหยิบหมอนหนุนที่แข็งราวกับก้อนหินข้างกายขึ้นมาพลันหันขวับไปทางเฟยอวี่ในฉับพลัน แทบจะในทันทีที่หมอนใบนั้นถูกซัดไปทางใบหน้าของชายหนุ่ม ด้วยความเคลิบเคลิ้มหลงใหลที่ได้เชยชมเรือนร่างเทพธิดา แม้เฟยอวี่จะมีความเร็วเหนือเจียวอ้าวหลายขุม ชายหนุ่มก็มิอาจตอบสนองได้ทันกาล

     

    ปึก!

     

    “ไอ้ลามก! วิตถาร! โรคจิต!” เจียวอ้าวด่ากราดรัว สืบเนื่องจากขนาดของเตียงที่ใหญ่มาก หมอนรอบข้างของนางมีมากกว่าสิบใบ นางไม่รอช้าที่จะหยิบมันขึ้นมาและซัดใส่เฟยอวี่ในทันที 

     

    ในชั่วพริบตาที่หมอนใบแรกกระแทรกเข้าใบหน้า ความสับสนเข้าจู่โจมชายหนุ่มอย่างรุนแรง ศีรษะวิงเวียนเบลอ ทันใดนั้น เฟยอวี่สัมผัสได้ถึงการโจมตีระลอกใหญ่ที่จู่โจมเข้ามาราวกับห่าฝน

     

    ………………………………………….

     

    สงครามปาหมอนเมื่อคืนผ่านพ้นไปในเวลาไม่นาน แทนที่จะเรียกว่าสงคราม มันคงเป็นเฟยอวี่ที่ถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียวมากกว่า รอบกายของชายหนุ่มเอ่อล้นด้วยหมอนกว่ายี่สิบใบ นี่ล้วนเป็นเวลาตอนเช้าที่แปดนาฬิกา ชายหนุ่มรู้สึกไม่สบายตัวนักเพราะหมอนโดยรอบ เขาโยนหมอนหลายใบออกจากตัว ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ในเสื้ออาภรณ์

     

    เฟยอวี่ขมวดคิ้วเป็นปมแน่นด้วยความฉงน “อะไรในเสื้อข้า?” เขาล้วงหยิบสิ่งนั้น วินาทีที่ฝ่ามือสัมผัสเข้ากับมัน หัวใจของชายหนุ่มพลันเต้นไม่เป็นระส่ำอย่างไร้สาเหตุ… เมื่อลองลูบคลำมัน รูปลักษณะแบบนี้ยิ่งทำให้จังหวะหัวใจเต้นถี่ระรัวขึ้นอีก… ทันใดนั้นเองที่เฟยอวี่หยิบมันออกมาจากเสื้อ

     

    …หน้ากากขาวโพลนบริสุทธิ์ปนอักขระทองคำ