อวิ๋นเฉิงซิ่ว : หมอหญิงตัวน้อยยอดอัจฉริยะ

    บทที่ 37 ความรักและความเอ็นดูจากทั้งครอบครัว

            “ท่านพ่อ ตอนนี้ร่างกายของท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?” อวิ๋นเฉิงซิ่วเห็นอวิ๋นเม่าซานเดินออกมาจากห้องจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

     

            “ไม่เป็นไรแล้ว ดีขึ้นมากแล้วล่ะ” อวิ๋นเม่าซานแกว่งแขนและยกขาให้ดู

     

            “พ่อตั้งใจว่าอีกสองวันจะไปในเมืองสักเที่ยว ไปสอบถามเรื่องสำนักศึกษา แล้วก็ทำเรื่องสมัครเรียนให้พี่ใหญ่ของเจ้าด้วย” อวิ๋นเม่าซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเชิงปรึกษา ตอนนี้ความคิดเห็นของอวิ๋นเฉิงซิ่วมีความสำคัญต่อเขามาก เขารู้สึกว่าถึงลูกสาวจะยังเด็ก แต่ความคิดบางอย่างกลับสุขุมพึ่งพาได้ยิ่งกว่าผู้ใหญ่เสียอีก

     

            “พาข้าไปด้วยได้ไหมเจ้าคะ?” อวิ๋นเฉิงซิ่วเอ่ยถาม นางเองก็ไม่แน่ใจว่าพ่อแม่จะยินยอมให้เด็กสาวอย่างนางออกไปเสนอหน้าข้างนอกบ่อย ๆ หรือไม่ เพราะในยุคสมัยนี้ เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ต่างก็เก็บตัวอยู่แต่ในเรือน ไม่ออกไปไหนมาไหนกันทั้งนั้น

     

            “เรื่องนี้...” อวิ๋นเม่าซานลังเลไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตอบตกลง ลูกสาวขายังเล็ก ยังไม่ถึงวัยออกเรือน ออกไปข้างนอกนาน ๆ ครั้งก็คงไม่เป็นไร นางยินดีจะไปกับตนก็ดีแล้ว ตนจะได้คอยดูแลนางได้ ให้พบเจอผู้คนและเปิดหูเปิดตาให้มากขึ้น ต่อไปเมื่อแต่งงานไปเป็นแม่บ้านแม่เรือนจะได้จัดการงานและบริหารเรือนได้อย่างไม่เกรงกลัว

     

            “เอาล่ะ อย่างไรเสียก็ไม่มีงานอะไร อีกสองวันพ่อจะพาเจ้าไปด้วย” อวิ๋นเม่าซานเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม ยามนี้สุขภาพของเขาดีขึ้นเรื่อย ๆ ในบ้านมีที่นาชั้นดี ในมือมีเงินทองเหลือใช้ อารมณ์จึงผ่อนคลายขึ้นมาก ตัวเขาดูปลอดโปร่งกระปรี้กระเปร่าขึ้นเยอะ

     

            “ดีจังเลยเจ้าค่ะท่านพ่อ ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านพ่อรักข้าที่สุด!” อวิ๋นเฉิงซิ่วกอดแขนอวิ๋นเม่าซานพลางออดอ้อน

     

            “เจ้าเด็กคนนี้ ทำตัวไร้ระเบียบแบบนี้ อนาคตแต่งงานออกเรือนไปจะทำอย่างไรกัน?” อวิ๋นเม่าซานลูบหัวอวิ๋นเฉิงซิ่วด้วยความรักใคร่เอ็นดู

     

            “ข้าไม่สนใจเรื่องพวกนั้นหรอกเจ้าค่ะ อย่างไรข้าก็อยากอยู่กับท่านพ่อท่านแม่และพวกพี่ชายตลอดไป!” อวิ๋นเฉิงซิ่วยื่นปากพูด

     

            “แม่หนูคนนี้ ถ้านึกคิดแบบนี้แล้วให้คนนอกได้ยินเข้า เขาจะไม่คิดว่าเจ้าเป็นปีศาจเอาหรือ พ่อไม่กล้าเลี้ยงดูปีศาจอย่างเจ้าหรอกนะ เจ้าหาเรือนคนธรรมดาแต่งออกไปเสียเถอะ” อวิ๋นเม่าซานหยอกเย้าหัวเราะ

     

            “ไม่เอาด้วยหรอกเจ้าค่ะ ข้าชอบอยู่กับท่านพ่อท่านแม่ที่สุด” อวิ๋นเฉิงซิ่วส่ายหน้า

     

            “เอาเถอะ ๆ แล้วแต่เจ้าแล้วกัน ขอแค่เจ้ามีความสุขก็พอ” อวิ๋นเม่าซานยิ้มรับ

     

            “ท่านพ่อ ข้าไปช่วยท่านแม่ทำมื้อเที่ยงก่อนนะเจ้าคะ” อวิ๋นเฉิงซิ่วคลายมือจากแขนของอวิ๋นเม่าซาน แล้ววิ่งออกจากเรือนใหญ่ไป

     

            “เด็กโง่คนนี้ ไร้ทางรับมือกับนางจริง ๆ ”

     

            อวิ๋นเม่าซานมองตามแผ่นหลังของลูกสาวที่เดินไกลออกไป สายตาเต็มไปด้วยความอบอุ่น อ่อนโยน และเอ็นดู เขาส่ายหน้ายิ้ม ๆ บุตรสาวคนนี้คลอดก่อนกำหนดและร่างกายอ่อนแอ เขาคอยดูแลถนอมบำรุงด้วยความรักห่วงใยมาตั้งแต่เด็ก และยามนี้ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม

     

            อวิ๋นเฉิงซิ่วเดินมาถึงประตูห้องครัว เห็นเฉินซื่อกำลังง่วนกับการเตรียมมื้อเที่ยง จึงก้าวเข้าไปพูดว่า “ท่านแม่ ข้ามาช่วยงานเจ้าค่ะ”

     

            “ไม่ต้อง ๆ กลับห้องไปพักผ่อนเถอะ ใกล้จะเสร็จแล้ว” เฉินซื่อตัดใจให้บุตรสาวต้องมาทนความร้อนและควันไฟในครัวไม่ได้

     

            “อ๋อ งั้นข้าไปดูที่หน้าประตูนะเจ้าคะว่าพี่ชายกลับมาหรือยัง” อวิ๋นเฉิงซิ่วกะเวลาว่าพี่ใหญ่น่าจะเลิกเรียนเดินทางกลับมาแล้ว จึงคิดจะไปต้อนรับที่หน้าบ้าน

     

            “ไปเถอะ ค่อย ๆ เดินนะ ระวังอย่าล้มล่ะ” เฉินซื่อเติมน้ำลงในกระทะหนึ่งกระบวย

     

            “ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ข้าไปดูหน่อยนะ” อวิ๋นเฉิงซิ่วโบกมือกล่าว

     

            อวิ๋นเฉิงซิ่วเพิ่งเดินมาถึงประตูใหญ่ ก็เห็นอวิ๋นเฉิงหลิ่งสะพายย่ามผ้าเดินกลับมาจากข้างนอกพอดี

     

            “พี่ใหญ่ ท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ” อวิ๋นเฉิงซิ่วทักทายด้วยรอยยิ้ม

     

            “อืม นึกอย่างไร น้องเล็ก เจ้ามารอข้าหรือ?” อวิ๋นเฉิงหลิ่งเห็นน้องสาวยืนรออยู่หน้าประตูบ้านก็อดชะงักไปไม่ได้

     

            “ใช่แล้วเจ้าค่ะ รอท่านกลับมากินข้าวด้วยกัน” อวิ๋นเฉิงซิ่วตอบยิ้ม ๆ เห็นท่าทางบื้อ ๆ น่าเอ็นดูของพี่ใหญ่แล้วรู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ นางชอบความรู้สึกเช่นนี้มาโดยตลอด

     

            “ข้าจะไปล้างมือเตรียมกินข้าว”

     

            เมื่ออวิ๋นเฉิงหลิ่งเห็นรอยยิ้มหวานหยดย้อยของน้องสาว ใบหน้าก็แดงระเรื่อขึ้นมานิด ๆ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าบ้านไป

     

            “คิก ๆ !”

     

            เมื่อมองแผ่นหลังของอวิ๋นเฉิงหลิ่งที่วิ่งหนีไปอย่างลนลาน อวิ๋นเฉิงซิ่วก็กลั้นหัวเราะร่าออกมาไม่ได้ ท่าทางเขินอายของพี่ใหญ่นี่น่ารักจริง ๆ เลย

     

            หลังอวิ๋นเฉิงหลิ่งก้าวเข้าบ้าน สีหน้ายังคงมีรอยแดงระเรื่ออยู่เล็กน้อย

     

            “เจ้าใหญ่ เจ้าเป็นอะไรไปหรือ?”

     

            อวิ๋นเม่าซานเอ่ยถามด้วยความฉงน ลูกชายคนโตคนนี้ปกติสุขุมเยือกเย็นมาก น้อยนักที่จะเห็นเขาลนลาน ท่าทางทำตัวไม่ถูกในตอนนี้จึงดูประหลาดอย่างยิ่ง

     

            “ไม่มีอะไรขอรับ เมื่อครู่เห็นหนูตัวหนึ่งตกใจหมดเลย” อวิ๋นเฉิงหลิ่งพูดโพล่งออกไปตามน้ำ เขาไม่อยากบอกหรอกว่าตนเองกำลังซาบซึ้งใจเพราะน้องสาว

     

            “หนูตัวเดียวจะมีอะไรน่ากลัวกัน ตามทุ่งนามีเยอะแยะ รูตรงซอกกำแพงบ้านเราก็ยังมีตั้งหลายตัว” อวิ๋นเม่าซานไม่ได้ใส่ใจ

     

            “ไปล้างมือกินข้าวเถอะ ยามบ่ายเจ้ายังมีเรียนอีก ส่วนเจ้าสองวิ่งออกไปเก็บไข่เป็ด นอกบ้านของกินอะไรก็หาง่าย ไม่ปล่อยให้ตนเองหิวหรอก ไม่ต้องรอเขา เก็บข้าวไว้ให้เขานิดหน่อยก็พอแล้ว” อวิ๋นเม่าซานชินเสียแล้วกับการที่ไม่เห็นร่องรอยของอวิ๋นเฉิงเฟิงทั้งวัน

    คล้ายกับเรื่องอวิ๋นเฉิงซิ่ว : หมอหญิงตัวน้อยยอดอัจฉริยะ ที่คุณอ่าน