ผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์

    บทที่ 65 สายเลือดแห่งเอิร์ธวอเทอร์

    บทที่ 65สายเลือดแห่งเอิร์ธวอเทอร์

    “ถ้าลบมันออกไปจากใจได้ฉันก็อยากให้ความรู้สึกทั้งหมดกลับไปเป็นศูนย์”

     

            

            ‘นี่เรด... ถ้าฉันหายตัวไป จะมีใครรู้หรือเปล่านะ?’

             

            

            น้ำพุหน้าปราสาทที่แห้งเหือดกลับมาเอ่อล้นด้วยของเหลวใสอีกครั้งเมื่อร่างบางที่นั่งหน้าเศร้าอยู่บนรูปปั้นใจกลางน้ำพุนั่นโบกมือไปมาสายน้ำเย็นฉ่ำกระทบร่างบางในชุดขาวโชคดีที่มันหนาพอที่จะปิดบังรูปร่างบอบบางของเด็กสาวเจ้าของชุดและเจ้าของตำแหน่งรองหัวหน้านักรบอเวจีเอาไว้ได้

            

            นัยน์ตาสีเขียวมรกตเช่นเดียวกับเขาเงยขึ้นมาสบตา

            

            “กำลังรออยู่เลยโทรว่า”

            

            “ฉันชื่อฮิวาตาริโทวะ” เด็กหนุ่มบอก “ลืมชื่อนั่นไปซะเถอะ”

            

            “ไม่ยึดติดกับอดีตไม่หันไปมองความผิดพลาด นายนี่เก่งแต่ใช้วิธีที่ทำให้ตัวเองไม่ต้องเจ็บปวดเนอะ”

            

            “แล้วมันไม่ดีหรือไง?”ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์ถาม “การเอาแต่โทษตัวเองมันทำให้ทุกอย่างดีขึ้นมาหรือไง?”

            

            “มีแต่ผู้ถูกกระทำเท่านั้นที่จดจำความเจ็บปวดน่าเศร้าเหลือเกิน”

            

            ร่างบางกระโดดลงมาจากน้ำพุสะบัดเรือนสีชมพูอ่อนไปด้านหลังก่อนจะหันมามองเขาด้วยแววตาวาวโรจน์

            

            “การจะลบภาพความเจ็บปวดให้ออกไปจากหัวใจได้นั้นคงมีแต่ต้องทำให้นายหายไปเท่านั้น”

            

            “ถ้ามันช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้นล่ะก็...”โทวะกระซิบบอก “ฆ่าฉันซะเลยสิ”

            

            แล้วร่างเล็กๆในชุดขาวก็พุ่งเข้าหาเขาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าชินโทวะเบี่ยงตัวหลบการโจมตีของเธอแต่ก็ช้าไปชั่วอึดใจใบหน้าขาวซีดของเด็กหนุ่มปรากฏรอยช้ำเพราะลูกถีบขวาตรงของนักรบอเวจีสาวร่างเล็กแต่พลังไม่เล็กเหมือนรูปร่างพิงค์กระโดดวูบกลับไปปักหลักบนรูปปั้นใจกลางน้ำพุอีกครั้งการเคลื่อนไหวของเธอนั่นคล่องแคล่วซะยิ่งกว่าแมว

            

            “ไม่ยอมให้ฆ่าซะโดยดีแสดงว่าเตรียมใจพร้อมที่จะสู้กับฉันแล้วสินะ”

            

            “อย่าพูดอย่างกับว่าฉันกลัวเธออย่างนั้นสิ”

            

            โทวะบอกกระตุกรอยยิ้มยั่ว พิงค์มองดูเขา นัยน์ตาสีมรกตคู่นั้นฉายแววเกลียดชังอย่างจับใจ

            

            “ฉัน-เกลียด-นาย”

            

            เด็กสาวเน้นเสียงชัดถ้อยชัดคำ

            

            แต่โทวะยิ้มขำ“พูดแบบนี้กับคนที่เธอรักได้ยังไงกัน”

            

            สิ้นคำพูดของเด็กหนุ่มตอน้ำก็ผุดทะลักขึ้นมาจากพื้น ไม่ใช่เพราะพลังของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์แต่มาจากนักรบอเวจีตรงหน้าเขาที่ตอนนี้ความโกรธกำลังปะทุอย่างหนัก จะมานึกเสียใจที่ไปยุเจ้าหล่อนเกินไปหน่อยก็ไม่ได้ในเมื่อตอนนี้สิ่งที่เขาควรจะคิดให้ได้คือต้องหาทางกลับไปรวมกลุ่มกับพวกมินาโยะให้เร็วที่สุด

            

            ม่านพลังน้ำผุดขึ้นมาจากน้ำพุที่พิงค์ยืนอยู่มันขยายอาณาเขตออกเป็นวงกว้างก่อนจะกลืนกินร่างของผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์เข้าไปจนดูคล้ายอควาเรียมกลางสวนหย่อมที่ราวกับมีกระจกกั้นตีกรอบล้อมเป็นตู้สี่เหลี่ยมขนาดยักษ์แม้ในความเป็นจริงนั้นจะไม่มีกระจกมากั้นน้ำแต่ม่านพลังน้ำของพิงค์ก็ยังคงสภาพเหมือนกล่องอยู่ได้ด้วยพลังของผู้สร้าง

            

            โทวะตวัดมือไปข้างลำตัวเรียกหอกรูปร่างแปลกประหลาดออกมา สภาพภายในม่านพลังนี้ไม่เหมือนกับวอเทอร์ล็อคที่พิงค์เคยใช้กับเขาจนเกือบขาดอากาศหายใจตาย(ทั้งๆที่เป็นผู้พิทักษ์แห่งน้ำแท้ๆ)แต่ความรู้สึกของของเหลวที่ไหลอยู่ทั่วร่างเหมือนกับน้ำที่เอิร์ธวอเทอร์ ใช่! พิงค์จำลองเอิร์ธวอเทอร์ขนาดย่อมขึ้นมาเพื่อใช้ตัดสินกับเขา

            

            หวังว่าคราวนี้คงไม่ต้องระเบิดตัวเองอีกหรอกนะ!

            

            ห้วงความคิดของเด็กหนุ่มหยุดชะงักเมื่อร่างของผู้สร้างข่ายเวทยืดตัวขึ้นสูงเหนือรูปปั้นแขนสองข้างเลื้อยพันยกชูขึ้นเหนือหัวก่อนที่เครื่องแบบสีขาวสะอาดของนักรบอเวจีจะหายไปแล้วถูกแทนที่ด้วยอาภรณ์สีชมพูใสปิดบังเรือนร่างร่างของเด็กสาวกระโดดลงจากรูปปั้นสู่ม่านพลังน้ำด้านล่างราวกับนางเงือกในนิทานปรัมปรากำลังกลับคืนสู่ห้วงทะเลอีกครั้ง  เรือนผมสีชมพูอ่อนของเธอพลิ้วไหวไปตามกระแสน้ำขานรับเป็นจังหวะเดียวกับชุดสีชมพูใสที่พลิ้วอยู่โดยรอบตัวเธอราวกับมีชีวิต

            

            ลานดินหน้าปราสาทที่อยู่ภายใต้ม่านพลังน้ำถูกเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นทรายใต้ท้องทะเลลึกคนตรงหน้าเขานี่จำลองรูปแบบของเอิร์ธวอเทอร์มาซะเกือบทุกอย่าง มีแต่สถานที่ที่ในความทรงจำของเขากับเธอน่านน้ำนอกตัวเมืองหลวงของเอิร์ธวอเทอร์ทั้งกอสาหร่ายเคลมป์ที่ลอยเอื่อยอยู่มุมม่านพลัง โขดหินกับแนวปะการังหลากสีที่เธอชอบแวะมาเที่ยวยามว่าง โพรงถ้ำเก่าๆที่เขาชอบมาเล่นซ่อนแอบเมื่อสมัยเด็กๆจนติดอยู่ในนั้นเกือบค่อนวันก่อนที่เธอจะหาเขาพบและเยาะเย้ยไปนานหลายปีจะขาดก็แต่พวกสัตว์น้ำที่เคยใช้ชีวิตอยู่รอบๆกับปลาหมึกกล้วยตัวอ้วนกลมสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของเธอ... ของขวัญวันเกิดครบรอบแปดปีจากเขา

            

            เหมือนกลับไปอยู่ในช่วงเวลาเก่าๆ...

            

            แต่มันคงจะสายไปแล้วล่ะ...พิงค์...

            

            ร่างของโทวะพุ่งตรงเข้าหาเธอปลายหอกชี้ไปที่ร่างของเด็กสาวอย่างแม่นยำ ถึงจะตกอยู่ภายใต้ข่ายเวทของเธอแต่การที่ได้อยู่ในน้ำมันก็ทำให้เขาเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่าแน่นอนว่าเธอเองก็ด้วยเช่นกัน

            

            พิงค์เอี้ยวตัวหลบแผ่นหลังแอ่นพลิ้วราวระลอกคลื่น เหมือนเธอกำลังสนุกมากกว่าที่จะจริงจังกับการต่อสู้แต่โทวะไม่คิดว่ามันจะเป็นอย่างนั้นเพราะเขาเคยหลงกลใบหน้าเจ้าเล่ห์ที่แสร้งทำเป็นสนุกสนานทั้งๆที่ในใจแสนจะทุกข์ทรมานของเธอมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

            

            ทำไมเขาจะไม่รู้...

            

            พิงค์กำลังโกรธโกรธมาก และคงหาทางกำจัดเขาให้ได้โดยไว ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือเปล่าว่าตั้งแต่ตอนที่เธอมาปรากฏตัวดูเหมือนว่าสภาพร่างกายของเธอจะแปลกๆไปมันไม่แข็งแรงพร้อมเหมือนเมื่อก่อน ดูจากตอนนี้ก็ได้การเคลื่อนไหวของเธอแม้จะรวดเร็วในช่วงแรกแต่ไม่นานความเร็วนั่นก็ลดลงเขาเห็นเธอหายใจหอบอย่างเหนื่อยจัดทั้งๆที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรมากไปกว่าว่ายวนไปเวียนมาเธอดูไม่แข็งแรงเอาซะเลย เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเธอกันแน่

            

            เข็มปักเป้าที่พุ่งเข้าใส่เขาเป็นสัญญาณเตือนบอกว่าอย่าได้คิดอะไรนอกเหนือจากสนใจการต่อสู้

            

            โทวะเรียกโล่หอยมือเสือมาบังกระสุนปักเป้าเพราะดูแล้วเขาคงหลบมันไม่พ้นพิงค์โจมตีเขาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อครู่แถมยังไม่ยอมเปิดช่องว่างให้เขาเข้าหาตัวเธอได้เลย

            

            สมกับที่เป็นรองหัวหน้านักรบอเวจี

            

            “เหนื่อยแล้วเหรอ?”

            

            เขาถามน้ำเสียงยั่วโมโห นั่นยิ่งทำให้อารมณ์ของเธอปะทุจัดมากไปกว่าเก่า พิงค์ลอยตัวขึ้นสูงเหนือผิวน้ำก่อนจะดำลงมาข้างล่างพร้อมกับฉมวกที่ไม่รู้ว่าเรียกมันออกมาตอนไหน

            

            นักรบอเวจีสาวขว้างฉมวกเหล็กเข้าใส่เขาก่อนที่จะยกมือสองข้างขึ้นประสานกันตรงหน้าโทวะใช้หอกปัดมันออกไปก่อนจะเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งและพบว่าเธอกำลังชาร์ตปืนใหญ่น้ำอยู่

            

            ให้ตายเถอะ! ไม่มีช่องว่างปล่อยให้เขาโจมตีได้เลยนะ

            

            โทวะปักหอกลงพื้นขณะที่พิงค์กำลังรวบรวมพลังสร้างปืนใหญ่น้ำเขาเคยเสียทีให้ท่านั่นไปทีตอนศึกครั้งใหญ่ คราวนี้จะไม่ให้พลาดอีกเด็ดขาด!

            

            แล้วผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์ก็ลงมือร่ายเวทซ้อนทับข่ายเวทของพิงค์ที่เริ่มออกอาการต่อต้านพลังของเขาม่านพลังน้ำของพิงค์สั่นสะท้านเพราะกำลังต้านทานกับพลังของเขาอย่างรุนแรงขณะที่เจ้าของม่านพลังไม่สนใจสิ่งใดมากไปกว่าการรวบรวมพลังเวทเพื่อปิดฉากการต่อสู้กับเขา

            

            กลิ่นคาวเลือดลอยมาตามน้ำนัยน์ตาสีเขียวมรกตของเด็กหนุ่มเบิกกว้างเมื่อเห็นร่างของพิงค์กระตุกเบาๆก่อนที่เธอจะกระอักเลือดออกมา

            

            “พิงค์หยุดได้แล้ว!”

            

            โทวะตะโกนไม่สนใจจะร่ายเวทแล้ว ชีวิตของคนตรงหน้าเขาสำคัญกว่าแม้ว่าจุดจบของการพบกันครั้งนี้อาจจะต้องลงเอยด้วยความตายของใครคนใดคนหนึ่งแต่คนๆนั้นต้องไม่ใช่เธอ!

            

            ร่างสูงของโทวะพุ่งตรงดิ่งไปหาพิงค์แต่สายไป... ปืนใหญ่น้ำของพิงค์ชาร์ตพลังเต็มแล้วก่อนที่เธอจะล็อคเป้าหมายใส่เขาแล้วเวทน้ำอันทรงพลังของนักรบอเวจีสาวก็พุ่งออกไป

            

            ตู้ม! ตู้ม!ตู้ม!

            

            เสียงระเบิดดังลั่นม่านพลังน้ำทั้งโขดหิน แนวปะการัง กอสาหร่าย หรือแม้แต่ร่างของผู้พิทักษ์ที่รับการโจมตีเข้าไปตรงๆนั้นต่างก็มีสภาพไม่ต่างกันแรงอัดจากการระเบิดซัดร่างผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์เข้าชนโขดหินสูงใต้น้ำก่อนที่มันจะร้าวแล้วร่างสูงนั่นก็แทบจะจมลงสู่พื้นทรายถ้าไม่ได้แรงต้านจากน้ำรอบตัวช่วยพยุงเอาไว้กลิ่นคาวเลือดลอยอวลไปตามกระแสน้ำจากบาดแผลทั่วร่างของเด็กหนุ่ม โทวะพยุงตัวเองให้เงยหน้าขึ้นสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้าคือร่างของเด็กสาวเจ้าของนัยน์ตาสีมรกตเช่นเดียวกับเขากำลังจ้องมองมาด้วยแววตาว่างเปล่า

            

            “แค่นี้เองเหรอผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์” พิงค์ถาม น้ำเสียงเหยียด ใบหน้าขาวเนียนนั่นเชิดขึ้นอย่างไว้ตัวแม้ว่าเจ้าตัวจะอยู่ในสภาพไม่ต่างจากเขาเท่าใดนัก

            

            ห้านาที... เด็กสาวคิด เหลือเวลาให้ฉันอีกแค่ห้านาทีเท่านั้น...

            

            “ลุกขึ้นมาสิ! นายอยากจะฆ่าฉันนักไม่ใช่เหรอ”

            

            “ไม่ต้องท้าก็ได้น่า”

            

            โทวะรับคำไม่เต็มเสียงสะบัดหัวไล่ความคิดสับสนของเขาออกไป

            

            ทำไมนะ...ทำไม?

            

            ทั้งๆที่อยากจะลืมมันไปให้ได้แล้วแท้ๆ

            

            ความรู้สึกอ่อนแอนี่!

            

            “แน่จริงก็ฆ่าฉันให้ได้สิ! ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์!”

            

            พิงค์ตะโกนเรียกเข็มปักเป้าพิษออกมาก่อนจะสั่งให้มันพุ่งเข้าใส่เด็กหนุ่มแรงปะทะสร้างฝุ่นฟุ้งกระจายในน้ำ ทรายตรงพื้นม่านพลังลอยวนขึ้นสูงเป็นม่านบดบังการมองเห็น แต่เธอรู้สึกได้...กระแสน้ำที่ไหลผิดทิศแบบนี้

            

            ร่างสูงของเด็กหนุ่มพุ่งพรวดออกมาจากตะกอนทรายลอยสูงเหนือร่างของเธอขึ้นไปก่อนจะใช้มือซ้ายกระแทกหลังจนร่างบางจมดิ่งลงสู่ก้นม่านพลังพิงค์ใช้มือยันพื้นทรายก่อนจะหมุนตัวหันกลับไปเผชิญหน้ากับเด็กหนุ่ม

            

            แสงสีน้ำเงินอมเขียวส่องสว่างอยู่ตรงหน้ามันเป็นแสงที่เปล่งประกายออกมาจากลูกแก้วบนหัวไม้เท้ารูปทรงแปลกประหลาดที่กำลังขานรับกับนัยน์ตาสีมรกตวาวโรจน์ของผู้ครอบครอง

            

            “ไม้เท้ากัลปังหา”

            

            พิงค์พึมพำนัยน์ตาว่างเปล่า คนตรงหน้าเธอในตอนนี้ไม่ได้อยู่ในชุดผู้พิทักษ์สีดำสนิทอีกต่อไปเพราะทันทีที่ไม้เท้ากัลปังหาถูกเรียกใช้ผู้ครอบครองจะต้องสละวิญญาณและร่างกายให้อยู่ในร่างของนักพรตแห่งวารี

            

            ไม่ใช่ผู้พิทักษ์แห่งเอิร์ธวอเทอร์แต่เป็นนักพรตแห่งวารีที่ไร้จิตสำนึก

            

            เอาจริงแล้วสินะ...

            

            พิงค์กระตุกรอยยิ้มมองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าในชุดสีขาวขลิบน้ำเงินครามดูรุ่มร่ามไม่เหมาะกับการต่อสู้ใต้น้ำสักนิด  แน่ล่ะ...ศึกคราวนี้เขาไม่จำเป็นต้องขยับตัวไปไหนหรอกเพราะแค่ยืนอยู่เฉยๆเธอก็เข้าใกล้เขาไม่ได้ พลังของนักพรตวารีไม่ต้องบอกเธอเองก็เคยประสบมากับตัวเมื่อตอนศึกครั้งใหญ่ วงแหวนเวทวารีที่เขาใช้ระเบิดตัวเองนั้นทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบข้างทั้งตัวเธอ เอิร์ธวอเทอร์ หรือแม้แต่ตัวเขาเอง

            

            จะใช้มันอย่างนั้นเหรอ...โทรว่า? คิดจะสละตัวเองไปพร้อมกับฉันอีกอย่างนั้นเหรอ คนโง่!

     

     



    -เอิร์ธวอเทอร์,สี่ปีก่อนสงครามใหญ่-


            ‘เซเรียแผลนั่นเธอไปได้มาจากไหนกันน่ะ?’


            ‘เอ๋... เนี่ยเหรอน่าจะเป็นรอยถลอกตอนที่หนีไปซ่อนแถวๆกองหินตรงชายแดนน่ะ ฉันคิดว่าฉันพบทางเข้าออกอีกทางที่ไม่ได้อยู่ในแผนที่แล้วล่ะ!’


            ‘อย่าทำอะไรที่มันเสี่ยงนักจะได้ไหมยังไงเธอก็เป็นเด็กผู้หญิงนะ’


            ‘โอ้ย! ก็แค่การผจญภัยของฉันแหละน่า... อย่าซีเรียสนักเลย เจ้าชายบ๊อง!’

     



    -เอิร์ธวอเทอร์,สามปีก่อนสงครามใหญ่-

             

            ‘เธอมีเรื่องอะไรปิดบังฉันหรือเปล่า?เซเรีย’


            ‘แล้วฉันจะบอกให้เธอรู้นะโทรว่า... สักวันหนึ่ง’

     



    -เอิร์ธวอเทอร์,สองปีก่อนสงครามใหญ่-


            ‘เซเรียเรื่องของเด็กคนนั้นไปถึงไหนแล้ว?’


            ‘ฉันให้เธออยู่ตรงชายแดนคิดว่าถ้าพวกนั้นมารับเธอก็คงจะไม่มีใครรู้ค่ะ’


            ‘ดี ดูแลเธอต่อไปอย่าให้ใครเข้าใกล้เธอได้จำเอาไว้ว่าหน้าที่ในการส่งมอบนักรบอเวจีเป็นความรับผิดชอบของเธออย่าให้ใครรู้เรื่องนี้เด็ดขาด แม้แต่โทรว่าเองก็ตาม’


            ‘ฉัน... เข้าใจแล้วค่ะ’

     

                 

            เธอ... จะเข้าใจมันไหมนะว่าทั้งหมดที่ฉันทำมาเพื่อเธอทั้งนั้น

                 

            เธอ... จะสังเกตเห็นมันไหมนะว่าฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อเธอมากแค่ไหน

                 

            แต่... มันตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะที่เธอไม่รู้สึกตัวว่าฉันหายไปฉันที่เคยอยู่เคียงข้างเธอเสมอ

                 

            ระหว่างที่ฉันพยายามทำทุกอย่างเพื่อเธอแต่ทำไมเธอดูเหมือนจะยิ่งหลุดลอยออกไปไกลจากฉันล่ะ

                 

            ที่ผ่านมา...ฉันมัวแต่ไขว่คว้าอะไรอยู่กันแน่นะ...

     

                 



            ‘นี่เรด...ถ้าฉันหายตัวไป จะมีใครรู้หรือเปล่านะ’

    คล้ายกับเรื่องผู้พิทักษ์จากแสงสว่าง : ราชินีแห่งดวงจันทร์ ที่คุณอ่าน