ตอนที่ 25
ยามเย็นคล้อยต่ำเหนือขอบฟ้านครอิกนีเซีย แสงอาทิตย์อัสดงสาดสีส้มจัดอาบชโลมเมืองแห่งเขม่าควัน ราวกับถูกฉาบด้วยโลหิตเจือจาง
มันคือเวลาหลังวันพลิกผันของโชคชะตา ที่เหล่าเหยื่อสาวได้ก้าวข้ามพ้นขุมนรกกลับคืนสู่อิสรภาพอีกครั้ง
ทว่าหัวใจที่แตกสลายของพวกเธอไม่ได้เยียวยาด้วยเพียงคำปลอบโลม แต่กลับถูกเติมเต็มด้วยการล้างแค้นอันหฤโหด
ร่างที่เคยเกรียงไกรของวอล์ฟกัง บัดนี้ถูกพันธนาการห้อยหัวร่วงโรยอยู่กลางสมรภูมิ สภาพของมันไม่เหลือเค้าลางของจ่าฝูงผู้สง่างาม ทว่าเป็เพียงก้อนเนื้อเน่าๆ ที่ยังมีลมหายใจแ่เบา
อวัยวะสำคัญหลายส่วนถูกคมมีดแห่งความแค้นเฉือนทิ้งจนพิกลพิการ
ดวงตาที่เคยส่องประกายอำพันถูกคว้านลึกจนเหลือเพียงหลุมดำมืดบอด
ใบหูแหว่งวิ่นจากการถูกเลื่อยสดๆ
เขี้ยวขาวโง้งที่เคยฉีกทึ้งเนื้อหนังเหยื่อ บัดนี้ถูกถอนหายไปจนสิ้นทั้งปาก
ความเ็ปพุ่งพล่านทุกขณะจิตเมื่อนิ้วมือถูกหักพับผิดรูปจนบิดเบี้ยว พวงหางที่เป็สัญลักษณ์แห่งพงศ์พันธุ์ถูกหั่นสั้นกุดจนน่าอัปยศ
ร่างที่ถูกแขวนประจานยังคงต้องรองรับแรงกระแทกจากห่าะุหิน ที่เหล่าหญิงสาวสลับสับเปลี่ยนกันมากระหน่ำใส่ด้วยความโกรธเกลียดที่ฝังรากลึก
เสียงหินกระทบเนื้อและเสียงกระดูกลั่นเปรี๊ยะ ดังเคล้าไปกับเสียงหอบหายใจรวยรินของมัน…
แต่ในทางกลับกันความเ็ปทางกายที่ว่าหนักหนา กลับเทียบไม่ได้เลยกับความอัปยศที่กรีดลึกไปถึงิญญา
สัญลักษณ์แห่งบุรุษเพศที่มันเคยใช้กดขี่ และระบายราคะใส่มนุษย์เพศหญิงอย่างป่าเถื่อน บัดนี้สูญสลายมลายสิ้นไปจากร่างของมันอย่างไม่มีวันหวนคืน
ภาพจ่าฝูงผู้น่าเกรงขามดับสูญลงที่นี่…เหลือเพียงเดรัจฉานพิการ ที่ถูกพรากทั้งศักดิ์ศรีและอำนาจให้ตายทั้งเป็ ท่ามกลางสายตาที่ชิงชังของเหล่าสตรีที่มันเคยตีตราว่าเป็เพียง ‘ของเล่น’
ท่ามกลางแสงตะวันสีเพลิงที่กำลังมอดแสงลงเหนือยอดเตาหลอม โฮมูระและอริสายืนมองดูภาพการลงทัณฑ์อยู่ห่างๆ
เสียงหินกระทบเนื้อและเสียงหัวเราะปนสะอื้นด้วยความแค้นของเหล่าหญิงสาว ดังระงมเป็จังหวะที่น่าสยดสยอง
โฮมูระกอดอกพิงเสาหินที่ยังอุ่นด้วยไอร้อน สายตาคมกริบของนินจาสาวจ้องมองไปยัง ‘ร่าง’ ที่ห้อยตระหง่านอยู่กลางถนนด้วยความเรียบเฉย
“ดูท่าพวกเธอคงจะไม่หยุด จนกว่าหินก้อนสุดท้ายจะบดขยี้มันจนกลายเป็ธุลี”
โฮมูระเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“แต่ก็นะ…สำหรับสัตว์เดรัจฉานที่ทำลายชีวิตผู้คนไปนับไม่ถ้วนแบบวอล์ฟกัง จุดจบแบบนี้ข้าว่ามันยังเบาไปด้วยซ้ำ”
อริสาที่ยืนอยู่ข้างๆ พยักหน้าช้าๆ ใบหน้าของเธอมีรอยยิ้มบางๆ ประดับอยู่ ราวกับกำลังเพลิดเพลินไปกับการล้างแค้นอันเที่ยงธรรมนี้
“อืม…นั่นสินะ โดนซะบ้างก็ดี”
อริสาตอบพลางจ้องมองก้อนหินที่พุ่งเข้าใส่หน้าผากที่เหวอะหวะของอดีตจ่าฝูงไลแคน
“สะใจดีออกที่เห็นมันร้องไม่ออก แม้แต่เกียรติที่เป็ ‘ตัวผู้’ ก็ยังรักษาไว้ไม่ได้”
ทว่าในจังหวะที่เสียงครางแ่อย่างทุรนทุรายของวอล์ฟกังดังลอดออกมา อริสากลับชะงักไปเล็กน้อย แววตาที่เคยเป็ประกายด้วยความสะใจวูบไหวลงครู่หนึ่ง
เธอเหลือบมองสภาพที่อุจาดตา ไม่เหลือเค้าเดิมของวอล์ฟกัง
ร่างที่กลายเป็เพียงก้อนเนื้อเน่าเฟะสั่นระริกทุรนทุรายภายใต้ความเ็ปอันมหาศาล ดวงตาที่เคยฉายแววหยิ่งยโสเหนือใครบัดนี้มืดบอดและดับสูญลงอย่างถาวร
ทิ้งไว้เพียงประสาทการได้ยินที่ยังคงทำงานอย่างโหดร้าย เพื่อบังคับให้มันต้องสดับฟังทุกคำสาปแช่ง และเสียงสะอื้นแห่งความแค้นจากเหล่าหญิงสาว
[มัน…น่าสมเพชจนเกินไปหรือเปล่านะ] ความคิดหนึ่งผุดขึ้นในใจที่แสนอ่อนโยนของจีโอแมนเซอร์สาว
แม้เธอจะเกลียดมัน แต่การเห็นสิ่งมีชีวิตถูกบดขยี้จนแหลกเหลวต่อหน้าต่อตาในสภาพไร้ทางสู้แบบนี้ ก็ทำให้เธอดิ่งลึกไปในความรู้สึกสงสารที่ไม่อาจเอ่ยออกมาได้
“เป็อะไรไปอริสา? หน้าเ้าดูซีดๆ” โฮมูระถามโดยไม่หันมามอง
“เปล่าหรอก…ข้าแค่คิดว่า กลิ่นเืพวกนี้มันเริ่มจะเหม็นสาบเกินไปแล้วน่ะ”
อริสารีบปั้นยิ้มกลบเกลื่อนรอยร้าวในใจ
“พรุ่งนี้เช้าจิณก็คงจะมาถึงที่นี่แล้ว ถ้าเธอมาเห็นสภาพสมรภูมิที่เละเทะแบบนี้ มีหวังพวกเราโดนสวดชุดใหญ่แน่”
โฮมูระแค่นหัวเราะในลำคอ
“พาลาดินผู้นำทางแสงสว่างงั้นเหรอ…บางทีนางอาจจะอยากร่วมวงปาหินใส่เ้าหมานี่เป็คนแรกก็ได้ ใครจะรู้”
ทั้งคู่เงียบไปชั่วครู่ ปล่อยให้เสียงแห่งความแค้นยังคงบรรเลงต่อไปท่ามกลางเงาของนครอิกนีเซียที่กำลังถูกความมืดมิดเข้าปกคลุม…โดยมีร่างของวอล์ฟกังเป็เครื่องสังเวยแด่ความผิดบาปที่ไม่มีวันได้รับการอภัย
ท่ามกลางเสียงหินที่ยังคงกระทบเนื้อเน่าๆ ของวอล์ฟกัง เสียงหัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่งของราชันแวมไพร์ก็ดังกัมปนาทขึ้นมาขัดจังหวะ
“ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ สภาพดูไม่ได้เลยนะไอ้หมาขี้เรื้อน ยับเยินได้ใจข้าจริงๆ!!”
เซเวียร์ก้าวเดินออกมาจากเงามืดในสภาพเปลือยเปล่าท้าทายลมหนาว ดวงเนตรสีโลหิตของเขาจ้องมองไปยังร่างยับเยินของจ่าฝูงไลแคนด้วยความพึงใจอย่างที่สุด
“ถูกเหล่าอิสตรีที่แกเคยดูแคลนว่าเป็แค่เครื่องบำเรอกาม รุมบดขยี้จนแหลกเหลวเป็ก้อนเนื้อไร้ค่าแบบนี้…สำหรับข้าผู้นี้แล้ว ไม่มีงานเลี้ยงใดจะรื่นรมย์และหอมหวานไปกว่าการได้เห็นแกดิ้นพล่าน อยู่ในนรกแห่งความอัปยศเช่นนี้อีกแล้ว!!”
อริสาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ รีบเบือนหน้าหนีจากก้อนเนื้อตรงหน้าแล้วหันไปถามถึงอาการของสหายสาวด้วยความเป็ห่วง
“เซเวียร์…แล้วการ์เน็ตล่ะ? นางเป็อย่างไรบ้าง?”
“ยัยหนูช่างกลนั่นน่ะรึ?”
เซเวียร์เลิกคิ้วขึ้นพลางตอบด้วยท่าทีไม่ยี่หระ
“ตอนนี้นางกลับมาแสบคูณสองยิ่งกว่าเดิมเสียอีก ป่านนี้คงกำลังเดินว่อนไปทั่วเมือง หาเศษผ้ามาสวมใส่ปกปิดร่างกายตามประสาดัดจริตแบบมนุษย์อยู่นั่นแหละ”
คำค่อนแคะนั่นทำให้โฮมูระที่ยืนกอดอกอยู่ถึงกับขมวดคิ้ว นินจาสาวจ้องมองชายหนุ่มที่ไม่มีอะไรปกปิดกายเลยสักชิ้นอย่างไม่สบอารมณ์
“นี่เ้ากำลังต่อว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่สินะ?”
โฮมูระเอ่ยเสียงแข็ง
“ถึงแม้ข้าจะมีทรวดทรงที่น่าอวดเพียงใด แต่การมีอาภรณ์มาปกปิดร่างกายมันคือวัฒนธรรมที่มีเกียรติและศักดิ์ศรีของพวกเรานะ”
เซเวียร์ยักไหล่อย่างโอหัง
“เกียรติงั้นรึ? ข้าไม่ใช่มนุษย์…ไยข้าต้องแคร์เื่ไร้สาระ ที่พวกเ้าสร้างขึ้นมาหลอกตัวเองด้วยเล่า”
โฮมูระเริ่มสงสัยจนทนไม่ไหว เธอไล่สายตามองร่างกำยำของเขาที่ยืนล่อนจ้อนอย่างหน้าตาเฉย
“ถ้าอย่างนั้นเ้าเป็ตัวอะไรกันแน่? ทำไมถึงไม่เคยคิดจะสวมใส่เสื้อผ้าเลยสักครั้งในชีวิต?”
ราชันแวมไพร์นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะประกาศปรัชญาอันพิลึกพิลั่นออกมาด้วยน้ำเสียงอันทรงอำนาจ
“จงฟังให้ดี…ข้าคือผู้ปกครองที่จริงใจที่สุดในโลกใบนี้!! ในเมื่อข้าไม่มีความลับใดต้องปกปิด ไยข้าต้องมีสิ่งใดมาขวางกั้นระหว่างข้ากับโลกใบนี้ด้วยเล่า? ความบริสุทธิ์ใจของข้า…มันแสดงออกผ่านร่างกายที่ไร้พันธนาการนี้ยังไงล่ะ!!”
พูดจบโดยไม่ให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว เซเวียร์ก็ปราดเข้าไปช้อนร่างระหงของโฮมูระขึ้นทั้งตัวแล้วจับเธอพาดบ่าอย่างเผด็จการ
“ปล่อยข้านะ!!” นินจาสาวโวยวายลั่น พลางทุบหลังเขาปึกๆ แต่กลับไม่ได้ขัดขืนอย่างจริงจังนัก
ร่างกายของเธอเริ่มอ่อนเปลี้ยลงเมื่อััได้ถึงไอความร้อนจากผิวเนื้อของเขา
“มัวแต่พ่นเื่เกียรติยศอยู่นั่นแหละ…”
เซเวียร์แสยะยิ้มเ้าเล่ห์
“เดี๋ยวข้าจะพาเ้าไป ‘เปิด’ ทั้งตัวและใจให้แจ่มแจ้งเองว่า…การไร้สิ่งปกปิดมันวิเศษเพียงใด!!”
ราชันแวมไพร์แบกนินจาสาวหายลับเข้าไปในโรงเตี๊ยม หลังเดิมที่เขาเคยพาการ์เน็ตเข้าไป ทิ้งให้อริสายืนเบิกตากว้าง ใบหน้าแดงระเรื่อลามไปถึงใบหูอยู่เพียงลำพัง ท่ามกลางเสียงะโด่าทอวอล์ฟกังที่ยังคงดังแว่ว
ทางด้านการ์เน็ตซึ่งอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า อวดเรือนร่างที่ผอมเพรียวบางและหน้าอกขนาดกะทัดรัด ก้าวเท้าเดินอย่างไม่แยแสสิ่งใด มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางย่านการค้าของอิกนิเซียด้วยท่าทางที่คล่องแคล่วว่องไว
บัดนี้ อิกนิเซียไม่ใช่คุกนรกสำหรับเธออีกต่อไป แต่มันคือ ‘ห้องทานอาหาร’ ขนาดมหึมาที่เต็มไปด้วยทรัพยากรล้ำค่า
เหล่าไลแคนที่เคยเป็เ้าของร้านผู้คุมอำนาจในเมืองนี้ ถ้าไม่ถูกมหาเวทของอริสาสังหาร หรือถูกเปลวเพลิงพินาศของโฮมูระแผดเผาจนเหลือเพียงเถ้ากระดูก ก็คงกลายเป็เศษเนื้อใต้ฝ่าเท้าของเซเวียร์ไปหมดแล้ว
ร้านรวงต่างๆ จึงถูกทิ้งร้าง ประตูไม้หนาหนักถูกทำลายลง ทิ้งให้ทรัพย์สินภายในไร้ผู้ดูแล
อาภรณ์ห่อหุ้มร่างกายไม่ใช่สิ่งแรกที่อยู่ในห้วงความคิดของการ์เน็ต เธอสาวเท้าผ่านซากศพที่นอนระเกะระกะและร่องรอยการทำลายล้างที่ยังคงคุกรุ่นอย่างไม่ยี่หระ แววตาที่ฉายแววบ้าคลั่งมุ่งตรงไปยังย่านช่างหลอมและถิ่นของวิศวกรเวทมนตร์
ช่างกลสาวถีบประตูร้าน ‘โลหะเวทเทอร์มินัส’ ที่สภาพกึ่งพังทลายเข้าไป กลิ่นของน้ำมันหล่อลื่นและแร่ธาตุหายาก โชยเข้าจมูกจนเธอต้องสูดลมหายใจเข้าลึกอย่างหลงใหล
“ช่างน่าเสียดาย…แทนเ้าของร้าน ที่ทิ้งสมบัติพวกนี้ไว้ให้ข้าเลือกหยิบได้ตามใจชอบ ฮิๆๆ”
มือเรียวหยิบจับฟันเฟืองทองเหลืองขนาดเขื่องขึ้นมาตรวจดู ก่อนจะโยนมันลงในเป้หนังใบใหญ่ที่เธอหามาได้ตามทาง
แมชชีนิสต์สาวเริ่ม ‘กวาด’ ทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็อะไหล่เครื่องจักรกลไกที่ทำจากแร่มิธริลเข้มข้น แผ่นวงจรเวทมนตร์ที่สลักอักขระโบราณ หรือแม้แต่ลูกสูบพลังงานไอน้ำความดันสูงที่ปกติจะมีราคาแพงลิบลิ่ว
ร่างบางเดินเข้าออกร้านนั้น…ออกร้านนี้อย่างรื่นเริงใจราวกำลังเดินอยู่ท่ามกลางสวนดอกไม้ เพราะตอนนี้เธอกำลังไล่เก็บ ‘อวัยวะ’ ล้ำค่ามาใส่ให้ลูกรักที่กำลังจะลืมตาตื่น
การ์เน็ตใช้เวลาเกือบสองชั่วโมง ในการลำเลียงชิ้นส่วนโลหะและอุปกรณ์วิศวกรรม ไปยังโรงงานเก่าแห่งหนึ่ง ที่อยู่ลึกเข้าไปในโซนอุตสาหกรรม ที่นั่นมีเตาหลอมขนาดใหญ่และแขนกลเวทมนตร์ที่ยังพอใช้งานได้
ภายใต้แสงสลัวที่ลอดผ่านหลังคาที่โหว่เป็รู การ์เน็ตเริ่มลงมือทำสิ่งที่เธอถนัดที่สุด
เสียงค้อนเหล็กกระทบโลหะดังก้องสะท้อนไปมาท่ามกลางความเงียบ ประกายไฟจากการเชื่อมเวทมนตร์สาดกระจายไปทั่วลานกว้างใจกลางโรงหลอม ที่เธอเลือกใช้เป็รังช่างกลชั่วคราว
เธอขยับตัวอย่างกระฉับกระเฉง ร่างกายที่เคยบอบช้ำและอ่อนแรงจากการถูกสูบพลังชีวิตบัดนี้กลับมาสดใสราวกับได้เกิดใหม่
แม้แรงกายของเธอจะยังเป็เพียงมนุษย์ธรรมดา แต่ความสดชื่นที่ได้รับจากเซเวียร์ก็ทำให้เธอรู้สึกเหมือนมีขุมพลังงานมหาศาลคอยขับเคลื่อนอยู่ภายในจนไม่ต้องหยุดพัก
เวลาผ่านไป ชิ้นส่วนโลหะน้อยใหญ่ ที่ถูกคัดสรรมาอย่างดีเริ่มถูกหลอมรวมและประกอบเข้าด้วยกัน จนเป็รูปทรงที่น่าคร้ามเกรง มันไม่ใช่ปืนพก ไม่ใช่ดาบ และไม่ใช่เครื่องประดับชิ้นเล็กๆ
“อีกนิดเดียว…เ้าจะได้รับชีวิตใหม่ที่คู่ควรกับเ้า” การ์เน็ตพึมพำพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก
เธอล้วงััลงไปยังร่องลึกกึ่งกลางกายอันอุ่นระอุ ก่อนจะจิกดึงเอาสิ่งที่ซ่อนเร้นออกมา มันคือโคตรแกนพลังงาน ‘ฮาร์ทออฟไททัน’ แกนพลังงานระดับสูงสุดที่ถูกสร้างขึ้นจากการควบแน่นมานา
ก้อนผลึกสีแดงหม่นที่มีลวดลายอักขระสีขาววิ่งพล่านอยู่ภายใน ราวกับจังหวะการเต้นของหัวใจ แสงจากมันส่องสว่างกระทบใบหน้าที่กำลังแสยะยิ้มอย่างบ้าคลั่งของการ์เน็ต
“ราคาตั้งห้าแสนเหรียญทอง…ถ้าข้าไม่ฉวยติดมือมาด้วยก็โง่แล้ว ฮิๆๆ” ช่างกลสาวหัวเราะเบาๆ ในลำคอ
สายตาของเธอกวาดมองกองอะไหล่และชิ้นส่วนโลหะหายาก ที่กวาดมาจากร้านรวงทั่วเมืองอิกนิเซียด้วยความกระหาย
บัดนี้ทรัพยากรล้ำค่าทุกอย่างพร้อมสรรพที่จะรองรับพลังงานมหาศาลนี้เสียที
นิ้วเรียวเริ่มหยิบจับเครื่องมือช่างขึ้นมาเตรียมพร้อม ท่ามกลางเสียงครางหึ่งๆ ของแกนพลังงานที่สั่นสะท้านอยู่ในมือราวกับกำลังตอบรับความทะเยอทะยานของเธอ
“อู้ววว…สั่นแรงจังนะ อึดอัดมานานแล้วใช่ไหมล่ะ? มาเลยเ้าตัวเล็ก…ข้าจะเนรมิต ‘บ้าน’ หลังใหม่ที่ใหญ่พอจะจุความบ้าคลั่งของเ้าไว้ แล้วพวกเราจะไปฉีกทึ้งทั่วทั้งทวีปธารินเทียให้เป็ชิ้นๆ ไปพร้อมกัน ฮิๆๆ”
การ์เน็ตลงมือทำงานต่อด้วยความบ้าคลั่ง
ทิ้งให้ความมืดมิดในโรงงานร้างโอบล้อมโปรเจกต์ลับที่กำลังจะกำเนิดขึ้น…สิ่งที่จะทำให้โลกต้องจดจำชื่อของวิศวกรเวทมนตร์คนนี้ไปตลอดกาล