เปรี้ยง! เสียงคำรามที่ดังก้องมาจากท้องฟ้าสีครามที่ดำสนิทท่ามกลางห่าสายฝนที่โปยปายลงมาอย่างไม่หยุดนิ่ง บรรยากาศที่มีแต่เสียงฟ้าร้องดังกระหึมและเสียงสัตว์น้อยใหญ่ร้องไปทั่วทุกสารทิศ ปราสาทสีทองสูงเสียดฟ้า
กลายเป็สีดำสนิทภายใต้เงามืดท้องฟ้าสีคราม ที่สาดประกายแสงสีฟ้าลงมาที่ยอดของปราสาทตลอดเวลา
เวลาผ่านไปไม่นานเม็ดห่าฝนและเสียงคำรามบนท้องฟ้าก็เริ่มที่จะซาลงอย่างฉับพัน เมืองปราสาทขนาดกลางที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนต่าง ๆ ถูกรอบล้อมไปด้วยกำแพงเมืองเหล็กกล้าที่ถูกสร้างมาเพื่อไม่ให้ถูกทำลายได้ แต่ตอนนี้มันได้ถูกทำลายและไปรูนับไม่ถ้วนอย่างง่ายดาย เพราะกองทัพมีศาจจำนวนหนึ่งเริ่มบุกเข้ามาทำลายจนราบเป็หน้ากอง
ณ ตอนนี้ ในโลกที่เต็มไปด้วยความอำมหิต โลกแห่งการนองเื บนท้องถนนทางเดินที่เต็มไปด้วยซากศพของมนุษย์ประหลาดที่นอนจมกองเืสีสันต่าง ๆ จากการต่อสู้กับใครคนหนึ่ง ตอนนี้ศพของปีศาจมีนับไม่ถ้วน แต่ก็มีร่างของอัศวินอีกหลายคนที่นอนหมดสติอยู่ในสภาพปางตายเนื่องมาจากการต่อสู้กับปีศาจ สายฝนที่ตกลงมากระทบกับชุดเกราะสีเงินเสียงดังก๊องแก๊งตลอดเวลา สิ่งสกปกต่าง ๆ จะถูกฝนล้างจนหมด แต่กายเนื้อที่หมดสภาพของอสูรก็ถูกสายฝนชำระล้างไม่หมด มีร่างของมีศาจจำนวนมากที่นอนเกลื่อนกลาดเต็มท้องถนนทางเดินไปหมดจนถึงร้านเหล่าแห่งหนึ่ง
ข้างในร้านมีแต่ความเงียบสงบกับเสียงของแก้วที่กระทบกับพื้นไม้ ทั่วทั้งร้านร้างผู้คนที่เข้ามาใช้บริการ ไม่มีใครอยู่ดื่มเหล้า เพราะหนีตายไปกันหมดหรือบางคนก็ออกไปสู้กับหายนะที่มาจากนอกเมืองกันหมดแล้ว แต่รู้สึกว่าในร้านจะมีอยู่สองคนที่อยู่กับที่ตรงที่มีแสงไฟเพียงจุดเดียวของร้าน ตรงหน้าบาร์เทนเดอร์
“ถ้าไม่มีน้ำผลไม้…. มันจะเป็เื่ที่เลวร้ายมากสำหรับฉัน เข้ามาในร้านเหล้าทั้งทีแต่ไม่มีน้ำผลไม้ขายไม่ได้” เด็กหนุ่มผมดำแสกกลางผมหน้าม้าพรางพึมพำอยู่บนเก้าอี้หน้าโต๊ะบาร์เทนเดอร์ขณะที่มือขวากำลังโอบแก้วน้ำผลไม้
“นี่เป็ร้านเหล้า จะมีน้ำผลไม้ขายมันก็แปลกแล้ว แต่ฉันก็ทำไว้เอามาเสิร์ฟให้กับลูกค้าที่คอไม่แข็ง!”
แสงไฟจากตะเกียงสาดส่องบริเวณโต๊ะบาร์เทนเดอร์ คุณลุงวัยกลางคนที่เป็เ้าของร้านเหล้าตอบเสียงแข็งกับชายหนุ่มพร้อมทำคิ้วขมวดพรางจ้องหน้าชายผมดำขณะที่กำลังเช็ดแก้วเหล้าไปด้วย
“ทรงผมอะไรของเองวะ”
“ทรงผมเด็กช่างนายไม่รู้จักรึไง” เด็กหนุ่มรีบสวนกลับทันทีที่โดยไม่ยั้งคิด ก่อนจะปัดทรงผมกลับเข้าทรงปกติ
“ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นของนายนะไอ้หนู เรียกฉันว่า ‘คุณ’ ด้วยสิ” บาร์เทนเดอร์วัยกลางคนกล่าวเตือนอย่างกับผู้ใหญ่ที่กำลังสั่งสอนเด็ก
ใน่เวลาที่ทั้งสองคุยกันอยู่ในร้านนั้น สายฟ้าก็ผ่าเปรี้ยงลงมาตลอดเป็ระยะ ๆ พวกเขาเงียบไปคู่หนึ่งและแหงนหูฟังเสียงสายฝนที่ตกลงมานอกร้านอย่างผ่อนคลายปะปนไปกับเสียงฟ้าร้องดังกระหึ่ม
เด็กหนุ่มหลับตาฟังเสียงทุกสิ่งอย่างที่มาจากทั่วทิศทาง ความเยือกเย็นของเขานั้น แม้แต่เสียงฟ้าร้องดังกระหึ่มก็ไม่อาจสั่นคลอนหัวใจเขาได้ ไม่มีทั้งความกลัว และความกังวลเื่ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรอบข้าง จิตใจที่แกร่งกล้าเกินกว่าปกตินั้นนิ่งสงบอย่างเย็นเยือก
เด็กหนุ่มมีหน้าตาที่หล่อได้รูป มีดวงตาสีน้ำเงินเข้มสนิทราวกับอัญมณีใต้มหาสมุทธซึ่งความเยือกเย็น เป็สายตาที่เ็าเหมือนกับผ่านเื่ราวในชีวิตมาเยอะ ทั้งที่มีนัยต์ตาที่สวยตัดกับสีผมดำสนิท คิ้วดกดำ จมูกตรงเป็สัน แต่ทำใบหน้าราวกับว่าชีวิตนี้จะไม่เจอเื่สนุกอีกแล้ว ชุดเครื่องแต่งกายข้างในซึ่งเป็เสื้อยืดสีดำคอยาวปิดจมูกได้แต่ถูกพับทบไว้แค่ตรงคอ
ส่วนชุดหนังสีดำที่ทำมาอย่างดีมีคุณภาพขั้นสูงถูกสร้างมาเพื่อการรบเต็มพิกัดซึ่งใส่กับผ้าคุมสีดำที่ยาวจรดข้อเท้าช่วยกันการโจมตีเฉพาะเวทมนต์ได้ดีเพราะทำมาจากผ้าพิเศษที่ร่ายเวทย์เสริมแกร่งเข้าไปหลายชั้น และดาบยาวดำที่พกอยู่เพียงเล่มเดียวถูกวางพิงไว้ที่โต๊ะบาร์เทนเดอร์ แล้วที่น่าจับตามองที่สุด คือแว่นตาสีดำเท่ ๆ ที่คีบขาแว่นติดไว้กับเสื้อหนังเกราะ ไม่ใช่แค่ดูสดุดตาแต่มันดูเป็เอกลักณ์ประจำตัวของเขามาก
“อุปกรเวทมนต์สี่เหลี่ยมนั่นขายเท่าไหร่” คุณลุงบาร์เทนเดอร์ถามไปอย่างงั้นหลังจากที่เห็นแว่นตาของหนุ่มน้อย
เด็กหนุ่มมองตาขวางแบบไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะตอบกลับไปห้วน ๆ ว่า
“ไอ้นี้เขาเรียกว่าแว่นตา และไม่ใช่ของที่มีไว้ขาย เป็โคตรของโคตรแรร์ไอเท่มที่มีหนึ่งเดียวบนโลกนี้นะลุง”
แล้วเอ๊งจะมองตาขวางใส่ข้าทำไมวะ!?
ลุงบาร์เทนเดอร์คิดในใจพรางรู้สึกคลุมคลือเล็กน้อยเพราะความไม่เข้าใจว่าเด็กหนุ่มมองตาขวางใส่ทำไม ทั้งที่แค่ถามเล่น ๆ หนุ่มน้อยเขาไม่ได้ตั้งใจทำหน้าแบบนั้น หน้าของเขามันเป็แบบนั้นอยู่แล้ว เป็คนแสดงสีหน้าไม่เก่ง เพราะงั้นมันก็ไม่ใช่เื่แปลกเลยที่จะทำให้เขาตกเป็เป้าสายตาจากกลุ่มนักเลงที่เขาคุยด้วยบ่อย ๆ
“ปีศาจบุกเข้ามาในเมืองนี้ได้สักพักแล้วสินะ กำลังมันมีมากขนาดนั้น ถึงต่อให้ขนกองกำลังทหารและอัศวินมาจากอาณาจักรมาช่วยและต่อให้คนในเมืองนี้ที่มีนักผจญภัย นักดาบ จอมเวทมาช่วยกัน..ก็คงหยุดพวกมันไม่ได้ การโจมตีของพวกมันในครั้งนี้แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ อย่างลิบลับเป็ศรรษวัตเลยล่ะ”
“…งั้นเหรอ”
“พ่อหนุ่ม การที่นายไม่หนี …แสดงว่านายไม่กลัวงั้นเหรอ หรือเตรียมใจที่จะตายไว้แล้วกันห๊ะ” ลุงบาร์เทนเดอร์ถามเด็กหนุ่มด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ
เด็กหนุ่มกระดกน้ำผลไม้ที่อยู่ในแก้วทั้งหมดเข้าปากในรวดเดียวพร้อมเสียงอึก ๆ ก่อนจะทำเสียงหึออกจากจมูก วางแก้วบนโต๊ะอย่างรุนแรง แสยะยิ้มนิด ๆ คราวนี้เด็กหนุ่มมองค้อนกลับพร้อมกับทำสีหน้าจริงจังโคตร ๆ ออกไป
“ถ้าฮีโร่หนี แล้วใครจะสู้ล่ะ!”
15 นาทีก่อน
เปรี้ยง! เสียงฟ้าผ่าลงมาท่ามกลางฝนที่กำลังตกอย่างหนัก ในเมืองปราทสาทที่กำลังถูกปีศาจเข้ารุกรานได้สร้างความกลหลให้กับทุกพื้นที่ในเมืองด้วยน้ำมือปีศาจที่หลังไหลมาเป็จำนวนมาก เสียงฝีเท้าของชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่วิ่งฝ่ากลางสายฝนหนีตายเข้าไปในบ้านอย่างไม่คิดชีวิตกำลังถูกฝูงปีศาจและมนุษย์ประหลาดไล่ตามหลังมาติด ๆ มนุษย์ประหลาดนั้นมีความแตกต่างกับปีศาจธรรมดาทั่วไปตรงที่เคยเป็มนุษย์มาก่อน แต่ในภายหลังเพราะถูกเหล่าปีศาจจับไปจึงโดนเสกให้กลายเป็มนุษย์ประหลาดที่มีความไกล้เคียงกับปีศาจมากที่สุด มีพละกำลังที่เพื่มขึ้นและหน้าตา ขนาดร่างกายที่ผิดเพี้ยนจากมนุษย์ แม้ว่านิสัยยังคงเดิม แต่จิตสำนึกความเป็มนุษย์ จรรยธรรม ศิลธรรม หรือความลังเลในการตัดสินใจต่าง ๆ ได้หายไปจากตัวตนนั้นหมดแล้ว สุดท้ายก็ได้กลายเป็ความชั่วร้ายที่ละทิ้งความเป็มนุษย์ไปอย่างสิ้นเชิง
ฝีเท้าของชาวบ้านคนเป็พ่อที่กำลังอุ้มลูกวิ่งหนีตายจากปีศาจ เพราะความกลัวในฐานะพ่อที่เป็ห่วงชีวิตลูก การที่กำลังจะถูกฆ่าให้ตายบวกความกลัวที่เอ่อล้นออกมาเลยทำให้เขาเป็ชาวบ้านที่วิ่งได้เร็วที่สุดในการหนีตายครั้งนี้ เขาวิ่งเหยียบแอ่งน้ำจนมันน้ำมันแตกกระจายไปรอบ แต่ทว่าปีศาจที่ไล่ตาม ทันทีเท้าขนาดใหญ่เหยียบแอ่งน้ำลงไปพื้นที่แอ่งตรงนั้นก็เกิดการยุบแตกกระจายด้วยพละกำลังมหาศาล
ระยะห่างของสองพ่อลูกกับปีศาจเริ่มสั้นลงเรื่อย ๆ เป็ระยะ ๆ ปีศาจฉีกยิ้มราวกับได้รับชัยชนะที่เกมวิ่งไล่จับจะจบลงแล้ว มือขนาดใหญ่คว้าออกไปหาสองพ่อลูกอย่างรวดเร็ว ฝุบ! ผู้เป็พ่อเหลือบตามอง ก่อนจะแหกตากว้างค้างด้วยความใเพราะความตายมาเยือนจวนตัวรวดเร็วจนเขาไม่ทันตั้งตัว
ฝุบ! ชั่วพริบตาที่มือขนาดใหญ่แยกออกจากแขนลอยอยู่กลางอากาศ คมดาบที่ทั้งรวดเร็วและหนักหน่วงถูกฟาดฟันลงมาตัดผ่านผ่าข้อมือที่น่าขะแหยงนั้นอย่างเฉียบคมจนมองไม่ทัน พร้อมเผยใบหน้าของชายหนุ่มผมสีทองผู้ช่วยชีวิตสองพ่อลูกไว้ในฐานะอัศวินชุดเกราะสีเงินของอาณาจักร ปีศาจใและหยุดการเคลื่อนไหวในทันที
สองพ่อลูกใตาค้างพร้อมโล่งอกเมื่อมีอัศวินยื่นมือเข้ามาช่วยได้ทันเวลา สองพ่อลูกปลอดภัยก่อนจะรนรีบขอบคุณอย่างฉับไวแล้วพาลูกวิ่งหนีไปในที่หลบภัยของเมือง อัศวินสองคนพร้อมทหารอีกสามนายตามมาสมทบ อัศวินคนแรกที่เข้ามาช่วยชีวิตสองพ่อลูกสบัดดาบเหล็กกล้าลงข้างกายอย่างวางมาดพร้อมกับแสดงสีหน้าเก็ก ๆ ก่อนจะวางท่าแล้วพูดออกไปปนตลก
“เ้าปีศาจหน้าเผือกคู่ต่อสู้ของแกคือฉันนี่ พวกเราคืออัศวินผู้ไร้เทียมทานของอาณาจักร แกคือตัวหัวหน้าที่นำทัพสินะ ไม่ต้องห่วงฉันจะจัดการแกแน่ด้วยดาบที่ตัดได้ทุกสิ่งของฉันนี่” อัศวินหนุ่มพูดออกไปอย่างเกินจริงสุดขั้วเพราะดาบมันเป็แค่ดาบธรรมดาทั่วไป แค่พูดให้ดูขลังเพื่อจะขู่เท่านั้นเอง
“หืม..ฮ่า ๆ เป็แค่มนุษย์ตัวจ้อยอวดดีจริงนะ เดี๋ยวพวกข้าจะฆ่าพวกเ้าและจับกินให้หมดทุกตัวเลยละกันเพื่อขจัดความอวดดีนั่น” สิ้นสุดคำพูดที่ลั่นวาจาของปีศาจอวดดีเช่นกัน พวกมันอีกหลายตนก็ตามมาสมทบทันที ท่าทางอวดดีของอัศวินที่มาสบทบอีกสองคนจู่ ๆ ก็หดหวบไปทันที แม้จะรู้สึกกลัวแต่อัศวินคนแรกที่พูดจาอวดดีก็ยังคงเก็บความอวดดีและขจัดความกลัวทิ้งออกไปด้วยใบหน้าใจสู้ผิดกับเม็ดเหงื่อที่ผุดออกมาจากผิวหน้าอยู่เรื่อย ๆ ร่างกายนี่ซื่อตรงจริง ๆ
“ก็เข้ามาดิครับ!” อัศวินคนแรกสะกดความกลัวและพูดจากอวดดีออกไปอีกครั้ง
“ถ้าทำได้ก็ลองดูสิ” อัศวินอีกสองคนพูดอย่างพร้อมเพรียงด้วยความกล้าพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับปีศาจต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิต เพราะหน้าที่ของอัศวินคือการปกป้องพลเรือนธรรมดาทั่วไปที่ไร้ทางสู้ กลุ่มของเหล่าอัศวินทั้งสามและกลุ่มของปีศาจเปิดฉากการต่อสู้อย่างดุเดือด แต่ฝ่ายที่เหมือนจะมีชัยที่สุดคืออัศวินที่เปิดก่อนได้เปรียบ
อีกด้านนึงของเมืองเหล่าอัศวินและทหาร นักดาบ นักเวทย์ก็กำลังร่วมกันเข้าสู้กับปีศาจหลายตนและฝั่งที่เสร็จไปก่อนคือฝั่งมนุษย์ที่อ่อนแอกว่าแต่ก็ไม่ได้ถึงกลับตาย พวกปีศาจเองก็ไม่ได้ตรวจสอบดูว่าจัดการปิดฉากฆ่าเรียบร้อยรึยังเพราะยังต้องเข้าปะทะกับศัตรูฝั่งมนุษย์อีกหลายคน เลยทำให้มนุษย์ที่ร่วมเข้าสู้กับปีศาจส่วนมากรอดตายแต่ก็ได้แต่นอนอยู่กับพื้นหายใจหอบแหบหรือบางคนแค่หมดสติไป
เกือบทั่วทุกจุดในเมืองเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือดของเหล่าอัศวิน ส่วนผลเรือนอยู่ไปก็ได้รับการปกป้องจากอาณาจักรซึ่งทำที่หลบภัยโดยเฉพราะไว้ให้เวลาเกิดหายนะแบบนี้ขึ้น บางคนก็หลบอยู่ในชั้นใต้ดินของบ้าน แต่พลเรือนบางคนก็กล้าที่จะออกไปสู้ด้วยดาบเทื่อ ๆ ซึ่งก็เป็กำลังรบของเมืองได้ดีไม่แพ้พวกทหารเช่นกันเพราะชาวบ้านบางคนก็เคยเป็ทหารหรืออัศวินที่เกษียณ บางคนก็เคยเป็นักผจญภัยมาก่อน เพราะงั้นเลยเป็กำลังทางทหารคอยสนับสนุนให้ได้ การต่อสู้ข้างนี้ล้วนแล้วจะมีแต่ปีศาจที่สู้ในระยะประชิดเลยทำให้สายเวทย์ที่โจมตีระยะไกลโดนปิดฉากได้ง่ายกว่าพวกคนที่ใช้ดาบ
เสียงร้องคำรามหึดสู้ของฝั่งมนุษย์ที่มีอัศวินเป็แกนนำดังกระหึ่มยิ่งกว่าปีศาจซะอีก แต่ไม่กี่นาทีฝั่งมนุษย์ก็เริ่มเสียท่าให้กับปีศาจไปเรื่อย ๆ เคร้ง! เคร้ง โคร้ม! เสียงการโจมตีหลายรูปแบบเกิดแทรกขึ้นท่ามกลางสายฝนกับเสียงฟ้าร้องอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ด้วยกองกำลังของมนุษย์ที่น้อยกว่าเลยทำให้ปีศาจได้เปรียบยิ่งขึ้น
ไม่กี่นาทีต่อมา สถานะการณ์เริ่มเลวร้ายลง แต่ทว่าก่อนที่มันจะแย่ลงไปกว่านี้ การต่อสู้ที่ฝั่งปีศาจกำลังจะได้ชัยมันก็มาพร้อมกับการปรากฎตัวของชายหนุ่มในชุดสีดำ เสียงฝีเท้าที่หนักแน่นพร้อมกับจิตสังหารที่เป็แรงกดดันขนาดใหญ่เดินตรงเข้ามาหาพวกปีศาจที่กำลังสู้ได้เปรียบอยู่อย่างใจเย็น
ปีศาจก้ามโตที่ท่าทางดูแข็งแกร่งกว่าใครเพื่อนกำลังยืนกอดอกอย่างงดงาม ดูการต่อสู้ตรงหน้าอย่างเยือกเย็น ทันทีที่ได้ยินเสียงฝีเท้าตรงเข้ามาจากด้านหลังพร้อมกับแรงกดดันอันมหาศาลมันก็เหลือบหันกลับไปข้างหลังอย่างสงสัยว่าใครมา
“…..หืม? แก…? ไอ้อุปกรณ์เวทมนต์เห่ย ๆ บนหน้าแกนั่นมันอะไรวะ!?”
ชายหนุ่มในชุดสีดำเชิดหน้ามองปีศาจอย่างฉับไว ภายใต้แว่นตาสีดำสนิทนั้นกำลังมีดวงตาที่ขุ่นเคืองจ้องมองอยู่ และคอเสื้อที่ยาวจนปิดบังไม่ให้เห็นสันจมูกได้
ปิดบังใบหน้าอย่างสมบูรณ์ ภ้ายใต้คอเสื้อกับแว่นตาสีดำ…
สมบูรณ์รึเปล่า!?
เปรี้ยง!
พื้นที่ตรงนั้นที่มีอัศวินสองถึงสามคน นักสู้ นักดาบ นักเวทย์ ล้มนอนกองอยู่เพราะเกิดจากความพ่ายแพ้ให้กับความแข็งแกร่งของปีศาจและมนุษย์ประหลาด
“นี่ฉันหมดสติไปสินะ ทีนี้ล่ะฉันจะฆ่าพวกแกให้หมด” คำพูดของอัศวินพึมพำอยู่ในปากพรางจับดาบลุกขึ้นมา ใช้เวลาเพียงไม่นานนัก อัศวินที่ล้มนอนกองกับพื้นลุกขึ้นพร้อมเงิยหน้ามอง นัยต์ดวงตาที่เปิดกว้างอย่างตกตะลึง ก็พบว่าภาพตรงหน้ามีแต่ซากศพของปีศาจที่นอนตายกันเกลื้อนกล่าน พร้อมกับคำถามที่ลั่นวาจาออกมาว่า… ก-เกิดอะไรขึ้น!?
ถัดมาอีกด้านนึงของเมืองปราสาท ขณะที่สายฝนยังคงไม่หยุดตกและเกิดสายฟ้าผ่าลงมายังเมืองอย่างต่อเนื่อง กลุ่มปีศาจจำนวนสิบถึงยี่สิบตนกำลังพากันวิ่งไปสบทบจุดต่าง ๆ ของเมืองปราสาทพวกมันวิ่งกันบนท้องถนนที่ไร้ผู้คนและเหยียบแอ่งน้ำเป็หลุม
“พวกเราคือกลุ่มปีศาจกองสนับสนุน! เพราะงั้นอย่าทำให้ท่านผู้นำของพวกเราจะเสียหน้า เราจะกำจัดมนุษย์ทุกคนที่เข้ามาขวางทางเข้าใจนะเ้าพวกโง่!” ปีศาจผู้นำทีมะโบอกอย่างหึกเหิมกับพวกลูกน้องที่กำลังวิ่งไล่ตาม และด้วยคำพูดของเขาทำให้พวกปีศาจตนอื่น ๆ ต่างส่งเสียงคำรามเป็การตอบกลับอย่างคึกคัก
“ลูกพี่มีใครไม่รู้ มาขวางทางพวกเราอยู่ตรงหน้า!?” ปีศาจที่อยู่ด้านหลังพูดแทรกพรางชี้นิ้วให้ปีศาจหัวหน้ากลุ่มหันกลับไปมองเหตุการณ์ตรงหน้า
“หืม.. ใครวะ?”
ทันทีที่หัวหน้าของพวกมันหยุดเคลื่อนไหว พวกลูกน้องก็พากันหยุดตาม เพราะมีใครขวางทางอยู่ตรงหน้า มีชายหนุ่มชุดสีดำกำลังยืนขวางทางของพวกปีศาจอยู่ มือขวาของเขาถือดาบสีดำที่เปื้อนคราบเืปีศาจ ท่าทางเงียบขรึมไม่มีปี่ไม่มีขุ่ย อยู่ดี ๆ ก็มาจากไหนไม่รู้ ปรากฎตัวก่อนเสียง นั่นเลยทำให้พวกปีศาจดูถูกทันที
“เห็นมาคนเดียวด้วยสิ รนหาที่ตายรึเนี่ย พวกมนุษย์นี่โง่เขลาเบาปัญหาจริง ๆ ฮ่า ๆ ”
พวกปีศาจต่างพากันหัวเราะคิกคักชอบใจกันอย่างไม่ใยดี
“.. เอ่อ นี่พวกพี่ ๆ กำลังไปไหนเหรอครับ!?” ชายหนุ่มผมดำถามอย่างใจเย็น
“ก็ฆ่าแกไง!” หัวหน้ากลุ่มปีศาจตอบทันควันพร้อมกับทำหน้าตาหน้ากลัวเพื่อขมขู่หวังจะให้เด็กหนุ่มฉี่ราด ฝนจากที่ตกหนักเริ่มซาลงเล็กน้อย แต่ฟ้ากลับผ่าลงมามากขึ้นเพราะสภาพอากาศที่เลวร้าย
“แกเป็อัศวินสินะ แต่ไม่ใส่เกราะ? เพราะท่าทางแกกูดูแข็งแกร่งเพราะมีแค่คนเดียว หรือแค่บ้ากันแน่วะ ฮ่า ๆ ” อสูรตนอื่นเอ่ยขึ้นอย่างดูถูกเหยียดหยามแบบไม่ไว้หน้า
“เล่นแม่งเลยไหมลูกพี่!”
“โอ๊ะ!” ชายหนุ่มอุทานออกมาเพราะใที่ฟ้าแลบไปทั่วท้องฟ้า
“ห๊า!?”
พึบ! ฟ้าแลบ ~ เปรี้ยง!!!
เสียงฟ้าผ่าดังไปทั่วบริเวณโดยรอบ ครั้งนี้ดังกว่าครั้งนี้ไหน ๆ เพราะว่ามันผ่าลงมาไกล้ ๆ ชั่วพริบตาที่ชายหนุ่มเบิกเนตรกว้าง ความเร็วเสียงของฟ้าที่ผ่าได้ลงมาพร้อมกับสายฟ้าฟาดสีฟ้าสว่างจ้าที่ผ่าลงมากลางร่างของปีศาจตัวหัวหน้า เสียงที่ดังสนั่น ััได้ถึงแรงสั่นะเืในชั้นบรรยากาศ และที่พื้นก็มีสายฟ้าแตกแขนงไปทั่วทิศทาง มันคือความเร็วเสียงที่ไม่สามารถหลบได้ทันก่อนจะผ่าลงมา ปีศาจทุกตนนิ่งเงียบหลังจากที่ประกายแสงสีฟ้าหายไป เพียงแวบเดียวที่ปีศาจตนนี้ไหม้เกรียมและล้มลง จีเนสก็รู้สึกโล่งอกทันที
เกือบไปแล้วไง โชคดีจัง ที่ใส่แว่นไว้ตอนฟ้าผ่าลงมา
“หะ..หัวหน้าไหม้เกรียมไปทั้งตัวเลย!”
ปีศาจหลายตนเริ่มออกอาการเหงื่อแตกและกำลังสั่นด้วยความกลัว เพราะเมื่อกี้หัวหน้าของตัวเองพึ่งจะโดนฟ้าผ่าไปต่อหน้าต่อตา
“ระวังหน่อยสิ แถวนี้ฟ้ามันแรงนะ ออกมาตากฝนแบบนี้มันอันตรายนะรู้ไหม!?” ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบง่ายด้วยใบหน้ากวน ๆ
“แกฆ่าหัวหน้าพวกเราด้วยสายฟ้าฟาดงั้นเราะ” อสูรตนตนหนึ่งถามอย่างสงสัย
“เปล่าฉันไม่มีพลังแบบนั้นหรอก …มันเป็แค่อุบัติเหตุน่ะ”
“แกเป็ใครวะเ้ามนุษย์ตัวจ้อย”
จีเนสแสยะยิ้มอย่างวางท่า
“ใครงั้นเหรอ… หึ! งั้นฉันจะแนะนำตัวให้--”
ตึ่ง! ปีศาจตัวแรกเริ่มเปิดฉากการโจมตีด้วยกำปั้นอันทรงพลังของมัน แต่จีเนสสามารถที่จะหลบการโจมตีทางกายภาพพ้นอย่างง่ายดาย ก่อนจะใช้ความเร็วของตัวเองพุ่งเข้าไปอยู่ด้านหลังของปีศาจตนที่อยู่รั้งท้ายสุดอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน
เร็ว!!!
ในวินาทีที่อสูรตนสุดท้ายรู้ตัวว่าชายหนุ่มมาอยู่ด้านหลัง ก็ถึงกับแสดงอาการตกตะลึงทางใบหน้าอย่างชัดเจนถึงความรวดเร็วขั้นเทพของชายหนุ่มในชุดราตี และพอรู้ตัวอีกทีก็พบว่าแขนทั้งสองข้างของปีศาจถูกตัดออกไปแล้วในตอนไหนไม่รู้ ปีศาจตนนั้นยังไม่ทันได้ส่งเสียงร้อง คอของมันก็ถูกแทงจนทะลุจากท้ายทอยมาด้านหน้าลำคอด้วยดาบแบล็คโฮลของอัศวินสีดำ ก่อนจะมันจะล้มลงที่พื้นท่ามกลางความเงียบสงบที่ไม่มีเสียงสักเอะดังออกมาจากปากของปีศาจและมนุษย์ประหลาดราวกับยืนแข็งทื่อไปชั่วขณะ
“เห็นว่าแกท่าทางจะแข็งแกร่งที่สุดก็เลยมาจัดการก่อน แต่น่าผิดหวังจริงโว้ย แต่ฉันว่าพวกแกคงจะได้เื่กว่าเ้านี้นะ น่าจะแข็งแกร่งกว่าฉันมากเลยน่ะสิ”
สิ้นสุดการพูดถ่อมตัวของนักดาบสีดำ ปีศาจอีกสิบตนที่ยืนนิ่งแข็งทื่อก็พุ่งเข้ามาจู่โจมอย่างพร้อมเพรียงกัน ปีศาจทั้งสิบตนใส่การโจมตีเต็มพิกัดมาที่อัศวินสีดำโดยไม่คิดจะออมมือให้ แต่จีเนสหลบการโจมตีทั้งหมดของพวกปีศาจได้อย่างแยบยล เขาะโหลบดาบที่ฟันหวิดเส้นผม เอียงคอหลบการโจมตีในรูปแบบของขาที่ถีบมาอย่างรุนแรง ะโหลบไปมาระหว่างที่พวกปีศาจระดมการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ปีศาจที่เข้ามาโจมตีทุกตนกัดฟันเม้มปากสู้กันอย่างหมันใส้และโกรธเกรี้ยว แต่ชายหนุ่มจะชิวเกินไปแล้วหลบได้หมดทุกรูปแบบการโจมตี ล้วน ๆ แล้วจะเป็การโจมตีทางกายภาพและการใช้อาวุธเข้าโจมตีโดยไร้เทคนิค ก็สมกับเป็การโจมตีของปีศาจ
อาวุธดาบใหญ่ของปีศาจที่ฟาดฟันลงมาก็โดนเขาสบัดออกไปอย่างง่ายดายด้วยดาบแบล็คโฮล จนกระดอนไปด้านหลัง ชายหนุ่มะโหลบการโจมตีทางกายภาพด้วยหมัดที่มีพละกำลังมหาศาลที่มาจาก้าจนพ้นวิถีด้วยการะโถอยหลังกลางอากาศ
ฝุบ!
ตอนนี้เขาลอยอยู่กลางอากาศขณะที่เผลอฉีกรอยยิ้มแย้ม พออยู่กลางอากาศจะไม่มีที่ให้หนี หลบกลางอากาศก็ไม่ได้ ปีศาจหลายตนที่เห็นโอกาสจึงคว้ามันด้วยการะโขึ้น้าพร้อมกัน การโจมตีแรกที่เข้าถึงตัวเขาก่อนคือดาบใหญ่ที่พุ่งเข้ามาหวังจะแทงให้ตายด้วยการโจมตีแบบลวก ๆ แต่ชายหนุ่มก็ใช้ดาบใหญ่เล่มนั้นเป็ตัวขับเคลื่อนการคลื่อนไหวกลางอากาศที่ไม่มีทางทำได้ เขาใช้ดาบดำสะบัดดาบของปีศาจ จนเป็แรงพลักดันให้เขาทะยานขึ้นไปตรงหน้าของมัน
จีเนสม้วนตัวบนอากาศด้วยแรงพลักนั้น เพื่อให้ลำตัวขึ้นบนและห้อยหัวพรางใช้มือััไหล่ของปีศาจตนนั้น ออกแรงเบาๆ พลักให้ตัวเองพ้นจากอีกการโจมตีของปีศาจอีกตน ตอนนี้ไม่มีใครสามารถรู้ได้เลยว่าภายใต้แว่นตาสีดำนั้น ดวงตาของเด็กหนุ่มกำลังสั่นไหวอยู่รึเปล่า เพราะแว่นสีดำของเขาปิดกลั้นการมองเห็นจากศัตรูที่จะพยามมองเข้ามาในดวงตาเขาเพื่อข่มขู่
ชายหนุ่มหลบการโจมตีทางอากาศได้ทั้งหมด ก่อนจะล่วงลงมาประจันหน้ากับการโจมตีด้วยอาวุธพิศดารของปีศาจซึ่งลักษณะคล้ายกับดาบที่มีใบเลื่อย เขาใช้ดาบดำประกบกับดาบของปีศาจ และถลาลงมาด้วยการประคองดาบดำที่กำลังเสียดสีกับดาบศัตรู เสียงเคร้งงง! ของดาบที่เสียดสีกันดังยาว จนถึงตรงหน้าของอสูรตรงหน้า
นักดาบดำคอยสังเกตตลอดว่าใบหน้าของปีศาจที่เข้ามาโจมตีล้วนแล้วมีแต่ความบิดเบี้ยว มันเลยทำให้เขาสงสัยว่า เขาไปทำอะไรให้พวกมันเอาจริงได้ขนาดนี้
นักดาบดำที่มาอยู่ตรงหน้าของปีศาจกำด้ามดาบสีดำอย่างหนักแน่น ก่อนจะกัดฟันและโจมตีด้วยคมดาบแนวนอน ชั่วพริบตาต่อมาใบหน้าของปีศาจตนนั้นถูกผ่าเป็สองส่วน ชายหนุ่มตกลงมาถึงพื้นดินและด้วยแรงกระทบทำให้พื้นดินยุบลงพร้อมกับมีแรงดันลมกระจายออกเป็เกียว ก่อนจะบิดตัวเพื่อจะหันหลังในทันทีที่ถึงพื้นอย่างรวดเร็ว
ท่ามกลางปีศาจที่ลอยอยู่กลางอากาศอย่างเชื่องช้า ปีศาจนั้นรวดเร็วจริง แต่มันดูเชื่องช้าในสายตาของเขา เขาดันแว่นขึ้นพรางนึกคิดในใจอย่างเยือกเย็นในเซี่ยววินาทีนั้นว่าจะเอายังไงกับเ้าพวกนี้ดี จะให้ใช้การโจมตีรวดเดียวปิดฉากพร้อมกันทุกตัว หรือจะใช้การโจมตีแบบทีละตัวค่อย ๆ ฆ่าไป แต่สิ่งที่ชายหนุ่มคิดหนักที่สุดในวินาทีนั้นคือ…
จะใช้สกิลทักษะวิชาดาบแบบไหนปิดฉากการต่อสู้ดีหว่า?
เขาใช้เวลาคิดในเซี่ยววินาทีนั้น ก่อนที่ดาบจะเปร่งแสงสีฟ้า สกิลทักษะขั้นสูงของวิชาดาบมือเดียว ที่ใช้สำหรับการโจมตีเพียงครั้งเดียวสำหรับการจัดการกับศัตรูหนึ่งคน <คอลดินอล> ชายหนุ่มไม่ได้พูดท่าออกไปเขาะโพุ่งเข้าไปฟาดฟันกลางอากาศกับปีศาจนับสิบตนพวกนั้นเพียงไม่กี่วินาที ก็แวบไปโพล่บนอากาศสูงเหนือปีศาจทุกตน ชั่วพริบตาต่อมาสกิลดาบมือเดียวที่ใช้สำหรับการต่อสู้ปิดฉากศัตรูคนเดียว ก็จัดการกับปีศาจทั้งหมดในรวดเดียวด้วยระยะเวลาอันสั้น ร่างกายอสูรทุกตนแยกออกจากกัน ก่อนที่ชายหนุ่มจะตกลงถึงพื้นนิ่ม ๆ พร้อมตามมาด้วยร่างชิ้นส่วนของปีศาจที่แยกกระจายตกลงมาสู่พื้น
ปีศาจอีกสามตนที่ยืนมองแข็งทื่อถึงกับลั่นวาจาไม่ออก แต่ละตนเริ่มหน้าซีดและเหงื่อแตก พวกมันคิดว่าชายหนุ่มคงจะใช้วิธีการอะไรสักอย่าง เพราะมันมองไม่เห็นการโจมตีที่รวดเร็วของชายหนุ่มเลยสักนิด นักดาบดำหันกลับมามองพวกที่เหลือด้วยพร้อมใช้ปลายนิ้วดันแว่นลงต่ำกว่าสายตาเพื่อให้ปีศาจพวกนั้นเห็นแววตาที่สวยงามและเยือกเย็นของเขา วินาทีต่อมา ชายหนุ่มก็ควงดาบเล่นก่อนพุ่งวิ่งเข้าใส่ปีศาจอีกสามตนที่เหลือ ส่วนพวกมันเองก็จำใจสู้อย่างไม่ย้อมแพ้ ชายหนุ่มใช้ดาบฟาดฟันรายตัวอย่างใจเย็น หนึ่งตัว สองตัว และตัวสุดท้าย นักดาบดำใช้สกิลคอลดินอลอีกครั้ง พร้อมสะบัดดาบดำอย่างหนักหน่วงผ่าร่างของปีศาจตนนั้น
ตอนนี้ปีศาจทุกตนที่เป็กองสนับสนุนถูกเก็บเรียบไม่เหลือสักตนด้วยน้ำมือของชายในชุดสีดำสนิท เขาพ้นลมหายใจอย่างเบื่อหน่าย ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้
“อ้าวเฮ้ย! ลืมบอกชื่อไป”
นักดาบดำที่ลืมบอกนามไปถึงกับเซ็ง ทว่าทันใดนั้นเอง ใต้พื้นดินก็เกิดการสั่นะเือย่างผิดปกติ
“อุล่า ๆ แกทำให้ข้าแปลกใจกว่าทำไมพวกปีศาจถึงโดนจัดการง่ายดายขนาดนี้ ทั้งที่มีแค่แกคนเดียว?” คำพูดของอสูรตนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง
ปีศาจอีกตนปรากฎตัวด้วยการทะลวงพื้นดินขึ้นมา เศษดินและถนนทางเดินกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง เมื่อกี้มันคงจะอยู่ใต้ดินเพื่อสังเกตการณ์อยู่และตอนนี้มันก็โผล่ขึ้นมาเหนือพื้นดินแล้ว สัปประหลาดรูปร่างพิศดารอีกตัว สูง 2 ฟุต ลำตัวใหญ่โต ดวงตาสีแดงก่ำ มีเคี้ยวยาวโคร้งเหนือกว่าจมูก มีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกับหมูป่าสีดำสนิท มือขวาเป็เป็ัมีหกเขา มือซ้ายมีลักษณะคล้ายกับตุ่นปากเป็ด นั่นน่าจะช่วยในการมุดใต้ดิน ส่วนของหางเป็งูที่มีความยาวมากกว่า 2 เมตร รูปร่างโคตรจะแปลกประหลาด
จบ
----------------------------------