หลังจากเสร็จศึกที่เมืองเทียนเฉิงหวังหย่งเฝ้ารอการสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดีอยู่นานหลายเดือน แต่วิ่งเวลาเนิ่นนานไปเรื่องราวทุกอย่างยังคงเงียบสนิท ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้อีกเลย เรื่องนี้มันเป็นเพียงการพูดคุยส่วนตัวระหว่างเขากับรัชทายาทเท่านั้นหาได้มีหลักฐานใดๆ ยืนยันได้ว่า คำสัญญาของรัชทายาทจะมีอยู่จริง
แม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้างแต่หวังหย่งเชื่อเสมอว่า ไม่ช้าไม่นาน องค์รัชทายาทจะตามทำที่สัญญาไว้อย่างแน่นอนเวลานี้เขาทำได้เพียงแค่รออย่างมีความหวัง และมุ่งมั่นทำงานอย่างเต็มที่
ในขณะเดียวกันในช่วงนี้ ภายในแคว้นเหอฉีได้มีความเคลื่อนไหวหลายๆอย่าง มีการเคลื่อนย้ายกำลังพลบางส่วนไปประจำการที่เมืองเทียนเฉิงแม้ก่อนหน้านี้รัชทายาทจะมีความพยายามจะแต่งตั้งคนของตนเองไปประจำการที่นั่นแต่เพราะเกรงกลัวการต่อต้านจากชาวเมืองและกลุ่มขุนนางเก่าของเทียนเฉิงจึงได้ชะลอความคิดนี้ไว้ก่อน ทำได้เพียงส่งทหารบางส่วนไปเท่านั้น
การขาดหายไปของราชครูและอัครมหาเสนาบดีแทบจะไม่มีผลกระทบใดๆ กับกิจการบ้านเมืองในขณะนี้เลย นั่นก็เป็นเพราะว่า ที่ผ่านมานับตั้งแต่ที่รัชทายาทขึ้นว่าราชการ เขาก็ไม่เคยให้ความสำคัญกับสองท่านนี้อยู่แล้วเพียงแต่ว่า ในขณะนี้ ราชกิจทุกอย่าง ที่เป็นความประสงค์ของรัชทายาทจะไม่มีผู้คัดค้านอีกต่อไป ทุกอย่างสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว แม้แต่หวังหย่งก็ทำได้เพียงแค่ยืนนิ่งๆ เขาไม่เคยปริปากเสนอความคิดเห็นใดๆ มานานแล้ว
เมื่อรัชทายาทขึ้นมามีอำนาจอย่างเต็มที่กฎเกณฑ์บางอย่างที่เคยถือปฏิบัติเมื่อครั้งท่านอ๋องยังอยู่ก็ถูกผ่อนคลายลงไปด้วย โดยเฉพาะความเป็นส่วนตัวในตำหนักขององค์หญิงหนิงอันได้หายไปแล้วนับตั้งแต่วันที่รัชทายาทได้เสด็จมาเมื่อครั้งก่อน ทุกวันนี้ที่ตำหนักจะมีแขกเหรื่อแวะเวียนมาหาองค์หญิงไม่ขาดสายแม้พวกเขาเหล่านั้นจะเพียงบรรดาสตรีในวังที่ไม่ใช่บุรุษก็ตาม แต่นั่นก็เพียงพอที่ทำให้หวังหย่งรู้สึกได้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น แต่สิ่งนี้กลับทำให้องค์หญิงดูมีความสุขเมื่อมีเพื่อนแวะเวียนมาพูดคุย การได้พบปะผู้คนมากยิ่งขึ้นทำให้นางดูมีความสุขและสนุกไปกับการพูดคุยสนุกสนานตามประสาสตรีแต่ที่หวังหย่งอดเป็นห่วงไม่ได้และรู้สึกว่ามันผิดปกติ นั่นก็เพราะว่าแขกขาประจำที่แวะเวียนมาหาอยู่เสมอแทบจะทุกวัน นั่นก็คือ พระชายาเฟยหรง
เช้าวันนี้ในขณะที่หวังหย่งออกไปประชุมราชกิจเช่นทุกวันเขาสังเกตเห็นว่า พระชายาเฟยหรง เสด็จมาหาองค์หญิงหนิงอันตั้งแต่เช้าแม้เขาจะมีความกังวลอยู่บ้างแต่เพราะในตำหนักล้วนแต่เป็นคนของเขาที่ดูแลมาเป็นอย่างดีคงจะไม่มีความลับใดที่เขาไม่ล่วงรู้ และที่สำคัญ เขาไว้ใจองค์หญิงหนิงอันเสมอนางคงไม่ทำอะไรให้เขาต้องเสียใจอย่างแน่นอน
พระชายารีบเข้าไปในตำหนักในทันทีที่เห็นหวังหย่งออกไปแล้วนางรีบตรงเข้าไปหาองค์หญิงที่นั่งอยู่ที่ศาลากลางน้ำ
“นี่น้องเขยออกไปแล้วเหรอเสียดายจังพี่อุตส่าห์พาของอร่อยๆ มาฝากเขาโดยเฉพาะด้วยสิ”พระชายาแสร้งทำเป็นไม่รู้ แต่น้ำเสียงของนางใครฟังก็ดูออกว่าเสแสร้งอย่างชัดเจน
“ลำบากพี่สะใภ้แล้วท่านพี่เพิ่งออกไปเมื่อไม่นาน พี่สะใภ้วางไว้ที่นี่ก็ได้เดี๋ยวเขาก็กลับมา เก็บไว้ทานตอนเที่ยงก็ยังไม่สาย” องค์หญิงเบื่อเต็มทีแล้วกับการมาของพี่สะใภ้แต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้
“ไม่เป็นไรหรอก ถึงไม่มีเขาเจ้าก็ทานคนเดียวก็ได้ นี่ของอร่อยๆ ทั้งนั้น”
“ไม่หรอก ข้าอิ่มแล้วไม่อยากทานอะไรมาก ช่วงนี้ท้องไส้ไม่ค่อยดีอยู่ด้วย อีกอย่าง พี่สะใภ้ทำมาเพื่อเขาแล้วข้าจะต้องรอทานพร้อมเขาจะดีกว่า”
“งั้นก็ไม่เป็นไร แต่อย่าหาว่าพี่สะใภ้ล่วงเกินพวกเจ้าเลยพวกเจ้าแต่งงานกันมาก็นานแล้ว ยังไม่มีทายาทเลยสักคนทั้งหมดนี้เป็นของบำรุงร่างกายพวกเจ้าทั้งนั้น รีบๆ มีทายาทได้แล้ว เข้าใจมั้ย”
“พี่สะใภ้ว่าแต่ข้า แล้วท่านละอยู่กันมาก่อนข้าอีก ก็ยังไม่มีเหมือนกันข้าว่าท่านน่าจะเก็บไว้กินเองจะดีกว่านะ”
“โอ้ยย เจ้านี่ดื้อจริงๆมันไม่ใช่แบบนั้น ของข้านี้ พวกเรายังไม่อยากจะมี เสด็จพี่ทรงงานหนักมากจนกลัวว่าจะไม่มีเวลาได้เลี้ยงลูก รอเวลาให้บ้านเมืองสงบกว่านี้รับรองข้าจะรีบมีลูกทันที ห่วงแต่พวกเจ้าเถอะ ทำไมป่านนี้ยังไม่มีเพราะพวกเจ้าทั้งสองไม่แข็งแรง ข้าอดเป็นห่วงเจ้าไม่ได้จึงต้องทำของบำรุงมาให้เจ้าไงล่ะ”
“เหมยลี่ เอาไปเก็บในครัว”องค์หญิงเรียกเด็กรับใช้ให้มายกของออกไป “หม่อมฉันจะรอทานพร้อมท่านพี่ พี่สะใภ้ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเราสองคนสุขภาพแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาใดๆ เลยจริงๆพี่สะใภ้ไม่ต้องพาของบำรุงมาให้ข้าก็ได้”
“อย่าลืมบอกหวังหย่งให้ทานให้หมดด้วยละ” พระชายายังพยายามคาดคั้นให้องค์หญิงทานให้ได้ “นี่เจ้าทั้งสองคนยังรักกันดีอยู่ใช่มั้ย” จู่พระชายาก็ถามคำถามนี้ขึ้นมาลอยๆทำเอาองค์หญิงหน้าชาไปเหมือนกัน
“พี่สะใภ้พูดอะไรเช่นนี้” องค์หญิงเริ่มไม่พอใจกับคำถามที่พระชายาถามขึ้นมา
“ไม่ใช่แบบนั้นพี่สะใภ้ก็ถามไปเช่นนั้นแหละ เห็นคนเขาพูดกันมา” พระชายาพยายามแสดงละครต่อไป
“ใครพูดอะไรที่ไหน”
“ไม่มีอะไรหรอก ไม่มีจริงๆพี่ก็พูดไปงั้นแหละ”
“พี่สะใภ้บอกข้ามาเดี๋ยวนี้นะว่าคนเขาลืออะไรกัน”
“จะดีเหรอ” พระชายาแสร้งทำเป็นลังเลเหมือนไม่อยากจะพูดแต่ที่จริงนางพร้อมละหลุดปากออกมาแล้ว
“พี่สะใภ้บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ”องค์หญิงเริ่มทนไม่ได้กับท่าทีเล่นตัวของนางแล้ว
“คือ...” นางทำท่าอิดออดลังเล หันมามององค์หญิงด้วยหางตาก่อนจะพูดต่อไป “ก็คนเขาพูดกันว่าพวกเจ้าทั้งสองแต่งงานกันนานแล้ว ยังไม่มีทายาท เช่นนั้นไม่มีใครคนใดคนหนึ่งต้องผิดปกติ แต่เจ้าก็บอกว่า พวกเจ้าทั้งสองคนสุขภาพยังดีอยู่เช่นนั้น ข้าเกรงว่า พวกเจ้าอาจจะไม่ได้รักกันจริง คนเขาลือกันว่าการแต่งงานของพวกเจ้านั้น เป็นการแต่งงานที่พระราชทานมาโดยฮ่องเต้โดยที่พวกเจ้าทั้งสองคนก็ไม่รู้จักมักคุ้นกันมาก่อน เมื่อคนไม่ได้รักกันมาอยู่ด้วยกันก็ยากจะลงเอยกันได้ ที่สำคัญ พวกเจ้าทั้งสองไม่เคยไปไหนมาไหนด้วยกันเลยต่างจากหวังหย่ง ที่เขามักจะออกไปไหนมาไหนคนเดียวบ่อยๆไม่รู้ว่าเค้าแอบไปมีใครที่ไหนหรือเปล่า” พระชายาค่อยๆ ทำเสียงให้เบาลง ก่อนที่เสียงจะค่อยๆ หายไป นางค่อยๆหันมามององค์หญิง หวังว่าจะเห็นสีหน้าที่วิตกกังวลไปบ้าง แต่กลับไม่เป็นไปตามนั้นองค์หญิงกลับหัวเราะเสียงดังกับคำพูดของนาง
“ใครกันที่ช่างสร้างเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาน้องอยากรู้เหลือเกินว่า ที่พี่สะใภ้พูดมาเพราะมีคนเขาพูดหรือพี่สะใภ้คิดเอาเอง” องค์หญิงจ้องหน้าพระชายาไม่กระพริบตาเหมือนกำลังจะเฟ้นหาคำตอบ ก่อนที่องค์หญิงจะเปลี่ยนท่าทีไป “บางทีน้องเองก็สงสัยว่าแต่พี่สะใภ้ได้ยินอะไรมาเหรอ บอกน้องมาสิ”
“ไม่มีหรอก ทุกคนแค่สงสัยกันหากว่าพวกเจ้าอยู่กันไม่มีความสุข พวกเราทุกคนก็เป็นห่วงเจ้าเจ้าไม่เคยออกไปไหนมาไหน หากอยู่แต่ในตำหนักเช่นนี้ เจ้าก็ควรจะมีความสุขกับมันบ้างไม่ใช่นั่งเศร้าทนทุกข์อยู่คนเดียวเช่นนี้ทุกวี่วัน”
“พี่สะใภ้จะให้ข้าทำเช่นไรกันข้าเป็นสตรี จะทำเช่นไรได้ นอกจากจำใจอยู่อย่างนี้” องค์หญิงแสร้งทำเป็นน้อยใจ เพื่อรอดูท่าที่ของพระชายาว่าจะมาไม้ไหนกันแน่
“ชีวิตผู้หญิงเราก็ลำบากแบบนี้แหละจะหาคู่ครองสักที ก็ต้องรอให้ผู้อื่นเลือกให้ หากไม่ถูกใจ ก็ต้องทนทุกข์ไปจนวันตายสู้เป็นม่ายอยู่ตัวคนเดียวยังจะดีกว่า เจ้าว่าจริงมั้ย” พระชายาพยายามทำน้ำเสียงเศร้าๆ ประชดประชันหวังจะให้องค์หญิงคล้อยตาม
“ข้าไม่ยอมเป็นม่ายไปจนวันตายหรอกหามิได้แล้ว ข้าก็คงจะต้องมีใครสักคน แต่ใครกันละที่จะมาสนใจหญิงม่าย ในเมื่อสาวๆสวยๆ มีอยู่เยอะแยะ” องค์หญิงเริ่มคล้อยตามกับพระชายา
“เจ้าคือองค์หญิงผู้สูงศักดิ์แถมกิริยามารยาทยังดีงาม มีหรือที่จะไม่มีคนสนใจ”
“เป็นหญิงสองผัวคงจะถูกครหาไปจนวันตาย” องค์หญิงพยายามเล่นตามน้ำไปให้สุด
“ในอดีตก็มีเยอะแยะไป อีกอย่างเจ้าอยู่แต่ในตำหนักเช่นนี้ จะยากอะไร หากต้องการที่จะแต่งงานใหม่”พระชายารู้ดีว่า ในตอนนี้องค์หญิงเริ่มคล้อยตามนางแล้ว
“แต่ใครกันจะมาสนใจคนอย่างข้า”
พระชายาขยับเข้ามาเข้าใกล้องค์หญิงจนตัวชิดติดกันก่อนที่นางจะกระซิบข้างหูองค์หญิง “พี่รู้มาว่า หลี่ซือหมายปองเจ้ามานานแล้วและเขาก็ไม่รังเกียจในตัวเจ้าแม้แต่น้อย”
“แล้วหวังหย่งของข้าละ จะทำอย่างไร”
“ขอแค่เจ้ารับปากทุกอย่างพี่สะใภ้จัดการได้”
“งั้นข้าขอคิดดูก่อนนะ”
องค์หญิงเริ่มมีท่าทีลังมากยิ่งขึ้นเมื่อได้ยินข้อเสนอของพระชายาส่วนอีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าองค์หญิงเริ่มคิดมากแล้ว นางก็รีบขอตัวกลับไปก่อนปล่อยให้องค์หญิงนั่งคิดอยู่คนเดียวตรงนั้น
องค์หญิงนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำไปสักพักเหมือนจะรออะไรบางอย่าง ก่อนที่นางจะรีบวิ่งกลับไปเข้าไปในครัว
“เหมยลี่ เจ้าอยู่นี่ออกมานี่เร็ว” องค์หญิงตะโกนเรียกเด็กรับใช้ให้ออกมา
“อยู่นี่เพค่ะองค์หญิงต้องการอะไรหรือเพค่ะ”
“อาหารที่พี่สะใภ้นำมาเจ้าเอาไปไว้ที่ไหน รีบยกออกมาเดี๋ยวนี้”
“องค์หญิงหิวแล้วเหรอเพค่ะยังไม่เที่ยงเลยนะ งั้นรอเดี๋ยวหม่อมฉันจะไปยกมาให้” เหมยลี่หายกลับเข้าไปในครัวพร้อมยกสำรับอาหารที่พระชายานำมามา ยกมาวางไว้บนโต๊ะ
“เจ้ารีบไปตามหมอหลวงมาสักคนเอาคนที่ไว้ใจได้ที่สุด ถ้าจะให้ดีเจ้าเลือกคนที่มามาจากสำนักไฉ่หงเจ้ารีบตามเขามาเดี๋ยวนี้เลย”
“องค์หญิงเป็นอะไรไปเพคะ ถึงให้หม่อมฉันรีบไปตามหมอหลวงมาด่วนๆเช่นนี้”
“เจ้าไม่ต้องถามมาก รีบไปตามหมอหลวงมาเร็ว”
“เพค่ะ” เหมยลี่รีบวิ่งออกไปตามคำสั่งขององค์หญิงในทันที
หมอหลวงทำการตรวจอาหารที่อยู่บนโต๊ะเขาทำซ้ำๆ หลายรอบ บางครั้งก็พยักหน้าอย่างเข้าใจบางครั้งก็ทำหน้าสงสัยเหมือนไม่รู้อะไรเลย
“เป็นอย่างไรบ้างค่ะหมอ” องค์หญิงหนิงอันอดทนไม่ไหวต้องถามขึ้นมา
“ทูลองค์หญิงหม่อมฉันก็ไม่แน่ชัดว่ามันเป็นอะไรกันแน่แต่ดูเหมือนว่าในอาหารนี้จะมีส่วนผสมพิเศษอยู่มันเหมือนเป็นยาบำรุงสำหรับสตรีที่ต้องการจะตั้งครรภ์ แต่ว่า...”
“แต่ว่าอะไร หมอรีบบอกมาเลย” เหมยลี่คาดคั้นให้หมอรีบๆ พูดออกมา
“ที่ข้ายังไม่มั่นใจ นั่นก็เพราะว่ายาชนิดนี้ มันช่วยบำรุงร่างกายสตรีก็จริง แต่มันกลับเป็นโทษหากบุรุษได้ทานเข้าไปที่สำคัญ หากทานเข้าไปมากๆ ข้าเกรงว่า อาจจะมีภัยถึงชีวิต ทางที่ดีหม่อมฉันว่าองค์หญิงอย่าทานเลย หากต้องการยาบำรุงจริงๆ หม่อมฉันจะจัดชุดยาอย่างดีมาให้ดีกว่า”
“ขอบใจท่านหมอหมอมากท่านกลับไปได้แล้ว แล้วห้ามนำเรื่องนี้ไปพูดกับใครเด็ดขาด เข้าใจมั้ย” องค์หญิงกำชับกับหมออย่างหนักแน่นก่อนจะให้เหมยลี่นำตัวหมอคนนี้ออกไป
หมอหลวงเดินตามเหมยลี่ออกไปแบบงงๆ
เหมยลี่รีบกลับมาหาองค์หญิงทันทีที่ส่งหมอออกไปแล้วนางร้อนใจกระวนกระวาย อยากรู้ความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เจ้าไม่เห็นความผิดปกติในช่วงนี้หรือ”องค์หญิงถามกลับไปเมื่อเหมยลี่อยากรู้ความจริง
“ทุกอย่าปกติดีนิเพค่ะ”
“จะปกติได้อย่างไรในเมื่อทุกวันนี้ตำหนักของเราไม่ได้เป็นส่วนตัวอีกแล้ว”
“องค์หญิงกำลังจะบอกว่า มีคนแอบเข้ามาลอบวางยาพิษในตำหนักนี้เหรอเพค่ะ”
“ไม่ต้องแอบหรอกเขาเดินเข้ามาอย่างเปิดเผยนี่แหละ”
“ใครกันที่ช่างกล้านักแต่คนที่มาในช่วงนี้ก็ล้วนแต่เป็นพระสหายขององค์หญิง แล้วก็พระชายา” เหมยลี่หยุดอยู่แค่นั้นก็จะทำสีหน้าตกใจ “หรือจะเป็นพระชายา”
องค์หญิงไม่ตอบได้แต่ถอนหายใจเสียงดัง ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างเคียดแค้น “ข้าแปลกใจอยู่แล้วว่าทำไมช่วงนี้นางจึงมาที่นี่บ่อยๆ แถมมีของฝากติดไม้ติดมือมาตลอด คนอย่างนางจะทำอะไรอะไรต้องมีแผนการอยู่แล้ว ดีที่เราไม่เคยหลงกลกินของที่นางนำมาฝากเลยไม่เช่นนั้นข้าเกรงว่า ป่านนี้ ท่านพี่คงจะมีอันเป็นไปไปแล้ว”
“แต่ทำไมพระชายาจึงต้องทำเช่นนี้ด้วย”เหมยลี่ยังสงสัยไม่หาย
“สักวันเจ้าจะรู้เอง”องค์หญิงกัดฟันตอบออกไป ตอนนนี้อารมณ์ขององค์หญิงพุ่งสูงปรี้ดนางโกรธมากที่พี่สะใภ้ทำกับคนรักของนางเช่นนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่องค์หญิงจะไม่ยอมให้มีใครมาทำร้ายหวังหย่งได้เป็นอันขาด แม้คนๆนั้นจะเป็นเสด็จพี่ของนางก็ตาม