บทที่1
ทะลุมิติ
เสียงล้อรถม้าลากครูดบดกับผืนดินแข็งแตกระแหงของทุ่งร้างอันแห้งแล้งเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้าราวกับไม่อาจฝืนแรงแดดที่แผดเผาจากฟากฟ้าเสียงกีบเท้าของอาชานับสิบดังแ่เป็จังหวะราวกับเสียงกระซิบแห่งการเดินทางที่ไร้จุดหมาย
ขบวนรถม้าเคลื่อนไปกลางทะเลทรายสีทองอันเวิ้งว้างแสงตะวันตกสะท้อนลงบนผืนทรายและพื้นหินร้าวกระจาย กลายเป็ภาพสะท้อนวูบไหวในม่านอากาศร้อนรุนแรงโดยรอบ
รอบขบวนรถม้าประมาณห้าหกคันมีชายร่างกำยำมากกว่าร้อยคนในอาภรณ์นักเดินทางและชุดเกราะเหล็กสีดำหม่นบางคนมีดาบยาวคล้องหลัง บางคนถือทวนหรือคันธนู คอยมองซ้ายขวาอย่างระแวดระวังทุกย่างก้าวของพวกเขาเต็มไปด้วยความระมัดระวังราวกับคุ้นชินกับกลิ่นคาวเืและเงาหายนะที่อาจซ่อนอยู่ในคลื่นทรายเบื้องหน้า
ในรถม้าคันหนึ่งที่อยู่กึ่งกลางขบวนด้านในถูกคลุมด้วยผ้าหนาเพื่อกันแดดแต่กลับอบอ้าวยิ่งกว่าภายนอกหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่กลางเบาะไม้ขัดม่านบางปลิวไหวตามแรงลมร้อนเผยให้เห็นร่างในชุดอาภรณ์สีขาวเรียบง่ายผ้าฝ้ายธรรมดาไม่มีลวดลาย ริมชายเสื้อเปื้อนฝุ่นและคราบเหงื่อจากการเดินทางไกล
นางมีเรือนผมยาวที่ถูกเกล้ามวยอย่างหลวมๆ ใบหน้าอ่อนเยาว์งดงามราวหยกธรรมชาติ ยามนี้กลับซีดเผือดจนแทบไม่มีสีเืดวงตากลมโตเบิกกว้างอย่างตื่นตระหนก มือเรียวทั้งสองข้างยกขึ้นกุมศีรษะของตนเองด้วยท่าทางสั่นไหวราวกับโลกที่นางรู้จักได้พังทลายลงในพริบตา
ความงุนงง สับสนและหวาดหวั่นปะปนกันอยู่ในดวงตาคู่นั้นความคิดพัลวันไหลเวียนราวกระแสน้ำเชี่ยวในอกที่กำลังว่างเปล่า
“...นี่…มันอะไรกัน...”เสียงพึมพำแ่เบาหลุดจากริมฝีปากที่แห้งผากของนางไม่แน่ใจว่ากำลังถามตนเองหรือเพียงแค่พยายามยืนยันว่าเื่ทั้งหมดนี้...มิใช่ความฝัน
สตรีผู้นี้มีนามว่า เซี่ยอันอวี่ แต่ว่าตอนนี้ผู้ที่อยู่ภายในร่างกายนี้กลับไม่ใช่เซี่ยอันอวี่
แต่นางเป็ดวงิญญาจากอีกโลกนึงแล้วทำไมนางถึงมาอยู่ภายในร่างกายนี้แล้วมาอยู่ที่สถานที่แห่งนี้ได้นางเองก็ไม่รู้เหมือนกัน
ในตอนแรกนางกำลังนั่งทำงานอยู่ภายในห้องทำงานของตนเองนางเป็วิศวกรสถาปนิกชื่อดังเป็นักออกแบบที่มีชื่อเสียง แต่ในขณะที่กำลังนั่งทำงานอยู่ภายในห้องทำงานของตัวเองอยู่ๆร่างกายก็รู้สึกชาั้แ่หัวจรดเท้าในตอนนั้นนางรู้สึกว่าตนเองกำลังจะตายแล้ว
ในขณะที่ภาพการมองเห็นกำลังดับวูบนางเต็มไปด้วยความรู้สึกเสียใจเป็เพราะว่านางทำงานั้แ่เด็กจนโตความรักสักครั้งก็ยังไม่มีแม้แต่แต่งงานก็ยังไม่ได้แต่งออกเดทกับแฟนเองก็ยังไม่เคยมีสักครั้ง
เพราะแบบนั้นตัวของนางเลยคิดว่าตนเองนั้นไม่อยากตายแต่แล้วทัศนียภาพการมองเห็นทั้งหมดของนางก็ดับวูบลงั้แ่ในตอนนั้น
และหลังจากที่ทัศนียภาพการมองเห็นทางพวกลงเมื่อนางรู้สึกตัวอีกทีก็มาอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้แล้ว
ในตอนนี้ผ่านมาราวหนึ่งชั่วโมงแล้วที่นำพยายามทบทวนเกี่ยวกับเื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น
แต่ว่าสิ่งที่น่าประหลาดก็คือหลังจากที่มาปรากฏตัวอยู่ภายในโลกใบนี้มาอยู่ภายในร่างของเซี่ยอันอวี่ความทรงจำมากมายั้แ่เด็กยันโตเริ่มค่อยๆหลั่งไหลเข้ามาภายในหัวของนางทำให้นางได้เรียนรู้เกี่ยวกับเื่ราวชีวิตของเซี่ยอันอวี่มากขึ้นเรื่อยๆมันเหมือนกับการหลอมรวมความทรงจำ
กลับกลายเป็ว่านางกลายเป็เซี่ยอันอวี่ไปซะอย่างงั้น
แล้วการหลอมรวมความทรงจำนี้ทำให้นางนั้นได้รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมือนกับโลกที่นางจากมาเลยแม้แต่น้อย
พูดให้ถูกมันเหมือนกับยุคโบราณมากกว่าทั้งเครื่องแต่งกายสวมใส่วัฒนธรรมทุกอย่างเหมือนกันหมดเพียงแต่ว่าในโลกใบนี้มันมีสิ่งที่แตกต่างอยู่เช่นเดียวกัน
โลกใบนี้เป็โลกที่มีวัฒนธรรมเหมือนกับในยุคโบราณอย่างเช่นพวกราชวงศ์มีเชื้อพระวงศ์มีผู้ปกครองแคว้นมีดินแดนต่างๆอารยธรรมเหมือนกับในยุคโบราณไม่มีผิดราวกับย้อนกลับไปในยุคราชวงศ์ในโลกนี้ไม่มีวิทยาศาสตร์แต่ว่ามันมีสิ่งหนึ่งที่ทำให้นางนั้นรู้สึกใ
นั่นก็คือสิ่งที่เรียกว่าพลังวิเศษไม่สิในโลกนี้ผู้คนจะเรียกมันว่าพลังิญญา
ในบรรดาคนมากมายภายในโลกใบนี้มีผู้คนที่สามารถกลายเป็ผู้ฝึกพลังได้อยู่ตัวของนางรู้สึกเหมือนว่าตนเองนั้นเข้ามาอยู่ในโลกแฟนตาซีอะไรก็ไม่รู้ที่มันแบบเกินความเป็จริงไปมาก
เพราะแบบนั้นในตอนนี้ภายในหัวของนางเลยเต็มไปด้วยความสับสน
นอกจากไอ้พวกผู้ฝึกพลังบ้าบออะไรนั่นมันเองก็ยังมีหนึ่งสิ่งที่มันทำให้นานนั้นรู้สึกจำใจจริงๆ
นั่นก็คือเกี่ยวกับเื่ของตัวตนอย่างเซี่ยอันอวี่เซี่ยอันอวี่เป็ลูกของอนุภรรยาของขุนนางใหญ่ภายในราชวงศ์ต้าหลิงนั้นก็คือตระกูลเซี่ย
ในฐานะบุตรคนหนึ่งของใต้เท้าขุนนางใหญ่ควรจะมีชีวิตที่สุขสบายแต่แน่นอนว่าภายในชีวิตของเซี่ยอันอวี่ไม่ได้ราบรื่นแบบนั้น
มารดาของเซี่ยอันอวี่จากไปเร็วมากเลยทำให้นางต้องอยู่ตัวคนเดียวภายในจวนแห่งนั้นแล้วก็ทำให้นางนั้นมาั้แ่ยังเด็ก
เพราะแบบนั้นจึงกลายเป็เหมือนกับบุตรสาวที่ไม่ได้รับการโปรดปรานภายในจวนเซี่ยอันอวี่ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากภายในจวนแห่งนั้นเติบโตมาเรื่อยๆจนเข้าสู่่วัยสิบเก้า
และแล้วมันเองก็เกิดเื่ใหญ่เื่หนึ่งขึ้นมา
เซี่ยอันอวี่จำเป็จะต้องออกเรือน เพราะว่าอายุนั้นถึงเกณฑ์แล้วเพียงแต่ว่าความโชคร้ายมันก็อยู่ตรงที่ว่านางต้องออกเรือนมากับคนผู้หนึ่ง
คนผู้นี้คือหนึ่งในแม่ทัพใหญ่ของราชวงศ์ต้าหลิงอีกฝ่ายคือแม่ทัพใหญ่ผู้ที่สามารถทำศึกชนะแล้วก็ได้รับรางวัลจากราชวงศ์
แต่ว่ารางวัลที่ได้รับมันคือดินแดนที่แห้งแล้งที่ตั้งอยู่ทางด้านตอนเหนือของราชวงศ์สถานที่แห่งนั้นถูกเรียกว่าสถานที่แห่งความตาย ฮั่วโจว
พูดให้ถูกก็คือแม่ทัพผู้นี้เก่งกาจเกินไปขุนนางภายในราชสำนักเลยพากันรังเกียจเกรงกลัวว่าอีกฝ่ายจะโดดเด่นมากขึ้นเรื่อยๆจนล้ำหน้าเหล่าบุตรชายของตนเอง
เลยทำให้พวกขุนนางหลายฝ่ายในราชสำนักเป่าหูองค์ฮ่องเต้แล้วก็ทำให้มอบดินแดนแห่งนี้ให้กับแม่ทัพผู้นี้
กลายเป็ว่าอีกฝ่ายต้องมาอยู่ที่ดินแดนทางเหนือที่รกร้างจนเป็ดินแดนที่ถูกเรียกว่าดินแดนไร้ชีวิต
พูดง่ายๆก็คือถูกเนรเทศซึ่งหนึ่งในรางวัลที่ราชวงศ์ประทานให้ก็คือการอภิเษกสมรสพระราชทานซึ่งหนึ่งในตระกูลขุนนางที่ถูกรับเลือกก็คือตระกูลเซี่ยที่เป็ตระกูลขุนนางเก่าแก่
แล้วความโชคร้ายก็คือนางที่เป็บุตรสาวที่ไม่ถูกโปรดปรานที่สุดก็โดนขับไล่ออกมาให้แต่งงานกับบุรุษผู้นั้นแล้วก็โดนเนรเทศมาทางเหนือด้วยกัน
นี่คือความโชคร้ายของเซี่ยอันอวี่
เสียงถอนหายใจของเซี่ยอันอวี่ดังขึ้นภายในรถม้าที่โดดเดี่ยว “เฮ้อ ช่วยไม่ได้ ทำอย่างไรได้ ท่ามกลางความโชคร้ายก็ยังมีความโชคดีอยู่”
นางอยากจะมองในแง่ดีเอาไว้ท่ามกลางความโชคร้ายมากมาย มันเองยังมีเื่ดีๆอยู่เช่นเดียวกันนั่นก็คือบุรุษที่นามแต่งงานด้วยแม่ทัพผู้นั้นอีกฝ่ายหล่อเหลามากแม้ว่าร่างกายจะบอบบางไปเล็กน้อยแต่ว่าสูงพร้อมใบหน้าหล่อเหลาผิวขาวเมื่อลองนึกย้อนถึงภายในความทรงจำของเซี่ยอันอวี่ก็ยังจำได้ว่าอีกฝ่ายนั้นถือว่าเป็บุรุษที่รูปงามมากแม้แต่ยุคสมัยของนางคนผู้นี้ก็ต้องถือว่าเป็ระดับดาราระดับแนวหน้าอย่างแน่นอน
ขณะที่กำลังนั่งคิดเกี่ยวกับเื่พวกนี้อยู่อยู่ๆรถม้าที่กำลังเคลื่อนที่เองก็หยุดลงพร้อมกับเสียงของพืชที่อยู่บริเวณด้านนอกดังขึ้น
“ถึงเมืองแล้วขอรับ!!”
“ฮูหยินลงมาได้แล้วขอรับ”
เซี่ยอันอวี่เหมือนกับโดนปลุกออกมาจากความฝันนางค่อยๆลุกขึ้นก่อนที่จะก้าวลงไปจากรถม้า
แล้วนั่นเองก็ทำให้นางพบเห็นสถานที่ที่นางเดินทางมาถึง