ไม่นาน ทุกคนเดินตามทางเดินพื้นหินมาถึงสวนดอกไม้ด้านหลัง
เป็นเวลาพอดีกับแดดที่แผดเผา เดิมสวนดอกไม้ด้านหลังที่ควรจะแสบร้อนทนไม่ได้กลับเย็นสดชื่นทำให้คนสบายใจ
ที่นี่เหล่าดอกไม้สีสันสดใส ร่มไม้เป็นทางเดิน
ใจกลางสวนดอกไม้มีสระน้ำ น้ำไหลเวียนวน ปลาคาร์ปแหวกว่าย ดอกบัวปลูกไว้ ลมเบาพัดผ่านช้า ๆ ดอกบัวสีชมพูอ่อนผลิบานอย่างน่ารักสวยงามท่ามกลางใบสีเขียวที่สูงต่ำไม่เท่ากัน ราวกับสาวงามผู้เหนียมอายที่ร่ายรำขับร้องเพลงเบา ๆ กลางสายลม เป็นบทกวีภาพวาดชั่วพริบตา
กลางสระน้ำมีศาลาเล็ก ๆ ไปถึงได้โดยพายเรือเล็กออกไปเท่านั้น
ผู้โดยสารบนเรือมิใช่บุรุษร่างกำยำ กลับเป็นสาวน้อยวัยแรกแย้มสวมชุดสีเขียวคราม
นั่งอยู่ขอบเรือ ผ่านใบบัวสีเขียวก็เห็นราง ๆ ว่ามีบุคคลสองคนอยู่บนศาลา
คนหนึ่งบรรเลงพิณ คนหนึ่งดื่มชา
สายพิณเริ่มบรรเลง กาลเวลาผันเปลี่ยน ทิวทัศน์งดงามสาดกระเซ็น ดั่งเช่นเวลาผันผ่านอย่างรวดเร็ว
เลือกดีดบรรเลง เสียงพิณบริสุทธิ์ ไร้ความปรารถนา ไร้ความแสวงหา เฉกเช่นเสียงสวดมนต์
หากได้ยินเช้า เย็นค่ำจากไปอย่างตาหลับ เสียงบรรเลงพิณนี้ก็เช่นกัน
กลิ่นชาหอมอบอวลไปตามเสียงเพลงที่ลอยมาเป็นระลอก ทำให้ผู้คนคล้ายกับร่างอยู่ในดินแดนแห่งความสุข จิตใจไม่อยากกลับมายังโลกธรรมดาอีก แค่อยากนอนอยู่บนเรือน้อยลำนี้ ลอยละล่องอยู่ระหว่างสายน้ำและใบบัว
ผู้ดื่มชาสวมชุดสีน้ำเงิน เอียงพิงอยู่ที่ต้นเสา มือหนึ่งถือถ้วยหยกสีขาววางบนขาที่โค้ง หรี่ดวงตาที่เรียวยาว ริมฝีปากยกยิ้มอ่อนอย่างเกียจคร้าน มิต้องเอ่ยคำใด สง่าผ่าเผยในตนเอง ช่างเป็นคนอบอุ่นอ่อนโยน ท่านชายผู้มีเพียงหนึ่งเดียวไม่มีสอง
ผู้บรรเลงพิณนั่งคุกเข่าอยู่บนพรม ก้มหน้าเล็กน้อย ตกอยู่ในภวังค์โลกแห่งเสียงพิณที่ตนสร้าง มองเห็นแค่หน้าผากใสสะอาดและเส้นผมนุ่มลื่นดกดำ ถึงกระนั้น ก็ให้ความรู้สึกอิสระต่างไปจากผู้อื่น
รอสายพิณเส้นสุดท้ายตกลง ทว่าผู้ดีดพิณจิตใจยังไม่กลับมาเป็นเวลานาน คล้ายกับติดอยู่ในเสียงพิณของตนเองอย่างมิอาจถอนตัว
จนกระทั่งถังเหลาเหย่ส่งเสียงชื่นชมดัง ๆ ซ้ำ ๆ ถึงทำให้ทุกคนได้สติ
สองมือของผู้นั้นแตะสายพิณเบา ๆ ค่อย ๆ เงยศีรษะขึ้นมา
ที่เรียกว่าเหลือบมองดึงดูดผู้คน ความรู้สึกที่หยั่งรากลึกลง ล้วนเป็นเช่นนี้เอง
ใบหน้าของคนผู้นั้นราวกับหยก กลิ่นดั่งดอกกล้วยไม้ ดวงตาเฉกเช่นน้ำใสงดงาม ระลอกคลื่นที่กระเพื่อมเล็กน้อยแบกรับความอ้างว้าง ริมฝีปากสีส้มอ่อน คล้ายเป็นดอกไม้ใต้น้ำ แสงจันทร์สะท้อนกระจก ไม่ว่าใครก็สามารถจินตนาการความอ่อนนุ่มที่นำกลีบดอกไม้มาบดขยี้ระหว่างนิ้ว แต่กลับไม่มีทางตักแสงจันทร์สะท้อนดอกไม้ใต้น้ำนี้ได้
สายลมเบาเริ่มพัดมา แขนเสื้อไกวตามลม ไม่เลอะเปื้อนละอองฝุ่น
ผู้ที่สง่าผ่าเผย ส่องแสงเจิดจ้างดงามนั้นก็คือ ฮัวชิงหร่าน
แต่คนธรรมดาที่เคยพบฮัวชิงหร่าน ส่วนใหญ่ล้วนเกิดความรู้สึกเช่นนี้ ‘เกิดมานี้ช่างโชคดี สามารถได้พบคนที่เป็นเซียนลงมาจุติเช่นนี้’
หากรับรู้ได้ถึงความรู้สึกในใจผู้อื่น ลวี่เยาในตอนนี้ที่เป็นหูเหยียนซึ่งอยู่ฝ่ายตรงข้ามต้องหัวเราะเยาะ กล่าว ‘คนผู้นี้คือเซียนลงมาจุติ? ก็แค่คนธรรมดาที่ถูกเหล่าอี๊เคยพานอนร่วมเตียง’
ถังเหลาเหย่มิใช่นักกวี รู้สึกเพียงว่าฮัวชิงหร่านดูดีเหมือนกับเซียนไม่มีผิด บุตรสาวคนโตของบ้านตน ถังโยว กลัวว่าจะเป็นหวังลม ๆ แล้ง ๆ เสียแล้ว แต่ถังเฉียนบุตรสาวคนเล็กกลับพอใช้ได้อยู่บ้าง มิใช่ว่าเขาชมเองเออเอง อำเภอลิ้วเหอแห่งนี้ต้องการหาสาวน้อยที่ดูดีไปกว่าบุตรสาวของบ้านตนกลัวว่าไม่ง่ายเลย
ถังเหลาเหย่เร่งให้สาวน้อยพายเรือเร็วขึ้น หลังจากนั้นร่างที่หนักอึ้งก็ยกเท้าสูงก้าวขึ้นฝั่ง หากรู้ว่าเขาไม่เป็นวิทยายุทธ คงสงสัยแน่ว่าเขาคือผู้มีทักษะตัวเบาที่ซ่อนตนเมื่อยี่สิบปีก่อน
ผู้โดยสารเรือลำเดียวกับถังเหลาเหย่คือถังโยว ส่วนถังเฉียนนำเสี่ยวหรูและลวี่เยานั่งเรืออีกลำหนึ่ง
ทุกคนค่อย ๆ ทยอยเทียบฝั่ง เหยียบขึ้นบนศาลาเล็ก สาวน้อยพายเรือเหนื่อยจนไหล่สองข้างสั่น ทว่าแผ่นหลังยังตั้งตรง แสร้งทำท่าสง่างาม อมยิ้มนำตัวเองเข้าสู่พุ่มดอกบัว
ถังเหลาเหย่เดิมอยากก้าวยาว ๆ ไปให้ถึงด้านหน้าฮัวชิงหร่าน แต่เท้ากลับไม่ฟังเสียงร่ำร้อง เปลี่ยนเป็นระมัดระวัง คล้ายกับหากทำเสียงดังก็จะเป็นการไม่เคารพ
ในใจถังเหลาเหย่ถุยน้ำลายกับตัวเองทีหนึ่ง หลังจากนั้นฉีกยิ้มบนหน้า ออกเสียงเรียกไปทางชวีหนานอีคำหนึ่ง “ใต้เท้า” ประสานมือคารวะ หันไปทางฮัวชิงหร่านออกเสียงเรียก “ท่านหลานชาย” พร้อมกล่าวชื่นชมต่อ “การดีดพิณของหลานชายงดงามเหนือกว่า เหนือกว่า...”
ชวีหนานอีมองครอบครัวนี้พลางยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ มิได้ขยับอะไร
ฮัวชิงหร่านลุกยืน ตอบกลับตามมารยาท “เพลงพิณเป็นชิงหร่านได้มาใหม่ เสียดายที่เป็นม้วนไม่ไผ่ที่ขาดเสียหาย ชิงหร่านเพิ่มเติมไปเล็กน้อย กลับรู้สึกมีผิดพลาดอยู่บ้าง เทียบกับคำชมมิได้”
ถังเหลาเหย่รีบสรรเสริญเยินยอ “ดีมากแล้ว ดีมากแล้วจริง ๆ”
ฮัวชิงหร่านยิ้มเล็กน้อย ดั่งดอกบัวแรกแย้ม สง่างามไม่เป็นรอง เขากล่าว “คนโลภควรรู้จักหยุด ไม่ควรละโมบต่อไป เป็นชิงหร่านเองที่ละโมบ”
นับตั้งแต่ถังโยวได้เห็นฮัวชิงหร่าน ในสายตาก็ไม่มีใครอีก ขณะนี้ได้ฟังน้ำเสียงที่คมชัดไพเราะกินใจของเขา ใจของหญิงสาวก็ทุ่มเทมอบให้ตั้งนานแล้ว
ชวีหนานอีเห็นดังนี้จึงพูดหยอก “ชิงหร่านมาเที่ยวครานี้ ใต้หล้านี้กลัวว่าคงมีชายหญิงคลั่งไคล้อย่างนับไม่ถ้วน ในสายตาคู่นี้ของน้องสาวคงไม่มีที่ว่างให้พี่ชายเช่นข้าแล้ว” ล้อเล่น นี่เป็นการล้อเล่นทั้งหมด
ฮัวชิงหร่านหันกลับมามองชวีหนานอีกล่าวสอบถาม “ใต้เท้าชวีกับตระกูลถังเกี่ยวดองเป็นญาติกันหรือ?”
ชวีหนานอีหรี่ตายิ้มกล่าว “ตามที่ถังเหลาเหย่บอก ข้ากับเขาเป็นลูกพี่ลูกน้องฝ่ายแม่ที่เลี้ยวคดเคี้ยวสิบกว่ารอบ” เลิกคิ้วเล็กน้อย “ชิงหร่านเหตุใดจึงมีมารยาทเช่นนี้? ข้ากับเจ้าเพียงพบก็คล้ายเพื่อนเก่า แม้ไม่ถึงขั้นเรียกเป็นคนสนิท ก็นับเป็นเพื่อนรักที่หายาก เจ้าเรียกข้าว่าปาเต้าเถิด”
ที่จริงแล้ว ชื่อเล่นชวีหนานอีก็คือ ปาเต้า
ถังเหลาเหย่เหลือบมองชวีหนานอี กล่าวในใจ ‘ผู้นี้ก็อาศัยความหน้าไม่อาย มองดูท่าทางเขาสิ ยังคิดว่าเขากับฮัวชิงหร่านคุ้นเคยกันดี ที่แท้ก็เจอหน้ากันครั้งแรก’
ฮัวชิงหร่านพยักหน้า กลับเรียกออกมาว่า “เช่นนี้ก็ดีมาก หนานอี”
ชวีหนานอีมิได้บังคับอันใด หัวเราะอย่างสดใสกล่าว “ชิงหร่าน น่าสนใจที่สุด”
กล่าวไปกล่าวมาก็ช่างไม่อยู่กับร่องกับรอยเสียจริง
ถังเหลาเหย่กลัวชวีหนานอียิ่งกล่าวยิ่งไปไกล ทำให้ฮัวชิงหร่านเข้าใจตระกูลถังของพวกเขาผิดว่าเป็นพวกอยู่ใกล้คนรวยก็ประจบประแจง จึงรีบกล่าวแทรก “ท่านหลาน น้องสาวบ้านเจ้าก็มาแล้วหรือไม่? คิดถึงเมื่อเริ่มแรก นางรักที่จะดื่มนมของนายหญิงบ้านข้ามากที่สุด เฮ้อ... น่าเสียดายที่นายหญิงข้าชีวิตสั้นนัก ไร้วาสนาผ่านวันเวลาดี ๆ”
ฮัวชิงหร่านก้มศีรษะเล็กน้อยกล่าว “เสียใจกับท่านลุงถังด้วย”
ถังเหลาเหย่ได้ยินฮัวชิงหร่านเรียกเขาว่าลุง ก็ยิ้มจนปากจะฉีกถึงหู รีบกล่าวต่อ “ครานั้น เจ้ามักจะอุ้มน้องน้อยมาดื่มนมบ้านข้า น้องน้อยดื่มนม เจ้าก็อุ้มโยวเอ๋อร์บ้านข้าเล่น เจ้ายังจำโยวเอ๋อร์ได้หรือไม่?” ยื่นมือผลักถังโยวออกไป ตอบอย่างเขินอาย “นี่ นี่ก็คือโยวเอ๋อร์น้อย ฮ่า ๆ ๆ... เจ้าคงคิดไม่ถึงกระมังว่านางจะโตขนาดนี้แล้ว? เจ้าคงอุ้มไม่ไหวอีกแล้ว....” เสียงกล่าวเพิ่งหยุดก็พบว่าสีหน้าคนอื่น ๆ ดูแปลกไป โดยเฉพาะถังโยวที่มองจ้องตนเองอย่างคาดไม่ถึง
ถังเหลาเหย่ครุ่นคิดก่อนจะพบว่าคำกล่าวของตนไม่เหมาะสม ดังนั้นรีบเปลี่ยนเรื่อง ผลักบุตรสาวคนเล็กของตนออกไปอีกครั้ง “ส่วนนี่คือเฉียนเอ๋อร์ ปีนี้ 16 พอดี เฉียนเอ๋อร์ของพวกเราหน้าตาดี ทั้งอำเภอลิ้วเหอไม่มีใครข้ามนางไปได้”
ชวีหนานอีหัวเราะดัง พรืดดด หัวเราะจนใบหน้าแก่ ๆ ของถังเหลาเหย่แดงระเรื่อ ถังเหลาเหย่รู้ว่าตนใจร้อนไปสักหน่อย เขาเข้าใจว่านี่มิใช่เวลาทำการค้า แต่วันนี้ไม่รู้เพราะเหตุใด พอเห็นฮัวชิงหร่านเขาก็ปรารถนาจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดของตนให้แก่ฮัวชิงหร่าน หากอีกฝ่ายสนใจสาวน้อยของตนทั้งสอง มอบให้ทั้งคู่เลยก็ย่อมได้!
เสน่หาชั่วกัลป์ เล่ม 2 ของน้องหูเหยียนออกแล้วเจ้าค่า ฝาก E-book ไว้ในอ้อมอกอ้อมใจด้วยนะเจ้าคะ
ทุกท่านสามารถคอมเมนต์ให้กำลังใจกันได้น้า ขอบพระคุณมากเจ้าค่ะ

ลิงก์ Ebook (Meb): https://rebrand.ly/hrs639g
***ถึงจะมี Ebook แล้ว แต่ยังเปิดให้อ่านฟรีจนจบนะคะ***