แม้จะได้รับคำแนะนำจาก Devil แต่เหอหลี่น่าก็ยังสองจิตสองใจว่าจะย้ายไปอยู่ที่ประเทศ S ดีไหม หนึ่งคือเธอยังไม่เคยห่างบ้านไปไกล สองคือเธอกลัวว่าจะปรับตัวเข้ากับสถานที่แห่งใหม่ไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นคำพูดของ Devil และคำพูดของคุณน้าหวังก็ยังดังอยู่ในหัว ถ้าเธอได้ไปใช้ชีวิตในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ บางทีจิตใจของเธออาจได้รับการเยียวยา
“พี่นาน่า พี่ก็มารับเอกสารจบการศึกษาเหมือนกันเหรอคะ” เหอหลี่จิ้งถามพี่สาว เธอยิ้มอย่างดีใจ เพราะั้แ่วันที่พี่สาวย้ายออกจากบ้าน เธอก็ไม่ได้เจอพี่สาวอีกเลย
เหอหลี่น่าที่คิดอะไรเพลินๆ เมื่อได้ยินเสียงเรียกเธอจึงหันกลับไปมอง แต่เมื่อเห็นว่าเป็ใคร เธอจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเ็าแค่คำเดียว “อืม”
เหอหลี่จิ้งลืมเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนไปสนิท พอนึกขึ้นได้เธอจึงเปลี่ยนมาเป็รอยยิ้มที่แสนจะธรรมดา “พี่ยังโกรธฉันเื่ของพี่เจิ้งถิงอยู่เหรอ แต่เื่ความรักมันห้ามกันไม่ได้จริงๆ นะคะ”
“ถ้าจะพูดเื่เก่าก็หยุดเถอะ ฉันไม่อยากเสียเวลามาฟังเื่ไร้สาระพวกนั้นอีกแล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นฉันถามได้ไหมคะว่าตอนนี้พี่ไปพักอยู่ที่ไหน”
“ฉันจะไปพักหรือไปนอนที่ไหนมันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับเธอไม่ใช่เหรอ” เหอหลี่น่าแสร้งทำหน้ายุ่งแล้วยกข้อมือขึ้นมาดูนาฬิกา เพื่อจะทำให้น้องสาวเห็นว่าเธอไม่อยากสนทนาต่อแล้ว
"ั้แ่วันที่พี่ย้ายออกจากบ้าน คุณพ่อกับคุณแม่คิดถึงพี่มากเลยนะคะ พี่กลับไปเยี่ยมพวกเขาพร้อมฉันได้ไหม” เหอหลี่จิ้งบอก
“ไม่ต้องหรอก ตัดสัมพันธ์ก็ตัดกันไปแล้ว ฉันไม่เห็นความจำเป็ที่ฉันจะต้องกลับไปที่บ้านหลังนั้นอีก อีกอย่างพวกเขาเป็คนบอกฉันเองว่าพวกเขามีเธอเป็ลูกสาวแค่คนเดียว แล้วพวกเขาจะมาคิดถึงคนนอกอย่างฉันทำไม” เหอหลี่น่าจ้องน้องสาว “เหอหลี่จิ้ง ถือว่าฉันขอล่ะนะ ต่อไปนี้ไม่ว่าเราจะเจอกันที่ไหนก็ให้ทำเหมือนว่าเราไม่รู้จักกันไปเลยดีกว่า เพราะหนังสือพิมพ์เมื่อสามวันที่แล้วไม่ใช่คุณพ่อกับคุณแม่ของเธอหรอกเหรอที่อยากประกาศให้ทุกคนรู้ว่าฉันกับตระกูลเหอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน”
เหอหลี่จิ้งกัดริมฝีปาก “พี่คะ ถ้าฉันจะบอกว่า...”
“พอเถอะ! ฉันไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น ในเมื่อตัดสินใจแล้วก็ขอให้ทำให้ได้อย่างที่พูด” เหอหลี่น่าพูดขัด “รบกวนเธอทำตามที่ฉันบอกก็แล้วกัน ถ้าไม่จำเป็ก็อย่าเข้ามาทักทายฉันอีก”
เหอหลี่จิ้งมองตามหลังพี่สาว “ฉันแค่อยากจะบอกพี่ว่าสิ่งที่พี่เห็นมันไม่ใช่อย่างที่พี่คิด เราทุกคนทำเพื่อพี่นะคะ”
แต่คำพูดเหล่านี้เหอหลี่น่าไม่มีวันได้ยิน เพราะทันทีที่แยกกับน้องสาว เธอก็โทรศัพท์ไปหาหวังลี่อิงทันที
“หนูนาน่า! ในที่สุดหนูก็โทรมาสักที น้านั่งรอรับสายจากหนูจนผมจะร่วงหมดหัวแล้วรู้ไหม ตกลงหนูยอมรับข้อเสนอของน้าไหมจ๊ะ” หวังลี่อิงรีบถาม เธอเอาเงินเก็บมาเช่าห้องพักราคาถูกนอนอยู่หลายวันแล้ว หากเหอหลี่น่ายอมตกลง เธอก็จะมีเงินก้อนใหญ่เก็บไว้ใช้หลังการหย่า แต่หากเหอหลี่น่าไม่ยอมตกลง เธอคงได้แต่ต้องบากหน้ากลับไปขอร้องให้เอเจนซีช่วยติดต่อไปทางประเทศ S เพื่อขอคืนเงินค่าใช้จ่าย ถึงแม้ความหวังของทางที่สองจะดูริบหรี่มากก็ตาม
“ค่าใช้จ่ายที่คุณน้าจ่ายไปคือแปดแสนหยวนใช่ไหมคะ”
“ใช่จ้ะ” หวังลี่อิงตอบ แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังเงียบเธอจึงรีบพูด “แต่ถ้าหนูคิดว่าราคามันสูงไป น้าจะลดให้หนูสักห้าหมื่นหยวนดีไหมจ๊ะ แต่ถ้าจะให้น้าลดให้มากกว่านี้น้าคงทำไม่ได้แล้วนะ เงินห้าหมื่นถ้าน้าใช้อย่างประหยัดน้าก็อยู่ได้หลายเดือนเลยทีเดียว”
“คุณน้าคะ คุณน้าคิดไว้หรือยังคะว่าหลังจากที่คุณน้าหย่า คุณน้าจะทำอะไรต่อ”
“น้าคิดว่าจะหาทำเลที่อยู่ใกล้ชุมชนสักหน่อยเพื่อเปิดร้านขายอาหารเล็กๆ น้าทำงานเป็แม่บ้านให้สามีมาหลายปี สิ่งเดียวที่น้าคิดว่าน้าทำได้ดีก็คงเป็การทำอาหารนี่ล่ะจ้ะ หนูถามทำไมเหรอ”
“หนูต้องย้ายไปอยู่ประเทศ S ถึงห้าปี พอกลับมาก็คงจะหางานทำได้ยากแล้ว เอาอย่างนี้ดีไหมคะ หนูจะจ่ายเงินค่าซื้อสิทธิ์การเดินทางต่อจากคุณน้าเต็มจำนวนคือแปดแสนหยวน แล้วหนูจะให้เงินคุณน้าอีกสองแสนหยวนเพื่อเป็ทุนสำหรับเปิดร้านขายอาหาร ถึงวันที่หนูกลับมา หนูจะติดต่อไปหาคุณน้าเพื่อสรุปผลประกอบการของเรา” เหอหลี่น่ายื่นข้อเสนอ เป็อีกครั้งที่เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงต้องเอาเงินสองแสนหยวนไปร่วมลงทุนเปิดร้านขายอาหารกับหวังลี่อิง หากจะให้เธออธิบายเธอก็อธิบายไม่ได้เหมือนกัน รู้แค่ว่าสมองมันสั่งการออกไปแบบนั้นแล้วปากเ้ากรรมดันพูดตาม
“หนูจะเอาเงินสองแสนมาให้น้าเปิดร้านขายอาหารเนี่ยนะ หนูไม่กลัวว่าน้าจะทำร้านเจ๊งจนเงินหนูหมดไปเลยหรือไง ตั้งสองแสนหยวนเชียวนะ” หวังลี่อิงนึกได้ก็หัวเราะ “แต่ก็อย่างว่า ถึงแม้หนูจะถูกครอบครัวตัดความสัมพันธ์ แต่พวกเขาก็คงให้เงินหนูออกมาตั้งตัวมากเลยสินะ เฮ้อ...เกิดเป็ลูกหลานคนรวยมันน่าอิจฉาอย่างนี้นี่เอง”
“หนูพูดจริงๆ นะคะ ว่าแต่คุณน้าเถอะค่ะ ตกลงจะกล้ารับเงื่อนไขหนูหรือเปล่า” เหอหลี่น่าพูดเสริม “ต่อให้กิจการของเราจะเจ๊งก็ไม่เป็ไร เพราะถึงยังไงหนูก็แค่ลงเงิน แต่คุณน้าทั้งลงแรงแล้วยังต้องมาเสียเวลา ถ้าร้านได้กำไรขึ้นมา มีแต่หนูสิคะที่ได้เปรียบ”
“หนูจริงจังเหรอ?” หวังลี่อิงถามย้ำ
“แน่นอนสิคะ เื่แบบนี้หนูจะเอามาพูดเล่นได้ยังไง อย่างที่หนูเพิ่งพูดไปนั่นล่ะค่ะ ถ้าคุณน้าเปิดร้านอาหาร ถึงตอนที่หนูกลับมา หนูก็ไม่ต้องลำบากไปหางานอื่นทำแล้ว”
หวังลี่อิงร้องไห้ออกมาด้วยความดีใจ หากเธอได้เงินจำนวนนี้มาจริงๆ เธอก็ไม่ต้องควักเอาเงินส่วนตัวออกมาใช้ทั้งหมด “ถ้าอย่างนั้นน้ายอมรับข้อเสนอ แต่น้าจะรับเงินหนูมาอย่างเดียวไม่ได้นะ เงินลงทุนเราจะออกกันคนละครึ่ง น้าออกเงินเท่าไหร่ น้าก็จะหักเงินของหนูออกไปเท่านั้น แต่ถ้าหนูเกรงใจคิดว่าน้าลงแรงมากกว่า ถ้าอย่างนั้นเรามาแบ่งกำไรตามสัดส่วน ของน้าหกส่วนของหนูสี่ส่วน หนูคิดว่ายังไงจ๊ะ”
“หนูไม่โอเคค่ะ หนูขอกำไรแค่สองส่วนก็พอ หลังจากที่หนูกลับมาช่วยงานเต็มตัวแล้วเราค่อยมาคิดเื่ส่วนแบ่งกันใหม่”
“หนูนาน่า ทำไมหนูถึงดีกับน้าขนาดนี้” หวังลี่อิงกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป เธอร้องไห้ออกมาอย่างหนัก “คนที่ควรจะคิดถึงน้ามากที่สุดควรเป็ลูกชาย แต่เ้าลูกชายไม่รักดีคนนั้นกลับคิดถึงแต่แม่เลี้ยง ไม่ว่าผลประโยชน์หรือความสุขสบายเขาก็คิดถึงแต่ผู้หญิงคนนั้น แต่เป็หนูซะอีกที่คิดถึงน้า ทั้งๆ ที่เราไม่เคยรู้จักกันมาก่อนด้วยซ้ำ หนูนาน่า...น้าขอบคุณหนูมากจริงๆ นะ”
“คุณน้าอย่าเพิ่งร้องไห้เลยค่ะ เอาอย่างนี้ดีไหมคะ วันนี้เราไปติดต่อเอเจนซีเพื่อขอเปลี่ยนแปลงผู้เดินทาง หลังจากนั้นจะเหลือเวลาอีกสี่วันที่ต้องเดินทาง หนูจะให้เวลาคุณน้าสองวันเพื่อที่เราจะไปหาทำเลเปิดร้านดีไหมคะ”
“ดีเลยจ้ะ แต่เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน วันนี้เราไปติดต่อเอเจนซีเพื่อจัดการเื่ของเราให้เรียบร้อยเสียก่อน ยังไงเราก็ต้องทำให้มั่นใจว่าหนูจะได้เดินทางไปประเทศ S อย่างแน่นอน ส่วนวันพรุ่งนี้น้าจะขอไปจัดการเื่หย่ากับสามีให้เรียบร้อยก่อนเหมือนกัน แค่ได้ยินว่าน้าจะยอมหย่าแล้วออกจากบ้านไปตัวเปล่า ไอ้ผัวเฮงซวยคนนั้นคงไปรอน้าที่สำนักกิจการพลเรือนั้แ่ฟ้ายังไม่สว่างแล้ว
แต่น้าต้องอธิบายให้หนูฟังก่อนนะว่าทำไมน้าถึงต้องรีบไปจดทะเบียนหย่า ก็เพราะว่าน้าไม่อยากให้เขามาวุ่นวายกับเงินส่วนตัวของน้า อีกอย่างเงินสองแสนที่หนูจะให้น้าไว้ลงทุนก็ไม่ใช่เงินน้อยๆ น้ากลัวว่าถ้าผู้ชายชั่วคนนั้นรู้เข้า เขาจะไม่ยอมไปหย่ากับน้าน่ะสิ”
เหอหลี่น่าพูดด้วยน้ำเสียงสบายๆ “หนูเข้าใจค่ะ คุณน้าไปจัดการธุระให้สบายใจเถอะนะคะ เหลือเวลาอีกตั้งสองวันที่เราจะไปเดินดูร้านค้า แต่ถ้ายังหาร้านค้าทำเลดีๆ ไม่ได้ ที่เหลือหนูคงต้องยกให้คุณน้าเป็คนจัดการต่อแล้วล่ะค่ะ”
“เื่นั้นไม่มีปัญหา เอาเป็ว่าตอนนี้เราไปเจอกันที่บริษัทเอเจนซีดีไหมจ๊ะ”
“คุณน้าส่งโลเคชันมาเลยค่ะ แล้วเราไปเจอกันที่โน่นเลย”
Caige ส่งสติกเกอร์คนเคาะประตู ‘สวัสดี Devil ทำไมวันนี้ออนไลน์เร็วจัง อย่าบอกนะว่านายออนไลน์รอฉันทั้งวัน’
Devil ‘ถ้าฉันบอกว่าฉันรอเธออยู่ทั้งวันจริงๆ ล่ะ’
Caige ส่งสติกเกอร์ยิ้ม ‘ฉันก็ต้องดีใจมากๆ เลยน่ะสิ’
Devil ‘ถ้าอย่างนั้นฉันก็ยอมรับว่าฉันรอเธอทั้งวันจริงๆ ว่าแต่วันนี้เธอบอกว่าเธอจะไปรับเอกสารจบการศึกษาเท่านั้นไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมเธอถึงหายไปทั้งวันเลยล่ะ’
Caige ‘ฉันกับคุณน้าลี่อิงไปทำเื่เปลี่ยนสิทธิ์ผู้เดินทางไปประเทศ S แล้วน่ะสิ’
Devil ส่งสติกเกอร์ใ ‘ตกลงว่าเธอจะย้ายไปอยู่ประเทศ S จริงๆ เหรอ!’
Caige ‘ก็นายเป็คนแนะนำให้ฉันย้ายไปอยู่ในสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ เองไม่ใช่เหรอ แล้วจะมาใทำไม’
Devil ‘เธอนี่มันไม่มีอารมณ์ร่วมเอาเสียเลย แค่แกล้งใเพื่อทำให้บรรยากาศการสนทนามันดูสนุกขึ้นเท่านั้นเอง คนเราจะจริงจังอยู่ตลอดเวลาได้ยังไง เดี๋ยวหัวก็ล้านกันพอดี’
Caige ‘อย่าเพิ่งพูดนอกเื่เลย ก่อนที่ฉันจะเดินทางฉันต้องไปทำเื่ปิดหมายเลขโทรศัพท์แล้วต้องเอาโน๊ตบุ๊คไปให้บริษัทเอเจนซีลบข้อมูลออกให้ด้วย แล้วนายจะทำยังไงให้เราได้ติดต่อกัน’
Devil ‘เดี๋ยวฉันส่งลิงก์ไปให้ทางข้อความ เธอแค่กดไปตามขั้นตอน เท่านี้เราก็จะมีช่องทางไว้ติดต่อกันแล้ว’
Caige ‘คนอื่นจะไม่จับได้ใช่ไหม’
Devil ‘ถ้ามีคนจับได้ฉันจะไม่จับคอมพิวเตอร์ไปตลอดชีวิต’
Caige ‘ถามจริงๆ เถอะ นายสะกดคำว่าถ่อมตัวเป็ไหม’
Devil ‘ถ้าอย่างนั้นฉันก็จะตอบเธอตรงๆ เหมือนกันว่าั้แ่เกิดมาฉันเพิ่งเคยได้ยินคำศัพท์คำนี้เป็ครั้งแรก’
Caige ส่งสติกเกอร์หงุดหงิด ‘มั่นอกมั่นใจเหลือเกิน!’
Devil ส่งสติกเกอร์ยิ้มแฉ่ง ‘แน่นอนอยู่แล้ว ก็คนมันเก่งนี่’
Caige ส่งสติกเกอร์เหนื่อยใจ ‘ไม่เคยเถียงสู้นายได้สักครั้ง’
Devil ‘ต่อไปจะให้เธอชนะไปตลอดชีวิตเลยดีไหม’
Caige ‘ไม่พูดไร้สาระแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องเก็บกระเป๋าและไปซื้อของใช้จำเป็ ส่วนอีกสองวันที่เหลือก็ต้องไปเดินดูทำเลเปิดร้านขายอาหารกับคุณน้าลี่อิง ฉันไปนอนก่อนดีกว่า Dream of me นะ’
Caige offline
“เธอไม่เปิดโอกาสให้ฉันได้ลาเธอก่อนเลยนะ” Devil ส่ายหน้าอย่างจนใจแต่ก็ยังยิ้มกว้าง “I’ll meet you in my dreams.”