แสงแดดอันอบอุ่นยามเช้าได้สาดกระทบเข้ากับร่างกายที่กำยำของชายหนุ่มผมสีบลอนด์ั์ตาสีฟ้าสดใสดั่งท้องทะเล และเสียงนาฬิกาปลุกก็ได้ดังกังวานไปทั่วห้องของเขาเขาค่อยๆเอื้อมมือมาปิดนาฬิกาปลุกนั้นพร้อมกับลืมตาตื่นขึ้นมารับแสงอรุณยามเช้า และเมื่อเขาตื่นเต็มที่แล้วจึงเดินไปทำกิจวัตรประจำวันของเขาอย่างเคยชินก่อนที่จะลงมานั่งทานอาหารเช้ากับหญิงสาวผมยาวสีบลอนด์ ั์ตาสีฟ้าสดใส
“ตื่นแต่เช้าเลยนะเจ้”
“อืม~”
หญิงสาวผู้นั้นขานตอบรับสั้นๆอย่างอารมณ์ดี
“เดี๋ยวสายๆผมจะไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเจ้จะเอาอะไรรึเปล่า”
ลูคัสได้ถามเอมม่าพร้อมกับหยิบขนมปังขึ้นมาทาเนยถั่วของโปรดของเขาก่อนที่จะกัดลงไปอย่างเต็มคำด้วยความเอร็ดอร่อย
“ไม่ล่ะ”
หญิงสาวตอบห้วนๆก่อนจะเอ่ยต่อ
“เออ แกอย่าลืมแวะไปดูฟรานด้วยล่ะ เป็เพื่อนกันทะเลาะกันนานๆมันไม่ดีหรอก”
“เขาคงไม่อยากเจอผมหรอกเห็นพยายามหลบหน้าหลบตาตลอดเลยนี่”
“จ้า พ่อหนุ่มใจน้อย ขี้งอนนะเราอ่ะ”
เอมม่าแซวลูคัสทำเอาลูคัสหน้าแดงขึ้นมาและรีบเปลี่ยนเื่ในทันที
“ปะ-ป่าว ผมไม่ได้งอนซะหน่อย แค่ไม่ชอบคนนิสัยแบบนั้นต่างหาก”
“ว่าแต่เจ้เถอะ วันนี้ไม่เล่นเกมรึไง เดี๋ยวไม่ทันผมนะ”
“รอเล่นพร้อมแกน่ะ ไปด้วยกันสนุกกว่าไปคนเดียว”
“โอเค งั้นเดี๋ยวผมจะรีบไปรีบกลับละกัน”
เมื่อพูดจบลูคัสก็หยิบแก้วที่มีนมอยู่เต็มแก้วกระดกเข้าปากจนหมดอย่างรวดเร็วก่อนที่ตนจะเดินออกจากบ้านไปยังซุปเปอร์มาร์เก็ต
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภายในซุปเปอร์มาร์เก็ตที่มีผู้คนหนาแน่นสินค้าต่างวางเรียงรายกันอย่างเป็ระเบียบ เหล่าผู้คนต่างเดินเลือกซื้อสินค้าต่างๆภายในร้านค้านั้นลูคัสเองก็เช่นเดียวกัน วันนี้เขาจำเป็ต้องมาซื้อวัตถุดิบทำอาหารเนื่องจากวัตถุดิบที่เก็บไว้ในตู้เย็นเริ่มจะหมดลงแล้วลูคัสได้เดินไปที่แผนกเนื้อสัตว์อย่างสบายๆก่อนที่เขาจะเพ่งพินิจดูสินค้าอื่นๆเพื่อเปรียบเทียบราคาของแต่ละยี่ห้อและเขาก็ได้เลือกยี่ห้อที่ถูกที่สุดเพราะเดือนนี้ลูคัสมีรายจ่ายที่ค่อนข้างมากจึงจำเป็ต้องประหยัดเข้าไว้ก่อนและเมื่อเลือกสรรเสร็จสรรพแล้วเขาจึงได้เดินหยิบจับจ่ายใช้สอยสินค้าจำเป็อย่างอื่น จนกระทั่งเขาเดินมาถึงโซนของผักสดก็เห็นกลุ่มหญิงชราทั้งสามคนกำลังจับกลุ่มคุยกันเสียงดัง
“นี่คุณพี่ เมื่อวานน้องเห็นรถพยาบาลเข้าออกในซอยเราน่ะใครเป็อะไรหรอคะ”
“พี่ได้ยินมานะ ว่ามีคนเกิดช็อกเส้นเืในสมองแตกน่ะแต่ไม่รู้ว่าตอนนี้อาการเป็ยังไงบ้าง”
หญิงชราคนหนึ่งพูดตอบรับหญิงชราที่ดูอ่อนเยาว์กว่าตน
“ใช่เด็กหนุ่มคนนั้นรึเปล่าคะ ที่ขยันๆหน่อย”
หญิงชราคนที่สามได้เอ่ยถามขึ้นอย่างสงสัย
“น่าจะใช่ล่ะมั้ง แต่น่าสงสารเนอะ ยังหนุ่มยังแน่นอยู่แท้ๆ”
“เห็นเขาว่ากันว่าโหมงานหนักมากจนแทบไม่ได้พักผ่อนเลย”
หญิงชราคนแรกตอบพร้อมกับทำสีหน้าสังเวชใจ
“นั่นน่ะสิคะ ว่าแต่เขาไม่มีญาติพี่น้องคนไหนหรอคะ?”
หญิงชราคนที่สองถามแทรกขึ้นมา
“พี่ได้ยินว่าเขากำพร้าน่ะ”
หญิงแก่คนแรกพูดตอบหญิงคนที่สอง และทั้งสามคนก็ถอนหายใจพร้อมกันทำนองว่าสงสารเด็กหนุ่มผู้นั้นเหลือเกินก่อนที่พวกเธอจะเปลี่ยนเื่ไปคุยเื่อื่นกัน และเมื่อลูคัสได้ยินดังนั้นจึงแอบเก็บมาคิดว่าอาจเป็เพื่อนสนิทของตนรึเปล่าแต่ก็ปัดความคิดที่ไร้สาระนั้นออกไป เพราะเมื่อวานเขาเพิ่งเห็นเพื่อนคนนั้นกำลังเล่นอยู่ในเกมอยู่เลยและเมื่อลูคัสซื้อของที่จำเป็เสร็จแล้ว เขาจึงเดินออกจากซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้นและในระหว่างทางเขาก็ได้เดินผ่านคอนโดของฟรานเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเขาและทำให้เขามีท่าทีลังเลสักครู่หนึ่งว่าตนควรจะเข้าไปหาฟรานดีหรือป่าว แต่เนื่องด้วยอีโก้ที่สูงของเขานั้นก็ได้มาขัดขวางความคิดเขาเสียก่อนลูคัสจึงทำได้แต่เพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมกับมองไปที่ระเบียงห้องของฟรานที่มีผ้าม่านปิดกั้นแสงแดดไว้อย่างหนาทึบก่อนที่ตนจะเดินกลับบ้านไปด้วยท่าทีที่เหงาหงอย
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
อากาศที่สดใสไร้ซึ่งเมฆหมอก เสียงนกร้องดังขับขานไปทั่วผืนป่าเหล่าไม้ยืนต้นหลากหลายสายพันธุ์กระจัดกระจายอยู่ทั่วบริเวณจนแทบมองไม่เห็นทางข้างหน้าพุ่มไม้และกอหญ้าอันรกทึบจนแทบจะเดินต่อไปไม่ได้หากไม่แหวกหรือตัดมันทิ้งเสีย
[ ผู้เล่น Black Warrior Lucas ได้เข้าสู่เกมแล้ว ]
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังแว่วเข้าโสตประสาทของเอมม่าก่อนที่จะปรากฎร่างของชายหนุ่มกำยำผมสีน้ำตาลเข้ม และมีั์ตาสีเขียวมรกตชวนน่าหลงใหล
“ทำไมเข้าเกมช้าจัง ฉันกับไมอารอแกตั้งนานแล้วนะ!”
เสียงเล็กแหลมชวนแสบแก้วหูของเด็กสาวชาวเอลฟ์ทรงผมทวินเทลสีบลอนด์ ั์ตาสีฟ้าข้างและแดงข้างเอ่ยถามขึ้นด้วยความหงุดหงิด
“ผมไปซื้อของมาและต้องทำงานบ้านอีกนะ ไม่ใช่อยู่ว่างไปวันๆเหมือนเจ้”
ลูคัสโต้ตอบอย่างทันควัน ทำเอาเด็กสาวชาวเอลฟ์ผู้นั้นต้องหยุดชะงักก่อนที่นักบวชหนุ่มผมสีเทา ั์ตาสีเทาจะชวนเปลี่ยนเื่คุยอย่างทันท่วงที
“เอาน่าๆ ถ้ามัวแต่ทะเลาะกัน คงไปไม่ถึงท่าเรือเบรฟเวอรี่กันพอดีนะครับ”
“นั่นสิ ผมเห็นด้วยนะ เจ้หยุดบ่นเถอะ!”
ลูคัสพูดเสริมไมอา และเมื่อเขาพูดจบทั้งสามคนก็เดินเข้าป่าลึกลงไปทางทิศใต้ไปเรื่อยๆ
“ชู่ว ทั้งคู่อย่าขยับนะ”
เอมม่าส่งเสียงกระซิบอย่างแ่เบาเพื่อเตือนให้ชายหนุ่มทั้งสองได้ทราบ
“มีอะไรหรอครับ คุณเอมม่า”
ไมอาถามขึ้นอย่างอดสงสัยกับท่าทีของเธอไม่ได้
“ข้างหน้ามีหมูป่าเหล็กอยู่ ถ้าเราส่งเสียงดังเดี๋ยวมันจะหนีไปซะก่อนนะสิ”
เมื่อสิ้นประโยคของเอมม่าเธอจึงหยิบขวานด้ามโตออกมาจากช่องมิติสำหรับเก็บไอเทมของผู้เล่นก่อนที่เธอจะพุ่งเข้าใส่หมูป่าเหล็กตัวนั้นอย่างกะทันหัน ทำให้มันไม่ทันได้ตั้งตัวและโดนขวานด้ามโตของเอมม่าฟาดเข้ากลางลำตัวอย่างจังแต่ทว่าการกระทำนั้นไม่สร้างรอยขีดข่วนให้แก่มันได้แม้แต่น้อย แถมจะยิ่งทำให้มันกราดเกรี้ยวขึ้นหนักกว่าแต่ก่อนเสียอีกมันได้พ่นลมหายใจที่มีไอร้อนระอุจนควันขึ้นออกมาจากจมูกอันใหญ่โตของมัน ก่อนที่จะพุ่งตรงเข้าใส่เอมม่าอย่างจังและทำให้ร่างกายอันบอบบางของเธอปลิวเข้าไปกระแทกกับต้นไม้อย่างรุนแรงจนเืไหลทะลักออกมาจากปากเธอและเมื่อเธอกำลังพยายามลุกขึ้นยืน หมูป่าเหล็กตัวนั้นก็เตรียมพร้อมจะพุ่งเข้าใส่เธออีกระลอกหนึ่ง
“Blink”
เสียงบริกรรมคาถาดังขึ้นมาจากนักเวทย์หนุ่มนามว่าลูคัสก่อนที่ร่างกายของเขาจะเลือนหายไปจากพื้นที่ตรงนั้นและไปโผล่ด้านหน้าของเอมม่า
“Blink”
เมื่อลูคัสโผล่ไปด้านหน้าของเอมม่า เขาจึงรีบอุ้มเอมม่าขึ้นและบริกรรมคาถาเคลื่อนย้ายฉับพลันอีกรอบหนึ่งเพื่อพาเอมม่าหลบหนีไปจากสถานการณ์ตรงหน้า และไปโผล่ที่ด้านหน้าของไมอาในเวลาเพียงเสี้ยววินาที
“เดี๋ยวผมรักษาให้นะครับคุณเอมม่า”
“Heal”
เสียงของนักบวชนามว่าไมอาพูดบอกกับเอมม่าอย่างอ่อนโยนก่อนที่เขาจะบริกรรมคาถารักษาให้กับเธอ เมื่อคาถาได้สัมฤทธิ์ผลรอยแผลที่ถูกพุ่งชนตรงบริเวณหน้าท้องของเอมม่าก็พลันค่อยๆเลือนหายไปอย่างช้าๆและพละกำลังของเอมม่าก็ค่อยๆฟื้นฟูกลับมาดังเดิม แต่ทว่าหมูป่าเหล็กนั้นไม่รอให้เอมม่าฟื้นตัวเสร็จมันเตรียมตัวที่จะพุ่งเข้าใส่พวกเขาทั้งสามในทันที เมื่อลูคัสเห็นดังนั้นจึงรีบบริกรรมคาถาเวทย์เพื่อโจมตีใส่มัน
“Fire Ball”
เมื่อคาถาสัมฤทธิ์ผล พลันก็มีลูกไฟขนาดเล็กเท่ากำปั้นปรากฏขึ้นรอบๆตัวของลูคัสอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานเข้าใส่หมูป่าเหล็กตัวนั้นอย่างบ้าคลั่งจนแทบไม่รู้จบ
“Holy Blessing”
ไมอารีบบริกรรมคาถาเสริมพลังให้แก่ลูคัสอีกทีหนึ่งและเมื่อคาถาของไมอาสัมฤทธิ์ผลร่างกายของลูคัสก็เกิดแสงสว่างวูบวาบเป็ประกายขึ้นรอบๆตัวเขาก่อนที่มันจะพลันดับลงอย่างรวดเร็ว และลูกไฟที่เกิดขึ้นจากการบริกรรมคาถาของลูคัสก็มีขนาดที่ใหญ่ขึ้นมากเทียบเท่ากับลูกบอลลูกหนึ่งเลยทีเดียวและความเร็วในการพุ่งเข้าใส่หมูป่าเหล็กก็เร็วขึ้นจนมันแทบจะหลบไม่ได้เลย
“อู๊ดดด”
เมื่อลูกไฟได้เข้าปะทะกับร่างกายที่ห่อหุ้มไปด้วยเหล็กกล้าของหมูป่าเหล็กอย่างรุนแรงก็ทำให้มันร้องดังลั่นสนั่นไปทั่วทั้งผืนป่า เกราะเหล็กกล้าที่เคยห่อหุ้มตัวของมันอยู่ก็ได้แตกกระจายออกมาเผยให้เห็นขนอันอ่อนนุ่มจากร่างกายของมันที่กำลังถูกแผดเผาด้วยเปลวไฟอันร้อนแรงจากคาถาของลูคัสและในขณะนั้นเองเอมม่าก็ฟื้นตัวเสร็จสิ้นพอดี เธอได้เห็นโอกาสเธอจึงควงขวานด้ามโตคู่ใจของเธอพุ่งเข้าตรงใส่มันก่อนที่จะฟาดเข้ากลางลำตัวที่ไร้ซึ่งเครื่องป้องกันใดๆ ทำให้ร่างกายอันอวบอ้วนของหมูป่าตัวนั้นถูกผ่าออกเป็สองซีกเืของมันสาดกระเซ็นไปทั่วผืนหญ้าเสียงร้องโหยหวนราวกับจะขอชีวิตดังระงมก่อนที่ร่างกายของมันจะเริ่มจางหายไปเหลือทิ้งไว้แต่เพียงเศษเกราะเหล็กที่เคยห่อหุ้มร่างกายของมันไว้
[ ท่านได้รับไอเทม “เศษเหล็ก” ]
[ ตึ่ง ตึง ตึ๊ง ]
[ Level Up! ]
[ ระดับของท่านถูกเลื่อนเป็ 7 ]
[ ท่านสามารถพัฒนาศักยภาพของตัวละครท่านได้ 5แต้ม ]
[ ได้เรียนรู้ Delay Spell เสร็จสิ้น ]
หลังจากปราบหมูป่าเหล็กลงแล้วก็ได้มีเสียงจากระบบดังกังวานเข้ามาในโสตประสาทของลูคัส
“ผมระดับ 7 แล้วนะ”
“เจ้ล่ะ ระดับเลื่อนขึ้นไหม?”
ลูคัสเอ่ยถามเอมม่าอย่างร่าเริง
“อืม ตอนนี้ระดับ 6 แล้วล่ะ”
“กำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะพัฒนาศักยภาพไปทางไหนดี”
“คุณไมอาล่ะคะ ระดับเลื่อนขึ้นไหม?”
เอมม่าหันไปมองไมอาพร้อมกับเอ่ยถามอย่างซื่อๆ
“ยังเลยครับ สงสัยเ้าหมูป่าเหล็กตัวนี้อ่อนแอเกินกว่าที่จะเพิ่มระดับของผมได้น่ะ”
ไมอาตอบพร้อมยิ้มอย่างแห้งๆให้กับเอมม่าและลูคัสก่อนที่ทั้งสามจะเดินออกจากบริเวณนั้นเข้าป่าลึกขึ้นไปเรื่อยๆ จนทั้งสามคนได้มาถึงยังท่าเรือเบรฟเวอรี่
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
พระอาทิตย์ยามเย็นเผยให้เห็นถึงแสงสีส้มเป็ประกายส่องสว่างก่อนที่จะค่อยๆตกดินไปและดวงจันทร์ได้ล่องลอยขึ้นมาแทนที่ แสงสีขาวนวลจากดวงจันทร์สาดกระทบไปทั่วบริเวณชายฝั่งสายลมอันโชยอ่อนที่มีกลิ่นเค็มบางๆของน้ำทะเล เสียงของเกลียวคลื่นที่สาดกระทบเข้าหาชายฝั่งอยู่อย่างต่อเนื่องเหล่านกนางนวลต่างแยกย้ายกันบินกลับรังของตนเอง บรรยายอันเงียบสงบไร้ซึ่งเสียงโหวกเหวกจากเหล่าผู้คนเฉกเช่นยามเช้าได้พลันหายได้พร้อมกับราตรีที่เคลื่อนเข้ามาแทนที่
“กว่าจะถึงก็มืดซะได้”
ลูคัสบ่นพึมพำพร้อมกับมองหาโรงแรมประจำเมืองเพื่อหวังจะพักผ่อนให้หายเหนื่อยล้า
“ก็นายมัวแต่นั่งอ่านรายละเอียดทักษะใหม่อยู่ยังไงล่ะ”
“ขึ้นเรือรอบเย็นไม่ทันเลยเห็นมั้ย?”
เอมม่าพูดแซะลูคัสด้วยท่าทางหงุดหงิด
“เอาเถอะครับ ยังไงก็ไม่ทันแล้ว”
“เรามองหาที่พักกันดีกว่าเนอะ”
ไมอาพูดแทรกขึ้นด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยนทำเอาเอมม่าใจละลายกับรอยยิ้มของเขาก่อนที่ทั้งสามคนจะเดินไปเรื่อยๆบนถนนใกล้กับชายฝั่งและพยายามมองหาโรงแรมสักแห่งหนึ่งในเมืองนี้เพื่อพักฟื้นฟูค่าความเหนื่อยล้าของตัวละครของตนและเมื่อทั้งสามได้เดินต่อไปสักครู่หนึ่งก็เจอเข้ากับบ้านหลังเล็กๆสไตล์ญี่ปุ่นโบราณหลังหนึ่งที่ติดป้ายประกาศไว้ว่าที่พักคืนละ2เหรียญเงินต่อคน เมื่อทั้งสามเห็นดังนั้นจึงได้หันมามองกันและยิ้มแหยๆ
“ดูเหมือนพวกเราจะมีตังไม่พอกันนะ”
ลูคัสพูดขึ้นพร้อมกับหยิบกระเป๋าเงินของตนออกมาดูทำให้เห็นว่าด้านในนั้นมีแค่เศษเหรียญทองแดงอยู่ 8-9 เหรียญเท่านั้น
“เื่นั้นไม่ต้องเป็ห่วง เดี๋ยวฉันจัดการเอง”
เอมม่าพูดขึ้นพร้อมยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนที่เธอจะเดินหายไปในตรอกซอกซอยเล็กๆสักพักหนึ่ง และกลับมาพร้อมกับถุงเงินถุงหนึ่งที่ด้านในมีเหรียญทองอยู่ราวๆ 2-3เหรียญ
“เจ้ไปเอามาจากไหนน่ะ ขายของที่ดรอปมาหรอ?”
ลูคัสทำตาวาวและถามด้วยความสงสัย
“จุ๊ๆ ความลับค่า”
เอมม่ายกนิ้วชี้ขึ้นมาที่ปากของตนและขยิบตาให้เขาก่อนที่เธอจะเดินเข้าบ้านเล็กๆสไตล์ญี่ปุ่นหลังนั้นโดยปล่อยให้ชายหนุ่มทั้งคู่ยืนงงกับถุงเงินที่เธอเพิ่งได้มาและเมื่อทั้งสามคนเข้าไปในบ้านเล็กๆหลังนั้นแล้ว ก็ได้พบกับชายแก่หัวล้านรูปร่างผอมแห้งใส่ชุดยูกาตะสีน้ำเงินเข้มยืนรอต้อนรับพวกเขาทั้งคู่
“มองหาที่พักอยู่รึ”
ชายแก่เอ่ยถามขึ้นมาอย่างสุภาพ
“ใช่ครับ พวกเรา้าที่พักคืนเดียวครับ”
ลูคัสพูดพร้อมกับยิ้มอย่างอ่อนโยน
“คืนละ 2 เหรียญเงิน สามคนหนึ่งคืนก็ 6เหรียญเงิน ไม่รวมค่าอาหารและเครื่องดื่มต่างหาก”
“ที่สำคัญห้ามต่อราคาเด็ดขาด!”
ชายแก่พูดบอกราคาด้วยน้ำเสียงที่ดุดัน
“จัดมาเลยค่ะลุง แล้วก็ขออาหารและเครื่องดื่มแบบพิเศษให้พวกเราสามคนด้วยนะคะ”
เอมม่าพูดบอกชายแก่อย่างร่าเริงและหันไปมองชายหนุ่มทั้งสองพร้อมกับกล่าวว่า
“มือนี้เจ้เลี้ยงเอง จัดให้เต็มที่เลยจ่ะหนุ่มๆ”
เมื่อเธอพูดจบลูคัสก็เริ่มสงสัยในที่มาของเงินที่เอมม่าได้มานั้นว่ามันต้องมีอะไรที่ผิดปกติเป็อย่างแน่แท้ แต่เขาก็ไม่อยากจะถามเธอตรงๆ เพราะเมื่อถามไปเธอก็คงปฎิเสธที่จะบอกที่มาของเงินแน่ๆลูคัสจึงทำได้แต่เออออไปตามน้ำ และทั้งสามคนก็แยกย้ายกันเข้าห้องของตนและเริ่มใช้ระบบหลับไหลเพื่อฟื้นฟูค่าความเหนื่อยล้าของตัวละคร
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดกระทบเข้าที่ตาของลูคัส ทำให้เขาแสบตาและต้องพลิกตัวหลบแสงนั้นในทันทีก่อนที่เขาจะลุกขึ้นและตรวจสอบระดับความเหนื่อยล้าของตัวละครของตนเมื่อทำดังนั้นแล้วก็พบว่าระดับความเหนื่อยล้าได้ถูกฟื้นฟูจนเต็มพิกัดแล้ว เขาจึงเดินออกจากห้องนอนนั้นและไปรอเอมม่ากับไมอาที่ห้องรับแขกชั้นล่างของบ้านสไตล์ญี่ปุ่นหลังเล็กๆหลังนั้น
“ตื่นสายทั้งในเกม ทั้งชีวิตจริงนะยะ ตาลูคัส”
เอมม่าพูดแขวะลูคัสรับยามเช้าอันสดใส
“แหมเจ้ก็บ่นทั้งในเกมทั้งในชีวิตจริงเหมือนกันน่ะแหละ”
ลูคัสตอบรับได้อย่างทันท่วงที
“ฮ่าๆ ทั้งคู่เป็พี่น้องที่ดูรักกันจริงๆด้วยนะครับ”
ไมอาพูดกระเซ้าเย้าแหย่เอมม่ากับลูคัสก่อนที่ทั้งสามคนนั้นจะเดินออกจากบ้านสไตล์ญี่ปุ่นหลังเล็กๆหลังนั้นไปตามท้องถนนจนกระทั่งมีชายหนุ่มรูปร่างกำยำทรงผมแสกกลางสีแดงเข้ม ในส่วนใบหน้าได้ใส่แว่นกันแดดสีดำทรงกลมปิดบังั์ตาของเขาไว้ส่วนหัวได้สวมใส่หมวกแก๊ปสีดำสนิท และในมือทั้งสองข้างก็ถือปืนพกทั้งคู่ ส่วนลำตัวได้ใส่เสื้อโค้ทหนังสีดำสนิทกับกางเกงยีนส์สีดำเข้มเช่นเดียวกันกับเสื้อโค้ท ในส่วนบริเวณปากของเขานั้นได้คาบกิ่งไม้อยู่หากมองไกลๆอาจจะเห็นราวกับเขาได้สูบบุหรี่อยู่ก็ไม่ปานชายหนุ่มผู้นั้นได้ยืนขวางทั้งสามคนก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างกราดเกรี้ยว
“เอาคืนมานะ!”
ไมอาและลูคัสทำท่าทางสงสัยกับคำพูดพึลึกกึกกือของชายหนุ่มมีแต่เอมม่าเท่านั้นที่มีสีหน้าที่ซีดเผือด จนทำให้ลูคัสสังเกตและพอจะปะติดปะต่อเื่ราวต่างๆได้
“อย่าบอกนะว่าเจ้ไปขโมยเงินเขามา?”
เมื่อลูคัสเอ่ยถามเอมม่า เอมม่าได้แต่หลบสายตา
“กะ-ก็มันช่วยไม่ได้นิ ฉันแค่อยากลองใช้ทักษะล้วงกระเป๋าดูเล่นๆเท่านั้น…”
“ตะ-แต่ไม่นึกว่ามันจะใช้กับผู้เล่นด้วยกันได้…”
เอมม่าตอบอย่างตะกุกตะกัก เหงื่อของเธอผุดขึ้นมามากมายจนจับสังเกตได้
“สรุปจะไม่คืนใช่มั้ย?”
ชายหนุ่มปริศนาที่สวมแว่นกันแดดสีดำพูดขึ้นมาขัดจังหวะลูคัสกับเอมม่าก่อนที่ลูคัสจะพยายามพูดเจรจาอะไร ชายหนุ่มผู้นั้นก็ไม่รอช้าคว้าปืนพกสองกระบอกคู่ใจของเขากราดยิงไปที่ทั้งสามคนทำเอาทั้งสามต้องะโหลบและวิ่งหนีห่าะุจำนวนมากที่กราดยิงมายังพวกเขา
“เหวอออ เจ้ไปทำบ้าอะไรเนี่ย!”
ลูคัสพูดด้วยน้ำเสียงลนลานในขณะที่พวกเขากำลังใส่เกียร์หมาวิ่งหนีชายหนุ่มที่ไล่ตามกราดยิงพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไงว่าจะถูกจับได้เร็วขนาดนี้”
เอมม่าแก้ตัวไปพลางะโหลบะุพลาง
“ใจเย็นๆก่อนนะครับ”
ไมอาะโพูดสุดเสียงในขณะที่เขากำลังวิ่งอยู่เพื่อหวังให้ชายหนุ่มปริศนานั้นหยุดยิงและหันมาเจรจากับพวกเขาแทน
“ไปตายซะไอ้พวกหัวขโมย”
นอกจากชายหนุ่มจะไม่หยุดยิงแล้วเขากลับเริ่มใช้ทักษะต่างๆเพื่อหวังสังหารทั้งสามคนและเอาถุงเงินของเขาที่ถูกขโมยไปกลับคืนมา
“Freeze”
เสียงะโก้องออกคำสั่งใช้ทักษะของชายหนุ่มผมแดงดังไปทั่วบริเวณทำให้ทั้งสามคนถึงกับหยุดชะงักและเกิดอาการหวาดกลัวขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ
“Cure”
ไมอารีบบริกรรมคาถาแก้สถานะผิดปกติในทันทีแต่ทว่ามันก็ไม่ได้ผลเนื่องจากทักษะดังกล่าวมิใช้ทักษะประเภทสร้างสถานะผิดปกติ แต่มันคือทักษะประเภทควบคุมจิตใจในระดับพื้นฐานของอาชีพมือปืนเมื่อลูคัสเห็นว่าหนีอย่างไรก็คงไปไม่รอดจึงหันกลับและเตรียมบริกรรมคาถาเพื่อต่อสู้
“Delay Spell”
ลูคัสได้บริกรรมคาถาใหม่อย่างต่อเนื่องแต่ก็ไม่เกิดผลอะไรขึ้นเอมม่าเห็นดังนั้นจึงพุ่งเข้าใส่ชายหนุ่มผมแดงก่อนที่เขาจะโจมตีมาอีกระลอกหนึ่ง เมื่อเอมม่าพุ่งไปถึงตัวชายหนุ่มคนนั้นเธอก็ฟาดขวานด้ามโตของเธอไปกลางลำตัวของชายหนุ่มแต่ทว่าชายหนุ่มกับะโหลบได้อย่างทันท่วงที เอมม่าไม่รอให้เสียโอกาสรีบใช้งานทักษะใหม่ของตนในทันที
“Double Attack”
เมื่อเธอออกคำสั่งใช้ทักษะรัศมีของขวานที่ถูกชายหนุ่มผมแดงหลบได้นั้นจู่ๆก็พลันพลิกกลับและฟาดไปทางที่ชายหนุ่มได้ะโลอยอยู่กลางอากาศอย่างผิดธรรมชาติ
“Retreat Shot”
เมื่อชายหนุ่มกำลังจะถูกขวานของเอมม่าฟาดเข้าใส่เขาจึงได้ใช้ทักษะยิงสกัดการโจมตีของเธอ ะุที่ออกมาจากปืนพกของเขานับสิบนัดถูกเล็งเข้าเป้าไปยังด้ามขวานของเอมม่าทำให้การโจมตีนั้นถูกเบี่ยงวิถี และไม่โดนตัวเขาที่ลอยอยู่กลางอากาศ
“Holy Light”
ไมอาเห็นดังนั้นจึงได้โอกาสบริกรรมคาถาก่อให้เกิดประกายแสงสว่างวาบอันอบอุ่นรอบๆบริเวณชายหนุ่ม ก่อนที่มันจะเริ่มร้อนขึ้นและกัดกร่อนร่างกายของเขาอย่างรุนแรง
“อ้ากก”
ชายหนุ่มผมแดงร้องอย่างเ็ป เขาไม่รอช้ารีบคว้าปืนพกคู่ใจยิงกระหน่ำเข้าไปยังไมอาที่กำลังร่ายคาถาดังกล่าวอยู่ทำให้ไมอาต้องหยุดร่ายคาถาและรีบะโหลบการโจมตีครั้งนั้น
“Tracer Bullet”
ชายหนุ่มผมแดงไม่รอช้ารีบใช้ทักษะะุนำวิถีในทันทีทำให้วิถีะุที่ถูกยิงออกมาถูกเบี่ยงทิศทางไปยังไมอาได้ประหนึ่งว่ามันถูกควบคุมอย่างอิสระโดยชายหนุ่มผมแดงผู้นั้น
“Fire Ball”
และในขณะที่ะุกำลังจะพุ่งเข้าทะลุร่างกายไมอาลูคัสก็ะโเข้ามาขวางและปรากฎลูกไฟรอบๆตัวลูคัสพุงเข้าใส่ะุนัดนั้นและเผาทำลายมันจนเป็ผุยผง
“Blink”
ยังไม่ทันพริบตาลูคัสก็หายไปจากตรงหน้าของไมอาและไปโผล่ที่ด้านหลังของชายหนุ่มผมแดง
“Fire Ball”
ลูกไฟก็พลันปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันอีกครั้งโดยไม่แม้แต่จำเป็ต้องบริกรรมคาถาเลยมันพุ่งตรงเข้าใจกลางแผ่นหลังของชายหนุ่มผมแดงเข้าอย่างจัง และหลังจากนั้นก็เปิดเปลวเพลิงเผาไหม้เสื้อหนังของเขาจนขาดวิ่นและลูคัสไม่รอให้ชายหนุ่มแม้แต่จะหันหลังกลับมาเพื่อป้องกันตนเองเขารีบใช้ทักษะต่อเนื่องอย่างทันท่วงที
“Lightning Bolt”
กลุ่มก้อนเมฆสีดำขนาดเล็กปกคลุมเหนือหัวของชายหนุ่มผมแดงก่อนที่มันจะผ่าฟาดลงมายังเขา
“Evasive Action”
ชายหนุ่มผมแดงรีบออกคำสั่งใช้ทักษะบังคับร่างกายของตนให้หลบหลีกอย่างผิดธรรมชาติส่งผลให้ร่างกายของเขาหลบหลีกสายฟ้าฟาดนั้นได้อย่างทันท่วงที
“Napalm Shot”
เขารีบพลิกตัวหันหลังกลับไปทางลูคัสและยิงะุออกไปหนึ่งนัดเมื่อมันไปถึงในระยะใกล้กับลูคัสมันก็เกิดะเิออกสร้างความเสียหายในบริเวณรอบๆนั้นอย่างมหาศาลทำเอาลูคัสได้รับาเ็อย่างสาหัสและกระเด็นไปชนกับต้นไม้อย่างรุนแรงเอมม่าเห็นจังหวะชุลมุนของทั้งคู่จึงได้แอบย่องเข้าไปที่ด้านหลังของชายหนุ่มผมแดงก่อนที่เธอจะเริ่มใช้ทักษะ
“Steal”
เมื่อเธอออกคำสั่งใช้ทักษะเสร็จสิ้น ปืนสองกระบอกคู่ใจที่ชายหนุ่มผมแดงถืออยู่นั้นก็พลันหายไปจากมือของเขาและไปอยู่ในมือของเอมม่าในทันทีทำเอาชายหนุ่มผมแดงใอย่างสุดขีด
“มือปืนอย่างนาย ถ้าไม่มีปืนจะเป็ยังไงกันน้า~”
เอมม่าพูดกระเซ้าเย้าแหย่ด้วยความสะใจทำเอาชายหนุ่มผมแดงผู้นั่นกัดฟันกรามแน่น
“Smoke Bomb”
“ฝากไว้ก่อนเถอะ ไอ้พวกหัวขโมย”
ชายหนุ่มผมแดงเห็นท่าจะไม่ดีเขาจึงหยิบะเิควันลูกหนึ่งปาลงพื้นก่อให้เกิดควันเป็จำนวนมากบดบังวิสัยทัศน์บริเวณนั้น และเขาก็ได้หลบหนีไป
“เฮ้อ นึกว่าจะตายซะแล้ว”
ไมอาถอนหายใจเฮือกใหญ่และพึมพำอยู่ในลำคอก่อนที่เขาจะเดินไปหาเอมม่าและลูคัสพร้อมกับใช้ทักษะรักษาพวกเขาทั้งสองจนาแได้หายดีเป็ปลิดทิ้ง
“เจ้ทำอะไรบ้าๆเนี่ยพวกเราเกือบซวยกันหมดแล้วรู้มั้ย!”
ลูคัสพูดเสียงดังใส่เอมม่าด้วยความโมโห
“นั้นน่ะสิครับ ถ้าพวกเราตายอาจโดนขโมยไอเทมทั้งหมดที่สะสมมาก่อนจะไปเกิดใหม่ที่เมืองได้นะครับ”
“แถมระดับของตัวละครอาจจะลดลงจนแทบจะเริ่มเล่นใหม่ได้เลยนะครับ”
ไมอาพูดเสริมลูคัส
“เอาน่า อย่างน้อยพวกเราก็ไม่เป็อะไรซะหน่อยแถมได้ไอ้เ้าปืนพกสองกระบอกนี่มาด้วย”
“ท่าทางคงแพงไม่ใช่เล่นเลย”
เอมม่ายิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนที่จะเก็บปืนพกทั้งสองกระบอกที่ขโมยมาจากชายหนุ่มผมแดงใส่ในช่องมิติสำหรับเก็บไอเทมของเธอ
“ว่าแต่คุณลูคัสทำได้ยังไงครับ ใช้เวทย์มนต์โดยไม่ต้องบริกรรมคาถา”
ไมอาเอ่ยถามขึ้นอย่างอดสงสัยไม่ได้
“ทักษะ Delay Spell ของผมน่ะเจ๋งใช่มั้ยล่ะ~”
“มันเป็การบริกรรมคาถาล่วงหน้าทิ้งไว้ และสามารถปลดปล่อยคาถาได้อย่างอิสระเลยล่ะ”
ลูคัสพูดอย่างภูมิใจในอาชีพนักเวทย์ของตนเอง
“ก็งั้นๆแหละน่า ถ้าไม่มีทักษะขโมยของของฉันป่านนี้พวกแกก็แพ้แล้ว”
เอมม่าพูดขัดความภาคภูมิใจของลูคัส
“อย่ามาพูดเลยเจ้ ก็เพราะทักษะล้วงกระเป๋าของเจ้ไม่ใช่หรอพวกเราถึงเกือบตายน่ะ!”
ลูคัสตวาดเอมม่าไปอีกรอบหนึ่ง ทำให้เธอต้องแก้ตัวอย่างตะกุกตะกัก
“ก็ฉันอาชีพโจรนี่นา ไม่ให้ขโมยของแล้วให้ทำอะไรล่ะ”
เอมม่าพูดเถียงขึ้นมาอย่างทันควัน จนไมอาเริ่มเห็นสองพี่น้องคู่นี้ทะเลาะกันอีกแล้วเขาจึงรีบเปลี่ยนเื่ในทันที
“ผมว่าเรารีบไปจากที่นี่กันดีกว่านะครับ”
“หมอนั่นจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้”
เมื่อไมอาพูดเสร็จ ทั้งสองคนจึงเห็นพ้องกันกับคำของไมอาว่าควรรีบหนีจากท่าเรือนี้ให้เร็วที่สุดเสียจะดีกว่าและทั้งสองก็เดินไปยังคนขายตั๋วเรือประจำท่าเรือเบรฟเวอรี่แห่งนี้
“จะไปท่าเรือคัสเซนการ์ดงั้นรึ?”
“หนึ่งใบ 4 เหรียญเงิน ถ้าไม่มีก็ไปไกลๆซะ”
ชายคนขายตั๋วเรือพูดกับพวกเขาทั้งสาม
“ถ้างั้นขอซื้อตั๋วสำหรับ 3 คนค่ะ”
เอมม่าพูดขึ้นพร้อมกับหยิบเหรียญทอง 1 เหรียญและเหรียญเงิน 2 เหรียญ ยื่นให้กับคนขายตั๋วเรือ เมื่อชายคนขายตั๋วเรือรับเงินแล้วท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็หลังมือเขานั้นบริการสุภาพอย่างมากผิดกลับตอนแรกที่กระโชกโฮกฮากใส่พวกเอมม่า
“เชิญด้านนี้เลยพวกหนู”
ชายคนขายตั๋วเรือผายมือไปทางบันไดขึ้นเรือสำราญลำโตที่มีสภาพใหม่เอี่ยมอ่องราวกับว่าเรือลำเก่านั้นได้ถูกปลดระวางไปแล้วและจำต้องซื้อเรือใหม่มาแทนที่ เมื่อพวกเอมม่าได้ยินดังนั้น พวกเขาทั้งสามคนจึงเดินขึ้นไปบนเรืออย่างเหนื่อยล้าและแยกย้ายกันเข้าไปในห้องนอนบนเรือสำราญลำโตนั้นเพื่อใช้ระบบหลับไหลพักฟื้นค่าความเหนื่อยล้าที่ถูกล้างผลาญจากการต่อสู้กับชายหนุ่มผมแดงจนหมดเกลี้ยงก่อนที่เรือลำนั้นจะค่อยๆแล่นออกจากท่าเรือเบรฟเวอรี่และไปยังท่าเรือคัสเซนการ์ดโดยปลอดภัยและไม่มีสัตว์ร้ายใดๆเข้ามารบกวนในระหว่างเดินทาง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ภายในสถานพยาบาลเก่าๆแห่งหนึ่งในท่าเรือเบรฟเวอรี่เหล่าหมอและพยาบาลต่างวุ่นวายกับการรักษาผู้ป่วยต่างๆที่อยู่ในสถานพยาบาลแห่งนี้ และชายหนุ่มผมแดงใส่แว่นกันแดดสีดำก็เป็หนึ่งในผู้ที่เข้ารับการรักษาเช่นเดียวกันกับพวกเขาเ่าั้ชายหนุ่มผมแดงได้กำหมัดแน่นและกัดฟันกรามอย่างโกรธแค้นพร้อมสาปแช่งต่อเหล่าพวกหัวขโมยทั้งสามที่เขาเพิ่งต่อกรมาหมาดๆ
“ดันมาขโมยปืนระดับแรร์ของเราไปซะได้”
“ทีนี้จะเอาปืนที่ไหนใช้วะเนี่ย”
“อย่าให้เจอนะ ไอ้พวกตัวแสบ”
เมื่อเขาได้รับการรักษาเสร็จสิ้นแล้วเขาก็ได้เดินออกจากสถานพยาบาลแห่งนั้นและตรงไปยังสมาคมนักผจญภัยขนาดเล็กในท่าเรือเบรฟเวอรี่พร้อมกับติดแผ่นกระดาษว่าจ้างมอบหมายภารกิจตามล่าค่าหัวของทั้งสามคนนั้นไว้ในบอร์ดภารกิจโดยมีข้อความดังต่อไปนี้
[ ชื่อภารกิจ : ตามจับเหล่าผู้เล่นหัวขโมยทั้งสาม]
[ White Lady ]
[ ลักษณะ : เพศหญิง เผ่าเอลฟ์อายุราวๆ 13-14 ปี ไว้ผมทรงทวินเทลสีบลอนด์ ั์ตาสีฟ้าข้างและแดงข้าง มีอาชีพเป็โจรสวมใส่อาวุธประเภทขวาน ระดับลีเจ้นดารี่ ]
[ ค่าหัว : 30 เหรียญทอง ]
[ Black Warrior Lucas ]
[ ลักษณะ : เพศชายเผ่าเอลฟ์ อายุราวๆ 24 ปี ไว้ผมทรงฟอกฮอว์กสีบลอนด์ ั์ตาสีเขียวมรกตมีอาชีพเป็นักเวทย์ สวมใส่อาวุธประเภทไม้เท้า ระดับทั่วไป ]
[ ค่าหัว : 10 เหรียญทอง ]
[ Lucifer ]
[ ลักษณะ : เพศชาย เผ่าเทวทูตอายุ ไม่ทราบ ไว้ผมทรงทูบล็อกสีเทา ั์ตาสีเทา มีอาชีพเป็นักบวชสวมใส่อาวุธประเภทไม้เท้า ระดับทั่วไป ]
[ ค่าหัว : 10 เหรียญทอง ]
[ รายละเอียดอื่นๆ : จับเป็หรือจับตายก็ได้แต่หากจับตายต้องขโมยไอเทมของพวกนั้นทั้งหมดมาให้ผู้ว่าจ้าง ]
[ ผู้ว่าจ้าง : Albert Bogart ]
และเมื่อชายหนุ่มผมแดงได้ปิดประกาศเสร็จสิ้นแล้วเขาจึงได้เดินออกจากสมาคมนักผจญภัยและรอขึ้นเรือในรอบถัดไปเพื่อไปท่าเรือคัสเซนการ์ดและคาดหวังว่าจะเจอกับเหล่าหัวขโมยทั้งสามอีกครั้ง