ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    เล่มที่ 5 บทที่ 133 ความสุขของพ่อ หนูไม่ต้องการ

    บทที่ 133 ความสุขของพ่อ หนูไม่ต้องการ

         ค่ำคืนที่ไร้ซึ่งคำพูด

         เช้าตรู่วันต่อมาแม่ของเย่จื่อเฉินไปส่งเถียนเถียนที่โรงเรียนอนุบาล

         เมื่อในบ้านไม่มีคนอยู่แล้ว เย่จื่อเฉินก็รีบทำงานทันที

         การฟื้นคืนชีพให้หลิวฉิงจะต้องสำเร็จถึงแม้ว่าของทุกอย่างมันจะหายาก แต่เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เหตุผลที่เย่จื่อเฉินจะไม่ลงมือทำ

         เหอเซียนกู่ เย่จื่อเฉินยังไม่มีโอกาสได้ทำความรู้จัก

         ส่วนไท่ซางเหล่าจวิน ก็อยู่ในช่วงสงครามเย็น

         ดูเหมือนว่าในตอนนี้ เรื่องที่เขาสามารถทำได้จะมีแค่ต้องเอาเนตรมังกรมาไว้ในมือให้ได้ก่อน

         ถ้าพูดถึงการสังหารมังกร องค์ชายสามคือผู้เชี่ยวชาญที่สุดแล้วบางทีถ้าทักไปหาเขาก็อาจจะได้เนตรมังกรพันปีก็ได้

         เย่จื่อเฉิน : องค์ชายสามองค์ชายสาม

         องค์ชายสามนาจา : มีอะไรท่านเง็กเซียน?

         รูปโปรโฟล์น่ารักขององค์ชายสามแวบเข้ามาในหัวทันที

         เย่จื่อเฉิน : องค์ชายสามฆ่ามังกรมาเยอะแล้วใช่ไหม?

         องค์ชายสามนาจา : แน่นอน 

          เมื่อพูดถึงการสังหารมังกร ถ้าบอกว่านาจาเป็นที่หนึ่งก็ไม่มีใครกล้าเป็นที่สองแล้ว 

          องค์ชายสามนาจา :มังกรที่โดนข้าสังหารมีประมาณแปดร้อยตัวหรือหนึ่งพันตัวนี่แหละว่าแต่ท่านเง็กเซียนถามเรื่องนี้ทำไมเหรอ?

         เย่จื่อเฉิน : ข้าอยากขอเนตรมังกรที่บำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลาหนึ่งพันปีจากองค์ชายสามหน่อยน่ะ

         องค์ชายสามนาจา : บำเพ็ญเพียรพันปี? 

          องค์ชายสามนาจาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบกลับมา 

          องค์ชายสามนาจา :เหมือนว่าข้าจะยังไม่เคยสังหารมังกรที่บำเพ็ญเพียรถึงหนึ่งพันปีเลยนะ

         “...”

         หัวใจของเย่จื่อเฉินวูบโหวงทันที เมื่อได้เห็นข้อความนี้

         ถ้าแม้แต่นาจายังไม่มี ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มีโอกาสที่จะหาเนตรมังกรพันปีบนสวรรค์ได้แล้วล่ะ

          องค์ชายสามนาจา : จริงสิในตอนที่ข้าเพิ่งเข้ามาในกลุ่ม ข้าเคยส่งมังกรไปแล้วตัวหนึ่งมังกรตัวนั้นเป็นมังกรที่บำเพ็ญเพียรมาหนึ่งพันปีแล้ว

         จู่ๆ องค์ชายสามนาจาก็ได้ส่งข้อความกลับมา

         เย่จื่อเฉินคลำเนตรมังกรในกระเป๋ากางเกงโดยอัตโนมัติเมื่อเห็นข้อความนี้

         เย่จื่อเฉิน : ท่านบอกว่ามังกรตัวนั้นเป็นมังกรที่บำเพ็ญเพียรมาหนึ่งพันปีเหรอ!

         องค์ชายสามนาจา : ใช่แล้ว 

          องค์ชายสามนาจาตอบกลับ 

          องค์ชายสามนาจา :ถ้าท่านเง็กเซียนต้องการ ข้าจะช่วยไปถามให้ท่านว่าใครเป็นคนได้เนตรมังกรไป

         เย่จื่อเฉิน : ไม่ต้องหรอกเนตรมังกรอยู่กับข้านี่แหละ

         เย่จื่อเฉินรีบตอบกลับ

         องค์ชายสามนาจา : อืมเนตรมังกรอันนั้นเป็นเนตรมังกรพันปีท่านเง็กเซียนยังมีเรื่องอะไรอีกไหม?

         ดูท่าว่าองค์ชายสามนาจาจะอยากกลับไปนอนแล้ว เย่จื่อเฉินเลิกคิ้วแล้วส่งข้อความถามกลับไป

         เย่จื่อเฉิน : แล้วบนสวรรค์มีใครมีรากบัววิเศษเก้ารูบ้างไหม?

         องค์ชายสามนาจา : รากบัวเก้ารูเหรอ 

          อาค์ชายสามนาจาเงียบไปนานก่อนจะตอบกลับ 

          องค์ชายสามนาจา :ที่ข้าไม่มีหรอก ของแบบนี้บนสวรรค์น่าจะไม่มี แต่ถ้าเทพธิดาเหอเซียนกู่ในกลุ่มเทพโป๊ยเซียน[1] ก็อาจจะมีอยู่นะ

         เย่จื่อเฉิน : แล้วองค์ชายสามช่วยไปเอามาให้ข้าหน่อยได้ไหม

         องค์ชายสามนาจา : ไม่ได้หรอกพวกข้าก็ไม่ได้สนิทกับเทพกลุ่มโป๊ยเซียนขนาดนั้น น่าจะช่วยท่านเง็กเซียนไม่ได้

         เย่จื่อเฉิน :เข้าใจแล้ว องค์ชายสามไปนอนเถอะ

         ตอนนี้เขามีเนตรมังกรพันปีอยู่ในมือแล้วแต่ว่ารากบัววิเศษเก้ารู้นั้นจะต้องไปขอมาจากเทพธิดาเหอเซียนกู่คนเดียวเท่านั้น

         แต่ดูเหมือนว่าในกลุ่มแชทสวรรค์จะไม่มีเทพในกลุ่มเทพโป๊ยเซียนอยู่เลย

         “เจ้านาย เหมือนว่าจะมีคนมาหาเจ้านายนะ”

         เสี่ยวไป๋วิ่งลิ้นห้อยเข้ามาในบ้าน เย่จื่อเฉินวางโทรศัพท์แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง

         รถรุ่นเบนท์ลีย์สีดำคันหนึ่งจอดอยู่นอกลานบ้าน ในขณะที่จูซือเหลียงได้ยืนอยู่บริเวณลานบ้านแล้ว

         “หมอนั่นมาได้ยังไง”

         เย่จื่อเฉินหรี่ตามองเพียงครู่เดียวเขาก็นึกถึงความเป็นไปได้บางอย่าง จึงกระตุกยิ้มมุมปากเล็กน้อยพร้อมกับส่ายหน้าพูด

         “เฝ้าบ้านดีๆ ล่ะ”

         “รับทราบครับ!” เสี่ยวไป๋กระดิกหางแล้วพูด “มีผมอยู่ด้วยไม่มีใครเข้าบ้านเราได้แน่นอนครับ หรือถ้าไม่ไหวเราก็ยังมีกลุ่มลูกน้องอยู่นะครับ”

         “เก่งจังนะแกน่ะ”

         เย่จื่อเฉินลูบศีรษะเล็กของมัน ก่อนจะเดินออกไป

         “เย่จื่อเฉิน”

         จากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ทำให้สายตาของจูซือเหลียงที่มองเย่จื่อเฉินเต็มไปด้วยความยำเกรง

         นี่เป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตอนที่เห็นอีกฝ่ายเป็นคู่ปรับ

         “คุณหยางเจิ้นในคุณมาหาผมเหรอ? เขาก็ยังไม่สนโลกเหมือนเดิมเลยนะ”

         คิดไม่ถึงเลยว่าเย่จื่อเฉินจะเดาได้ทะลุปรุโปร่งขนาดนี้จูซือเหลียงจึงไม่ได้พูดอะไรมาก และพยักหน้ารับ

         “คุณลุงหยางให้ผมมารับคุณจริงๆ เขาอยู่เป็นเพื่อนอี่ฉือที่โรงพยาบาลผมก็เลย…”

         “คุณอย่ามาช่วยเขาหาข้ออ้างเลย คุณจะให้ผมเชื่อเหรอว่าเขาพูดแบบนี้?” เย่จื่อเฉินสะบัดเสียงห้วน “เขาเป็นคนยังไงผมว่าคุณน่าจะรู้ดีกว่าผมนะ”

         “เอ่อ…”

         จูซือเหลียงเอ่ยขึ้นติดขัด เขารู้ดี ถ้าไม่มีอะไรผิดคาด

         ตอนนี้คุณหยางเจิ้นก็น่าจะกำลังคุยเรื่องงานอยู่

         “พอเถอะ อย่าเสียเวลาเลย พาผมไปดูหน่อยผมก็อยากเห็นเหมือนกันว่าคุณหยางเจิ้นเขาจะรู้สึกอะไรบ้างไหมที่เกิดเรื่องแบบนี้”

         “งั้นก็ไปเถอะ”

         จูซือเหลียงเองก็หัวเราะเสียงแผ่ว

          ห้องพิเศษ โรงพยาบาลเมืองปิงเฉิง

         บอดี้การ์ดชุดดำสิบกว่าคนยืนเรียงกันเป็นสองแถวติดกำแพงเวลาที่ทีมแพทย์พยาบาลเดินมาถึงตรงนี้ ทุกคนก็จะกลืนน้ำลายโดยอัตโนมัติ

         ช่วยไม่ได้ ท่าทางแบบนี้มันน่ากลัวมากเกินไปจริงๆ

         ภายในห้องหยางเจิ้นไม่ได้เหมือนพ่อคนอื่นที่พอรู้ว่าลูกสาวได้รับบาดเจ็บแล้วจะใส่ใจดูแล

         ตั้งแต่วินาทีแรกที่เขาเข้ามาในห้อง เขาก็ยังไม่แม้แต่จะวางโทรศัพท์เขาเอาแต่ยุ่งอยู่กับการหาเงิน

         เหตุการณ์แบบนี้ ดูเหมือนว่าหยางอี่ฉือจะชินกับมันไปแล้วเธออยู่ในชุดคนไข้พร้อมกับหลุบตาลงอ่านนิตยสารแฟชั่นเล่มล่าสุด ทำราวกับว่าในห้องนี้ไม่มีหยางเจิ้นอยู่ตั้งแต่แรก

         ราวกับคนแปลกหน้า

         นี่แหละคือสิ่งที่พวกเขาเป็น

         เนิ่นนานกว่าจะจบบทสนทนาทางโทรศัพท์ หยางเจิ้นถึงได้ขมวดคิ้วมุ่นวางสายราวกับว่าการคุยโทรศัพท์ในครั้งนี้มันไม่เป็นไปตามที่เขาต้องการ

         “อี่ฉือ”

         เพิ่งจะอ้าปากพูด โทรศัพท์ในมือก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง

         หยางเจิ้นมองโทรศัพท์ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับที่หยางอี่ฉือเอานิตยสารวางไว้ข้างกาย

         “ออกไปคุยข้างนอกดีกว่าไหมคะ หนูต้องการพักผ่อน”

          “นี่แกกำลังโทษฉันอยู่เหรอ?” หยางเจิ้นไม่ได้สนใจโทรศัพท์ที่ดังไม่หยุดแล้วพูดขึ้น “ทุกอย่างที่ฉันทำอยู่ตอนนี้ก็เพื่อตัวแกเพื่ออนาคตของแกทั้งนั้น”

         “หนูก็ไม่ได้ปฏิเสธมัน ไม่ใช่เหรอคะ?” หยางอี่ฉือกระตุกยิ้มมุมปากอย่างสมเพชตัวเองก่อนจะจับผ้าห่มขึ้นคลุมตัว “ทำเพื่อหนูเพื่อหนูทั้งนั้น”

         “แกอย่ามาหาเรื่องนะ ทำไมแกถึงไม่เข้าใจฉันสักที!”

         “พ่อคะ พ่อบอกว่าหนูกำลังหาเรื่องทะเลาะเหรอคะ?”

         หยางอี่ฉือที่อยู่ในผ้าห่มผุดลุกขึ้นนั่งทันทีขอบตาแดงก่อนจะพูดขึ้น

         “พ่อรู้หรือเปล่าว่าเมื่อวานหนูเกือบจะตายอยู่แล้วแต่พอพ่อมาถึงแล้วพ่อทำอะไร พ่อคุยโทรศัพท์ คุยเรื่องงานพ่อมาอยู่ในห้องเกินหกชั่วโมงแล้ว พ่อได้ถามอาการหนูสักคำหรือยัง ในสายตาของพ่อพ่อเห็นว่างานมันสำคัญมากกว่าหนูใช่ไหม?”

         “ก็ที่ฉันทำอยู่มันก็เพื่อแกไม่ใช่หรือไง ที่ฉันหาเงินงกๆสุดท้ายฉันก็เก็บเอาไว้ให้แกไม่ใช่เหรอ ตระกูลจูเป็นตระกูลใหญ่ถ้าฉันไม่พยายามเรียกค่าสินสอดมาให้แกมากพอ เกิดแกโดนตระกูลจูรังแกขึ้นมาจะทำยังไง?”

         “แต่หนูไม่ได้ชอบจูซือเหลียง!”

         “แกพูดอีกทีสิ!”

         ใบหน้าของหยางเจิ้นดุดันทันที

         “หนูบอกว่าหนูไม่ได้ชอบจูซือเหลียง!”

         หยางอี่ฉือตะเบ็งหยดน้ำตาตรงขอบตาก็ไหลหยดลงมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่ได้

         “หนูไม่ชอบทุกอย่างที่พ่อเตรียมไว้ให้หนูแล้วหนูก็ไม่ชอบความสุขที่พ่อบอกว่าหาไว้ให้ หนูไม่ได้ต้องการทุกสิ่งนี้เลยสักนิดเชิญค่ะ แขกของพ่อมาหาแล้ว เชิญพ่อออกไปข้างนอกด้วย หนูจะพักผ่อน!”

         “เนรคุณ!”

         หยางเจิ้นยกมือขึ้นจะตบแต่หยางอี่ฉือก็นั่งนิ่งอยู่อย่างนั้นไม่หลบไปไหนดวงตาทั้งสองข้างจ้องมองหยางเจิ้นเขม็ง

         หมับ!

         ในวินาทีที่ฝ่ามือของหยางเจิ้นกำลังจะตบลงไป จู่ๆก็มีมือหนึ่งเข้ามาคว้าข้อมือของเขาเอาไว้ทันที

         “พอได้แล้ว คุณหยางเจิ้น เราออกไปคุยกันข้างนอกเถอะ”

    ___________________________________________________

    [1] เทพโป๊ยเซียนหมายถึง เซียนทั้งแปดของจีน เป็นเซียนแห่งโชคลาภและความมั่งคั่ง

     

    คล้ายกับเรื่องระบบอั่งเปาสะท้านภพ ที่คุณอ่าน