บทที่ 57 อับอายขายหน้า
หลินเจี้ยนหลูชอบเด็กหญิงตัวน้อยน่ารักคนนี้มาก
“หนูน้อย เดี๋ยวไปกับฉันนะ อยู่กับผู้ชายเหม็น ๆ พวกนี้มันไม่สะดวกหรอก”
เธอรู้สึกว่าถ้าสาวน้อยอยู่ที่นี่ ด้วยนิสัยซื่อ ๆ แบบนี้ สักวันหนึ่งลู่เฉิงเฟิงต้องฉวยโอกาสลวนลามเธอแน่ ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ถ้ามีสาวน้อยอยู่ข้าง ๆ เธอก็จะรู้สึกกดดันน้อยลงในการปกป้องซูอี้จวิน
หลินเจี้ยนหลูรู้ดีว่าถึงแม้สาวน้อยจะดูใสซื่อ แต่ฝีมือเธอต้องร้ายกาจมากแน่ ๆ
สาวน้อยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “มีข้าวให้กินไหม”
“เอ่อ…” หลินเจี้ยนหลูชะงักไป
สาวน้อยพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “ฉันกินจุมากนะ”
หลินเจี้ยนหลูหัวเราะเบา ๆ นับตั้งแต่ฝึกฝนลมปราณได้ ปริมาณอาหารที่เธอกินก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเช่นกัน
“วางใจได้ ไปกับฉัน อยากกินอะไรก็กินได้เลย”
“จริงเหรอ” สาวน้อยเบิกตากว้าง
หลินเจี้ยนหลูพยักหน้ายิ้ม ๆ
“ตกลง ฉันไปกับพี่สาว”
ลู่เฉิงเฟิงทำหน้าไม่ค่อยพอใจ รู้สึกไม่ยอม ‘ถ้ายายกระต่ายน้อยไปแล้ว ที่บ้านก็จะเหลือแค่ผู้ชายอกสามศอกสามคน ต้องเจอแต่หน้าเจ้าเสือ กับเจ้าม้าทุกวัน คิดแล้วก็ปวดหัวแล้ว’
“ตกลงกันแล้วว่าจะให้ฉันเลี้ยง แล้วนี่จะทิ้งนายทุนของตัวเองแบบนี้เลยเหรอ”
“ใช่แล้ว” สาวน้อยตาโตหันไปมองหลินเจี้ยนหลู “เขาบอกว่าจะเลี้ยงฉันเอง”
ไม่รอให้หลินเจี้ยนหลูพูด สาวน้อยตาโตก็ยื่นมือไปหาลู่เฉิงเฟิง “ถ้างั้นตอนนี้ฉันไม่ให้คุณเลี้ยงแล้ว เอาราคาข้าวกับค่าที่พักทั้งหมดมาให้ฉันเป็นเงินสดเลย”
ลู่เฉิงเฟิงมีเครื่องหมายคำถามตัวโตผุดขึ้นในหัว “ฉันต้องให้เงินเธอเหรอ”
“ใช่สิ คุณบอกว่าจะเลี้ยงฉันเอง ค่าข้าวฉันตกวันละประมาณห้าร้อย ค่าอยู่ก็ตีไปสามร้อยละกัน รวม ๆ แล้ววันละแปดร้อย ฉันคิดให้คุณถูก ๆ ก็ได้ เอาเป็นว่าวันละห้าร้อยก็พอ”
มุมปากของลู่เฉิงเฟิงกระตุก “เธอทั้งกินของฉัน อยู่ของฉัน ยังจะมาเอาเงินฉันอีกเหรอ?”
“ก็คุณบอกเองว่าจะเลี้ยงฉันเอง”
“แต่ตอนนี้เธอไม่ต้องการให้ฉันเลี้ยงแล้วไม่ใช่เหรอ?”
“ใช่ไง เพราะงั้นคุณก็เอาเงินที่ต้องเลี้ยงฉันทั้งหมดมาคิดเป็นเงินสดแล้วจ่ายให้ฉันทีเดียวเลยสิ”
ลู่เฉิงเฟิงมึนงงจนสมองขาวโพลน “เดี๋ยวก่อนนะ ฉันงงหน่อย ๆ”
“ไม่งง ๆ ง่ายจะตาย นี่ดูนะ ค่ากินค่าอยู่ของฉันวันละห้าร้อย ฉันอายุยี่สิบสอง คงอยู่ได้ถึงแปดสิบ แป๊บนึงนะ ฉันคิดเลขไม่ถูก”
สาวน้อยมองไปทางหลินเจี้ยนหลูเหมือนจะขอความช่วยเหลือ
หลินเจี้ยนหลูกลั้นขำ “วันละห้าร้อย ปีนึงก็ประมาณแสนแปด ถ้าน้องกระต่ายจะอยู่ไปอีกหกสิบปี ก็ราว ๆ สิบล้านแปดแสน ลดให้นิดหน่อย ตีไปสิบล้านพอ”
“อื้ม ๆ ๆ” สาวตาแป๋วพยักหน้าหงึก ๆ
“ตั้งเยอะ?” ลู่เฉิงเฟิงอึ้งไปชั่วขณะ “เดี๋ยวก่อนนะ ไม่ถูก นี่ฉันเป็นหนี้เธอสิบล้านเลยเหรอ พวกเธอเห็นฉันเป็นตัวอะไรกันเนี่ย เกือบโดนพวกเธอหลอกซะแล้ว”
“ฮึ่ม! ไอ้คนหลอกลวง ไม่รักษาคำพูด ยังจะมาหลอกให้ฉันนอนกับคุณอีก โชคดีที่ฉันฉลาด ไม่ได้หลงกลคุณ ไม่งั้นคงโดนหลอกเสียหายใหญ่แล้ว”
ลู่เฉิงเฟิงหน้าตึงด้วยความอับอาย
สายตาของหลินเจี้ยนหลูเริ่มดูอันตรายขึ้นเรื่อย ๆ “เขาหลอกเธอให้นอนกับเขางั้นเหรอ?”
“อืม” สาวน้อยตาโตพยักหน้า “เขายังบอกอีกว่าถ้าฉันไม่ยอมนอนกับเขา รอให้พี่สาวนอนกับเขาแล้ว ฉันต้องเสียใจแน่ ๆ แต่ฉันไม่มีทางยอมหรอก”
“เรื่องนี้ฉันเป็นพยานได้” พยัคฆ์โลหิตพูดด้วยสีหน้าสะใจ
ลู่เฉิงเฟิงจ้องเขาตาขวาง แล้วเอามือปิดหน้า อับอายแทบแทรกแผ่นดิน
‘ยายเด็กโง่ตาโตนี่ ทำไมถึงได้พูดทุกอย่างออกมาหมดเลยนะ?’
“ลู่เฉิงเฟิง แกนี่มันไอ้ลามกจริง ๆ แกอยากตายใช่ไหม?”
หลินเจี้ยนหลูกัดฟันกรอด มองซ้ายมองขวา หาอะไรสักอย่างที่จะใช้ตีเขาให้ตาย
พยัคฆ์โลหิตล้วงมือไปด้านหลังหยิบปืนลูกโม่ขึ้นสนิมส่งให้หลินเจี้ยนหลู
“ให้ตายสิ!”
ลู่เฉิงเฟิงแอบมองผ่านซอกนิ้วเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เขาถึงกับยืนอึ้งไปชั่วขณะ ‘อยากจะฆ่าพยัคฆ์โลหิต เจ้าคนสารเลวนี่เสียจริง’
ทันใดนั้นเขาก็รีบลุกขึ้นวิ่งอย่างกับกระต่ายเข้าไปในห้องแล้วล็อคประตูทันที
“ลู่เฉิงเฟิง แกออกมาเดี๋ยวนี้”
หลินเจี้ยนหลูทุบประตูเสียงดัง
ลู่เฉิงเฟิงซ่อนตัวสั่นเทาอยู่ข้างใน
“ลู่เฉิงเฟิง ออกมาเดี๋ยวนี้”
“ฉันไม่ไปไหนทั้งนั้น ลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้น ฉันลู่เฉิงเฟิง ยืนยันคำเดิม”
หลินเจี้ยนหลูหน้าแดงก่ำ ‘ไอ้คนลามก ชอบไปหว่านเสน่ห์ใส่ผู้หญิง แล้วยังพูดอีกว่าบั้นท้ายของฉันบีบแล้วรู้สึกสบายสุ้ตอนบีบหน้ากระต่ายนักล่าไม่ได้ เกินไปแล้วจริง ๆ’
“ช่างไร้ยางอาย!” อาชาล่าวิญญาณวิพากษ์วิจารณ์
พยัคฆ์โลหิตพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง “ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าผู้เฒ่าลั่วคิดอะไรอยู่? ถึงได้มอบสิบสองนักษัตรทมิฬให้กับเขา ผู้เฒ่าลั่วต้องถูกไอ้หน้าด้านนี่หลอกแน่ ๆ”
ลู่เฉิงเฟิงหลบอยู่ในห้องเกือบครึ่งชั่วโมง แอบเอาหูแนบประตูฟังเสียงด้านนอก ผ่านไปสักพักจึงค่อย ๆ แง้มประตูแอบมองออกไปข้างนอก
“ออกมาได้แล้ว ทุกคนไปกันหมดแล้ว”
พยัคฆ์โลหิตพูดด้วยสีหน้าสะใจ
ลู่เฉิงเฟิงจึงค่อยออกมาอย่างโล่งอก
อาชาล่าวิญญาณแซว “ไม่นึกเลยว่านายก็มีคนที่กลัวเหมือนกันนะ?”
พูดเล่นเหรอ ผู้หญิงคนนั้นจะยิงจริง ๆ นะ ลู่เฉิงเฟิงบ่นในใจ
“แกไม่เข้าใจหรอก นี่เรียกว่าลูกผู้ชายไม่ต่อสู้กับผู้หญิงต่างหาก”
ลู่เฉิงเฟิงเดินเข้าไป ในดวงตาฉายแววเจ้าเล่ห์ จากนั้นก็แกล้งทำเป็นเผลอเหยียบเท้าของอาชาล่าวิญญาณ
อาชาล่าวิญญาณที่มีบาดแผลที่เท้าอยู่แล้ว เจ็บจนต้องสูดลมหายใจเฮือกใหญ่
“ขอโทษ ๆ ฉันไม่ได้ตั้งใจ”
ลู่เฉิงเฟิงทำท่าตื่นตระหนกถอยหลัง ในความสับสนนั้นศอกของเขาก็ไปกระแทกท้ายทอยของพยัคฆ์โลหิตเข้าพอดี ใบหน้าของพยัคฆ์โลหิตจึงจมลงไปในชามโจ๊กที่เหลืออยู่ครึ่งชาม
“ขอโทษด้วย ขอโทษด้วย พวกนายเห็นไหมว่าฉันช่างซุ่มซ่ามเหลือเกิน ฉันยังมีธุระ พวกนายกินเสร็จแล้วอย่าลืมเก็บโต๊ะให้เรียบร้อยด้วยนะ”
ลู่เฉิงเฟิงรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
อาชาล่าวิญญาณหน้าบึ้งตึง “ฉันสงสัยว่าเขาตั้งใจ แต่ฉันไม่มีหลักฐาน”
พยัคฆ์โลหิตเงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับโจ๊กที่เปรอะเปื้อนทั่วใบหน้า กัดฟันพูดอย่างแค้นเคือง “ไอ้หมอนั่นมันตั้งใจแน่ ๆ ไอ้ลูกหมาตัวนี้มันช่างเจ้าเล่ห์ต่ำช้า จิตใจดำมืดเลวทราม”
ลู่เฉิงเฟิงมาถึงลานจอดรถใต้ดิน แล้วขับรถไปที่อู่ซ่อมรถ
อาชาล่าวิญญาณกับสาวตาโต เพื่อล่อให้เขาออกมา พวกนั้นได้ทำลายไฟหน้ารถของเขา อาชาล่าวิญญาณน่ะก็ช่างเถอะ แต่สาวตาโตนั่นเขาจะไม่ปล่อยไปง่าย ๆ สักวันเขาจะต้องให้เธอใช้ไฟหน้ารถของเธอเองมาชดใช้ให้เขาให้ได้
หลังออกมาจากอู่ซ่อมรถ ขณะที่ลู่เฉิงเฟิงกำลังจะเรียกรถแท็กซี่กลับบ้าน ทันใดนั้นโทรศัพท์ก็ดังขึ้น
เป็นคุณปู่ซูที่โทรมา บอกให้ชายหนุ่มไปกินข้าวเที่ยงที่บ้าน
ลู่เฉิงเฟิงได้แต่กลอกตาอย่างช่วยไม่ได้ ‘ตาแก่นี่ต้องอยากหาคนเล่นหมากล้อมด้วยแน่ ๆ เล่นก็ไม่เก่ง แถมนิสัยยังไม่ดีอีก’
ชายหนุ่มดูเวลาแล้วตัดสินใจไปที่บ้านตระกูลซูทันที
หลังจากโบกรถแท็กซี่ได้แล้ว เขาเพิ่งขึ้นรถ หลินเจี้ยนหลูก็โทรเข้ามา
“ฮัลโหล เพิ่งจะแยกกัน ก็คิดถึงฉันแล้วเหรอ?”
แม้จะคุยกันผ่านโทรศัพท์ แต่ลู่เฉิงเฟิงก็ยังรู้สึกว่าตัวเองนั้นช่างกล้า พูดหยอดหลินเจี้ยนหลูไปได้
[คุณปู่ซูบอกว่านายจะมาทานข้าวที่บ้านเหรอ?]
“อืม”
[ถ้างั้นแวะไปที่ซูกรุ๊ป พาเสี่ยวจวินมาด้วยนะ]
ลู่เฉิงเฟิงขมวดคิ้ว “เธอไม่ได้อยู่กับเสี่ยวจวินเหรอ?”
[ตอนที่ฉันกลับมา เธอก็ไปบริษัทแล้ว บอกว่ามีธุระด่วน ฮั่นเหยียนไปกับเธอด้วย ไม่ต้องห่วงหรอก คงไม่มีอะไร]
ลู่เฉิงเฟิงตอบรับเบา ๆ หลังจากวางสาย เขาก็โทรหาซูอี้จวินทันที
คนในตระกูลซูถูกเหยียนเจี้ยนตงนำไปแขวนในดาร์กเว็บหมดแล้ว ไม่รู้ว่ามีคนกี่คนที่แอบจับตาดูตระกูลซูอยู่ ถ้าไม่มีหลินเจี้ยนหลูอยู่ข้าง ๆ เธอ แค่ฮั่นเหยียนคนเดียวคงไม่พอแน่