กลายเป็นบอสของเกทซอมบี้ไปซะแล้ว

    ตอนที่ 27

    ตอนที่ 27




    “องค์ชาย เชิญทางนี้ขอรับ” ทันทีที่ออกมาจากห้องประชุมในเช้าวันถัดมา สิ่งแรกที่ยูได้พบด้านหลังบ้านประตูก็คือเหล่าประชาชนของเกทแห่งนี้ที่กำลังยืนต้อนรับเขาอย่างสุภาพโดยมีชายผิวเข้มร่างกายสูงใหญ่ยืนโค้งอย่างอ่อนน้อมอยู่ด้านหน้าสุดอย่างกับพวกเขากำลังรอการมาถึงของยูมาตลอดเสียอย่างนั้น


    “องค์ชาย องค์ราชินีฝากให้พวกเรามาเป็นผู้นำทางให้กับท่านไปยังสนามฝึกนอกเมืองก่อนเจ้าค่ะ อีกสักพักองค์ราชินีจะเดินทางตามพวกเราไปอีกที” หญิงสาวผู้มีเส้นผมสีเขียวเข้มเดินเข้ามาต้อนรับยูอย่างสุภาพอีกเช่นเคย เพียงแต่หญิงสาวคนนี้ยูเห็นเธอในห้องประชุมตั้งแต่วันแรกแล้ว ภายในห้องประชุมเธอเหมือนอาวุธของจูนไม่มีผิด ทุกครั้งที่เธอพูดทำเอาสีหน้าของพวกผู้บัญชาการเปลี่ยนไปเปลี่ยนมากันหมด สุดท้ายทุกอย่างก็เป็นไปอย่างที่พี่สาวคิดโดยมีผู้หญิงที่ชื่อหยกคนนี้เป็นคนชักจูงบรรยากาศทั้งหมดภายในห้อง แต่พออยู่ต่อหน้าเขาเธอกลับเรียบร้อยและอ่อนน้อมตรงกันข้ามกับท่าทีก่อนหน้านี้เลย


    “ดะ..ได้ครับ แต่ไม่ต้องเรียกผมว่าองค์ชายก็ได้” ถึงพวกเขาจะเรียกพี่สาวว่าองค์ราชินีเพราะชื่อตำแหน่งบอสของพี่สาวเป็นแบบนั้นก็เถอะ แต่ไม่จำเป็นต้องเรียกเขาว่าองค์ชายตามไปด้วยเลยนี่นา ในเมื่อตัวเขาไม่ได้อยู่ภายใต้กฎของเกทแห่งนี้เสียหน่อย


    “เชิญทางนี้เจ้าค่ะองค์ชาย รถของท่านกำลังรออยู่ที่หน้าประตู” คำขอนี้ของยูโดนเมินเสียสนิทก่อนที่พี่หยกและพี่นิลจะนำทางยูไปยังรถคันหรูที่จอดอยู่หน้าอาคารโดยมีเหล่าเจ้าหน้าที่ของสมาคมรวมถึงเหล่าผู้บัญชาการที่กำลังเดินออกมาจากตัวอาคารด้วยเช่นกัน


    หลังจากจบการประชุมในช่วงเช้าเหล่าผู้บัญชาการก็ทำตามแผนที่วางเอาไว้โดยการขอเวลาพี่สาวของเขาเพื่อตรวจสอบภายในเกทอย่างละเอียดอีกที ส่วนพี่สาวของเขาก็ต้องยอมให้ทีมวิจัยเก็บเอาตัวอย่างเลือดของเธอและคนในเมืองแบบสุ่มไปเพื่อทำการทดสอบว่าเชื้อไวรัสภายในเลือดจะทำการแพร่เชื้อได้หรือไม่ เพราะไม่ว่าใครก็ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์ซอมบี้ล้างโลกขึ้นแน่ๆ พวกเขาก็เลยต้องขอความร่วมมือจากพี่สาวในการเก็บตัวอย่างเลือดจนไม่สามารถเดินทางไปยังสนามฝึกกับยูได้


    “องค์ชาย ก่อนหน้านี้องค์ราชินีได้สั่งให้พวกเราเตรียมของขวัญเอาไว้ให้องค์ชาย พวกเราก็เลยทดลองสร้างชิ้นงานต้นแบบขึ้นมาก่อน ดิฉันจึงอยากขอความคิดเห็นขององค์ชายก่อนจะนำไปปรับแก้ไขเจ้าค่ะ” ระหว่างกำลังนั่งรถโดยมีพี่นิลเป็นคนขับส่วนตัว พี่หยกก็นำกล่องใบหนึ่งออกมาจากที่ไหนก็ไม่ทราบก่อนจะส่งให้กับยูด้วยท่าทีอย่างกับพนักงานขายมืออาชีพไม่มีผิด


    “เอ๊ะ… ได้ตัวต้นแบบแล้วเหรอครับ นี่มันไม่ไวไปหน่อยเหรอ” เมื่อวานพี่สาวบอกว่าจะหาธนูมาให้เขาสักคันตัวเขาก็เลยตอบรับไปแบบไม่ได้คิดอะไรมาก ไม่นึกเลยว่าพี่จะให้คนทำมาในเช้าวันต่อไปเลยแบบนี้ ท่าทางช่างอาวุธที่สร้างมันขึ้นมาคงทำงานหนักน่าดู


    “...” เพราะบอกว่าเป็นต้นแบบยูก็เลยไม่ได้คาดหวังเท่าไหร่ แต่แทบจะทันทีที่เปิดกล่องออกมาดวงตาที่สามของยูก็เผยออกมาบนหน้าผากทันที 


    “ได้ยินว่าองค์ชายไม่ได้เป็นนักธนูธรรมดา แต่เป็นนักธนูมนตราพวกเราก็เลยสร้างคันธนูที่เพิ่มความสามารถด้านเวทมนตร์เข้าไปด้วย และเพื่อความสะดวกสบายสำหรับผู้ไม่มีสกิลช่องเก็บของท่านเมลล์ก็เลยทำให้ตัวธนูสามารถเปลี่ยนรูปร่างเป็นกำไลข้อมือได้ด้วยเจ้าค่ะ” ระหว่างที่พี่หยกกำลังบรรยายสรรพคุณของธนูที่อยู่ในกล่อง ดวงตาทั้งสามของยูก็ยังมองค้างอยู่บนตัวธนูอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา


    น่าจะเมื่อ 3 ปีก่อนยูได้มีโอกาสได้พบหนึ่งในฮันเตอร์ระดับพิเศษของประเทศท่านหนึ่งและได้มีโอกาสได้เห็นอาวุธระดับ SS ที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นในโลกกับตาเป็นครั้งแรก อาวุธชิ้นนั้นมีพลังโจมตีสูงถึง 3,200 หน่วย แถมยังมีคุณสมบัติเสริมพลังธาตุไฟและมาพร้อมกับสกิลพิเศษประจำอาวุธที่ทำให้ผู้ถือแข็งแกร่งขึ้นไปอีกต่างหาก แต่ธนูที่ยูกำลังถืออยู่ตรงหน้านี้กลับมีพลังโจมตีสูงถึง 4,000 หน่วย แถมความสามารถพิเศษของมันก็ช่วยเสริมสกิลของยูได้เป็นอย่างดีราวกับถูกออกแบบมาเพื่อตัวเขาโดยเฉพาะ ทั้งยังมีสกิลเสริมที่ยูกำลังอยากได้พอดี นี่มันไม่ใช่แค่ความยอดเยี่ยมของอาวุธแล้ว การที่จะสร้างอาวุธที่พอเหมาะกับเขาขนาดนี้ได้ก็ต้องหมายความว่ามีคนที่มองเห็นสกิลทั้งหมดของเขาอยู่ในโลกนี้ด้วยไม่ใช่เหรอ…


    “ความจริงพวกเราอยากจะเสริมพลังโจมตีให้มากกว่านี้นะเจ้าคะ แต่เพราะองค์ราชินีกำชับให้เสริมรูปแบบสกิลให้เหมาะสมกับสกิลขององค์ชายเป็นหลักนายช่างก็เลยต้องลดพลังโจมตีลงอย่างช่วยไม่ได้ แต่ถ้าหากองค์ชายประสงค์จะเพิ่มเติมตรงไหนก็สามารถบอกได้นะเจ้าคะ เพราะองค์ราชินีต้องการจะตอบรับความต้องการขององค์ชายก่อนอยู่แล้วเจ้าค่ะ” ที่แท้คนที่มองเห็นสกิลของยูก็คือพี่สาวของเขานี่เอง แสดงว่าพี่มีความสามารถในการใช้สกิลตรวจสอบที่สูงมาก แถมพวกเขายังใช้สกิลตรวจสอบกับพี่สาวหรือคนอื่นๆในโลกนี้ไม่ได้เลย หรือว่าคนในเกทนี้จะมีความสามารถพิเศษเรื่องสกิลตรวจสอบกันนะ…


    ตุบ…


    การเดินทางออกมายังสนามฝึกนอกเมืองใช้เวลาไม่นานนัก ในตอนแรกยูก็ไม่เข้าใจเท่าไหร่ว่าทำไมสถานที่แรกที่พี่สาวจะพาเขาไปเที่ยวชมกลับกลายเป็นสนามฝึกไปได้ แถมยังเป็นสนามฝึกที่แยกออกมานอกเมืองอีกต่างหาก แต่เมื่อได้รับธนูคันใหม่ที่กำลังแปลงรูปเป็นกำไลสีดำอยู่บนข้อมือของเขา ยูก็เข้าใจได้ทันทีว่าพี่สาวต้องการจะให้เขามาทดสอบธนูที่กำลังสร้างอยู่นั่นเอง


    “อ่าว… ยูมาก่อนเหรอ นึกว่าจะมาพร้อมกันกับจูนซะอีก” ภายในสนามฝึกนอกเมืองนั้นกว้างใหญ่เสียยิ่งกว่าสนามบอลเสียอีก แต่คนที่กำลังฝึกฝนอยู่ในสนามกลับมีน้อยจนนับคนได้เสียอย่างนั้นโดยคนที่ยูได้พบเป็นคนแรกหลังจากเข้ามาในสนามฝึกก็คือพี่ฝนที่มาฝึกฝนเป็นประจำทุกวันนั้นเอง


    “คุณคือ…พี่ฝนสินะครับ” ยูเดินเข้าไปหาพี่ฝนด้วยท่าทีประหม่าเล็กน้อย ในความทรงจำวัยเด็กของยูนั้นมีโอกาสได้พบพี่ฝนอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็แค่ได้เจอตอนที่พี่ฝนมารับจูนไปจากบ้านเท่านั้นทำให้เขากับพี่ฝนไม่ได้สนิทสนมกันเสียเท่าไหร่


    “จำพี่ได้ด้วยเหรอเนี่ย น่าดีใจจัง” พี่ฝนยิ้มออกมาอย่างดีใจระหว่างกำลังมองใบหน้าของยูอย่างละเอียด บอกตามตรงว่าเธอจำใบหน้าของยูตอนเป็นเด็กไม่ได้แล้วเพราะเวลามันผ่านมานานมาก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจูนถึงกับจำเขาได้ทันทีที่เห็นรูปเลย


    “ต้องจำได้อยู่แล้วครับ ความจริงที่คดีเรดเกทแรงค์เอฟได้รับความสนใจก็เพราะพวกเราเสียฮันเตอร์อนาคตไกลอย่างพี่ไปครับ ที่ครอบครัวของพวกเราได้รับค่าชดเชยที่สมน้ำสมเนื้อส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะพี่เลย ผมก็เลยรู้สึกขอบคุณพี่มากๆเหมือนกัน” สำหรับยูแล้วการพูดถึงเหตุการณ์เรดเกทแรงค์เอฟขึ้นมาก็จะนึกถึงพี่สาวอย่างจูนเสมอ แต่สำหรับคนธรรมดาแล้วภาพที่พวกเขาจำได้ขึ้นใจก็คือภาพของพี่ฝนต่างหาก ฮันเตอร์ที่มีความสามารถจะไต่ขึ้นเป็นฮันเตอร์แรงค์ S ได้ในอนาคตต้องตายไปเพราะการตรวจสอบที่หล่ะหลวมนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่างไปมากกว่าเสียฮันเตอร์สายจอมเวทธรรมดาคนหนึ่งไปอยู่แล้ว ทำให้ในหน้าประวัติศาสตร์และบทเรียนจะมีรูปพี่ฝนอยู่ด้วยเสมอ


    “เหรอ… ครอบครัวของพี่เองก็ได้รับค่าชดเชยด้วยเหมือนกันสินะ” รอยยิ้มของพี่ฝนปรากฏความรู้สึกเหงาออกมาเล็กน้อยเมื่อนึกถึงครอบครัวที่อยู่อีกฝั่งของประตู ความจริงคนที่อยากจะกลับไปที่โลกที่สุดอีกคนก็ต้องเป็นฝนอยู่แล้ว แต่ฝนกลับไม่เคยถามเรื่องความเป็นไปของครอบครัวเลยแม้แต่ครั้งเดียวเพราะตัวฝนนั้นรู้สึกหวาดกลัวเกินกว่าจะถามออกไปเพราะพ่อแม่ของเธออายุค่อนข้างมาก แถมเธอก็ไม่มีพี่น้องด้วย บางทีช่วงเวลา 20 ปีนี้อาจจะ…


    “ครับ คุณพ่อของพี่ลาออกจากงานไปเปิดร้านอาหารเล็กๆที่นอกเมือง เมื่อเดือนก่อนผมยังพาลูกน้องไปกินอยู่เลย” ยูพยักหน้าก่อนจะเล่าเรื่องของครอบครัวฝนออกมาโดยไม่ได้คิดอะไร สำหรับเขาแล้วครอบครัวของฝนและครอบครัวของผู้เสียชีวิตในเรดเกทแรงค์ F คนอื่นๆต่างก็สนิทสนมกันดีเพราะช่วงที่มีการเรียกร้องกฎหมายความปลอดภัยของเหล่าฮันเตอร์ ยู และครอบครัวของคนอื่นๆก็มาให้สัมภาษณ์อยู่บ่อยๆ พวกเขาก็เลยรู้จักกันและไปมาหาสู่กันบ้างในบางครั้ง แต่คำตอบง่ายๆของยูกลับทำให้ฝนรู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอกเลย


    “เปิดร้านอาหารเนี่ยนะ ทั้งๆที่เอาแต่ดูรายการทำอาหารอย่างเดียวแท้ๆ” พี่ฝนแอบซับน้ำตาก่อนจะหันหลบไปทางอื่นอย่างช่วยไม่ได้ นึกว่าตัวเธอจะต้องกลับไปเจอบ้านที่ว่างเปล่าซะแล้ว


    “พี่ฝนอย่าไปบอกคุณลุงนะครับ จริงๆแล้วฝีมือคุณลุงน่ะไม่ได้เรื่องเท่าไหร่หรอก ผมก็เลยจงใจสั่งแต่เมนูที่คุณป้าเป็นคนทำน่ะครับ” ไม่รู้เพราะเห็นพี่ฝนกำลังเช็ดน้ำตาหรือเปล่า ยูก็เลยแกล้งพูดเรื่องนินทาพ่อของพี่ฝนเสียอย่างนั้น แต่เพราะยูเอาความจริงมาพูดฝนก็เลยเผลอหัวเราะตามไปด้วยจนได้


    .


    .


    .


    “เห็นจูนบอกว่าจะพาเธอมาทดสอบธนูที่เพิ่งสั่งทำไปสินะ แสดงว่ายูใช้หนูเป็นอาวุธหลักเหรอ” หลังจากปรับอารมณ์กันเสร็จแล้ว พี่ฝนก็เป็นคนอาสาพายูเข้าไปในพื้นที่ลานฝึกฝนก่อนจะเริ่มหาจับจองพื้นที่สำหรับฝึกซ้อมให้กับยูเสียแล้ว


    “ครับ พอดีว่าสกิลที่ผมได้มาตอนปลุกพลังเป็นสกิลเกี่ยวกับการตรวจจับก็เลยฝึกการใช้ธนูมาตลอดน่ะครับ” ยูพยักหน้ารับก่อนจะเปลี่ยนกำไลข้อมือให้กลับมามีรูปร่างของธนูอีกครั้ง บอกตามตรงว่ายูตกใจกับน้ำหนักของมันมากเพราะมันเบาอย่างกับไม่ได้ถืออะไรเอาไว้เลย


    “สมัยอยู่ที่โลกพี่ก็ดีใจมากเลยนะที่ได้สกิลดีๆตอนปลุกพลัง ถึงขั้นฝันอยากเป็นฮันเตอร์ระดับเอสเลยแหล่ะ แต่เพราะพี่กับจูนมาอยู่ที่นี่นานไปหน่อยก็เลยลืมไปแล้วว่าฮันเตอร์ของโลกอยู่ระดับไหน จริงสิยูเองก็เป็นฮันเตอร์แรงค์เอสแล้วนี่นา พี่ขอลองวัดฝีมือหน่อยได้หรือเปล่า” พี่ฝนปรบมือทีหนึ่งเหมือนนึกอะไรดีๆออกเสียอย่างนั้น ถึงจะรู้อยู่แล้วว่าตัวเองเก่งขึ้นกว่าสมัยก่อนมาก แต่ก็ไม่รู้อยู่ดีว่าเทียบกับระดับของคนบนโลกแล้วจะเป็นยังไงนี่นา


    “ประลองมันก็ได้แหล่ะครับ แต่…” ยูกำลังคิดว่าตัวเขาจะประลองกับพี่ฝนที่เป็นบอสรองของเกทแรงค์ B ดีหรือไม่ แม้จะปะทะตัวต่อตัวกับบอสของเกทแรงค์ S ไม่ได้ แต่ยูก็เคยเอาชนะบอสของเกทแรงค์ A ตามลำพังมาแล้ว แต่ก่อนที่ยูจะได้คิดอะไรมากกว่านั้น อยู่ๆพี่ฝนก็เรียกดาบเล่มหนึ่งออกมาจากความว่างเปล่าทำเอาความคิดก่อนหน้านี้ของยูลอยหายไปในพริบตา


    “...” ความสามารถตรวจสอบของยูใช้ไม่ได้กับดาบในมือของพี่ฝนเลยสักนิด ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งก็ได้เพียงข้อความว่า ไม่ทราบข้อมูล เท่านั้น แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรดาบของพี่ฝนก็ไม่ใช่ดาบธรรมดาแน่ๆ จะว่าไปพี่สาวก็บอกมาตลอดเลยนี่นาว่าเธอเก็บความลับของโลกใบนี้เอาไว้อีกชั้นไม่ได้แสดงออกมาหมดอย่างที่คิด แล้วถ้าระดับแรงค์ของเกทก็ยังถูกปกปิดเอาไว้ด้วยล่ะ


    “จับตามองดีๆนะ” รู้ตัวอีกทีพี่ฝนก็อยู่ในท่วงท่าการจับดาบเพื่อจะโจมตีแล้ว พริบตานั้นยูก็สัมผัสได้ถึงอันตรายทำให้ตัวเขาเผลอเปิดใช้งานสกิลดวงตาที่สามออกมาอย่างไม่รู้ตัว ในเวลาที่เปิดใช้งานสกิลนี้ยูจะสามารถมองเห็นการเคลื่อนไหวทุกอย่างภายในขอบเขตสายตาได้อย่างแม่นยำ ทว่า…


    กึก!


    ชั่วอึดใจเดียว ดาบของพี่ฝนก็มาจ่อที่คอของยูเสียแล้ว ทั้งๆที่ตัวเขาเปิดใช้งานดวงตาที่สามแล้วเนี่ยนะ การเคลื่อนไหวเมื่อครู่มันอะไรอย่างกับร่างของพี่ฝนมาโผล่ตรงหน้าของเขาโดยไม่ได้หายตัวไปไหนเลยด้วยซ้ำ นี่มันสกิลเหรอหรือเป็นความสามารถอื่น


    “เก่งมาก เมื่อกี้ยูมองทันแวบนึงเลยนี่นา ท่าทางแรงค์เอสจะไม่ได้มาเพราะโชคช่วยสินะ” ตรงกันข้ามกับยูที่กำลังตกใจ พี่ฝนกลับชมเชยยูอย่างออกหน้าออกตาเสียอย่างนั้น เธอย่อมรู้อยู่แล้วว่าคนของโลกระดับ 1 ไม่มีทางสู้เธอได้หรอก ก็แค่อยากรู้ระดับความสามารถของแรงค์ S ที่เคยใฝ่ฝันเท่านั้น แต่ความเร็วของฝนตอนนี้แม้จะเป็นกระบวนท่าง่ายๆก็ยังรวดเร็วจนน่าหวาดกลัว ในช่วงหลังหากเป็นคนระดับโลก 3 ลงไปก็แทบจะหาคนมองตามความเร็วของเธอแทบไม่ได้เลย แต่สกิลของยูเมื่อครู่มีปฏิกิริยาก่อนที่ฝนจะเข้าถึงตัวนิดหน่อย ท่าทางสกิลของยูจะไม่ใช่เล่นๆแน่

    คล้ายกับเรื่องกลายเป็นบอสของเกทซอมบี้ไปซะแล้ว ที่คุณอ่าน