ตอนที่ 19 กระบี่อยู่ในกาย ตำราอยู่ที่ใจ รูปเป็นบัณฑิต ใจดุจกระเรียน (3)
บนยอดเขาตงซานฉีปรมาจารย์เผยหันไปชี้หน้าปรมาจารย์เหอ “ท่านทำเกินไปแล้วนะ!เขาเพิ่งจะอยู่ขั้นเลี่ยนชี่เท่านั้น ท่านกลับดียิ่ง ถึงกับใช้เขตแดนกับเด็กคนหนึ่งท่านจะบีบให้เส้นลมปราณเขาแตกซ่านหรืออย่างไร!”
“นี่เรียกว่าเขตแดนได้หรือหากข้าสามารถสร้างเขตแดนที่แท้จริงได้ แดนเซียนก็อยู่ไม่ไกลแล้ว”ปรมาจารย์เหอกล่าวแก้
แต่ดูเหมือนจะไม่มีผู้ใดยอมปลอยให้เขาลอยนวลไปได้ในครั้งนี้ปรมาจารย์ฉีหันมากล่าว “ท่านรีบคลายแรงกดดันให้เขาเร็วเข้า”
ปรมาจารย์เหอกลับสะบัดชายแขนเสื้อกว้างปฏิเสธอย่างจริงจัง “จะได้อย่างไร ข้าใส่แรงลงไปแค่สามส่วนเท่านั้น ปกติแค่สามส่วนนี้ก็สามารถทับบัณฑิตบนลานกว้างแห่งนี้จนต้องลงไปนอนเป็นปลาตากแห้งแล้วแต่พวกท่านเห็นหรือไม่ เฟิงหลงของเรายังนั่งอยู่ตรงนั้น เขากำลังหาวิธีต่อต้าน!”
ทุกคนต่างหยุดมองอย่างอึ้งงันในใจมีทั้งความกังวลและความหวัง
เฉินเจียหลางมองภาพเหตุการณ์ในม้วนภาพสะท้อนด้วยใจไม่สงบเหงื่อผุดขึ้นแล้วค่อยๆ กลิ้งลงมาจากกลางศีรษะ
เขาเคยถูกขังในเขตแดนเทียมของอาจารย์นอกจากนอนรอความตายแล้ว ก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้อีก ไม่ใช่แค่พลังปราณในร่างกายเท่านั้นที่ไม่อาจใช้ได้ดังใจนึกแม้แต่เลือดในกายก็หนืดข้น ยิ่งถูกขังอยู่ในนั้นนานเท่าใดโอกาสรอดก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น
ซือเฟิงหลงเองก็เริ่มรู้สึกถึงความยากลำบอกที่การเคลื่อนไหวไม่ได้ดังใจแล้วราวกับว่าเลือดในกายกำลังจับตัวเป็นน้ำแข็งเขายังหาช่องโหว่ไม่พบกลับจะต้องสิ้นสภาพลงเช่นนี้หรือ?
“ดูถูกกันเกินไปแล้ว ข้า!คือ! ผู้ฝึกปรือสังขาร! หลอมกายาเกลาเส้นเอ็นและกระดูก หล่อโลหิตจนเดือดพล่าน คิดจะแช่แข็งโลหิตข้าก็ลองดู!”
พูดจบก็ผุดลุกขึ้นหันหน้าไปทางยอดเขาแล้วเริ่มร่ายวิชาหมัดเพลิงผลาญ เมื่อไม่ต้องใช้พลังปราญแรงกดทับจึงเบาบางลงเล็กน้อย ช่วงแรกเขาออกหมัดได้เชื่องช้ายิ่งแต่ยิ่งออกหมัดความเร็วก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนสามารถออกสามสิบเก้าหมัดได้ในรวดเร็วพร้อมกับใช้ท่าเท้าก้าวเดินไปข้างหน้า
ผู้ที่เฝ้ามองจากม้วนภาพจะเห็นเพียงเงาตกค้างของหมัดราวกับภาพพระโพธิสัตว์พันกรไม่มีผิด
“นี่! นี่! นี่! เขาทำได้อย่างไร?”
เสียงของศิษย์สายตรงที่เฝ้ามองม้วนภาพอยู่ดังเซ็งแซ่ต่างก็หันไปเอ่ยถามคนข้างๆ ด้วยความตกตะลึง เขตแดนเทียมของอาจารย์เหอคือเขตแดนผนึก ปราณฟ้าดินในร่างกายเมื่ออยู่ภายใต้เขตแดนนี้จะถูกผนึกไว้ไม่อาจเรียกใช้ได้ดังใจนึก ยิ่งใช้ก็จะยิ่งเหมือนแมลงที่ติดอยู่บนใยแมงมุมยิ่งดิ้นรนก็จะยิ่งถูกพันธนาการ
“เพราะระดับขั้นของเขายังต่ำอยู่เกี่ยวหรือไม่” เสียงของศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น
เฉินเจียหลางมองม้วนภาพดวงตาเป็นประกายพูดขึ้นว่า “เขาไม่ได้ใช้พลังปราณเลยต่างหาก อาศัยวิชาหมัดทำให้โลหิตเร่าร้อนเผาผลาญพลังกายแทนการใช้พลังปราณ แต่ทำได้ถึงขั้นนี้ก็หมายความว่าเขามีสังขารร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปไม่แปลกเลยที่สามารถอดทนอยู่ภายใต้เขตแดนของอาจารย์ได้นานเพียงนี้!”
เจี่ยงฉงลูบปลายคาง “ถึงข้าจะไม่คุ้นเคยกับเขตแดนของอาจารย์เหอเช่นเจ้าแต่ก็พอรู้มาว่าเขตแดนนี้มีผลต่อผู้ฝึกปราณเป็นพิเศษ ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าคนธรรมดาจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างไรซือเฟิงหลงก็ยังเป็นผู้ฝึกตนขั้นเลี่ยนชี่คนหนึ่ง ต่อให้ไม่โคจรพลังปราณแต่ในร่างของเขาก็ยังคงมีปราณฟ้าดินอยู่เหตุใดเจ้าเด็กนี่ยังออกหมัดได้อย่างไร้ทุกข์ไร้กังวลเช่นนี้”
เฉินเจียหลางแบมือ ตอบด้วยสีหน้าจนใจ“ข้าจะรู้ได้อย่างไร เจ้าก็เห็นเขาคือคนที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ที่คนทั่วไปจะใช้ตัดสินได้ปรมาจารย์คงอวิ๋นสอนเขามาเช่นไรกันแน่”
เจี่ยงฉงพยักหน้าเห็นด้วยก่อนจะอุทานขึ้น “นั่นคือ...ยันต์ทหารหรือ?”
“เหมือนจะเป็นยันต์ระดับสองเทียบเท่าผู้ฝึกตนจู้จี้” เฉินเจียหลางตอบเสียงขรึม อดมองขึ้นไปบนศาลาไม่ได้
เหตุใดปรมาจารย์ทั้งหลายถึงได้เอาแต่โยนของเล่นออกไปไม่หยุดเดิมทีแค่ซือเฟิงหลงสามารถผ่านเขตแดนของอาจารย์เหอมาได้ก็สมควรปล่อยเขาได้แล้วแท้ๆ
บนทางขึ้นเขาตงซานฉี ซือเฟิงหลงไม่ได้หลับหูหลับตาเดินหน้าอย่างเดียวแต่ละก้าวย่าง แต่ละหมัดที่ชกออกไปก็คือหนึ่งกฎเกณฑ์ เขาใช้วิชาหมัดเพลิงผลาญเบิกทางเมื่อเลือดในกายไหลสะดวก คนคล้ายไร้สิ่งใดพันธนาการเส้นทางเบื้องหน้ากำลังเปิดโล่ง ทันใดนั้นก็มีบุรุษสวมหน้ากากปรากฏกายขึ้นบนเส้นทางข้างหน้า
เด็กชายหยุดมองแล้วประสานมือกล่าว “ผู้น้อยกำลังจะขึ้นเขาเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ผู้อาวุโสโปรดเปิดทาง”
อีกฝ่ายไม่ตอบแต่กลับพุ่งเข้ามาอย่างไม่มีเค้าลางมาก่อนซือเฟิงหลงหรี่ตา มองปลายนิ้วขี้ที่แทงเข้ามายังหว่างคิ้วด้วยความเร็วราวกับกับดาวตกพริบตานั้นเขารู้สึกเหมือนถูกผนึกร่างไว้ชั่วขณะ พลังปราณในร่างแข็งค้างอีกครั้งได้แต่มองปลายนิ้วพุ่งเข้ามาด้วยพลังสังหารน่าครั้นคราม
หลบไม่ทันแล้ว!
ในช่วงเวลาวิกฤตร่างกลายกลับเหมือนเปลือกที่ว่างเปล่าเพราะเขตแดนผนึก เขาพลันยกฝ่ามือขึ้นรับ เหมือนเป็นปฏิกิริยาป้องกันอันตรายเมื่อยามจวนตัว
ดัชนีพิฆาตนั้นกลับหยุดลงกลางฝ่ามือของซือเฟิงหลงการโจมตีที่พุ่งเข้ามาด้วยพลังสังหารท่วมท้นกลับสลายหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ประหนึ่งฟ้าร้องเสียงดังแต่เม็ดฝนเบาบาง
ซือเฟิงหลงมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าดวงดีรอดพ้นเคราะห์ภัยมาได้แต่เขาก็ไม่ได้เสียเวลากับความประหลาดใจนานนักใช้จังหวะนี้ ฉวยโอกาสรวบปลายนิ้วในอุ้งมือหักงอไปด้านหลังกระชากเข้าหาตัวแล้วเหวี่ยงขาเตะออกไปสุดแรงร่างที่ใหญ่โตกว่าตนครึ่งหนึ่งปลิ่วลิ่วออกไป ร่างน้อยพุ่งทะยานตามติดราวกับสายลมคิมหันต์สามสิบเก้าหมัดชกรัวออกไปในเสี้ยววินาทีส่งร่างของมนุษย์ประหลาดไร้ใบหน้าให้กระเด็นออกไปร่างนั้นกระเด้งกระดอนบนพื้นแล้วไถลต่อไปอีกกว่าห้าจั้งทิ้งร่องลึกไว้เป็นทางก่อนจะหยุดลง
ซือเฟิงหลงใช้กระบวนท่าเท้าของวิชาหมัดวายุพุ่งไปหยุดอยู่เหนือร่างที่จมลงไปในร่องดินคิ้วเข้มพลันขมวด
คนทั่วไปหากโดนหมัดเพลิงผลาญต่เนื่องจนครบหนึ่งกระบวนท่าจะต้องมีแผลแตกเลือดอาบทั่วร่างแล้วหากอีกฝ่ายแข็งแกร่งกว่าหน่อยอย่างน้อยสามสิบเก้าหมัดนี้ก็ต้องทำให้เขากระอักเลือดออกมาสักคำแต่เจ้านี่กลับไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน!
“นี่มันตัวอะไรกัน!”
สังหรณ์ร้ายราวกับถูกจ่อด้วยปลายกระบี่คมกริบทำให้ซือเฟิงหลงรีบกระโดดถอยห่างออกมากว่าห้าจั้ง แต่กระโดดออกมาได้ไม่ทันไรคลื่นพลังจากร่างนั้นก็ระเบิดวาบออกไปทั้งสี่ทิศแปดทางเงาสีดำพุ่งวาบประหนึ่งเงาผี หมัดหนึ่งชกเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว ส่งร่างเล็กๆให้ลอยละลิ่วกลับไป เด็กชายพยายามทรงตัวกลางอากาศแต่พริบตานั้นร่างสูงใหญ่ก็มาปรากฏตัวด้านหลังเตะเขากระเด็นกลับไปทางเดิมการจู่โจมนี้ถาโถมเข้าใส่อย่างต่อเนื่องร่างของเขาลอยอยู่กลางอากาศไม่มีโอกาสหล่นลงมาบนพื้นด้วยซ้ำ!
“ข้าทนดูไม่ได้แล้ว!” เหล่าบัณฑิตบนยอดเขาต่างพากันมองเหตุการณ์ในม้วนภาพด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวดบางคนถึงกับปิดตาเพราะไม่อาจทนมองต่อไปได้
“เขาจบเห่แล้ว นั่นไม่ใช่ยันต์ทหารแต่เป็นยันต์นักฆ่า!”
“เหตุใดอาจารย์ถึงได้ใจร้ายเพียงนี้ใช้ยันต์ทหารยังจะดีเสียกว่า คิดจะฆ่าเขาให้ตายหรืออย่างไร?”
เฉินเจียหลางกัดฟันแน่น หมุนตัวจะเดินไปที่ศาลาริมหน้าผาก็ถูกเจี่ยงฉงกดไหล่ไว้
“เจ้าจะทำอะไร?” เจี่ยงฉงถามเสียงขรึม
“นี่มันไม่ใช่การทดสอบที่สถานศึกษาควรทำยันต์นักฆ่าไม่ควรถูกใช้กับศิษย์ มันไม่มีความรู้สึก ไม่รู้ความเจ็บปวดบาดเจ็บไม่เป็น ไม่รู้จักคำว่าถอยจนกว่าพลังปราณที่หล่อเลี้ยงยันต์จะหมดลงยันต์นักฆ่าระดับสอง อย่างน้อยก็สามารถไล่ฆ่าเฟิงหลงไปได้ถึงหนึ่งเค่อเวลาเค่อหนึ่งนี้สามารถเอาชีวิตคนในเวลาใดก็ได้”เฉินเจียหลางสะบัดไหล่จนหลุดจากอุ้งมือของเจี่ยงฉงแล้วจึงเดินไปหยุดตรงบันใดทางขึ้นศาลาประสานมือก้มศีรษะคำนับ
“อาจารย์ ศิษย์ของบังอาจถามเหตุใดจึงใช้ยันต์นักฆ่าในการทดสอบเล่าขอรับ?”
ปรมาจารย์ฉีหัวเราะเบาๆ พยักหน้าอย่างพึงพอใจการได้เห็นท่าทีของศิษย์ในสถานศึกษามีความเป็นห่วงเป็นใยว่าที่ศิษย์ใหม่เอาใจช่วยให้อีกฝ่ายฝ่าด่านสำเร็จ ช่างเป็นบรรยากาศดีๆ ที่สถานศึกษาควรมีจริงๆ
ทว่าผู้ที่ตอบคำถามกลับเป็นปรมาจารย์เหอผู้เป็นอาจารย์ของเฉินเจียหลาง
“หาได้เป็นความต้องการของอาจารย์ไม่ นี่คือจดหมายที่บิดาของซือเฟิงหลงส่งมาเจ้ารับไปอ่านสิ”ปรมาจารย์เหอใช้กำลังภายในส่งม้วนกระดาษใบเล็กลงมาจากศาลาให้กับศิษย์
เฉินเจียหลางรับมาเปิดอ่านด้วยความสงสัยข้อความบนกระดาษกลับทำให้เขาตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
‘สามารถใช้ยันต์นักฆ่าขั้นสองกับซือเฟิงหลงได้’ลงชื่อปรมาจารย์คงอวิ๋น
เจี่ยงฉงที่ตามมาหยุดยืนด้านข้างชะโงกมองข้อความบนกระดาษ“นี่! นี่! หมายความว่าอย่างไร ปรมาจารย์คงอวิ๋นเขา...”
เฉินเจียหลางถอนหายใจหันกลับไปมองยังม้วนภาพสะท้อน กล่าวด้วยแววตาซับซ้อนว่า “ปรมาจารย์คงอวิ๋นก็คงเลี้ยงเฟิงหลงมาแบบนี้กระมัง เขาถึงได้ไม่เหมือนใครเช่นนี้”
เฉินเจียหลางก้มลงมองข้อความบนกระดาษอีกครั้งก่อนจะหรี่ตาพลิกกระดาษไปมา แล้วจึงยกขึ้นมาสูดดมเบาๆ “ไม่ถูกต้อง!”