เทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต

    กลับสู่ดินแดนระดับต่ำ

    ในขณะที่เทพและปีศาจทุกตนกำลังชื่นชมสมบัติที่ตัวเองได้รับมาอยู่นั้น ทางด้านของเย่หยุนซีซึ่งอยู่บนบันไดขั้นที่ 100,000 กำลังตกอยู่ในห้วงภวังค์ที่แปลกประหลาด จิตสำนึกของเขาราวกับล่องลอยอยู่ในมิติอันลึกลับที่ฝั่งหนึ่งเป็นสีขาว อีกฝั่งหนึ่งเป็นสีดำ

     

    “ขึ้นบันไดแห่งการทดสอบได้ถึง 100,000 ขั้น เจ้าหนู เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่!!!” เสียงอันทรงอำนาจสองสายดังขึ้นมาจากความว่างเปล่า

     

    เย่หยุนซีสะดุ้งเฮือกราวกับตื่นจากฝันร้ายก็ไม่ปาน ภาพทัศนียภาพรอบข้างกลับกลายเป็นบันไดแห่งการทดสอบตามเดิมหาใช่มิติลึกลับ

     

    “ฝู่! น่ากลัวๆ เสียงสองเสียงเมื่อครู่ทรงพลังมาก จิตวิญญาณของข้าราวกับจะถูกฉีกกระชากเป็นสองส่วนเพราะพวกมัน.........หือ!” บุรุษหนุ่มถอนหายใจพลางบ่นพึมพำ แต่ในเสี้ยววินาทีต่อมานั้น เขากลับสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่

     

    เมล็ดพันธุ์สีขาวและสีดำด้านในทะเลจิตวิญญาณ บัดนี้ได้กลายต้นไม้สีขาวและสีดำยืนต้นสูงตระหง่าน ทั้งยังแผ่ไอพลังมืดและไอพลังศักดิ์สิทธิ์ออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง

     

    “พลังเทพและพลังปีศาจ?? นี่คือของรางวัลที่ข้าได้อย่างนั้นหรือ.........ทำไมข้ารู้สึกว่ามันไม่น่าจะใช่” ราวกับมีอะไรมาดลใจ จิตวิญญาณเย่หยุนซีเดินตรงไปที่หอคอยหยินหยางก่อนจะยกมือขึ้นสัมผัสมันเบาๆ ส่งผลให้ในหัวสมองของเขาปรากฏข้อมูลของรางวัลซึ่งได้รับจากการทดสอบครั้งนี้

     

    {หนึ่งคือ ดวงเนตรปีศาจสวรรค์ ที่มีความสามารถในการมองทะลุภาพลวงตาและอ่านการเคลื่อนไหวของเป้าหมายล่วงหน้าภายในระยะเวลาสั้นๆ}

     

    {ส่วนของรางวัลอีกหนึ่งอย่างก็คือ ร่างอมตะ ที่ไม่ว่าจะบาดเจ็บสักแค่ไหนก็สามารถฟื้นฟูตัวเองได้ถ้ามีพลังศักดิ์สิทธิ์มากพอ}

     

    “โอ่ว ถึงกับเป็นของดีทั้งนั้น........ส่วนเรื่องพลังมืดและพลังศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะดูอย่างไรพวกมันก็เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ..........หรือว่ามันจะ........? เห้อ! ช่างเถอะ ข้าไม่อยากคาดเดาต่อแล้ว” เย่หยุนซีสลัดความคิดฟุ้งซ่านเหล่านั้นทิ้งไปอย่างไม่ใยดี

     

    หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที ร่างกายของเขารวมถึงเผ่าเทพและเผ่าปีศาจตนอื่นๆก็พลันหายไปจากแดนลับ แต่ทว่าทั้งหมดมิได้ถูกส่งกลับมาที่ด้านหน้าประตูสุสาน เพราะมันเป็นการเคลื่อนย้ายแบบสุ่มพื้นที่

     

    ซึ่งทางฝั่งของเย่หยุนซีดูเหมือนจะโชคดีเอามากๆ เนื่องจากเขาถูกเคลื่อนย้ายมายังสถานที่คุ้นตาอย่างด้านหน้าสุสานอัคคี

     

    “ฝู่! นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ไม่เช่นนั้นข้าอาจจะต้องหนีตายจากพวกเทพและปีศาจเหล่านั้น” บุรุษหนุ่มเก็บหน้ากากเร้นสวรรค์ ก่อนจะทำการหยิบแผ่นหยกที่ผู้เป็นอาจารย์ให้ไว้ออกมาและบีบมันจนแตกเพื่อกระตุ้นพลังเคลื่อนย้าย

     

    “เพล้ง”

     

    “หวังว่ายัยหนูน้อยจิ่วซวงจะปลอดภัย” เขาภาวนาด้วยความจริงใจ ก่อนที่ร่างกายจะหายวับไปจากสุสานเซียนราวกับไม่เคยมี จากนั้นมาปรากฏตัวอีกทีด้านนอกประตูเซียนบรรพกาลระดับต่ำ

     

    “วาบ”

     

    “เจ้าหนูเป็นอย่างไรบ้าง!!” เซียนกระบี่เมามาย หลี่ไป่ รีบพุ่งเข้ามาตรวจสอบร่างกายของผู้เป็นลูกศิษย์ในทันทีโดยไม่รอช้า ทั้งใบหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด

     

    “ฮ่าๆท่านอาจารย์ ข้าไม่เป็นอะไรขอรับ........การที่ท่านตกใจขนาดนี้ แสดงว่ารู้เรื่องที่ประตูเซียนบรรพกาลผิดปกติแล้วใช่หรือไม่” เย่หยุนซียิ้มพลางตอบกลับไปด้วยคำถาม

     

    หลี่ไป่เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้า “อืม เป็นเพราะพวกบิดาของเจ้าหลุดไปยังสุสานเซียนระดับกลาง ข้าจึงรู้เรื่องนี้”

     

    “โอ่ว แล้วนอกจากพวกท่านพ่อมีใครกลับออกมาอีกหรือไม่ขอรับ?” เย่หยุนซีเอ่ยถามอีกครั้ง

     

    ผู้เป็นอาจารย์เผยรอยยิ้มบาง “ข้าลองสอบถามดูแล้ว คนที่ได้รับแผ่นหยกจากเจ้า ล้วนกลับมาอย่างปลอดภัยกันทุกคน ส่วนผู้ฝึกตนคนอื่นๆข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน”

     

    คำตอบนี้ทำเอาเย่หยุนซีถึงกับหลุดขำ อาจารย์ของเขาผู้นี้นอกจากคนของตัวเองและสุรา ก็ไม่คิดสนใจเรื่องอื่นเลยจริงๆ

     

    “แค่เพียงรู้ว่าคนที่ได้รับแผ่นหยกปลอดภัยดีก็พอแล้วขอรับ” เย่หยุนซียิ้มกล่าวอย่างโล่งใจ ก่อนที่ทั้งเขาและผู้เป็นอาจารย์จะพากันบินกลับไปยังกระโจมใหญ่ ทำให้ผู้ที่พบเห็นส่งเสียงฮือฮาดังลั่น จากนั้นรีบนำข่าวการกลับมาของเย่หยุนซีไปบอกกล่าวกันปากต่อปาก

     

    ต่อมาไม่นานนัก! เหล่าคนรู้จักของชายหนุ่มก็พากันเดินมาหา ดวงตาแฝงเร้นไปด้วยความตื่นเต้นและความห่วงใย

     

    ทว่ากลุ่มคนที่ทำให้เย่หยุนซีรู้สึกแปลกใจมากที่สุด กลับเป็นบิดาของเขาที่บัดนี้มีสองสตรีโฉมงามอย่างลู่หลินและสวีหนิงอยู่เคียงข้าง

     

    “เอ่อ.........พวกท่านคืนดีกันแล้วหรือขอรับ” เย่หยุนซีเอ่ยถาม

     

    “อ่า พอผ่านความเป็นความตายด้วยกันมา พ่อก็ไม่คิดใส่ใจเรื่องในอดีตอีกต่อไป........แถมแม่สองของลูกยังได้รับมรดกจากเซียนสายวารีท่านหนึ่งทำให้วิถีการบ่มเพาะของนางเป็นอิสระ ไม่จำเป็นต้องสลัดความรักชายหญิงทิ้งเหมือนทักษะบ่มเพาะเก่า” เย่ชิงหยางกล่าวพลางกอดภรรยาทั้งสองอย่างรักใคร่

     

    เย่หยุนซีพยักหน้าอย่างเข้าใจ จากนั้นหันไปมองหยุนฉางเยว่และหลิงจีซึ่งพึ่งเดินมานั่งข้างๆ “ไม่ได้พบกันนาน พวกท่านไปถึงระดับปฐพีกันแล้ว”

     

    “คิกคิก อย่ามาแซวพวกเราเลยน่า เจ้าเองก็แข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมากเลยไม่ใช่หรือไง” หยุนฉางเยว่และหลิงจีป้องปากหัวเราะตอบกลับด้วยน้ำเสียงสดใส

     

    แต่ก่อนจะได้สนทนาอะไรกันไปมากกว่านั้น โฉมสะคราญอีกสองนางก็พลันเดินเข้ามา หนึ่งคือจักรพรรดินีแห่งจักรวรรดินภาจ่าง ส่วนอีกหนึ่งคือองค์หญิงแห่งอาณาจักรมังกรสีชาด

     

    “หือ”

     

    เย่หยุนซีหันขวับจับจ้องมองพวกนางด้วยความฉงนสงสัย สำหรับการมาของมู่หลิงเฟยเขายังพอเข้าใจได้

     

    แต่กับเหยียนลี่เขาไม่ได้มีพันธะอะไร แถมอีกฝ่ายยังเกลียดขี้หน้าเขาอีกต่างหาก ดังนั้นมันจึงไม่แปลกที่ชายหนุ่มจะรู้สึกประหลาดใจในการมาของนาง

     

     

    #เนื่องจากไรท์คำนวณเวลาในการเข้าแดนลับผิดพลาดจึงขอแก้ไขข้อมูลเป็น 7 เดือนในแดนลับ=1 เดือนครึ่งในโลกภายนอกนะครับ ขออภัยเป็นอย่างสูง><

    คล้ายกับเรื่องเทพอสูรมังกรไร้ขอบเขต ที่คุณอ่าน