บทที่ 10 ถูกเปิดเผย
นางกล่าวว่าป้ายประจำตำแหน่งที่เซียวฝานมอบให้เป็ของแทนใจนั้น นางจะต้องตายแน่ ๆ
ซูซีหัวหวาดหวั่นในใจ แต่เมื่อนึกถึงสภาพร่างกายของอนุสาม นางจึงแสดงกิริยาอ่อนหวานออกมา
“ถูกต้องแล้ว นี่คือสิ่งของแทนใจที่บุรุษผู้เป็ที่รักของข้ามอบให้” ซูซีหัวเน้นหนักสี่คำสุดท้าย พร้อมส่งป้ายประจำตำแหน่งให้อนุสามดู “ท่านดูสิ นี่คือสิ่งที่เขามอบให้ข้าด้วยมือของตนเอง”
อนุสามมองป้ายประจำตำแหน่งมาอย่างงุนงง นางรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
“เ้า… บุรุษผู้เป็ที่รักของเ้าคือใครกัน”
“เซียวฝาน ท่านคงได้ยินชื่อมาบ้างแล้ว เ้ากรมอาญา แม่ทัพใหญ่ผู้กล้าหาญ”
ซูซีหัวกล่าวชื่อของเซียวฝาน พร้อมยกยออย่างยิ่งใหญ่ จนกระทั่งอนุสามเริ่มมึนงง จึงหยุดพูด แล้วค่อย ๆ เก็บป้ายประจำตำแหน่งนั้น
“บุรุษเช่นนั้นย่อมยิ่งใหญ่กว่าคุณชายสามตระกูลว่านหลายส่วนมิใช่หรือ? ดังนั้นอย่าวิตกกังวลกับการถอนหมั้นของตระกูลว่านอีกต่อไป รีบลืมมันไปเสียเถิด”
ซูซีหัวที่เคยเห็นอนุสามสำลักเืจนหมดสติ มองดูนางด้วยความรู้สึกสะท้านในใจอย่างประหลาด
อนุสามพยักหน้ารับรองอย่างมึนงง “ใช่แล้ว บุรุษเช่นนั้นยิ่งใหญ่จริง ๆ”
ซูซีหัวยิ้ม แต่ถูกอนุสามถามคำถามหนึ่งจนหน้าซีดเผือด
“แต่ว่าเหตุใดเขาจึงหลงรักเ้าด้วยเล่า?”
ใช่แล้ว คนอย่างเขาจะมองนางได้เยี่ยงไร? ซูซีหัวจ้องอนุสามอย่างจนด้วยคำพูด เพราะแท้จริงแล้วเขาไม่ได้มองนาง
แต่ถ้อยคำนั้น ซูซีหัวมิกล้าเอ่ย จึงแสร้งทำท่าทางไม่พอใจ
“เหตุใดจึงไม่อาจมองข้าได้ แล้วข้าด้อยไปหรือไร? พวกบุตรีอื่นไม่ต้องพูดถึง ความงามในเมืองหลวงก็ยังนับได้ว่าเลื่องลือ”
อนุสามคิดพินิจ ลังเลก่อนพยักหน้ารับ “นั่นก็จริง”
“...”
แม้ซูซีหัวจะตระหนักอยู่แล้วว่าเป็เพียงคำเท็จ แต่เมื่อได้ยินอนุสามกล่าวถามเช่นนั้น นางก็ยังรู้สึกวูบโหว่งในใจ เซียวฝานนอกจากมียศสูงและรูปงามแล้ว เขามีข้อดีตรงไหนกัน?
หลังจากวิพากษ์วิจารณ์ในใจสักพัก ซูซีหัวก็หันกายหาอนุสาม “โอ้ ท่านแม่ ข้ากลับเรือนก่อนนะ”
นางก้มเก็บงานปักที่ตกอยู่ ส่งให้อนุสามแล้วรีบเดินหนีราวกับว่าถ้าไม่ออกไปตอนนี้นางคงถูกทำร้ายจนตาย
หลังเื่ของซูชิ่งเฉิงและซูชิ่งฮุยผ่านพ้นไป สกุลซูจึงสงบสุขมาสักพัก ซูซีหัวนึกถึงการใช้เซียวฝานหลอกอนุสามก็ไม่กล้าไปพบนาง ครั้นอยู่เฉย ๆ ในเรือนตนเองก็ไม่มีอันใดทำสู้คิดเื่ทำมาค้าขายดีกว่า
นางยังไม่ถอดใจในเื่นี้
สาวใช้สี่คนดูแลใกล้ชิดรอบตัวซูซีหัว เหลือบดูคุณหนูของตนเขียนคำว่าอาหารลงไปแล้วก็หยุดนิ่ง จึงแลกเปลี่ยนสายตากันโดยไม่รู้ตัว
“เ้ารู้หรือไม่ว่าคุณหนูคิดจะทำอะไร?”
“ไม่รู้เช่นกัน แล้วเ้าเล่า?”
ซูซีหัวเงยหน้าขึ้น เห็นพวกนางทำท่ากระซิบกระซาบกัน จึงเคาะโต๊ะสองที “มีอะไรก็พูด เหตุใดต้องกระซิบกระซาบกัน?”
ริมฝีปากงดงามบึ้งตึงขึ้นหลังเห็นท่าทางพวกนาง
สี่สาวใช้เกี่ยงกันไปมา จนสุดท้าย อิงเถาผู้เป็หัวหน้าสาวใช้ในเรือนก็ยอมเปิดปากก่อน
“คุณหนูพวกบ่าวเพียงสงสัยว่า ท่านเขียนสิ่งนี้ไปเพื่ออันใดนะเ้าค่ะ?”
“ทำการค้าขาย” ซูซีหัวท้าวคางด้วยมือข้างหนึ่ง แววตาเศร้าสร้อย “สกุลซูในยามนี้…”
นางส่ายหน้าแล้วไม่พูดต่อ
ขณะที่เงียบงันนั้น ภายนอกก็มีเสียงร้องเรียกของสาวใช้ดังมา “คุณหนู คุณหนู ไม่ดีแล้ว…”
ซูซีหัวขมวดคิ้ว “ใครกันที่ร้องโวยวายเช่นนั้น”
อิงเถาอาสาออกไปดู “ข้าจะไปดูให้เ้าค่ะ”
อิงเถาออกไปไม่นาน ซูซีหัวก็ได้ยินเสียงของนางซักถาม “ร้องโวยวายเช่นนี้ ไม่มีมารยาทหรือไร?”
“โอ้ย แม่นางอิงเถา ไม่ใช่ข้าร้องโวยวาย แต่เป็แม่ทัพเซียว แม่ทัพเซียวได้ตีนายท่านรองแล้ว!”
ซูซีหัวทิ้งพู่กัน พรวดพราดเดินจ้ำออกมาถาม “เกิดอะไรขึ้น?”
เซียวฝานตีซูชิ่งเฉิงหรือ? พูดเล่นหรืออย่างไร?
สาวใช้คุกเข่าคำนับ “เหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องโถงเ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่จึงให้ข้ามาเรียกคุณหนู”
ซูซีหัวสายตาพลันวาววับ รีบจ้ำไปยังห้องโถงโดยไม่ถามอะไรอีก
เมื่อเข้าไปก็เห็นคนหนึ่งนอนอยู่ที่พื้น ในขณะที่ฮูหยินใหญ่มีสีหน้าลำบากใจมองไปยังเซียวฝาน และเซียวฝานกำลังจิบชาอย่างสงบเสงี่ยม
ซูซีหัวเลื่อนสายตาไปรอบ ๆ จ้องมองคนที่นอนอยู่บนพื้นนานพอสมควร จึงจำได้ว่าเป็ซูชิ่งเฉิง ถามด้วยความประหลาดใจ “อารอง ท่านไปเหยียบเท้าผู้ใดเข้ากัน?”
ใบหน้านั้นถูกทุบจนแทบจำไม่ได้ ย่อมนึกออกว่าผู้กระทำนั้นมีพละกำลังเพียงใด
ซูชิ่งเฉิงพยายามพูดด้วยร่างกายที่สั่นระริก แต่พยายามอยู่นานก็ไม่อาจส่งเสียงออกมาได้ าแบนใบหน้าของเขารุนแรงมากจนไม่สามารถแม้แต่จะขยับปาก
เซียวฝานวางถ้วยชาลง เย้าเล่นว่า “เ้าคงไม่คิดว่าเป็ข้าที่ตีกระมัง”
เมื่อตอนเข้ามายังตระกูลซูพร้อมคนของตน เขานั่นแหละที่ชุบมือเปิดใส่อารองของนางคนแรกเลย
ซูซีหัวเบ้ปากหัวเราะพูด “แม่ทัพเซียวผู้ยิ่งใหญ่ คงไม่จำเป็ต้องลงมือกับนักปราชญ์ผู้หนึ่ง”
และสิ่งสำคัญยิ่งกว่านั้นคือ นางเชื่อว่าเซียวฝานจะไม่ลงมือตีใคร
หลังจากแสดงความเคารพต่อฮูหยินใหญ่แล้ว ซูซีหัวจ้องมองซูชิ่งเฉิงอีกสักพัก รู้สึกราวกับใบหน้าของตนเองก็เ็ปไปด้วย
“ฮูหยินใหญ่ ท่านเชิญหมอมาดูแล้วหรือ?”
“เชิญแล้ว” ฮูหยินใหญ่บิดผ้าเช็ดหน้า มองไปทางเซียวฝานด้วยความลังเล “แม่ทัพเซียว ความเข้าใจผิดเมื่อครู่นี้…”
“ไม่เป็ไร ขอเพียงซีหัวเชื่อก็พอ”
“...”
นางและเซียวฝานสบตากัน เห็นอีกฝ่ายยิ้มออกมาอย่างมีนัยยะ จนไม่รู้จะพูดอะไร เซียวฝานหมายความว่าอย่างไร?
ฮูหยินใหญ่มองไปรอบ ๆ ลังเลใจที่ถาม “ท่านและซีหัว…”
“เอาไว้ทีหลัง”
“แล้ว...แล้วจะเป็อย่างนี้หรือ” ในยามที่ฮูหยินใหญ่ยังคงสงสัย ซูซีหัวกำหมัดแน่น พอดีกับที่บ่าวรับใช้ได้พาหมอเข้ามา
เซียวฝานจึงกล่าวขอให้หมอตรวจรักษาก่อนว่า “ข้าขอคุยกับซีหัวเสียหน่อย”
ฮูหยินใหญ่พยักหน้า เมื่อทั้งสองจากไป จึงจ้องมองหมอร่างกาย
ผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม หมอจึงทิ้งใบสั่งยาแล้วจากไป ทิ้งให้ฮูหยินใหญ่ยืนเคร่งเครียด พร้อมกับเงินจำนวนหนึ่ง
ยามนั้น ซูซีหัวพาเซียวฝานมายังสวนดอกไม้ กระซิบแ่เบาว่า “ที่ท่านพูดนั่นหมายความว่าอย่างไร?”
คำพูดนั้นเต็มไปด้วยปริศนาและคลุมเคลือ เซียวฝาน้าชีวิตของนางหรือไร?
เซียวฝานหัวเราะเบา ๆ “เป็การให้โอกาสเ้าพิสูจน์ตนเอง”
“ห๊า! ข้าพิสูจน์อะไรกัน?”
เซียวฝานจ้องมองซูซีหัว แล้วหยิบป้ายประจำตำแหน่งออกมาสะบัดไปมา “สิ่งของแทนใจ”
คำสั้น ๆ เพียงสี่คำ ทำให้ซูซีหัวงุนงงป้ายประจำตำแหน่งเป็สิ่งของแทนใจได้อย่างไร ไม่สิเมื่อวันก่อนนางได้เล่าให้อนุสามฟังนี่
เมื่อนางตระหนักขึ้นได้ จึงเบิกตากว้างชี้นิ้วไปยังเซียวฝานพลางพูดตะกุกตะกั “ทะ… ท่าน ท่าน”
เซียวฝานคลี่ยิ้มกว้างขึ้น “เข้าใจแล้วสินะ?”
ซูซีหัวกัดริมฝีปาก ก่อนถอยห่างออกไปราวสิบก้าวด้วยท่าทีโง่เขลา “ข้า… เข้าใจอะไรกัน ท่านพูดอะไรนะ ข้าฟังไม่รู้เื่ ฟังไม่รู้เื่จริง ๆ ”
เซียวฝานก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว “แน่ใจหรือว่าฟังไม่รู้เื่?”
“ใช่สิ!”
ยามผินกายกลับ ซูซีหัวก็หายใจหนักหน่วงราวกลับกำลังจะตายแล้ว เซียวฝานรู้เื่คำพูดที่นางตอบอนุสามได้อย่างไร?
ช่างน่าอาย ช่างน่าอายมากจริง ๆ!
“เช่นนั้นซูชิ่งเฉิงถูกตีก็ไม่ได้ผิดอะไร”
เสียงสงบของเซียวฝานดังมาจากด้านหลัง ซูซีหัวหูขยับ เื่นี้เกี่ยวข้องกับซูชิ่งเฉิงด้วยหรือ?
ซูซีหัวหันกลับมา “หมายความว่าอย่างไร?”
“เ้าไม่เข้าใจแล้วยังถามอีกหรือ?” เซียวฝานพูดอีกสองสามคำ ก่อนจะเก็บป้ายประจำตำแหน่งแล้วจากไป
“รอก่อน” ซูซีหัววิ่งไปขวางเขาไว้ “พูดแค่ครึ่งเดียวแล้วไม่พูดต่อ ท่านตั้งใจจะทำให้ข้าอยากรู้อยากเห็นจนตายหรือไร?”
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ในใจซูซีหัวก็คาดเดาสถานการณ์โดยรวมได้แล้ว แน่นอนว่าอนุสามได้เปิดเผยเื่นี้ให้คนในจวนรู้ แล้วซูชิ่งเฉิงก็ได้ยินมาจึงเชื่อและพูดออกไปกับคนนอกจวน จากนั้นจึงโดนตีจนหน้าปูดบวม
แย่แล้วสิ
สายตาซูซีหัวขาวโพนไปชั่วครู่ ก่อนจะเงยหน้ามองเซียวฝาน ในชั่ววินาทีนั้น นางก็ประหลาดใจไปพักหนึ่ง