เครื่องมือในการประเมินความถูกแพงของหุ้น นอกจากค่า พีอี (P/E) แล้ว
ตัวเลขยอดฮิตอีกอย่างที่นักลงทุนชอบใช้ในการประเมินมูลค่าของหุ้นก็คือค่า พีบีวี (P/BV)
พีบีวี (P/BV ratio) หมายถึง ตัวเลขอัตราส่วนระหว่าง ราคาหุ้นปัจจุบัน เทียบ มูลค่าต่อหุ้นทางบัญชี (อาจจะเรียกอย่างง่ายๆ ว่าต้นทุนของเจ้าของบริษัท)
P มาจาก Pirice คือ ราคาหุ้น
BV มาจาก Book Value Per Share คือ มูลค่าต่อหุ้นทางบัญชี (ส่วนของผู้ถือหุ้น/จำนวนหุ้นที่จดทะเบียนทั้งหมด)
เมื่อนำเอามูลค่าต่อหุ้นทางบัญชีมาหารด้วยราคาหุ้นจะได้ตัวเลขค่า พีบีวี
ตัวอย่างเช่น
ร้านก๋วยเตี๋ยวร้อยหุ้น ซื้อขายหุ้นละ 1 บาท ค่า P จึงเท่ากับ 1 ร้านก๋วยเตี๋ยวมีส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมด (ทรัพย์สิน-หนี้สิน) เท่ากับ 100 บาท มีหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด 100 หุ้น ร้านก๋วยเตี๋ยวจึงมีค่า BV เท่ากับ 100/100 = 1
ค่าพีบีวี (P/BV ratio) ของร้านก๋วยเตี๋ยวร้อยหุ้นจึงเท่ากับ 1/1 = 1.0 เท่า (ราคาหุ้นตอนนี้เท่ากับราคาที่เจ้าของบริษัทลงทุน)
ส่วนร้านลาบหมูสิบหุ้น ซื้อขายกันหุ้นละ 15 บาท ค่า P จึงเท่ากับ 15 ร้านลาบหมูมีส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมด (ทรัพย์สิน-หนี้สิน) เท่ากับ 100 บาท มีหุ้นจดทะเบียนทั้งหมด 10 หุ้น ร้านลาบหมูจึงมีค่า BV เท่ากับ 100/10 = 10
ค่าพีบีวี (P/BV ratio) ของร้านลาบหมูสิบหุ้นจึงเท่ากับกัย 15/10 = 1.5 เท่า (ราคาหุ้นตอนนี้แพงกว่าราคาที่เจ้าของบริษัทลงทุน 1.5 เท่า)
จากตัวอย่างจะเห็นได้ว่า ร้านก๋วยเตี๋ยวมีค่าพีบีวีเท่ากับ 1 ต่ำกว่าร้านลาบหมูที่มีค่าพีบีวี 1.5
หุ้นร้านก๋วยเตี๋ยวจึงถูกกว่าหุ้นร้านลาบหมู (ยิ่งค่าพีบีวี ต่ำกว่าหนึ่ง หมายความว่า เราซื้อหุ้นได้ที่ราคาต่ำกว่าที่เจ้าของลงทุนอีกนะเออ)
อย่างที่เคยกล่าวไว้แล้วว่าการลงทุนในหุ้นโภคภัณฑ์นั้น ตัวเลขยอดฮิตอย่างค่าพีอีอาจไม่สามารถช่วยในการประเมินความถูกแพงของหุ้นกลุ่มนี้ได้
เพราะจุดที่หุ้นพวกนี้มีค่าพีอีต่ำสุดมักเป็นจุดพีคของหุ้นแล้ว เมื่อเข้าไปซื้อก็อาจจะทำให้เสียหายจากราคาหุ้นที่จะตกลงมาได้ ส่วนนักลงทุนมือเก่านั้นพอทราบว่าการซื้อหุ้นโภคภัณฑ์ ควรจะซื้อตอนที่บริษัทมีค่าพีอีที่สูง หรือไม่มีค่าพีอีเลยก็ได้ (บริษัทขาดทุนจะไม่มีค่าพีอี)
แต่ก็ต้องมั่นใจว่าบริษัทจะขาดทุนเพียงชั่วคราวในช่วงวัฏจักรขาลงของธุรกิจเท่านั้น เพราะถ้าดูแต่เพียงว่าจังหวะหุ้นพีอีสูงหรือขาดทุนแล้วซื้อ แล้วถ้าหุ้นขาดทุนจนธุรกิจล้มละลายไปเลยก็จะซวยไป
ดังนั้นในช่วงเวลาขาดทุนที่ค่าพีอีของหุ้นไม่มี การดูค่าพีบีวีเพื่อประเมินมูลค่าของหุ้นจึงเป็นวิธีหนึ่ง
อย่างเช่น หุ้นชิบปิ้ง L ที่เป็นหุ้นวัฏจักรเหมือนกัน ในช่วงขาลงของค่าระวางเรือหลังต้มยำกุ้งบริษัทจึงขาดทุน ทำให้คนเทขายหุ้นไปหมดจนราคาต่ำติดดิน มาเก็ตแคปของหุ้นเหลือนิดเดียว ค่าพีบีวีก็เหลือเพียง 0.5
แต่ถ้ามองดี ๆ แล้ว บริษัทยังมีทรัพย์สินเป็นเรืออยู่ตั้งหลายลำ ถ้าตีมูลค่าเฉพาะเรือยังมีมูลค่ามากกว่ามาเก็ตแคปหรือมูลค่าทั้งหมดของบริษัทเสียอีก
---------------------------------
เช้าวันจันทร์ต้นสัปดาห์ในห้องเรียนก่อนคาบโฮมรูม
เสียงนักเรียนในชั้นกลุ่มต่าง ๆ มีเรื่องคุยกันราวกับไม่ได้เจอเพื่อนร่วมชั้นมาสองปีไม่ใช่สองวันเสียงแต่ละกลุ่มล้วนคุยกันโขมงโฉงเฉง กลุ่มณรัชต์ก็กำลังเม้าท์มอยอยู่เหมือนกัน นำโดยเต้อีกเช่นเคย
“พลาดแล้ววิทย์ที่แกไม่ได้ไปซ้อมลีลาศด้วยกันวันเสาร์
“พลาดอะไร” วิทย์เงยหน้าจากการ์ตูนถามพลางขมวดคิ้วสงสัย
“ได้กินข้าวกลางวันกับเจ้าพ่อเลยนะเว้ย” เต้ผ่อนเสียงเป็นกระซิบ พร้อมกับฉกการ์ตูนกีฬาที่วิทย์กำลังถือไปอ่าน
“ใคร พ่อของส้ม?” วิทย์ถาม
“นั่นล่ะ วันนั้นนะ ตอนลงจากรถแล้วเดินมานี่นะ ลูกน้องประกบซ้ายขวา ยังกะในหนังแหนะ” เต้ตอบ
“ก็พูดเว่อไป ก็แค่คนขับรถกับคนคุ้มกันเอง ทำธุรกิจเดี๋ยวนี้ถ้าไม่มีแบคดีก็ต้องมีบารมีบ้างล่ะ ไม่งั้นก็โดนกลั่นแกล้ง ธุรกิจไม่มีทางราบรื่นหรอก” ณรัชต์กล่าวตามความเป็นจริง
ก่อนมองเห็นลูกสาวของคนที่พวกเขากำลังพูดถึงเดินจากโต๊ะเรียนตัวเองมาทางนี้
ณรัชต์พยักหน้าทักทายเพื่อนสาวร่วมห้อง
“ว่าไงส้ม มีอะไร” เห็นเพื่อนสาวเดินเข้ามาพร้อมถุงหนึ่งใบเขาจึงกล่าวทัก
“พ่อฝากของมาให้ อ่ะ” ส้มยื่นถุงมา
เขายื่นมือรับด้วยความแปลกใจ
“อะไรเหรอ”
“ไม่รู้” เสียงตอบตัดบท ก่อนเดินหน้าบึ้งกลับไป
“อะไรหว่า เมื่อวานก็ยังคุยกันดี ๆ ” เขาคิดด้วยความสงสัย
อารมณ์แปรปรวนแบบนี้ล่ะมั้ง ช่วงชีวิตที่แล้วถึงยังอยู่เป็นโสดจนสามสิบกว่า
ณรัชต์นึกถึงเพื่อนสาวร่วมห้องในช่วงชีวิตที่แล้ว ตอนนั้นส้มทำงานเป็นแอร์โฮสเตส แม้นอกเวลางานจะเป็นคนไม่ค่อยมีอัธยาศัยแต่เพื่อนเก่าคนนี้ก็เป็นคนมีน้ำใจดี เวลาบินไปบินมาประเทศต่าง ๆ ก็มักจะมีของฝากมาฝากเพื่อนๆ อยู่บ่อยๆ
ช่วงที่ณรัชต์ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ ก็พลอยได้ของฝากด้วยเช่นกันเวลานัดพบปะสังสรรค์ของเพื่อนสมัยมัธยมกลุ่มที่ทำงานอยู่ในกรุงเทพฯ
วิทย์กับเต้ที่กำลังแย่งการ์ตูนกันอยู่เปลี่ยนเป็นหันมาสนใจถุงที่อยู่ในมือณรัชต์แทน
“อะไรอยู่ในถุง” เต้ทำเสียงสงสัย
“ก็เอาออกมาดูสิ” วิทย์กล่าว
เขายกของในถุงขึ้นมาดู เป็นกล่องสี่เหลี่ยมยาวประมาณฟุตเศษในกระดาษห่อ แกะห่อกระดาษออกมาดูก็เห็นเป็นกล่อง พอเปิดกล่องออกมาก็เห็นขวดไวน์ต่างประเทศอยู่ในกล่องหรู
“หืม ไวน์แดง”
‘อารมณ์ไหนเนี่ย ส่งไวน์ให้เพื่อนลูกสาว สงสัยเป็นของที่เอาไว้ส่งเป็นของขวัญประจำของท่าน สจ. ล่ะมั้ง’ ณรัชต์คิดในใจ
เมื่อไม่ใช่ขนมหรือของกิน เพื่อนสนิทของเขาก็เลิกสนใจ ณรัชต์เก็บขวดไวน์ใส่ในกล่องเหมือนเดิม ปกติเขาไม่กินไวน์ด้วยสิ เก็บไว้ให้พ่อที่บ้านละกัน
“เออวิทย์วันผลสมัครเอ็นท์ฯ ออก ไปลุ้นกันที่บ้านแกนะ” เต้กล่าวถึงวันประกาศผลสมัครเรียนออกในสัปดาห์นี้
“อือ” วิทย์ตอบ
ช่วงนี้ดูเหมือนชีวิตนักเรียนของพวกเขาจะไม่ค่อยมีอะไร ตารางเรียนก็เบา เพื่อนในห้องส่วนมากต่างก็พากันรอคอยการประกาศผลสมัครเข้ามหาวิทยาลัยที่เลือกไปอย่างใจจดใจจ่อ
หุ้นบริษัทน้ำมันของเขาตอนนี้ดูเหมือนพีอี (P/E) จะพุ่งไปสี่สิบกว่าแล้ว จากราคาที่เพิ่มขึ้นมาถึงตอนนี้
ซึ่งโดยปกตินั้นพีอี (P/E) เฉลี่ยของหุ้นทั้งตลาดจะราว 12-13 เท่านั้น
ส่วนช่วงเวลาที่เขาจากมา ค่าพีอี (P/E) เฉลี่ยของตลาดหุ้นอยู่ประมาณ 16 ดูจะแพงกว่าค่าเฉลี่ยไปพอสมควร ทำเอานักลงทุนเน้นคุณค่าหาหุ้นถูก ๆ ลงทุนไม่ค่อยได้ ซึ่งรวมถึงณรัชต์ด้วย
ส่วนตอนนี้เป็นช่วงหลังต้มยำกุ้ง ราคาหุ้นจึงมีค่าพีอีเฉลี่ยเพียง 8 - 9 เท่านั้น เรียกว่าหุ้นถูกมากมายเต็มตลาดหุ้น
ช่วงเวลานี้จึงถือว่าเป็นสวรรค์ของนักลงทุนเน้นคุณค่าก็ว่าได้
ซึ่งก็ไม่ต่างจากที่ดินหรือทรัพย์สินอย่างอื่น ที่ถูกมากพอ ๆ กันในช่วงนี้
แต่ก็นั่นแหละในช่วงเวลานี้ใครล่ะจะกล้าลงทุน ส่วนคนที่เห็นโอกาสและกล้าลงทุน ภายหลังก็ล้วนได้รับผลตอบแทนกันไปอย่างอิ่มเอม
หลายวันต่อมาที่บ้านวันหยุด รด. ที่บ้านของวิทย์
“วิทย์แกลองก่อนนะ เอารหัสของแกมากรอกดูก่อนซิ” เต้ที่เป็นตั้งตัวตีชวนเพื่อนมาลุ้นผลเอ็นท์ฯ กันที่บ้านของวิทย์ แต่เกี่ยงให้วิทย์เป็นคนกรอกรหัสตรวจผลก่อน
ณรัชต์ไม่ได้สนใจ หันไปเลือกการ์ตูนที่มีอยู่หลายเรื่องในห้องของวิทย์มาอ่าน
การประกาศผลเอ็นท์ฯ ในยุคนี้นั้น นอกจากจะต้องรอผลที่ส่งมาทางไปรษณีย์ ทางการก็ได้เริ่มให้มีการตรวจผลได้ผ่านอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นมา แต่ก็….
“อะไรวะ เออเร่ออยู่นั้นแหละ” เสียงเต้บ่น
“เวปล่มมั้ง” วิทย์อธิบาย
ก็นั่นแหละ จากที่เด็กเอ็นท์ทั้งหลายเตรียมจะมาลุ้นผลอย่างตื่นเต้น สักพักก็กลายเป็นต้องมานั่งรีเฟรชเว็บไซต์ประกาศผลกันอย่างเซ็ง ๆ
“เป็นไงกันบ้างจ๊ะเด็ก ๆ ” แม่ของวิทย์ถือจานผลไม้เข้ามาในห้อง
“เว็บล่มครับแม่ คงบ่าย ๆ โน่นล่ะกว่าจะเข้าดูผลได้” ณรัชต์ตอบแม่ของเพื่อน แทนเพื่อนทั้งคู่ที่กำลังมุงกันอยู่ที่คอมพิวเตอร์กันอยู่ เขาจำได้ว่าช่วงชีวิตที่แล้วก็เกือบบ่ายโน่นล่ะกว่าที่พวกเขาจะเข้าไปดูประกาศผลในเว็บไซต์ได้
หลังทานมื้อเที่ยงฟรีที่บ้านเพื่อนเสร็จพวกเขาก็หันมาเล่นเกมฆ่าเวลา
“เว็บเข้าได้แล้วมั้ง” ณรัชต์เหลือบมองนาฬิกาก่อนบอกเพื่อน
“เดี๋ยวมาตกลงกันก่อน ใครเอ็นท์ติดต้องเลี้ยงเพื่อนคนที่ไม่ติดนะเว้ย” เต้กล่าว
“ทำไมฟังดูเหมือนล็อกผล ยังไงๆ อยู่นะ” วิทย์ท้วง
“เออ เป็นไฮโลก็ต้องบอกว่าเปิดถ้วยแทงชัด ๆ” เขาเห็นด้วยกับวิทย์ ดูยังไงแนวโน้มของเขากับวิทย์นั้นน่าจะติดชัวร์ๆ อยู่แล้ว
“เอาน่า ถือว่าเลี้ยงคนผิดหวังละกัน” เต้กล่าวเสียงอ่อย
“เออ เออ เดี๋ยวเลี้ยงก็ได้” เขาปลอบเพื่อน
วิทย์เข้าเว็บไซต์และกรอกรหัสตัวเองลงไปก่อนกดเอ็นเทอร์
“เยสสส” วิทย์กำหมัดชูกำปั้นเหมือนตอนยิงประตูฟุตบอลได้
“ติดเหรอวะวิทย์ ที่ไหน” เต้ชะโงกหน้าไปที่จอคอมพิวเตอร์ที่วิทย์กำลังดูอยู่
ณรัชต์รู้ว่าวิทย์สามารถเอ็นท์ฯ คณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยใหญ่ของภาคได้
ต่อให้เขาไม่รู้อนาคต มองเฉพาะคะแนนสอบของวิทย์ การจะเลือกคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างจังหวัดนั้น โอกาสติดแทบจะแน่นอนอยู่แล้ว
แต่ถ้าเป็นคณะแพทย์ฯ ของมหาวิทยาลัยใหญ่ในกรุงเทพฯ อาจจะก้ำกึ่งหรือต้องลุ้นมากหน่อย
“นะ แกต่อสิ” เต้เกี่ยงให้เพื่อนอีกคนดูผลก่อน
ณรัชต์กรอกรหัสลงไปแล้วกดเอ็นเทอร์
ผลก็ออกมาตามคาดว่า สามารถเข้าคณะและมหาวิทยาลัยเดิมในช่วงชีวิตที่แล้วได้
สำหรับคะแนนเอ็นทรานซ์ของคณะวิศวกรรมศาสตร์ในตอนนี้นั้น จะใช้เพียง 5 วิชาในการคัดเลือก
จากคะแนนเต็มห้าร้อย ถ้าเลือกคณะวิศวกรรมศาสตร์ของมหาวิทยลัยอันดับต้นของประเทศ อาจต้องได้คะแนนรวมห้าวิชามากกว่าสามร้อยคะแนน
สำหรับคณะวิศกรรมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยระดับรองลงมา ส่วนใหญ่ต้องมีคะแนนราวสองร้อยห้าสิบขึ้นไป
ส่วนมหาวิทยาลัยที่ณรัชต์เลือกเมื่อช่วงชีวิตที่แล้วนั้น เกินร้อยเจ็ดสิบคะแนนก็ติดแล้ว โดยช่วงชีวิตที่แล้วเขาได้คะแนนประมาณสองร้อยยี่สิบคะแนน จึงสามารถเข้าเรียนได้แบบลอยลำ
และยิ่งด้วยคะแนนตอนนี้ที่ห้าวิชาเกือบ ๆ สามร้อยคะแนน เขาคิดว่าน่าจะเป็นอันดับหนึ่งของคณะด้วยซ้ำไป
เต้เป็นคนสุดท้ายก่อนกรอกรหัสมีการบ่นพึมพำเหมือนสวดมนต์ก่อนด้วย
“ไม่ติดว่ะ” เสียงวิทย์พูดหงอยๆ
“ไม่เป็นไรหรอก ยังมีสอบอีกครั้ง รอบมีนาน่า” วิทย์ที่ปกติเป็นคนชอบอำเต้หันมาปลอบเพื่อน
“ชีวิตมันได้มีแค่สอบเอ็นท์หรอก เส้นทางชีวิตคนเรามันยังมีอีกเยอะ” เขาตบไหล่เพื่อน
“งั้นวันนี้เดี๋ยวเลี้ยงปลอบใจเต็มที่ถึงไหนถึงกัน” ณรัชต์บอกเพื่อนอย่างใจป้ำ
หลังจากนั้นพวกเขาก็พากันออกไปฉลองคนสอบได้และเลี้ยงปลอบขวัญคนสอบตก
ดูหนัง กินบุฟเฟต์ ร้องคาราโอเกะ นั่งร้านเครื่องดื่ม สั่งน้ำปั่นมานั่งกิน ฟังเพลงในร้าน โนแอลกอฮอล์ ใส ๆ ตามประสาก๊วนเด็กกลางห้อง
ปิดท้ายมื้อดึกไปนั่งกินหอยทอดร้านเล้งที่ย้ายมาขายในตึกแถวได้เดือนกว่าแล้ว ก่อนแยกย้ายกันกลับบ้าน
กลับถึงห้องพักณรัชต์ก็หยิบหนังสือพิมพ์หุ้นขึ้นมากวาดตาดูข่าวพาดหัวคร่าว ๆ ขณะกำลังถอดเสื้อผ้าเตรียมอาบน้ำ
มีข่าวบริษัทน้ำมันแห่งชาติของเขาขึ้นพาดหัว เรื่องข่าวการจ่ายปันผลรอบนี้
โดยปีนี้บริษัทจะจ่ายปันผล 2 บาท ต่อหุ้น ณรัชต์จ้องมองตัวเลขก่อนวางหนังพิมพ์ นุ่งผ้าเช็ดตัวเดินเข้าห้องน้ำ
ณรัชต์มีหุ้นอยู่ 76,000 หุ้น ทำให้เขาจะได้ปันผลงวดปีนี้กว่า หนึ่งแสนห้าหมื่นบาท เลยทีเดียว
ข่าวการจ่ายปันผลที่ออกมาแม้จะไม่มากถ้าเทียบกับราคาหุ้นที่ขึ้นมาสูงแล้ว แต่ก็ยังถือว่าเป็นข่าวดีที่น่าจะทำให้ราคาหุ้นที่นิ่งมาสักพักแล้วได้ขยับขึ้นอีกครั้ง
‘ได้ทั้งมูลค่าหุ้นในบัญชีที่เพิ่มขึ้น และยังได้เงินสดปันผล จะมีอะไรดีแบบนี้อีก’ คิดพลางสระผมไปด้วย
------------------------------
Name : ณรัชต์
Asset : เงินสดในบัญชีหุ้น 55,600 บาท
: ตึกแถว 2 ห้อง ราคาปัจจุบัน 850,000 บาท
: เงินสดในบัญชีธนาคาร 100,000 บาท + ปันผล 152,000 บาท
- หุ้นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ จำนวน 76,000 หุ้น จากราคา 170 บาท ราคาปัจจุบัน 175 บาท
มูลค่าสินทรัพย์รวม : 55,600 + 850,000 + 252,000 + 13,300,000
= จาก 13,925,600 บาท ปัจจุบัน 14,457,600 บาท