ฉู่จี้เฟิงในชุดแดงฉาน ถูกชโลมไปด้วยโลหิตจนสีเข้มขึ้นกว่าเดิม
ซูอิ่นเย่ว์ไม่อาจแน่ใจได้ว่าเลือดเหล่านั้นเป็นของเขาหรือของศัตรู ทำให้นางตัวสั่นเทิ้ม แม้แต่มือยังสั่นระริก
จี้หมัวมัวได้รับข่าว จึงเตรียมยารักษาบาดแผลไว้ที่เรือนชูอวิ๋นล่วงหน้า
เมื่อฉู่จี้เฟิงถูกพากลับมา ก็รีบใช้กรรไกรตัดเสื้อผ้าออก ถอดชุดที่ชุ่มเลือดออกทันที
เซียงเถายกล่วมยามาด้วย พลางกล่าวว่า “พระชายา ท่านอย่ามัวแต่เหม่อ รีบทำแผลให้ซื่อจื่อเร็วเข้า”
ซูอิ่นเย่ว์ได้สติกลับมา นางเองก็ไม่รู้ว่าทำไมมือเท้าของตนถึงเย็นเฉียบ
ฉู่จี้เฟิงผ่านศึกนองเลือดมา บัดนี้หมดสติไปแล้ว ทั่วร่างเต็มไปด้วยบาดแผลเล็กใหญ่ ลวดลายปักอันประณีตบนผ้าห่มยิ่งขับให้ใบหน้าของเขาซีดเผือดกว่าเดิม
แม้มีบาดแผลไม่น้อย แต่ก็ไม่มีบาดแผลร้ายแรงถึงชีวิต
ซูอิ่นเย่ว์ถอนหายใจโล่งอก
เพราะลูกธนูนั้นมีพิษ นางจึงใช้เข็มปิดจุดชีพจรไว้ก่อน
ก่อนหน้านี้นางเคยรักษาบาดแผลที่ร้ายแรงกว่านี้ ตอนนั้นนางมีสติแจ่มชัด มือไม่เคยสั่นเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้ ขณะถือเข็มเงิน หลายครั้งเกือบแทงผิดตำแหน่ง
ฉางอู๋อิ่งที่อยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็ร้อนใจ ตะโกนว่า “มือสั่นอะไรตอนนี้! ถ้าทำไม่ได้ก็หลีกไป อย่าทำให้ซื่อจื่อต้องเป็นอันตราย!”
“เจ้าตะโกนอะไร” จี้หมัวมัวตำหนิเบาๆ “หากเจ้าทำได้ก็เข้ามาทำเองสิ!”
ฉางอู๋อิ่งไม่กล้าโต้เถียงกับจี้หมัวมัว ได้แต่ปิดปากเงียบ
ซูอิ่นเย่ว์สูดหายใจลึก สมองแจ่มใสขึ้นไม่น้อย ดูเหมือนว่านางจะถูกลอบสังหารจึงรู้สึกตื่นตระหนก
หลังจากตั้งสติได้แล้ว นางให้จี้หมัวมัวช่วยรักษาบาดแผล ส่วนนางเริ่มกำจัดพิษ
โชคดีที่ฉู่จี้เฟิงได้รับพิษเจิ้นสุ่ยและพิษกู่เจ็ดประสานเป็นเวลาหลายปี ทำให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงไปแล้ว พิษที่อยู่บนหัวลูกธนูจึงถูกขับออกจากเส้นชีพจรหลัก ไม่สามารถแทรกซึมเข้าไปได้
ถือว่ายังโชคดี
แต่ฉู่จี้เฟิงตรากตรำหนักติดต่อกันหลายวัน ซ้ำยังใช้พลังภายในมากเกินไป จึงแสดงอาการเหมือนตะเกียงใกล้ดับ
ทว่าชีพจรของเขามักเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ แต่ก่อนหมอหลวงเคยวินิจฉัยว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ไม่เกินสามเดือน ทว่าบัดนี้เขายังฟื้นขึ้นมาได้
หลังจากซูอิ่นเย่ว์ขับเลือดพิษออกจากร่างเขาแล้ว นางก็รับหน้าที่จากจี้หมัวมัวต่อ
บาดแผลที่ลึกนั้นนางได้ใช้เส้นไหมจากลำไส้แกะเย็บอย่างคล่องแคล่ว
บนร่างเขายังมีรอยแผลเป็นเก่าอยู่ไม่น้อย ดูเหมือนว่าเขาจะเคยบาดเจ็บมานับไม่ถ้วน ไม่แปลกที่จี้หมัวมัวจะจัดเตรียมน้ำร้อนและยาไว้พร้อมสรรพ
เมื่อทุกอย่างจบลง ซูอิ่นเย่ว์ก็เหนื่อยจนเหงื่อโชกไปทั้งตัว
“พระชายา ให้บ่าวพยุงท่านไปพักที่เตียงหลัวฮั่นเถิด” จี้หมัวมัวยื่นมือพยุงนางด้วยความกังวล
ซูอิ่นเย่ว์อายุยังน้อย ผ่านเหตุการณ์ลอบสังหารเช่นนี้มาได้โดยไม่เสียขวัญ ก็นับว่าดีมากแล้ว
นางไม่มีแรงจะพูด เพียงแค่พยักหน้า
จี้หมัวมัวพยุงนางไป เมื่อนางแตะเตียง เปลือกตาก็หนักอึ้งขึ้นมา นางกล่าวเบาๆ ว่า “หมัวมัว หีบที่นำมาจากจวนสกุลซู ท่านช่วยตรวจสอบและลงบัญชีให้เรียบร้อย แล้วเก็บเข้าคลังเถิด”
นางไม่รู้ว่าการถูกลอบโจมตีในวันนี้เกี่ยวข้องกับเงินเหล่านั้นหรือไม่ จึงอดรู้สึกผิดไม่ได้ คิดว่าตนเองเป็นต้นเหตุที่ทำให้ฉู่จี้เฟิงเดือดร้อน
หากเป็นฝีมือของซูเจี้ยนจิ่นจริง นางจะไม่มีวันปล่อยเขาไปเด็ดขาด!
“บ่าวเข้าใจแล้ว พระชายาวางใจพักเถิด” จี้หมัวมัวกล่าว
ฉางอู๋อิ่งสั่งให้คนยกหีบกลับไปที่เรือนชูอวิ๋นแต่แรกแล้ว ด้านบนยังเปื้อนเลือดอยู่เลย
เซียงเถาและเซียงสี่ช่วยกันเช็ดคราบเลือดจนสะอาด ก่อนจะเปิดหีบออก
ปิ่นทอง กำไลโมรา หยก ทั้งหมดถูกบรรจุไว้ในหีบใหญ่สองใบ ล้วนเป็นของล้ำค่า ยังมีหีบอีกสองใบที่บรรจุทองคำและเงิน อีกทั้งหีบเล็กอีกใบที่ใส่ตั๋วเงินและโฉนดที่ดินต่างๆ
ซูอิ่นเย่ว์ได้ไปขอรายการสินเดิมของสกุลอินจากทางการไว้ล่วงหน้าแล้ว จี้หมัวมัวจึงเริ่มตรวจสอบทรัพย์สินร้านค้าในสินเดิมของสกุลอินก่อน
แต่ใครจะรู้ว่าพอตรวจสอบแล้วกลับเกิดเรื่องขึ้น ร้านค้าและที่ดินในโฉนดเหล่านั้น ไม่มีที่ใดเลยที่มาจากสกุลอิน!
ขณะนั้นเซียงเถาก็กล่าวว่า “จำนวนเงินทองไม่ตรง อีกทั้งเครื่องประดับ...ในรายการไม่มีสร้อยข้อมือทองฝังโมรานี่นา หรือว่าหยิบมาผิดเจ้าคะ”
จี้หมัวมัวหน้าเปลี่ยนสี รีบไปดูเอง แล้วก็พบว่าจริงดั่งที่เซียงเถากล่าว
“องครักษ์ฉาง พวกเจ้าไม่ได้ตรวจสอบกับรายการหรือ ไฉนถึงหยิบมาผิด” จี้หมัวมัวเอ่ยถามด้วยเสียงร้อนรน
“ซื่อจื่อบอกว่าไม่ต้องตรวจสอบรายการ ขนกลับมาเลยก็พอ” ฉางอู๋อิ่งกล่าว “ถึงอย่างไรก็เป็นของสกุลซู ไม่ใช่ว่าจะใช้เป็นสินเดิมได้เหมือนกันหรือ”
จี้หมัวมัวโกรธจนแทบระเบิด “มันจะเหมือนกันได้อย่างไร สกุลซูได้ส่งรายการสินเดิมของพระชายาให้ทางการไปแล้ว มีหลักฐานแน่ชัด บัดนี้กลับขนสินเดิมผิดมา เกรงว่าใต้เท้าซูคงต้องย้อนกลับมาเล่นงานพวกเราแน่!”
ฉางอู๋อิ่งได้ยินก็เข้าใจถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ทันที
หากพวกเขานำสินเดิมที่ตรงกับรายการกลับมา มีหลักฐานชัดเจน ก็ไม่ต้องกลัวว่าซูเจี้ยนจิ่นจะไปร้องทุกข์ต่อฮ่องเต้ฉี่อู่
แต่ในเมื่อในรายการไม่มีเงินทองและเครื่องประดับเหล่านี้ ซูเจี้ยนจิ่นย่อมต้องกล่าวหาว่าฉู่จี้เฟิงใช้อำนาจโดยมิชอบ บุกเข้าไปในจวนสกุลซูเพื่อขโมยของแน่นอน!
ช่างเป็นจิ้งจอกเฒ่าโดยแท้!
ซูเจี้ยนจิ่นเตรียมการไว้สองทาง ล่อศัตรูให้ติดกับ!
จี้หมัวมัวไม่รู้จะตัดสินใจอย่างไร จึงเดินวนไปมา “ตอนนี้ซื่อจื่อบาดเจ็บหมดสติ พระชายาก็อ่อนล้าเต็มที่ เช่นนี้ควรทำอย่างไรดี”
นางไม่ได้หวังให้ฉางอู๋อิ่งคิดหาวิธีที่ดีได้ จึงกล่าวขึ้นว่า “องครักษ์ฉาง หรือไม่เจ้าลองนำของพวกนี้กลับไปคืนจวนสกุลซูดี”
ฉางอู๋อิ่งเลิกคิ้ว “เมื่อนำออกมาแล้ว จะให้ส่งคืนไปได้อย่างไร!”
ในตอนนี้เขากลับสงบลง และสั่งให้จี้หมัวมัวจัดหมวดหมู่ของให้เรียบร้อย แล้วนำเข้าเก็บในคลัง
เซียงเถาและเซียงสี่มองหน้ากัน ต่างไม่กล้าขยับ
พวกนางรู้ดีว่าฉางอู๋อิ่งเป็นคนไม่ใช้สมอง นี่ไม่ใช่ความคิดที่ดีเลย
ไม่คาดคิดว่าซูอิ่นเย่ว์จะออกมาจากเรือนหลักในตอนนี้ สีหน้าที่อ่อนล้าคลายลงเล็กน้อย นางกล่าวว่า
“ฉางอู๋อิ่งพูดถูก หากเราส่งของกลับไปก็เท่ากับตบหน้าตัวเอง จัดเก็บเข้าคลังไว้ก็พอ”
“แต่ว่า...” จี้หมัวมัวหวั่นใจนัก กลัวว่านายของตนจะก่อเรื่องเดือดร้อน
“ไม่เป็นไร” ซูอิ่นเย่ว์กำสมุดเล่มเล็กในมือแน่น แค่นเสียงเบาๆ “ตอนนี้ซูเจี้ยนจิ่นน่าจะเข้าไปในวังเพื่อร้องทุกข์แล้ว คงสายเกินไปแล้ว”
เป็นดังที่ซูอิ่นเย่ว์กล่าว ซูเจี้ยนจิ่นยังไม่ทันได้เปลี่ยนชุดขุนนางก็รีบเข้าไปในวัง เพื่อเพิ่มความผิดให้ฉู่จี้เฟิง จึงพาหยางซื่อเข้าไปด้วย
เมื่อสามีภรรยาทั้งสองมาถึงท้องพระโรงฉี่หลง เพิ่งได้เห็นฮ่องเต้ฉี่อู่ก็รีบคุกเข่าลงทันที
ซูเจี้ยนจิ่นร้องทุกข์เสียงดัง “ฝ่าบาท หลิงอ๋องซื่อจื่อนำองครักษ์ชื่อหลงบุกจวนสกุลซู อ้างว่าค้นหาหัวหน้าโจรชิงสมบัติ แต่กลับปล้นเอาเงินทองและโฉนดที่ดินไป ไม่เพียงเท่านั้น ภรรยาและบุตรสาวของกระหม่อมยังถูกเขาทำร้าย ช่างเป็นการกระทำที่อุกอาจยิ่งนัก!”
เพียงคำพูดสิ้นสุด หยางซื่อก็ร่ำไห้โฮ ใช้มือที่มีบาดแผลถือผ้าเช็ดน้ำตาเพื่อให้ดูน่าสงสารยิ่งขึ้น
ฮ่องเต้ฉี่อู่กำลังทรงงาน ตรวจสอบรายงานลับ เสียงร้องไห้ช่างรบกวนจิตใจ เขาขมวดคิ้ว อดกลั้นจนตรวจรายงานจนจบ
“ฝ่าบาท...” ซูเจี้ยนจิ่นเห็นว่าฮ่องเต้ฉี่อู่ไม่สนใจคำกล่าวของตน เริ่มรู้สึกตื่นตระหนก
“เอะอะอะไรกัน!” ฮ่องเต้ฉี่อู่เงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรทั้งสอง
ซูเจี้ยนจิ่นรู้สึกไม่สบายใจ สถานการณ์ดูเหมือนจะไม่ค่อยดีนัก
แผนการนี้แท้จริงแล้วมีคนในวังแนะนำแก่เขา บอกว่านี่เป็นประสงค์ของฝ่าบาท เป้าหมายคือการโค่นล้มฉู่จี้เฟิง
หยางซื่อแอบเหลือบมองซูเจี้ยนจิ่น ใช้สายตาถามว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ซูเจี้ยนจิ่นเองก็คิดไม่ออก แต่สถานการณ์บีบบังคับให้ต้องเดินหน้าต่อไป
“ฝ่าบาท หลิงอ๋องซื่อจื่อรังแกกันเกินไปแล้ว!” ซูเจี้ยนจิ่นตะโกนขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงเดือดดาล “ขอฝ่าบาททรงตัดสินความเป็นธรรม!”