สำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 7 ตอนที่ 197 เทศกาลใบไม้ร่วง

        ถนนทองอร่ามอยู่ทางทิศใต้ใกล้กับตำหนักวิหารสวรรค์เดิมทีตอนที่เพิ่งสร้างถนนเส้นนี้เสร็จ ถนนเส้นนี้มีชื่อว่าถนนจักรพรรดิ แต่หลังจากนั้นไม่นานจักรพรรดิของจักรวรรดิต้าซีก็ส่งสารมา ในสารนั้นมีเนื้อความว่า...หากไม่ยอมเปลี่ยนชื่อถนนจักรพรรดินี้เสียจักรวรรดิต้าซีจะมาเปลี่ยนชื่อของแคว้นเยี่ยนเอง

 

        เพราะสำหรับจักรวรรดิต้าซีแล้วในใต้หล้านี้ มีเพียงที่เดียวที่สามารถใช้คำว่าจักรพรรดิ และที่นั่นก็คือจักรวรรดิต้าซี

 

       ต่อให้แคว้นเยี่ยนจะเถื่อนดิบมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่ก็รู้ว่าไม่ควรทำให้จักรวรรดิต้าซีขุ่นเคืองจึงรีบเปลี่ยนชื่อตั้งแต่ตอนนั้น แต่ถึงกระนั้นถนนทองอร่ามก็คือความภูมิใจของชาวเยี่ยน เพราะถนนนี้ทั้งกว้างและเรียบ ต่อให้เมื่อหลายปีก่อนจะมีเหตุการณ์น้ำป่าไหลหลากแต่ถนนทองอร่ามก็ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด

 

        เมื่อออกจากประตูทางทิศใต้ของตำหนักวิหารสวรรค์ก็เป็นลานทองอร่ามลานนี้กว้างและราบเรียบ มันเป็นพื้นที่สำหรับจัดงานใหญ่ต่าง ๆ

 

        เทศกาลใบไม้ร่วงทุกครั้งก็จะจัดงานที่ลานทองอร่ามเช่นกัน

 

        ราชา พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางคนสำคัญจะชมเทศกาลใบไม้ร่วงบนหอที่ติดกับประตูทางใต้ปีนี้เทศกาลใบไม้ร่วงถูกเลื่อนออกไปหลายวัน ในที่สุดก็จัดขึ้นสักที ประชาชนต่างมารวมตัวกันรอบลานทองอร่ามและรอการเปิดงานเทศกาลใบไม้ร่วง

 

        ข่าวเรื่องการกบฏแผ่นดินซาลงเพราะมีเทศกาลใบไม้ร่วงมาแทนประชาชนต่างวิพากษ์วิจารณ์ว่าปีนี้ใครจะเป็นคนชนะการประลองป๋าโกยจะเป็นสำนักไท่ซ่างเต้าหรือสำนักต้าติง เดิมทีสำนักวรยุทธ์ชางก็เป็นหนึ่งในสำนักที่มีชื่อเสียงแต่ทว่ากลับถูกลืมไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

 

        เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าสำนักวรยุทธ์ชางจบสิ้นแล้วเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ศิษย์ในสำนักวรยุทธ์ชางต่างก็ย้ายไปอยู่ในสำนักต้าติงและสำนักอื่นๆ กันหมด ถึงแม้จะบอกว่าสำนักวรยุทธ์ชางยังมีสิทธิ์เข้าร่วมเทศกาลใบไม้ร่วงก็ตามแต่กลับไม่มีคนมาร่วมสักคน

 

        ด้านนอกกำแพงเมืองมีทหารสวมชุดเกราะเบายืนเรียงเป็นสองแถวอยู่ตรงหน้าประตูอย่างสง่าผ่าเผยในมือถือหอกยาว ดวงตาจ้องไปยังด้านหน้าอย่างมั่นคง และพื้นที่รอบนอกก็มีทหารม้าลาดตระเวนอยู่หอข้างประตูทางทิศใต้มีองครักษ์หลวงยืนเฝ้าอยู่บนกำแพงมีธงสัญลักษณ์ของแคว้นเยี่ยนปักเต็มไปหมด

 

        ประชาชนมาถึงตั้งแต่เช้าแล้วถนนทั้งสายเต็มไปด้วยผู้คนที่มาห้อมล้อม ส่วนโรงพนันก็เริ่มรับเดิมพันผลการประลองประชาชนส่วนใหญ่จึงนำเงินจำนวนมากในกระเป๋าไปวางเดิมพันในโรงพนันอย่างบ้าคลั่ง

 

        ความสนใจในปีนี้แน่นอนว่าต้องเป็นซูเฟยหลุนแห่งสำนักต้าติง และเฟิงเสี่ยวหยางแห่งสำนักไท่ซ่างเต้าคนส่วนมากให้ความสนใจกับเขาสองคนนี้ แต่ในความเป็นจริง เทศกาลใบไม้ร่วงไม่ใช่การแข่งขันทางด้านพละกำลังเท่านั้นแต่ยังมีการแข่งขันทักษะความรู้อีกด้วย

 

       สิ่งที่แคว้นเยี่ยนแตกต่างจากที่อื่นก็คือเทศกาลใบไม้ร่วงและการสอบจอหงวนจัดขึ้นวันเดียวกันและสถานที่เดียวกัน เหล่านักเรียนที่ตั้งใจร่ำเรียนมานานหลายปีจะประสบความสำเร็จหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับวันนี้ ผู้ที่มีสิทธิ์เข้าร่วมการสอบแข่งขันต่างก็ได้รับคัดเลือกจากพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเข้ามาเสี่ยงโชคในวันนี้

 

        แต่สิ่งที่ประชาชนตั้งหน้าตั้งตารอไม่ใช่การสอบจอหงวนแต่เป็นการแข่งขันด้านพลังวัตรมากกว่า ในเมื่อการประลองทางด้านพลังวัตรน่าตื่นตาตื่นใจกว่าเยอะ

 

        เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดลานทองอร่ามถูกแบ่งเป็นสี่ส่วน ส่วนแรกก็คือการประลองฉู่โสง เป็นการประลองระหว่างนักเรียนชั้นปีที่หนึ่งจากสำนักศึกษาหรือวิทยาลัยทุกแห่งในแผ่นดินเยี่ยน เป็นการต่อสู้เพื่ออนาคตของตัวเองหากใครชนะการประลองฉู่โสงก็จะมีอนาคตไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ศิษย์ในสำนักส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจนฉะนั้น นี่คือโอกาสสำคัญในการประลองเพื่อเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของตนเอง หากพวกเขาอยู่อันดับต้นๆ ของการประลองก็จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ และยังเป็นคนสำคัญในสำนักอีกด้วย

 

        ส่วนที่สองคือการประลองเซิ้งฮวา หากการประลองฉู่โสงคือความตื่นเต้นส่วนการประลองป๋าโกยคือความดุเดือด การประลองเซิ้งฮวาจะให้ความรู้สึกที่เป็นจริงมากที่สุดเพราะคนส่วนใหญ่ที่ประลองเซิ้งฮวาต่างก็รู้ชะตาชีวิตของตัวเองอยู่แล้วและพวกเขาก็ไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมการประลองป๋าโกย วิธีเดียวที่จะมีอนาคตรุ่งโรจน์นั่นก็คือชนะการประลองในครั้งนี้ จากนั้นก็หาตำแหน่งที่ไม่เลวในราชสำนักหรือหน่วยทหาร

 

       ส่วนที่สามและส่วนที่สี่ถูกรวมเข้าเป็นหนึ่งเดียวทางด้านซ้ายของลานก็คือสนามประลองป๋าโกย หนุ่มมากพรสวรรค์จากสำนักต่าง ๆในแคว้นเยี่ยนมาร่วมการประลองที่นี่ ทุกคนต่างบอกว่าในการประลองนี้จะไม่มีใครยอมใครเพราะทุกคนต่างก็อยากเป็นอันดับหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น

 

        แต่การจะเป็นที่หนึ่งต้องแลกอะไรมากมายเพราะไม่ใช่เพียงแค่การทุ่มเทของตัวเองเท่านั้นแต่ยังต้องมีเบื้องหลังเป็นตระกูลที่ใหญ่โต ฉะนั้นการประลองป๋าโกยจึงไม่ได้มีไว้สำหรับศิษย์ที่มาจากครอบครัวยากจนเพราะหากไม่มีการสนับสนุนจากครอบครัว ก็ไม่มีทางนำหน้าคนรุ่นเดียวกันได้

 

        ความจริงเรื่องพลังวรยุทธ์ก็เป็นสิ่งที่พูดยาก

 

       ทางด้านขวาของลานที่ติดกับสนามประลองป๋าโกย มีบ้านที่สร้างขึ้นชั่วคราวและผ่านการตรวจสอบตั้งแต่สองวันก่อนแล้วว่าบ้านหลังนี้อยู่ได้และไม่เป็นอันตราย บ้านหลังนี้แบ่งเป็นห้อง ๆซึ่งแต่ละห้องจะมองไม่เห็นห้องข้าง ๆ ในวันนี้พวกเขาต้องพักผ่อนกินและนอนในห้องนี้ ที่นี่จะไม่อนุญาตให้คนนอกเข้ามาเด็ดขาดในหนึ่งวันจะมีคนมาส่งข้าวส่งน้ำ ต่อให้อยากดื่มเหล้าก็จะมีคนมาส่งให้ตามต้องการ

 

        นักเรียนที่เข้าร่วมการทดสอบในครั้งนี้หลังจากสอบเสร็จจะถูกเรียกเข้ารับราชการ ฉะนั้นเมื่อพูดกันตามจริงแล้ว พวกเขาเพียงแค่มาเพิ่มจำนวนคนร่วมสนุกเท่านั้นหากเป็นการตัดสินอนาคตของเขาอย่างแท้จริง ต้องรออีกช่วงหนึ่งถึงจะรู้ผล

 

        “ดูสิ! ราชากับไทเฮาเสด็จแล้ว!”

 

       คนที่ยืนอยู่ด้านหน้าเห็นเสลี่ยงของไทเฮาและราชามาถึงจึงตะโกนขึ้นจากนั้นคนทั้งกลุ่มก็ส่งเสียงร้อง ประชาชนไม่รู้ว่าภายในราชสำนักมีการแก่งแย่งชิงดีที่แสนจะวุ่นวายการได้เห็นบุคคลสำคัญและสูงส่งมาพร้อมกันอย่างนี้จึงทำให้ประชาชนรู้สึกตื่นเต้นขึ้นไม่น้อย

 

        ผู้คนเริ่มครึกครื้นขึ้นมาคนที่ถนนทองอร่ามก็แน่นขึ้นเรื่อย ๆ ทหารหลวงและเหล่าทหารเริ่มกันคนให้ถอยออกไปเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อไทเฮาและราชาเสด็จมาแล้วจะไม่เกิดความวุ่นวาย

 

        ไทเฮาซูชิงนวนและราชามู่ฉางเยียนประทับอยู่บนเสลี่ยงที่แสนจะอลังการทั้งสองพระองค์โบกพระหัตถ์ให้ประชาชนที่อยู่ริมทางประชาชนตะโกนถวายพระพรดังขึ้นเหมือนคลื่นที่มาเป็นระลอก ๆ

 

       ไม่ว่าตอนนี้แผ่นดินจะเจอเหตุการณ์คับขันเช่นไร แต่นาทีนี้ ประชาชนทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นกับเทศกาลใบไม้ร่วงในเมื่อราชาและไทเฮาก็ไม่ได้เสด็จออกมาให้เห็นง่าย ๆต่อให้จะมองเห็นก็เป็นเพียงระยะไกลเท่านั้น สำหรับประชาชนแล้ว นี่คือความภาคภูมิใจและความพอใจอย่างมาก

 

        “แคว้นเยี่ยนจงเจริญ! ราชาทรงพระเจริญ!”

 

        มีเสียงตะโกนดังขึ้นจากนั้นทุกคนก็เริ่มตะโกนตาม ๆ กัน “ราชาทรงพระเจริญ!”

 

        ราชามู่ฉางเยียนประทับอยู่บนเสลี่ยงด้วยสีพระพักตร์ราบเรียบและโบกพระหัตถ์ให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าในพระทัยกลับไม่ทรงรู้สึกสงบเหมือนสีพระพักตร์ที่แสดงออกมาเลยสักนิดนี่เป็นเทศกาลใบไม้ร่วงครั้งแรกหลังจากที่พระองค์ได้ขึ้นเป็นราชาและไม่รู้ว่าจะมีครั้งต่อไปอีกหรือไม่ เดิมทีแผ่นดินเยี่ยน เทศกาลนี้ รวมไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์เลยสักนิดแต่หลังจากที่อดีตรัชทายาทสิ้นพระชนม์ไป นับตั้งแต่ตอนนั้นมาภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงก็ตกมาอยู่ที่พระองค์ทั้งหมด

 

        ราชามู่ฉางเยียนตรัสพึมพำ“นี่คือประชาชนของตระกูลมู่ เป็นแผ่นดินของตระกูลมู่...”

 

        ซูไทเฮาที่ประทับอยู่ด้านข้างหันพระพักตร์มาอย่างช้าๆ “เมื่อครู่เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”

 

        ราชามู่ฉางเยียนแย้มพระสรวล“ลูกพูดว่านี่คือแผ่นดินของแคว้นเยี่ยน เป็นประชาชนของแคว้นเยี่ยน”

 

        ซูไทเฮาแย้มพระสรวลแล้วตรัสขึ้น “ใช่สิดูพวกเขาสิ ช่างต่ำต้อยและหลอกง่ายเสียจริง นี่ก็แค่เทศกาลหนึ่งเท่านั้นเองแต่ยังสามารถทำให้พวกเขารู้สึกพึงพอใจ สำหรับประชาชนเหล่านี้ เพียงแค่ให้ผลประโยชน์แก่พวกเขาเล็กน้อยพวกเขาก็รู้สึกซาบซึ้งแล้ว แต่พวกเขากลับแข็งแกร่งกว่าขุนนางในราชสำนักมากนักขุนนางรับผลประโยชน์จากแคว้นเยี่ยน ทั้งยังมีตำแหน่งสูงส่งแต่กลับร่วมมือกับศัตรูมาทรยศแคว้นเยี่ยน”

 

        ราชามู่ฉางเยียนทรงมองไปทางด้านหลังด้วยสัญชาตญาณหลังขบวนของราชาและไทเฮาคือรถม้าลากนักโทษที่มีทหารเฝ้าอย่างเข้มงวด และนักโทษที่ถูกลากมาก็คือเฉินไจ่เหยียนนั่นเอง

 

        เมื่อประชาชนเห็นคนสวมชุดนักโทษ พวกเขาก็เริ่มด่าทอขึ้น“พวกเจ้าเป็นคนระยำ! พวกทรยศ!”

 

        “อัดมันให้ตาย!”

 

        “ฉีกมันเป็นชิ้น ๆ!”

 

        “ให้พวกมันตายแบบไม่มีที่ฝังประหารเก้าชั่วโคตรไปเลย!”

 

       “ตายแล้วก็อย่าเอาร่างพวกมันฝังไว้ในแผ่นดินเยี่ยน ฉีกมันเป็นชิ้น ๆแล้วโยนให้สุนัขกินซะ!”

 

        ขุนนางในหน่วยทหารที่สวมชุดนักโทษพูดพึมพำกับตัวเอง“นี่น่ะหรือแผ่นดินที่พวกเราปกป้อง นี่น่ะหรือประชาชนที่พวกเราเป็นห่วง?”

 

        เฉินไจ่เหยียนหันไปมองเขาแวบหนึ่ง“เจ้าเสียใจหรือไม่?”

 

        ขุนนางคนนั้นชะงักไป จากนั้นก็ส่ายหน้า“ไม่เสียใจ แต่แค่เจ็บปวดเท่านั้นเอง...”

 

        เฉินไจ่เหยียนยิ้มขึ้นเล็กน้อย“ข้าก็ไม่เสียใจ พวกเราทำเพื่อแผ่นดินนี้ ทำทุกอย่างเพื่อประชาชนในแผ่นดินเยี่ยน อย่างไรเสียสักวันเราต้องได้รับความยุติธรรมแน่นอนส่วนคนที่นึกว่าตัวเองสูงส่งแต่มีนิสัยต่ำต้อย อย่างไรพวกเขาก็ต้องได้รับผลกรรมนั้น”

 

        ขุนนางคนนั้นถาม “เราจะอยู่เห็นมันหรือ?”

 

        เฉินไจ่เหยียนจมเข้าสู่ความเงียบ

 

        หรืออาจ...ไม่มีโอกาสเห็นแล้ว

 

        ประชาชนคนหนึ่งหยิบเหล้าหนึ่งไหแล้วเขวี้ยงออกมามันฟาดไปที่ใบหน้าของเฉินไจ่เหยียนพอดี จึงทำให้คิ้วเขาแตกออกเป็นรอยใหญ่ เลือดไหลลงมาตามใบหน้าของเขาแต่ทว่าทหารที่เดินคุมอยู่ด้านข้างกลับไม่สนใจไยดี จากนั้นสิ่งของต่าง ๆ นานาก็ขว้างตามมายังเฉินไจ่เหยียนและคนอื่นๆ

 

        ในขณะนี้เอง ทหารม้าก็พุ่งเข้ามาขวางไว้อย่างรวดเร็วทำให้ประชาชนเหล่านั้นถอยไปด้านหลังทันที ผู้นำทหารม้ากลุ่มนี้มองไปยังเสลี่ยงของไทเฮาแวบหนึ่งจากนั้นก็หยุดลงตรงหน้าเฉินไจ่เหยียน แล้วทำความเคารพแบบทหารอย่างหนักแน่น“คารวะใต้เท้า!”

 

        ทหารม้าทุกคนต่างก็ยกมือขวามาวางไว้ตรงหน้าอกเพื่อเป็นการทำความเคารพ

 

       พวกเขารู้ว่าการทำเช่นนี้อาจนำมาซึ่งปัญหาใหญ่ แต่ทว่ากลับไม่มีใครใส่ใจ

 

       น้ำตาของเฉินไจ่เหยียนไหลลงมาพร้อมกับเลือด เขาพยักหน้าเบา ๆ “พวกเจ้า...ต้องปลอดภัย”

 

        เมื่อไทเฮาและราชาเสด็จขึ้นประทับบนหอข้างกำแพงทางทิศใต้ของตำหนักวิหารสวรรค์ศิษย์จากสำนักต่าง ๆ ก็เริ่มเข้ามาในลานประลอง ตามธรรมเนียมเริ่มจากสำนักต้าติงที่ทุกคนรอคอยศิษย์คนที่อยู่ด้านหน้าสุดของสำนักต้าติงคือซูเฟยหลุนเขาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าที่เย็นยะเยือก ราวกับไม่มีใครส่งผลกระทบต่อใจเขาได้ส่วนด้านหลังก็คือขบวนศิษย์จากสำนักต้าติงกว่าหลายร้อยคน ที่เดินเข้ามาพร้อม ๆ กันอย่างอลังการ

 

        “ดูสิ นั่นคือคุณชายซูเฟยหลุน”

 

        “คุณชายซู! เขาต้องเป็นผู้ชนะการประลองป๋าโกยแน่ๆ บ้านของข้าเดิมพันข้างเขาทุกคน!”

 

        “สำนักต้าติงเก่งกาจ!”

 

        ด้านหลังของสำนักต้าติงคือสำนักไท่ซ่างเต้าที่ดึงดูดความสนใจเป็นอันดับสองแคว้นเยี่ยนไม่มีสำนักศึกษาทางด้านศาสนา แต่ทุกคนยังให้ความสำคัญกับนักพรตในสำนักไท่ซ่างเต้าอยู่มากเมื่อคิดดูแล้ว ผู้อาวุโสที่ถูกเรียกออกมาจากผนึกในตำหนักวิหารสวรรค์นั่น แสดงให้เห็นว่าสำนักศึกษาต่างๆ ในแผ่นดินเยี่ยนมีคุณภาพมากเพียงใด

 

        คนของสำนักไท่ซ่างเต้าไม่ได้เป็นเพียงแค่นักเรียนหรือมาเพื่อฝึกฝนความรู้เท่านั้นพวกเขาทุกคนสวมชุดนักพรต ท่าทางการเดินด้วยฝีเท้าที่เบาและเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยแสดงให้เห็นถึงความหยิ่งทะนง

 

        ศิษย์คนที่เดินนำหน้าขบวนของสำนักไท่ซ่างเต้าคือเฟิงเสี่ยวหยางเขาสวมชุดนักพรตสีขาวขลิบฟ้า ด้านหลังแขวนดาบหนึ่งเล่มทุกคนต่างรู้ดีว่าเฟิงเสี่ยวหยางคือผู้ท้าชิงอันดับหนึ่งกับซูเฟยหลุน แต่ก็ไม่มีใครมั่นใจว่าทั้งสองคนนี้ใครกันแน่ที่แข็งแกร่งกว่ากัน

 

       ถึงแม้ขบวนของสำนักไท่ซ่างเต้าจะยิ่งใหญ่ไม่เท่าขบวนของสำนักต้าติงแต่เมื่อเดินออกมาก็มีเสียงชื่นชมไม่น้อย ยังไม่พูดถึงเรื่องอื่นเพียงแค่หญิงสาวที่ส่งเสียงกรีดร้องให้คนในสำนักไท่ซ่างเต้าก็มากแล้วเพราะคนในสำนักนี้ต่างมีรูปงามกันทั้งนั้น ทำให้มีหญิงสาวชื่นชอบไม่น้อย

 

        ด้านหลังของขบวนจากสำนักไท่ซ่างเต้ามีชายสองคนเดินเข้ามาอย่างช้าๆ ด้วยสีหน้าเมินเฉย

 

        คนที่อยู่ด้านหน้าถือธงอยู่ในมือเขามีร่างกายกำยำและแข็งแกร่ง ธงผืนใหญ่โบกสะบัดตามลม ตัวอักษรบนธงก็ดึงดูดสายตาไม่น้อย

 

        สำนักวรยุทธ์ชางแห่งแคว้นเยี่ยน

 

        ผู้ที่ถือธงนี้ก็คือเนี่ยชิงแห่งสำนักวรยุทธ์ชางนั่นเอง

 

        ส่วนคนที่เดินตามหลังเขาแบกคันธนูอยู่ด้านหลังช่วงเอวแขวนกระบอกใส่ลูกธนู เขาไม่ได้มีรูปงามมากนักแต่ทว่าก็เป็นเด็กหนุ่มที่ดูมีบารมีไม่น้อย คนคนนั้นก็คืออันเจิง

 

        และนี่ก็คือขบวนของเขาทั้งสอง

 

        ขบวนของสำนักวรยุทธ์ชางแห่งแคว้นเยี่ยน

คล้ายกับเรื่องสำนักเถื่อนเดือดปฐพี [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน