Ep 055 :: ราชโองการ
“รถ หรือที่เรียกว่ารถยนต์คือยานพาหนะที่ใช้แทนรถม้า ใช้สิ่งที่เรียกว่าน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงในการขับเคลื่อนแทนกำลังของม้าที่ใช้ลาก ทุกสิ่งที่ทำให้เกิดขึ้นคือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้น อนาคตมีกระทั่งเครื่องบิน ยานพาหนะที่ใช้บินบนท้องฟ้าบรรจุคนได้หลายร้อยคน เพียงหนึ่งวันก็พาท่านไปยังอีกฝั่งหนึ่งของโลกได้”
“...มันเร็วกว่ารถม้า?”
“เทียบกันไม่ได้เชียวล่ะ แม้แต่การเคลื่อนที่ด้วยปราณ ก็มิอาจรวดเร็วเท่ารถได้ และหากมีเงินมากพอ มันก็เป็นพาหนะที่ไม่ว่าผู้ใดก็มีได้ ไม่ได้จำกัดว่าต้องเป็นชนชั้นสูงถึงหาซื้อได้เท่านั้น”
“...อนาคตไม่มีแบ่งแยกชนชั้นแล้วหรือ?”
“ก็ยังมี หากแต่เป็นมนุษย์ที่แบ่งแยกกันเอง ไม่ใช่กฎหมายเป็นผู้แบ่งแยก ยุคนั้นเราไม่มีฮ่องเต้ สำหรับประเทศของข้ามันไม่มีการปกครองระบบกษัตริย์ หากแต่มีผู้นำที่ถูกเลือกขึ้นมารับตำแหน่งในการดูแลผู้คน แต่ส่วนใหญ่แล้วมนุษย์ก็มักจะแบ่งแยกมนุษย์กันเองตามฐานะความร่ำรวย หน้าที่การงานว่าผู้ใดสูงกว่าต่ำกว่า ซึ่งในเรื่องนี้แม้แต่ยุคนี้เองก็มีมานานแล้ว”
“...”
“ถึงผ่านไปหลายพันปี แต่สันดานมนุษย์นั้นก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไหร่หรอก”
“...”
ชินอ๋องพยักหน้าเห็นด้วยเงียบ ๆ แม้เขาจะเป็นชนชั้นสูง แต่เขาก็เป็นผู้หนึ่งที่เคยถูกคนรอบข้างแบ่งแยก และเคยเป็นคนที่ถูกกดไว้ใต้เท้ามาก่อน เขาจึงได้ดิ้นรนขึ้นมาจนถึงตำแหน่งแม่ทัพ...
“บ้านเรือนถูกสร้างจากอิฐปูนและอื่น ๆ ภายในเมืองมีตึกระฟ้าสูงนับร้อยชั้นและยังถูกสร้างให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ เห็นในรูปแล้วใช่มั้ยล่ะ มันแออัดไปสักหน่อย แต่ก็สวยงามมาก เพราะว่านั่นคือหนึ่งในพลังของวิทยาศาสตร์ที่ทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตได้สุขสบายขึ้น”
“...”
เฟิ่งปิงเอ่ยปากเล่าถึงอนาคตอย่างสนุกสนาน ในขณะที่คนนั่งฟังก็กระทำตัวเป็นผู้ฟังที่ดี เขาแทบไม่เอ่ยปากขัด หากแต่ในบางครั้งก็จะสอบถามด้วยความสงสัยหรือสนใจ เมื่อผู้ฟังไม่ได้แค่ฟังผ่าน ๆ มันจึงทำให้นางรู้สึกสนุกที่จะได้เล่าเรื่องราวของอนาคต
ซึ่งเฟิ่งปิงก็คิดก่อนจะพูดทุกอย่าง ว่าอะไรที่ควรหรือไม่ควรพูด อะไรที่อีกฝ่ายรู้แล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์ใด ๆ ได้ก็จะเลี่ยงไม่พูดไว้ก่อน
“...แล้วบ้านของเจ้า?”
“ข้าเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งเนี่ยแหละ แค่ร่ำรวยกว่าประชาชนด้วยกันเล็กน้อย แต่หากท่านอยากเห็น ไว้ข้าจะให้ท่านได้เห็นของจริง”
“เจ้าเรียกออกมาได้เช่นสิ่งของเหล่านั้น?”
ฮุ่ยเทียนเหมิงกล่าวด้วยความสนใจมากขึ้น นางอาจไม่รู้ตัวแต่เขาเห็นอย่างชัดเจนว่าเพียงสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ที่นางเรียกออกมาชิ้นแล้วชิ้นเล่าก็ทำให้ใบหน้าเรียวนั่นซีดขาวมากขึ้นทุกครั้ง แล้วเช่นนั้นหากเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างบ้านเรือนนางจะเรียกออกมาได้หรือ?
...หากเป็นไปได้ เขาก็อยากจะลองเห็นรถหรือเครื่องบินที่นางกล่าวถึงดูด้วยตาตัวเองสักครั้ง
แม้ตนจะมีอายุไม่ยืนยาวถึงตอนที่อนาคตสุขสบายเต็มไปด้วยสิ่งของอำนวยความสะดวกและไร้สงครามได้ด้วยตัวเอง แต่เขาก็อยากจะเห็นอนาคตที่ว่านั่นดูสักครั้ง
...อนาคตที่ต่างจากปัจจุบันนี้
อนาคตนั่นย่อมต้องดีกว่าที่เป็นอยู่ใช่หรือไม่ ในยุคที่อะไร ๆ ก็สะดวกสบายขึ้น ผู้คนจะไม่ต้องอดตาย ความยุติธรรมจะมากกว่าเมื่อครั้งอดีต และความรุนแรงย่อมน้อยลงใช่หรือเปล่า?
...เขาคาดหวังถึงอนาคตเช่นนั้น
“ไม่สามารถ แต่พาท่านไปดูได้”
“...”
เป็นอีกครั้งที่เขามิอาจเข้าใจคำพูดของนาง หากนางมาจากอนาคตห่างไกลกว่าสามพันปีจริง ๆ นางจะสามารถพาเขาไปชมดูได้อย่างไร?
“สักวันข้าจะให้ท่านได้เห็น น้ำพักน้ำแรงที่ข้าสร้างขึ้นมาเองกับมือ”
หญิงสาวกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิ นางเคยสร้างอนาคตของตัวเองมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้จะเป็นชีวิตที่ยังหาได้ใช้ให้คุ้มค่าแต่นางก็ภูมิใจกับมันยิ่งกว่าสิ่งใดในชีวิต
“แต่ก็...หากวันนั้นข้ากับท่านไม่ใช่ศัตรูกันเช่นวันนี้ล่ะนะ”
“...ผู้ใดจะรู้”
“...”
“...แต่ข้าจะรอที่จะได้เห็นก็แล้วกัน”
ไม่รู้สิ่งใดสั่งให้ปากเขาพูดไปเช่นนั้น แต่เมื่อพูดออกไปแล้วเขาก็ได้เห็นรอยยิ้มกว้างประดับใบหน้างาม มือเล็กยื่นนิ้วก้อยเรียวมาตรงหน้า คว้ามือเขาขึ้นเกี่ยวนิ้วก้อยนางเข้ากับนิ้วก้อยเขาอย่างถือวิสาสะ
เห็นนางยิ้มแย้มอย่างมีความสุขอย่างไร้จริตเสแสร้ง เขาจึงเลือกที่จะปล่อยผ่านมันไปโดยไม่คิดเปลี่ยนแปลงคำพูด...
“ข้าให้สัญญา ไม่ว่าแคว้นฉินจะเป็นศัตรูกับแคว้นเซี่ยหรือไม่ แต่ถ้าท่านไม่ได้เป็นศัตรูกับข้า ข้าก็จะเป็นสหายให้ท่านเอง”
“...”
หารู้ไม่ ฮุ่ยเทียนเหมิงอยากจะเคาะศีรษะเล็ก ๆ นี่เสียให้ทะลุ
...ผู้ใดเขาอยากเป็นสหายของเจ้ากัน...
...
ภายนอกมืดสนิทแล้ว เสียงจิ้งหรีดร้องดังมาจากที่ไกล ท่อนไม้ที่เผาไหม้อยู่กลางเปลวเพลิงส่งเสียงปะทุเป็นระยะ
แม้ดวงจันทร์จะผ่านพ้นเหนือหัวเสียงหวานใสก็ยังคงเอ่ยเสียงเจื้อยแจ้วอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
แม้ใบหน้าจะซีดขาวร่างกายอ่อนเพลียส่งเสียงร้องประท้วงให้นางหลับพักผ่อนเพียงใด นางก็ยังคงอ้าปากเล่าชีวิตของนางให้เขาได้ฟัง
“ท่านรู้หรือไม่ ครั้งหนึ่ง ข้าเคยเป็นเด็กที่ไม่มีผู้ใดต้องการ...”
...มันอาจจะเป็นความปรารถนาลึก ๆ ที่ถูกกดเข้าไปส่วนลึกที่สุด
...ทว่าความจริงนางอยากให้มีผู้ใดสักคนล่วงรู้ว่าแท้ที่จริงแล้วนางคือใคร มาจากไหน ชีวิตของนางต้องก้าวผ่านอะไรมาถึงได้มาอยู่ ณ จุดนี้
“ข้าทำทุกอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของเรา โดยมีแรงผลักดันเดียวในชีวิตคือน้องสาวของข้า”
นางรู้ว่าร่องรอยการต่อสู้ของนางกับเขามีอยู่แทบจะตลอดทาง ดังนั้นทันทีที่พบเห็นร่องรอยหนึ่งเท่านั้นคนที่กำลังตามหานางก็จะตามรอยมาได้อย่างรวดเร็ว
“อนาคตแม้จะสะดวกสบายแต่หากท่านไร้ซึ่งเงินตราท่านก็มิอาจหาที่ยืนบนสังคมได้ หากท่านมิอาจเก่งล้ำหน้าคนอื่นท่านก็เป็นได้แค่เบี้ยหมากตัวหนึ่งให้ผู้อื่นเชิด เพราะแบบนั้น...”
“...”
...เพราะแบบนั้นช่วงเวลาก่อนที่บิดาหรือพี่ชายจะมาตามตัวนางพบ แล้วพานางกลับไปเผชิญหน้ากับชีวิตที่น่าเบื่อ จริงจัง ถูกผูกเข้ากับหน้าที่และอำนาจเกินกว่าที่เด็กปกติจะทำใจทนได้ จนมิอาจเป็นตัวของตัวเองได้อย่างแท้จริง
...นางก็ขอใช้เวลานี้ให้เต็มที่ ขอบอกกล่าวชีวิตนางให้กับใครสักคนได้รู้ ให้ตัวนางได้เป็นที่จดจำของคนสักคน
คนที่ต่อให้เอาเรื่องของนางไปพูดต่อ เขาก็คงไม่ต่างอะไรจากคนเสียสติ
คนที่เป็นเหมือนศัตรู หากแต่ก็ละเว้นนางไว้หลายหน
แม้จะดูโหดร้ายเพราะต่างฝ่ายต่างก็มีภาระหน้าที่ที่ต้องแบกรับ หากแต่การกระทำจริง ๆ นั้นกลับใจดี จนนางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหว...
จนอาจจะรู้สึกชอบ...
“ข้าถึงได้กลายเป็นตัวข้าในทุกวันนี้”
...หาใช่ถูกเก็บซ่อนไว้ในซอกหลืบของจิตใจ แล้วเลือนหายไปตามกาลเวลา
เพียงพระอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าได้ไม่นาน เสียงอึกทึกของเหล่าทหารหาญก็ส่งเสียงร้องโหวกเหวกมาแต่ไกล หยางหย่งเลี่ยขี่ม้าเลาะตามแนวแม่น้ำมาจนเจอร่องรอยคนขึ้นฝั่งในบริเวณหนึ่ง บนพื้นยังมีรอยเลือดเล็ก ๆ ที่ถ้ามิใส่ใจสังเกตย่อมมิอาจสังเกตเห็นได้เลย
“ปิงเอ๋อร์เจ้าอยู่ที่ไหน!? พี่มาหาเจ้าแล้ว!!”
รองแม่ทัพกระโดดลงจากหลังม้าสายตาทั้งมองหาในขณะที่ปากส่งเสียงร้องตะโกนไม่หยุดไม่หย่อน ใบหน้าคมเข้มมีแววเหนื่อยล้าเมื่อทั้งคืนที่ผ่านมาเขาหาได้พักผ่อนแม้เพียงนิด ถึงกระนั้นแผ่นหลังก็ยังคงตั้งตรงมุ่งมั่นตามหาน้องน้อยอย่างไม่หยุดหย่อนคล้ายไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
“...พี่ใหญ่”
เสียงหวานแผ่วเบาลอยมาตามลม สำหรับหยางหย่งเลี่ยที่เปิดประสาทรับฟังใส่ใจรอบข้างโดยมิคิดปล่อยให้สิ่งใดพลาดไปย่อมได้ยินชัดเจน รองแม่ทัพกวาดตาหาที่มาของเสียงเมื่อมิเห็นเจ้าของเสียงเขาจึงวิ่งตามเสียงนั้นประหนึ่งคนเสียสติ
“ปิงเอ๋อร์!! เจ้าอยู่ที่ใด!?”
“...พี่ใหญ่ ข้าอยู่นี่”
รองแม่ทัพหนุ่มเหลือบสายตาไปเห็นร่างแบบบางของหญิงสาวยืนเกาะต้นไม้ด้วยท่าทางอ่อนแรง ร่างกายไปไวกว่าความคิดขาสองข้างของเขาพุ่งไปโอบประคองร่างเล็กของน้องน้อยขึ้นอุ้มด้วยความหวงแหน
“ปิงเอ๋อร์เป็นอันใดหรือไม่!? ไม่เป็นไรนะไม่เป็นไร พี่มาแล้ว พี่มารับเจ้าแล้ว เจ้าไม่เป็นไรแล้ว”
“...ข้าไม่เป็นไรพี่ใหญ่ ข้ารอดตายมาได้เพราะท่านอ๋องมาช่วยไว้ทันน่ะ”
ดรุณีร่างบางเอ่ยขัดคำปลอบโยนที่พี่ชายแสนใจดีพร่ำพูดปลอบไม่หยุด มือเล็กสะกิดให้เขารู้ว่าหาได้มีเพียงนางที่ยืนอยู่ตรงนั้น ร่างสูงใหญ่ในอาภรณ์สีดำปกปิดรอยเลือดที่ไหล่ได้อย่างมิดชิด ในขณะเดียวกับหน้ากากก็ปกปิดสีหน้าอารมณ์ได้เป็นอย่างดี เขายืนอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ มองสองพี่น้องที่โอบกอดกันเงียบ ๆ
‘ข้ามีครอบครัวที่อบอุ่นแล้ว เพราะฉะนั้นข้าจะทำทุกอย่างเพื่อปกป้องครอบครัวของข้า’
ได้เห็นแบบนี้เขาก็พอเข้าใจถึงความหมายของคำพูดนั้นของนาง รวมถึงความเด็ดเดี่ยวและแน่วแน่ของนางในเวลานั้นด้วย
“ท่านอ๋องช่วยข้าไว้ตอนโดนกลุ่มนักฆ่าไล่ล่าจนตกจากน้ำตก หากมิได้ท่านอ๋องข้าคงมิได้พบพี่ใหญ่อีก”
“ที่แท้ก็เช่นนั้น ขอบพระคุณชินอ๋องที่ช่วยน้องสาวของกระหม่อมไว้พ่ะย่ะค่ะ”
“นางบาดเจ็บ พานางกลับเถิด”
คำพูดสั้น ๆ ของคนนิ่ง ๆ ทำให้หยางหย่งเลี่ยที่แสร้งตีหน้ารองแม่ทัพกล่าวขอบคุณบุรุษร่างสูงกลับร่างมาเป็นพี่ชายขี้เป็นห่วง ดวงตากวาดมองร่างเล็กของน้องน้อยใบหน้าละล่ำละลักด้วยความเป็นห่วง
“เจ้าบาดเจ็บหรือปิงเอ๋อร์ เจ็บมากหรือไม่ เจ็บตรงที่ใด เจ้าไหวหรือไม่ แล้ว-”
“พี่ใหญ่ พาข้ากลับเถิด”
มือเล็กต้องเอื้อมไปปิดปากของพี่ชายที่พร่ำห่วงเกินพอดีให้หยุด เพื่อที่ว่านางจะได้กลับบ้านเสียที หยางหย่งเลี่ยพลันได้สติพาร่างเล็กในอ้อมแขนมุ่งหน้าไปยังม้าของตนทันที
“ได้ ๆ ทันอีกหน่อยนะ พี่จะรีบพาเจ้าไปหาหมอแล้วพาเจ้ากลับบ้านเรากัน”
“พี่ใหญ่...”
นางต้องเรียกเขาอีกครั้งเมื่อเขาลืมแขกบ้านแขกเมืองไว้เบื้องหลัง พี่ชายส่ายหน้าไม่ยอมรับ เขาหาได้ลืมหากแต่แกล้งไม่สนใจ คนของเขาทันทีที่ได้ยินเสียงเขาร้องตะโกนก็พากันตามมา เพียงมาถึงแขกสูงศักดิ์ก็มีม้าขี่กลับได้ทันที ซึ่งคนของเขาก็มาโน่นแล้ว
“ขออภัยชินอ๋องกระหม่อมขอเสียมารยาทพาปิงเอ๋อร์กลับก่อน ถ้าอย่างไรให้คนของกระหม่อมนำเสด็จท่านกลับเมืองหลวงนะพ่ะย่ะค่ะ”
“เปิ่นหวางเข้าใจ เจ้าไปเถอะ”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
หยางหย่งเลี่ยไม่ปล่อยให้น้องสาวที่รักยิ่งห่างกายแม้เสี้ยววิ เมื่อน้องน้อยที่น่ารักยืนยันว่านางทำแผลให้ตัวเองแล้วและนางไหว เพียงนางออดอ้อนเขาเหมือนสมัยเด็กว่าอยากจะรีบ ๆ กลับบ้าน เขาจึงอุ้มนางขึ้นม้า แล้วควบขี่อาชากลับเมืองหลวงโดยไม่แม้แต่หยุดพัก
ในเมืองหลวงไร้ข่าวคราวการหายตัวไปของนางและชินอ๋อง หากแต่มีข่าวลือที่ว่านางได้รับบาดเจ็บจึงพักรักษาตัวที่นั่นหนึ่งคืน
ในส่วนของชินอ๋องคือไปพักค้างแรมที่เมืองใกล้ ๆ เพราะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในแคว้นฉินหาได้หายตัวไปไหน
ถือเป็นมาตรการหนึ่งในการป้องกันข่าวลือเสียหายของว่าที่ชายารัชทายาท
“ปิงเอ๋อร์!”
เพียงนางกลับถึงจวนแม่ทัพ ร่างแบบบางของมารดาก็พุ่งเข้ามากอดรัดนางทันทีที่ลงจากหลังม้า ใบหน้างดงามของหงเหลียนฮวาเปรอะเปื้อนด้วยคราบน้ำตา แต่เมื่อสำรวจจนพอใจว่านางหาได้มีบาดแผลร้ายแรงที่อาจจะทำให้ถึงแก่ชีวิตก็โล่งอกขึ้น
“ในที่สุดเจ้าก็กลับมาแล้ว แม่เป็นห่วงเจ้าเหลือเกิน บาดแผลเจ้ายังเจ็บมากหรือไม่?”
“ข้าไม่เป็นอันใดเจ้าค่ะท่านแม่ บาดแผลเล็กน้อยไม่นานก็หาย” มือเล็กลูบหลังมารดาเป็นเชิงปลอบประโลม แต่เมื่อสายตานางมิเห็นคนอีกสองคนที่น่าจะอยากมาอยู่ตรงนี้ยิ่งกว่าผู้ใดนางก็ต้องเอ่ยถาม “ท่านพ่อกับพี่รองล่ะเจ้าคะ?”
“ฮ่องเต้เรียกตัวไปเข้าเฝ้าทั้งคู่ น่าจะอีกนานกว่าจะกลับ”
“ท่านแม่รีบพาปิงเอ๋อร์ไปพักก่อนเถอะ จะได้เรียกหมอมาตรวจอาการนางด้วย ถึงปิงเอ๋อร์จะบอกว่าไม่เป็นอันใดมาก แต่ก็จะวางใจไม่ได้นะขอรับ”
“จริงด้วย ๆ เจ้ามาช่วยแม่พาปิงเอ๋อร์เร็วเข้า”
หงเหลียนฮวากับหยางหย่งเลี่ยกำลังจะประคองบุตรสาวก้าวข้ามประตูจวนแม่ทัพ แต่ทันใดนั้นขบวนของเหล่ากงกงจากวังหลวงกลับมุ่งตรงมาทางพวกนาง พร้อมยังประกาศเสียงดัง
“มีราชโองการ!”
ทุกคนจากจวนแม่ทัพที่มารอรับคุณหนูคนเดียวของจวนต่างพร้อมใจกันหมอบกราบ รวมถึงเหล่าชาวบ้านที่มามุงดูเรื่องราวตามประสาคนขี้สงสัยต่างพากันล้มตัวลงแนบกายติดกับพื้นแทบไม่ทัน
“มีราชโองการถึงคุณหนูหยางเฟิ่งปิงแห่งจวนแม่ทัพผู้พิชิตจตุรทิศ!”
“หม่อมฉันหยางเฟิ่งปิงเพคะ”
โฉมงามก้าวมาคุกเข่าด้านหน้ากงกงที่อัญเชิญราชโองการอันแสนล้ำค่าไว้เหนือหัวมาให้
ทันทีที่นางมายืนอยู่ตรงหน้า กงกงก็กล่าวข้อความบนราชโองการด้วยเสียงอันดัง โดยไม่สนใจว่าตรงนี้คือถนนทางเดินหน้าจวนแม่ทัพ ไม่สนว่านางอยู่ในสภาพอ่อนแรงเช่นใด คล้ายกับต้องการเร่งประกาศถ้อยคำเหล่านี้ให้ทุกคนได้รับรู้โดยทั่วกัน
...ลางสังหรณ์ร้ายที่นางรู้สึกมาตั้งแต่เมื่อคืน
...คล้ายจะบังเกิดขึ้นแล้ว
“คุณหนูหยางเฟิ่งปิงแห่งจวนแม่ทัพ มีรูปโฉมงดงามเป็นหนึ่ง กิริยามารยาทเรียบร้อย มีคุณธรรมจรรยา เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์ศิลป์ทุกแขนง มีความรู้ความสามารถรอบด้าน เจิ้นเล็งเห็นว่าเหมาะสมที่จะได้แต่งเข้าจวนองค์ชายเฟยหรงซิ่น เป็นว่าที่ชายารัชทายาทอย่างเป็นทางการ ทันทีที่พ้นวันปักปิ่นได้สามวันให้จัดพิธีสมรสได้ทันที!!”
“!!!”
“!!!”
“...หม่อมฉันหยางเฟิ่งปิงซาบซึ้งในพระกรุณาธิคุณยิ่งนัก ขอบพระทัยเพคะฝ่าบาท ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี”
แม้จะคิดไว้ว่าใช่และเตรียมใจไว้แล้วตั้งแต่ที่กงกงโผล่มา แต่ยามที่ได้ยินประโยคเหล่านั้นก็ประหนึ่งมีสายฟ้าฟาดลงเหนือหัว เฟิ่งปิงต้องจิกมือตัวเองเรียกสติ ก่อนที่จะโขกศีรษะขอบพระทัยในความกรุณาด้วยความอดทนและพยายามนิ่งสงบจนถึงขีดสุด
...มิใช่ว่าไม่เคยคาดคิดไว้ว่าวันนี้จะมาถึง แต่มิคาดคิดว่าจะต้องเร็วถึงเพียงนี้
นางรู้ถึงความจำเป็นอยู่เต็มอก และพร้อมกล้ำกลืนความรู้สึกของตัวเองไว้ในใจแล้วยอมรับหน้าที่นี้เอาไว้เพื่อครอบครัว ทว่าก็ยังรู้สึกรับไม่ได้ขึ้นมาในเสี้ยววินาที
หยางเฟิ่งปิงอาจเกิดมาในฐานะธิดาคนเดียวของจวนแม่ทัพ ในยุคสมัยที่ปกครองกันเช่นนี้ หรือแม้แต่ในอนาคตที่มีการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ นางคือฐานอำนาจในการค้ำจุนฮ่องเต้องค์ต่อไปที่ดีที่สุด
...แต่แล้วชีวิตของนางเองเล่า ความรู้สึกของนางไม่มีค่าเทียบเท่าหน้าที่ที่แสนสำคัญนี้ได้เลย...
มือเล็กสั่นเทาของนางรับม้วนราชโองการที่กงกงคนสนิทของฝ่าบาทมอบให้ ม้วนผ้าที่ดูไร้น้ำหนักยามอยู่ในมือนางกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าสิ่งไหน
ม้วนราชโองการสีทองอร่ามล้ำค่าประกาศราชโองการมงคลสมรสอันน่ายินดี หญิงสาวมากมายคงอิจฉาริษยานางที่จะได้เป็นถึงชายารัชทายาท แต่ในสายตานางราชโองการนี้มิต่างจากโซ่ตรวนสีดำสนิทที่พร้อมจะผูกมัดนางไว้ในกรงทองที่ถูกเรียกว่าวังวนแห่งอำนาจและการแย่งชิง
...การแต่งงานที่หาได้เกิดจากความรัก...
...นางเคยคิดว่านางจะรับมันได้โดยไม่ลำบากใจมากนัก...
“ลำบากกงกงแล้ว ขอบคุณกงกงที่ลำบากมาประกาศราชโองการด้วยตัวเองเช่นนี้”
“มันเป็นหน้าที่ของกระหม่อม ฝ่าบาทมีรับสั่งให้พาหมอหลวงมาช่วยตรวจคุณหนูหยางด้วย ทรงหวังว่าคุณหนูจะหายดีโดยไว”
“เป็นพระกรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้เพคะ”
นางรับหน้าคุยกับกงกงด้วยตนเองเมื่อทั้งท่านแม่และพี่ชายยังคงนิ่งค้าง ใบหน้างามปวดร้าวรีบก้มหน้าหนีสายตาคน ในขณะที่ใบหน้าหล่อเหลาของพี่ชายมีท่าทีโกรธขึ้งและกำลังอดทนคล้ายคนอมยาขม
...ก่อนหน้านี้... นางเคยคิดว่าการแต่งงานก็แค่การเปลี่ยนที่อยู่ ไปอยู่ร่วมกับใครสักคน...
...นางรู้ดี... ตัวนางในตอนนี้หาได้มีสิทธิ์เลือก...
ยามขบวนเกี้ยวของเหล่ากงกงจากไป หางตาของนางพลันมองเห็นร่างสูงที่ปิดใบหน้าครึ่งซีกในอาภรณ์สีดำสนิทท่ามกลางชาวบ้านที่พร้อมจะบอกต่อข่าวใหญ่นี้ไปทั่วเมืองหลวง
...นางเคยไม่ต้องการสิ่งที่ไร้เหตุผล มิอาจมองเห็นด้วยตา
...และมิอาจมั่นใจได้ว่ามันคือของจริง...
หยางเฟิ่งปิงสบตากับเขาเงียบ ๆ เสียงชื่นชมยินดี ความวุ่นวายรอบข้างล้วนไม่อยู่ในความสนใจของนาง ในช่วงเวลาที่แสนสั้นนี้ ภาพในดวงตานางสะท้อนเพียงเงาร่างของเขา
...เคยคิดว่าไม่ต้องการสิ่งที่เรียกว่ารักชายหญิง รักด้วยหัวใจ...
...เคยคิดว่าไม่อาจรักใครได้ลง...
นางนิ่งงันอยู่เช่นนั้นแม้ว่าร่างสูงสง่าจะถูกกลืนหายไปพร้อมฝูงชน จนกระทั่งมารดาเข้ามาพยุงนาง นางจึงค่อยรู้สึกตัว
ใบหน้างดงามเรียบนิ่งไร้ซึ่งวี่แววของอารมณ์ที่ควรจะมี นางสงบนิ่งไม่แสดงอาการดีใจ เสียใจ พร้อมใจ หรือไม่ยินยอม ทั้งหมดที่นางแสดงออกมีเพียงใบหน้าเรียบเฉย กับหยาดน้ำตาหนึ่งหยดที่ไหลจากหางตาแล้วหยดกระทบลงบนเสื้อโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น
...นางเคยคิดว่านางเข้มแข็งพอ...
ร่างแบบบางในอาภรณ์เปื้อนฝุ่นที่ผู้คนไม่สังเกตเพราะได้ผ้าคลุมของพี่ชายคลุมอยู่ นางหมุนตัวกลับเข้าประตูจวนแม่ทัพด้วยการพยุงของมารดา ในเวลานี้แผ่นหลังเล็กดูเปราะบางยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
...ทว่าตอนนี้สิ่งที่นางเคยคิด เคยไม่ต้องการ เคยเข้าใจก็คล้ายจะเลือนหายไป...
...รักที่นางมิอาจมองเห็นด้วยตา แต่หัวใจของนางได้สัมผัสถึงมันแล้ว...
...แม้มันจะมิมีวันเป็นจริงก็ตาม...
.
.
.
‘...ข้าเคยคิดปรารถนาที่จะได้รักท่านสักครา...เทียนเหมิง...’
---------
ขอย้ำว่า นิยายรีอัพ ความไม่สมเหตุสมผลก็อาจจะมากๆ หน่อย ขออภัยด้วยยยย