เย่หลันเห็นว่าลั่วเทียนจะอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์หลังนี้ นางจึงแอบสื่อสารทางจิตกับลั่วเทียน "นายน้อยข้าขออาศัยอยู่กับท่านด้วยคน หากท่านอยู่ที่นี่โดยไม่มีผู้ช่วยมันคงจะลำบากท่านในเรื่องความเป็นอยู่และอาหารการกิน ดังนั้นถ้าหากท่านให้ข้าอยู่ด้วย ข้าจะให้ลี่อานพ่อครัวของข้ามาคอยทำอาหารให้ทุกวันเลย"
ลั่วเทียนถอนหายใจ "เอาตามที่เจ้าว่ามาก็ได้ แต่ว่าในหนึ่งเดือนนี้ข้าจะให้เว่ยหยวนอาศัยอยู่ที่โรงเตี๊ยมของเจ้าไปก่อน และเจ้าก็จัดการคนไว้คอยดูแลเขาด้วย"
เย่หลันดีใจเป็นอย่างมากที่มีโอกาศได้อยู่ด้วยกันกับลั่วเทียนที่นี่ นางรีบตอบกลับลั่วเทียน "ได้เลยนายน้อยข้าจะรีบสั่งให้คนข้าของจัดการเรื่องนี้โดยเร็ว"
ลั่วเทียนหันไปกล่าวกับว่านหลิน "ว่าแต่เจ้าจะให้ข้าพักอยู่ส่วนไหนของคฤหาสน์หลังนี้"
ว่านหลินกล่าวตอบว่า "ที่พักสำหรับพวกท่านนั้นมีอยู่แล้ว แต่ก่อนอื่นข้าขอทราบชื่อของพวกท่านก่อน แล้วอีกอย่างถึงแม้ว่าพวกท่านจะมีระดับการบ่มเพาะที่สูงกว่าทางข้า ก็อย่าได้คิดที่จะห่มเหงพวกข้าเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นข้าจะไปฟ้ององค์จักรพรรดิของอาณาจักรแห่งนี้ให้มาจัดการกับพวกท่าน" เนื่องจากตัวของว่านหลินและหญิงชราเองก็ยังมองระดับการบ่มเพาะพลังงานหลุ่มของลั่วเทียนไม่ออกจึงพากันคาดเดาว่าพวกเขาต้องมีระดับการฝึกตนที่สูงกว่าเป็นแน่
ลั่วเทียนยิ้มให้กับว่านหลิน เขาคิดว่านับประสาอะไรกับแค่องค์จักรพรรดิอาณาจักรเล็ก ๆ แห่งนี้ แม้แต่องค์เทพเขาก็เคยจัดการมานับไม่ถ้วน เขาตอบกลับไปว่า "ข้าชื่อลั่วเทียน ส่วนทางนี้คือพ่อบ้านของข้าชื่อเทียนหลง และก็นี่อีกคนนางก็จะอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยนางชื่อเย่หลัน"
ว่านหลินยิ้มตอบ "ข้ายินดีที่ได้รู้จักพวกท่าน และก็พวกท่านสามารถไปยังที่พักทางด้านขวามือของข้าได้เลย ข้าขอตัวไปทำธุระก่อน พรุ่งนี้ข้าจะมาถามถึงวิธีการที่ท่านจะจัดการกับมรดกชิ้นนี้" ว่านหลินกล่าวเสร็จนางก็จากไปทันที ทิ้งให้กลุ่มของลั่วเทียนเดินไปยังที่พักกันเอง
ลั่วเทียนเองก็ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ เขาสั่งให้พ่อบ้านไปทำความสะอาดเรือนที่พักก่อน แล้วเขาก็นั่งรออยู่ด้านนอก
เทียนหลงจากไปเพื่อไปทำความสะอาดที่พักให้กับลั่วเทียนและตัวของเขาเอง แต่ตอนนี้ลั่วเทียนมองดูเย่หลันที่กำลังนั่งอยู่กับที่ไม่ไปไหน เขาจึงกล่าวกับนางว่า "แล้วเจ้าไม่ไปหาที่พักของตัวเอง วันนี้ข้าไม่ให้เจ้านอนด้วยกันกับข้าหรอกน่ะ"
"นี่ท่าน ข้าเป็นผู้หญิงนะ"
เย่หลันยิ้มอย่างเก้อเขินเนื่องจากนางไม่เคยทำความสะอาดแบบนี้มาก่อน แต่เพราะนางอยากอยู่ด้วยกันกับลั่วเทียน จึงตอบไปว่า "ข้าจะไปหาที่พักของข้าอยู่แล้ว เพียงแต่ข้าคิดอะไรเพลินไปหน่อย"
หลังจากเย่หลันแจกไป ตอนนี้ลั่วเทียนเลือกที่จะใช้เวลาอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งเดือน ก็เนื่องจากเขาจำเป็นที่จะต้องติดตั้งค่ายกลอย่างละเอียด เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการแก้ไขดาบชำรุดเล่มนั้น หากจิตวิญญาณวาวุธเทพที่หลับไหลตื่นขึ้นมาหลังจากการซ่อมเสร็จมันจะสร้างความเดือดร้อนให้กับเขาเอง เพราะว่ารัศมีของเทพที่แผ่ออกมาย่อมส่งผลต่อตัวตนที่สามารถหยั่งรู้ต่อจิตวิญญาณอาวุธระดับนี้ ลั่วเทียนเองจึงต้องเตรียมการเรื่องนี้ให้รอบครอบก่อนที่จะมาแก้ไขตัวดาบ
ตัดมาที่เย่หลันนางใช้ผลึกสื่อสารระยะใกล้ติดต่อไปที่โรงเตี๊ยมของนาง เพื่อต้องการให้ลี่อานมาหาที่คฤหาสน์ นางอยากจะให้ลั่วเอ๋อมาด้วย แต่ด้วยความกังวลที่ลั่วเทียนต้องการจัดการปัญหาให้เจ้าของคฤหาสน์แห่งนี้ นางกลัวว่าหากมีคนเพิ่มอีก จะเป็นการรบกวนเขา
ระหว่างที่รอพวกเขาทำความสะอาดที่พักกัน ลั่วเทียนเดินสำรวจหาจุดที่เหมาะสมที่สุดในการวางกลยุทธค่ายกล เขาเดินไปเรื่อยจนถึงสวนดอกไม้ของที่นี่ ที่ดูเหมือนจะสะอาดมากกว่าที่อื่น ๆ เขาก็พบกับว่านหลินที่กำลังรดน้ำสวนดอกไม้ของนางอยู่
เมื่อเห็นว่านางกำลังยุ่งอยู่ลั่วเทียนกำลังจะเดินแยกตัวออกไป แต่เขานึกก็ขึ้นได้ว่าเย็นนี้ลี่อานจะมาทำอาหารให้ทานมื้อค่ำวันนี้ เขาจึงเดินไปกล่าวกับว่านหลินเพื่อที่จะชวนนางกินอาหารมื้อค่ำด้วยกัน
ว่านหลินเองก็ไม่เกรงใจหลังจากที่ลั่วเทียนชวน เพราะนางต้องการที่จะประหยัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้อยู่แล้ว "ท่านสามารถใช้ห้องครัวของที่นี่ได้ตามสะดวก แล้วข้าจะไปพบกับท่านตอนอาหารมื้อค่ำอีกที"
เมื่อชวนว่านหลินเสร็จแล้วลั่วเทียนก็เดินสำรวจตามสถานที่ต่าง ๆ ในคฤหาสน์แห่งนี้ต่อไป
ตกเย็นลี่อานให้คนขับรถม้ามาส่งหน้าคฤหสาน์แห่งนี้พร้อมกับอุปกรณ์บางอย่างและสิ่งของที่ใช้นำมาประกอบอาหารมื่อค่ำสำหรับวันนี้ หญิงชราที่ทราบอยู่แล้วว่าจะมีคนมาเพิ่มและรับผิดชอบหน้าที่ทำอาหาร นางก็พาลี่อานไปยังห้องครัวเพื่อเตรียมที่จะทำอาหารมื้อค่ำ
ระหว่างที่รอกินอาหารมื้อค่ำ ลั่วเทียนคิดคำนวณอานุภาพจากจิตวิญญาณเทพที่หลับไหลอยู่ในตัวดาบ เขาควรจะใช้ค่ายกลอะไรที่พอมีพลังในการข่มรัศมีของดาบเล่มนั้นหากสมบูรณ์ ลั่วเทียนคิดไปได้สักพักก็ได้ข้อสรุป เขาตั้งใจว่าจะใช้ค่ายกลที่มีพลังแสงยานุภาพ โดยระดับการบ่มเพาะพลังงานของเขาเองตอนนี้สามารถควบคุมได้อย่างสะดวก นั่นก็คือ "ค่ายกลเซียนหมื่นกระบี่"