เทพยุทธ์ขมังเวทย์[ปลดอ่านฟรีทุก7วัน]

    ตอนที่ 30 ท้าทาย

            แสงอรุณแรกของวันค่อยๆ สาดส่องเหนือกำแพงเมืองหินเทา ทว่า บรรยากาศภายในเมืองกลับไม่สดใสเช่นทุกวัน ความเงียบงันที่แฝงด้วยความตึงเครียดปกคลุมไปทั่ว ผู้คนเดินผ่านกันด้วยสีหน้าระแวดระวัง เสียงสนทนาถูกลดระดับลงราวกับกลัวว่าใครบางคนจะได้ยิน



            ข่าวการตายของหน่วยล่าที่สามได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองอย่างรวดเร็ว และยิ่งทวีความรุนแรงเมื่อมีข่าวลือว่าผู้ควบคุมหน่วย “หยางจื้อเฟิง” ได้เดินทางเข้ามาด้วยตนเอง


            สำหรับคนทั่วไป นี่อาจเป็นเพียงข่าวลือที่น่าหวาดหวั่น แต่สำหรับหลัวอวิ๋น มันคือสัญญาณที่ชัดเจนว่า “เกมล่า” ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง


            หลัวอวิ๋นนั่งอยู่ภายในห้องพักเดิมของโรงแรมเล็กๆ ใกล้ย่านโกดัง แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างเข้ามากระทบใบหน้าที่สงบนิ่ง ราวกับเมื่อคืนที่ผ่านมาไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แต่ความจริงแล้ว ทุกอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว


            เขาหลับตาลงชั่วครู่เพื่อปรับลมหายใจ ลมปราณภายในไหลเวียนอย่างสม่ำเสมอ การปะทะกับหยางจื้อเฟิงเมื่อคืน แม้จะกินเวลาไม่นาน แต่ก็ทำให้เขาตระหนักถึงความแตกต่างของระดับพลังอย่างชัดเจน


            “แข็งแกร่งกว่าที่คิดไว้...” เขาพึมพำในใจ


            แขนขวายังคงรู้สึกชาเล็กน้อยจากแรงปะทะของกระบี่เมื่อคืน แต่ก็ไม่ได้ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวมากนัก เขาลุกขึ้นยืนเดินไปยังหน้าต่างและมองลงไปยังถนนเบื้องล่าง


            จำนวนยามเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักล่าหลายคนเริ่มเคลื่อนไหวเป็นกลุ่ม การตรวจสอบคนแปลกหน้าเริ่มเข้มงวดขึ้น หลัวอวิ๋นเข้าใจทันทีว่า หากยังคงอยู่ในเมืองต่อไปโดยไม่เปลี่ยนวิธีการ เขาจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในไม่ช้า


            “จากผู้ล่า กลายเป็นเหยื่อแล้วสินะ”


            อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว ตรงกันข้าม ความรู้สึกตื่นตัวและความมุ่งมั่นกลับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน การมีศัตรูที่แข็งแกร่ง ทำให้เส้นทางของเขาชัดเจนยิ่งขึ้น


            ช่วงสายของวัน หลัวอวิ๋นออกจากโรงแรมโดยเปลี่ยนเสื้อคลุมเป็นชุดเรียบง่ายของชาวเมืองทั่วไป เขาเก็บค้อนโลหะไว้ภายในแหวนมิติ และเก็บงำลมปราณอย่างแนบเนียน จนไม่มีใครสามารถรับรู้ได้ถึงความผิดปกติ


            เขาเดินไปยังตลาดด้านหลังเมืองอีกครั้ง สถานที่แห่งนี้ยังคงเป็นแหล่งรวมข่าวสารที่ดีที่สุด เสียงสนทนารอบตัวสะท้อนให้เห็นถึงความหวาดกลัวที่กำลังแพร่กระจาย


            “ได้ยินว่าผู้ควบคุมหน่วยมาด้วยตัวเอง”


            “จริงหรือ? ถ้าเป็นเช่นนั้น เมืองนี้คงไม่สงบอีกแล้ว”


            “ข้าได้ยินว่าพวกนักล่ากำลังตามหาชายคนหนึ่ง”


            “ว่ากันว่าเขาใช้ค้อนเป็นอาวุธ”


            คำพูดสุดท้ายนั้นทำให้หลัวอวิ๋นชะงักไปเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะกลับมาเดินต่ออย่างเป็นธรรมชาติ ข่าวลือเริ่มเชื่อมโยงมาถึงตัวเขาแล้วแม้จะยังไม่มีใครรู้ตัวตนที่แท้จริง แต่ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น


            ในขณะเดียวกัน ภายในอาคารร้างทางตะวันตกของเมือง หยางจื้อเฟิงกำลังยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มนักล่าระดับสูง สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง แต่บรรยากาศรอบตัวกลับเต็มไปด้วยแรงกดดัน


            “รายงาน” เขากล่าวสั้น ๆ


            ชายคนหนึ่งก้าวออกมา “พวกเราตรวจสอบผู้ที่เพิ่งเข้ามาในเมืองช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา พบผู้ต้องสงสัยหลายคน แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นเป้าหมาย”


            หยางจื้อเฟิงหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างช้า ๆ


            “มันยังอยู่ในเมือง”


            “ท่านมั่นใจหรือ?” ลูกน้องถามอย่างระมัดระวัง


            หยางจื้อเฟิงลืมตาขึ้น ดวงตาเย็นเฉียบ “คนเช่นนั้น จะไม่จากไปโดยไม่ทิ้งร่องรอย”


            เขาหยิบแผ่นเหล็กที่มีสัญลักษณ์ดวงตาขึ้นมา ก่อนจะออกคำสั่ง


            “กระจายกำลังทั้งหมด ควบคุมทางเข้าออกเมือง และตั้งค่าหัวผู้ต้องสงสัย”


            “ต้องการจับเป็นหรือสังหาร?” ลูกน้องถาม


            หยางจื้อเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา


            “จับเป็น หากทำได้”


            “แต่ถ้าขัดขืน”


            “ฆ่ามันได้ทันที”


            คำสั่งนั้นทำให้บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงในทันที


            ตกค่ำ หลัวอวิ๋นกลับมายังที่พักและเริ่มเตรียมตัวสำหรับการเคลื่อนไหวครั้งต่อไป เขานำแผ่นเหล็กสัญลักษณ์ดวงตาที่ได้มาจากหน่วยล่าออกมาพิจารณาอย่างละเอียด


            “หอเนตรโลหิต” เขาพึมพำเบาๆ


            องค์กรนี้ไม่ใช่เพียงกลุ่มนักล่าธรรมดา แต่เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลเหนือหลายเมือง หากต้องการตัดรากของศัตรู เขาจำเป็นต้องเข้าใจโครงสร้างของพวกมันให้มากกว่านี้


            ในขณะเดียวกัน เขาก็ทราบดีว่า การเผชิญหน้ากับหยางจื้อเฟิงอีกครั้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หลัวอวิ๋นกำหมัดแน่น ความมุ่งมั่นฉายชัดในดวงตา


            “ถ้าจะล่า ก็ต้องล่าให้ถึงที่สุด”


            เสียงลมกลางคืนพัดผ่านหน้าต่าง ราวกับเป็นสัญญาณของพายุที่กำลังจะมาถึง เกมแห่งการล่าได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว และในครั้งนี้ หลัวอวิ๋นไม่ใช่เพียงนักล่าอีกต่อไป แต่ขจะเป็นคนที่ถูกล่าด้วยเช่นกัน


            ค่ำคืนปกคลุมเมืองหินเทาอีกครั้ง โคมไฟตามถนนสายหลักถูกจุดขึ้น แต่แสงสว่างนั้นไม่อาจขจัดความตึงเครียดที่แผ่ซ่านอยู่ในอากาศได้ ผู้คนรีบปิดประตูบ้านเร็วกว่าปกติ ตรอกซอกซอยเงียบงันราวกับเมืองร้าง


            ภายใต้ความเงียบงันนั้น การเคลื่อนไหวของ “หอเนตรโลหิต” กลับดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง


            หลัวอวิ๋นยืนอยู่บนหลังคาอาคารร้างแห่งหนึ่ง สายตากวาดมองไปยังตรอกแคบเบื้องล่าง เขาเลือกสถานที่นี้อย่างตั้งใจ จากข้อมูลที่ได้มา ตรอกแห่งนี้เป็นเส้นทางลาดตระเวนของหน่วยล่า


            คืนนี้ เขาไม่ได้ตั้งใจหลบหนี แต่ตั้งใจออกมาเพื่อ “ล่อเหยื่อ”ลมหายใจของเขานิ่งสงบ ลมปราณภายในถูกเก็บงำอย่างแนบเนียน ราวกับเป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดาที่บังเอิญอยู่ในสถานที่อันตราย ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นจากปลายตรอก


            สามร่างปรากฏตัวขึ้นอย่างระมัดระวัง พวกมันสวมเสื้อคลุมสีเข้มและเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ ลมปราณที่แผ่ออกมาบ่งบอกว่าทั้งสามมีระดับ รวมปราณขั้นต้น ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่ประมาทได้


            “มีรายงานว่าพบคนต้องสงสัยแถวนี้” หนึ่งในนั้นกล่าวเบา ๆ


            “ระวังตัวไว้ ผู้ควบคุมหน่วยสั่งให้จับเป็น” อีกคนตอบ


            หลัวอวิ๋นก้าวออกจากเงามืดอย่างไม่ปิดบัง “พวกเจ้ากำลังหาข้าอยู่หรือ”


            เสียงของเขาเรียบสงบ แต่กลับทำให้ทั้งสามคนชะงักในทันที


            “เจ้าเป็นใคร?” ชายคนหนึ่งถาม พลางชักกระบี่ออกจากฝัก


            หลัวอวิ๋นไม่ตอบ เพียงยกมือแตะแหวนมิติ ค้อนโลหะขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นในมืออย่างฉับพลัน ดวงตาของทั้งสามเบิกกว้าง


            “เป็นมัน! คนที่ใช้ค้อน!” 


            การต่อสู้เริ่มขึ้นในเสี้ยววินาที ชายคนหนึ่งพุ่งเข้ามาก่อน กระบี่ฟาดลงด้วยความเร็ว หลัวอวิ๋นก้าวเฉียงหลบ ก่อนจะเหวี่ยงค้อนสวนกลับ


    “ปัง”


            เสียงกระแทกดังสนั่น ร่างของนักล่าคนนั้นลอยกระเด็นไป กระแทกกำแพง เลือดพุ่งออกจากปากก่อนจะนิ่งสนิท อีกสองคนไม่รอช้า พวกมันประสานการโจมตีจากสองทิศทาง


            “อาคมเสริมกาย โลหิตค้ำร่าง”


            พลังอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่างกาย กล้ามเนื้อและกระดูกแข็งแกร่งขึ้นทันที หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้นรับการโจมตีจากด้านหน้า ก่อนจะหมุนตัวเหวี่ยงสวนไปด้านหลัง เสียงโลหะปะทะกันดังก้องไปทั่วตรอก


            หนึ่งในนักล่าถูกแรงกระแทกจนเสียหลัก หลัวอวิ๋นฉวยโอกาสนั้นพุ่งเข้าประชิด ฟาดค้อนลงอย่างไม่ลังเล


    “อึก”


            ร่างนั้นทรุดลงกับพื้นโดยไร้เสียง เหลือเพียงคนสุดท้าย ชายผู้นั้นกัดฟันแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ยังคงพยายามตั้งหลัก เขารู้ดีว่าหากหนีในตอนนี้ อาจไม่มีโอกาสรอด


            “อาคมแมลง จงกลายเป็นต่อแตน”


            เศษใบไม้บนพื้นสั่นไหว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นฝูงแมลงพุ่งเข้าใส่ นักล่าคนนั้นตกใจและยกแขนขึ้นป้องกัน สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดทำให้เขาตัดสินใจถอยหนีทันที


            หลัวอวิ๋นยกค้อนขึ้น เตรียมปิดฉากการต่อสู้ แต่ในเสี้ยววินาทีนั้น เขากลับหยุดชะงัก สายตาของเขาจับจ้องไปยังแววตาของอีกฝ่ายความหวาดกลัวและความสิ้นหวัง หลัวอวิ๋นลดค้อนลงเล็กน้อย


            นักล่าคนนั้นใช้โอกาสนี้หันหลังวิ่งหนีอย่างสุดชีวิต หายไปในความมืดของตรอก หลัวอวิ๋นไม่ได้ไล่ตาม เขาตั้งใจปล่อยให้มันหนีไป


            “จงกลับไปบอกเจ้านายของเจ้า” เขาพึมพำเบา ๆ “ว่าข้ายังอยู่ที่นี่”


            เขาเก็บค้อนกลับเข้าแหวนมิติ ก่อนจะค้นตัวศพทั้งสองอย่างรวดเร็ว ภายในพบแผ่นเหล็กสัญลักษณ์ดวงตาและเอกสารระบุจุดพักของหน่วยล่าเพิ่มเติม ซึ่งยืนยันว่าเครือข่ายของหอเนตรโลหิตในเมืองนี้มีขนาดใหญ่กว่าที่คาดไว้


            หลังจากจัดการลบร่องรอยเบื้องต้น หลัวอวิ๋นก็หายตัวไปจากตรอกอย่างเงียบงัน ราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน


            ในอีกด้านหนึ่งของเมือง นักล่าที่หนีรอดมาได้วิ่งอย่างไม่คิดชีวิต เลือดไหลซึมออกจากบาดแผล แต่ความหวาดกลัวผลักดันให้เขาฝืนทนต่อไป ไม่นานนัก เขาก็มาถึงอาคารร้างซึ่งเป็นที่พักของหยางจื้อเฟิง


            “ท่าน  ท่านหยาง!” เขาทรุดตัวลงคุกเข่า หอบหายใจอย่างหนัก


            หยางจื้อเฟิงมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย “เกิดอะไรขึ้น”


            “เป็นมัน มันคือคนที่ฆ่าหน่วยล่าที่สาม” ชายผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่น “มันใช้ค้อนและวิชาประหลาดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน”


            หยางจื้อเฟิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะถามต่อ “ระดับพลัง”


            “รวมปราณขั้นต้น แต่พลังของมันเหนือกว่านั้นมาก”


            ดวงตาของหยางจื้อเฟิงหรี่ลงเล็กน้อย


            “มันปล่อยเจ้าให้รอด?”


            ชายผู้นั้นพยักหน้าอย่างหวาดกลัว บรรยากาศในห้องเงียบงัน ก่อนที่หยางจื้อเฟิงจะกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ


            “เช่นนั้น มันกำลังท้าทายข้า” เขาหันไปมองลูกน้องที่เหลือ


            “กระจายกำลังทั้งหมด แจ้งไปยังทุกหน่วยในเมือง”


            “ตั้งค่าหัวมัน และห้ามประมาท”


            หยางจื้อเฟิงหยุดชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้าย


            “ครั้งต่อไปที่พบ ข้าจะลงมือสังหารมันด้วยตัวเอง”


            ค่ำคืนยังคงดำเนินต่อไป บนหลังคาอาคารแห่งหนึ่ง หลัวอวิ๋นยืนมองเมืองที่เงียบงัน แสงจันทร์สะท้อนในดวงตาที่เย็นสงบ ตอนนี้เขาไม่ได้เป็นเพียงนักล่าอีกต่อไป


            แต่ได้กลายเป็น “พายุ” ที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในเมืองหินเทา และเมื่อพายุลูกนี้ปะทุขึ้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงมันได้