ถึงกำหนดเวลาเคลื่อนทัพ ปรมะไม่รอช้าที่จะสั่งให้กองทัพผีของมันมุ่งหน้าเข้าสู่เผ่าเอ้อหวินเค่อ ด้วยการเดินเท้าที่รวดเร็วและเป็นระเบียบ ทำให้กองทัพนับพันใช้เวลาเพียงครึ่งวันก็มาตั้งอยู่เบื้องหน้าของชนเผ่าทุ่งหญ้าได้สำเร็จ
เผ่าเอ้อหวินเค่อ เป็นเผ่าทุ่งหญ้าขนาดใหญ่ โอบล้อมด้วยเนิ่นดินสูงเปรียบดั่งกำแพงเมืองตะหง่านฟ้าไร้ซึ่งประตู ภายในกำแพงเมืองทุกสารทิศปรากฏหลุมลึกคล้ายรูพรุน หากมองจากภายนอกประหนึ่งว่า สิ่งที่โอบล้อมเผ่าเอ้อหวินเค่อเอาไว้คือรังผึ้งที่ปลดปล่อยน้ำหวานส่งกลิ่น คงจะมีเพียงแต่ผู้ที่เคยก่อการศึกกับเอ้อหวินเค่อเท่านั้น จึงจะรู้ได้ว่ากลิ่นหอมหวานนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา
ในยามศึกสงคราม เนิ่นดินที่สูงชะลูดตานั้นเปรียดั่งกำแพงเมืองที่สูงระฟ้า ส่วนรูพรุนที่ทุกสายตากำลังจ้องมองด้วยความแปลก เป็นดั่งฐานมั่นที่ใช้ตั้งกระบอกปืนใหญ่ดินดำ เมื่อข้าศึกจากทิศทางใดรุกรานเข้ามา พวกมันจะต้องพบเจอกับป้อมปราการที่ประดับไว้ด้วยปืนดินดำทรงอานุภาพ ด้วยเหตุผลนี้ ชนเผ่าทุ่งหญ้าอย่างเอ้อหวินเค่อถึงสามารถอยู่จากเงื้อมมือกองโจรในแทบนี้มาได้
เมื่อกองทัพผีของปรมะมาถึง มันสั่งให้เอ้อหวินซางเข้าไปเจรจากับผู้คนด้านใน ใช้เวลาไม่นานเนิ่นดินสูงที่ดูไร้ทางเข้า พลันกะเทาเปลือกจากภายใน ประตูกลถูกวางลงเปิดทางให้กองทัพของปรมะเข้ายึดครองได้โดยง่าย
ภายใน ปรมะพบว่าเผ่าเอ้อหวินเค่อ มีประชากรส่วนใหญ่เป็นคนแก่และเด็กเล็ก มันทำให้เหล่าชายฉกรรจ์รู้สึกผิดหวังไปตามๆกัน ไม่มีหญิงสาว ไม่มีสมบัติ แม้แต่ชายหนุ่มที่พอจะต่อต้านกับพวกมันก็ยังไม่ปรากฏเห็นเลย ช่างเป็นเผ่าที่อ่อนแอเสียนี่กระไร
ปรมะกวาดสายตามองไปรอบๆและกล่าวถาม “นี่มันหมายความว่าอย่างไร??”
เอ้อหวินซางกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงโศกเศร้า “เผ่าเอ้อหวินของเรา ไม่แบ่งแยกหญิงชาย ทุกเพศเป็นดั่งนักรบ จากศึกรอบด้าน พวกเราต้องสูญเสียคนหนุ่มสาวอย่างน่าเศร้า บรรพบุรุษจึงได้สร้างปืนดินดำไว้เพื่อปกป้องบรรพชนคนรุ่นหลัง”
เมื่อปืนดินดำออกจากปากของอีกฝ่าย มันทำให้ปรมะคลายความผิดหวังลง แม้จะไม่มีทรัพสมบัติหรือหญิงสาวตามที่ตั้งใจ แต่ได้ครอบครองอานุภาพของปืนดินดำ ทำให้ความโกรธที่มี ไม่ถูกนำไปลงกับชีวิตของคนอื่นๆ
เอ้อหวินซางรู้สึกแปลกใจอยู่มาก คร่าแรกมันคิดไว้ว่าเมื่อปรมะเข้ายึดครองเผ่าเอ้อหวินและไม่พบสิ่งที่ต้องการ จะใช้การทรมานหรือสังหารเพื่อลดความโกรธนั้น แต่เพียงคำพูดประโยคเดียวที่หนิงเทียนสอนให้กล่าว กลับสามารถคลายความกังวลและลดความสูญเสียนั้นไปได้
จากนั้นเอ้อหวินซางได้พาปรมะมาที่คลังเก็บปืนใหญ่ดินดำ มันพบว่าดินดำถูกแช่ไว้ในน้ำจนยากจะใช้การ ปรมะโกรธมาก มันจ้องมองไปที่อีกฝ่ายด้วยความต้องการสังหาร น้ำเสียงเย็นเหยียดดังถามออกไป “นี่หมายความว่าอย่างไร??”
เอ้อหวินซางกล่าวตอบ “ในภาวะสงคราม พวกเราจำเป็นต้องทำเช่นนี้ เพราะหากเอ้อหวินเค่อถูกทำลาย ปืนดินดำจะถูกแย่งชิงไป แต่ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ในเมื่อพวกเราเป็นผู้สร้างปืนดินดำ แค่ถูกแช่ไว้ด้วยน้ำเท่านี้ ไม่ใช่ปัญหาที่เราจะทำให้มันกลับมาเป็นเหมือนเดิม ขอเวลาให้ข้าเพียงสามวัน”
ปรมะได้แต่พยักหน้าขึ้นลงและรอคอยเวลาที่ดินดำแห้ง พร้อมใช้งานจึงจะเดินทางกลับสู่ค่ายมหาโจรครองฟ้า แน่นอนว่าแผนถ่วงเวลานี้ไม่ได้เกิดจากความคิดของเอ้อหวินซาง แต่เป็นแผนถ่วงเวลาที่หนิงเทียนคิดขึ้นมา
ในระหว่างนั้นก็มีข่าวลืออย่างหนาหู ผู้คนในเผ่าเอ้อหวินเค่อต่างจับเข่าคุยกันถึงเรื่อง สุสานปรมาจารย์ดาบเย่เฟิงเก่อ เสียงซุบซิบลุกลามประหนึ่งไฟท่วมทุ่ง จากคนกลุ่มน้อยที่ได้ยินได้ฟัง เข้าไปถึงหูระดับสูงของกองทัพผี ไม่ว่าจะเป็นจงขุยหรือปรมะ ต่างรับรู้ถึงเรื่องนี้ทั้งหมด
ภายในกระโจมเจ้าเมือง ปรมะได้เรียกจงขุยมาพบเพื่อหารือเกี่ยวกับสิ่งที่ได้ยิน“เจ้าคิดอย่างไรกับเรื่องนี้??”
จงขุยใช้มือจับไปที่ปลายคางด้วยความคิดและกล่าวตอบ “อาจเป็นแผนของพวกมัน ที่ล่อให้เราออกไปจากเผ่าเอ้อหวิน แต่หากเป็นจริง จะวางเรื่องนี้ทิ้งก็น่าเสียดายเกินไป”
ชื่อเสียงของเย่เฟิงเก่อเป็นสิ่งที่เย้ายวนต่อปรมะและจงขุยอย่างมาก หากย้อนกลับไปหนึ่งร้อยปี ไม่มีผู้ใดไม่รู้จักปรมาจารย์ดาบ เย่เฟิงเก่อ มันเป็นผู้สำเร็จพลังวัตรขั้น9และวิชายุทธขั้น9 ถูกขนานนามเป็นปรมาจารย์ยุทธ ตัวของเย่เฟิงเก่อเป็นผู้พเนจร ไร้ครอบครัว เมื่อเย่เฟิงเก่อตายไป เพลงดาบปราบมาร วิชาประจำตัวจึงหายสาบสูญไป เล่ากันว่า ครั้งหนึ่งดาบปราบมารของเย่เฟิงเก่อเคยสร้างบาดแผลให้แก่ยอดยุทธลำดับหนึ่งอย่างหงถีกงกง ดาบปราบมารจึงเป็นที่หมายปองจากผู้ฝึกยุทธทั่วหล้า
ปรมะกล่าวออก “ปรมจารย์ดาบ ไร้ผู้สืบทอดก็จริง แต่ไม่มีเหตุผลเลยที่สุสานของคนแบบนั้นจะมาตั้งอยู่ในพื้นที่ทุ่งหญ้า ห่างไกลจากดินแดนสามเหลี่ยมทองคำ”
จงขุยพยักหน้าเห็นด้วย “เรื่องนี้ให้ข้าสืบต่ออีกหน่อย หากไม่มีมูลมากพอก็ปล่อยมันไป ถึงอย่างไรเรายังต้องอยู่ที่นี่จนกว่าดินดำพวกนั้นจะแห้ง”
ระหว่างที่จงขุยออกจากกระโจม เส้นทางกลับที่พักของมัน ผ่านสนามฝึกซ้อมของผู้คนในเผ่าเอ้อหวิน หางตาสะดุดกับหนิงเทียนที่กำลังโน้มเกาทัณฑ์ในมือยิงออกไปอย่างชำนาญ เห็นเช่นนั้นจงขุยหยุดเท้าพร้อมกับเอ่ยปากชม “ฝีมือเกาทัณฑ์ของเจ้าไม่เลวเหมือนกัน” จากนั้นมันพึ่งจะสังเกตเห็นว่า ยังมีอีกคนหนึ่งอยู่ในที่แห่งนี้ด้วย
ดวงตาของจงขุยหรี่เล็ก มันมองไปที่เอ้อตูเล่อหลางที่กำลังฝึกฝนเพลงดาบด้วยความสงสัย แม้ว่าเอ้อตูเล่อหลางจะอ่อนแอ แต่ทุกท่วงท่าที่ชายหนุ่มร่ายรำออกมาแข้มแข็งและดุดัน
หนิงเทียนเห็นอีกฝ่ายคิดสงสัยจึงกล่าวออกไปด้วยรอยยิ้ม “ท่านจงขุย เอ้อตูเล่อหลางเป็นเด็กที่มีแววและขยันฝึกฝน ในเมื่อกองทัพผีได้ควบรวมเผ่าเอ้อหวินแล้ว หวังว่าท่านจะเมตตาเอนดูเด็กคนนี่บ้าง”
ได้ฟังเช่นนั้นจงขุยหัวเราะเสียงดัง แต่ก่อนที่มันจะได้กล่าวคำใดออกมา เป็นหนิงเทียนที่ชิงกล่าวออกไปก่อน “เจ้ายังไม่รีบขอคำชี้แนะจากหัวหน้าจงอีกรึ”
เอ้อตูเล่อหลางประสานสองมือพร้อมกับโค้งศีรษะลง หากแต่แววตาที่แอบซ่อนไว้เต็มไปด้วยความแค้น จากนั้นบุรุษหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้มกว้าง “หัวหน้าจง ช่วยชี้แนะข้าด้วย”
หากเป็นจงขุยในยามทั่วไป มันไม่มีทางชี้แนะอีกฝ่ายแน่ แต่ด้วยความสงสัยในเพลงดาบที่เอ้อตูเล่อหลางใช้ออกมา จึงต้องการทดสอบด้วยตัวเอง
การชี้แนะ เป็นการประลองด้วยกระบวนท่า มิได้ใส่พลังวัตรและพลังทำลายลงไปในท่วงท่า ทำให้เอ้อตูเล่อหลางที่มีระดับต่ำกว่า สามารถปะมือกับจงขุยได้อย่างทัดเทียม
ความเร็ว การพลิกแผงและความยืดยุ่นของเพลงดาบที่เอ้อตูเล่อหลางใช้ออกมา สามารถรุกไล่ให้จงขุยเป็นฝ่ายตั้งรับได้ตั้งแต่ดาบแรกที่ปะทะ มันทำให้จงขุยรู้สึกตกใจเป็นอย่างมาก
เสียงคมอาวุธสัมผัสกันดังขึ้นไม่ขาดสาย ทั้งสองปะทะกันมากกว่าหนึ่งร้อยกระบวนท่า จนในที่สุด เอ้อตูเล่อหลางก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ หากแต่จงขุยรู้ดีว่าความพ่ายแพ้นั้นไม่ได้เกิดจากเพลงดาบแต่เกิดจากความอ่อนหัดของอีกฝ่าย
ด้วยความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจ จงขุยได้กล่าวถามออกไป “เจ้าร่ำเรียนเพลงดาบนี้มาจากที่ใด??”
ได้ยินเช่นนั้นเอ้อตูเล่อหลางครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับ “เป็นเพลงดาบประจำชนเผ่าเอ้อหวินเค่อ ตั้งแต่ข้าน้อยเกิดมา ผู้เก่าผู้แก่ก็สอนสั่งเพลงดาบนี้ให้แล้ว”
“มันมีชื่อหรือไม่??” จงขุยพยามปะติดปะต่อเรื่องราว แต่เอ้อตูเล่อหลางก็ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน
จงขุยรู้สึกสงสัยถึงบางสิ่ง มันจึงเริ่มหาเบาะแสจากคนเฒ่าในเผ่าเอ้อหวิน และพบว่าเพลงดาบที่สืบทอดกันมาของเผ่าเอ้อหวิน เกิดจากครั้งหนึ่งในอดีตหลายสิบปีก่อน ผู้อาวุโสคนหนึ่งได้ข้ามผ่านทะเลทรายและใช้เผ่าเอ้อหวินเค่อเป็นสถานที่พักและในตอนที่กำลังจากไปได้สอนเพลงดาบหนึ่งกระบวนท่าให้แก่ผู้นำเผ่าเป็นค่าตอบแทนและเพลงดาบนั้นก็ได้สืบทอดต่อกันมาจากถึงปัจจุบัน
จงขุยยังได้รู้อีกว่า ถ้อยคำที่ ผู้นำเผ่าเอ้อหวินคนก่อนสนทนากับผู้อาวุโสดาบ คือการตามหาสถานที่สงบสุข เพื่อใช้เป็นแหล่งพักพิงสุดท้ายยามแก่ชรา
ด้วยสติปัญญาของจงขุยมันสามารถปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทันที เพลงดาบที่เอ้อตูเล่อหลางใช้ ไม่ใช่เพลงดาบธรรมดาแน่นอนและไม่ใช่วิชายุทธที่จะมาอยู่ในชนเผ่าทุ่งหญ้าห่างไกลเช่นนี้สอดคลองประจวบเหมาะกับเรื่องราวของผู้อาวุโสดาบและเรื่องสุสานของเย่เฟิงเก่อ จึงมีความเป็นไปได้ว่า เพลงดาบที่ชนเผ่าเอ้อหวินเค่อเรียนรู้มา ก็คือหนึ่งในกระบวนท่าของเพลงดาบปราบมาร และผู้อาวุโสดาบคนนั้นคือเย่เฟิงเก่อ หากเป็นเช่นนี้แล้วละก็ มูลเหตุเรื่องสุสานของปรมาจารย์ดาบ ที่แอบซ่อนอยู่ในสถานที่ห่างไกลอย่างทุ่งหญ้า ก็เริ่มมีเค้าความจริงขึ้นมามากแล้ว
คิดเช่นนั้นจงขุยฉุกยิ้มกว้างด้วยความโลภ....