งานประมูลได้เริ่มต้นขึ้น หญิงสาวในชุดกี่เพ้าสีแดง (จีนกลาง : ฉีผาว) เผยให้เห็นทรวดทรงอันเย้ายวนเดินออกมา เพื่อดำเนินการประมูลเหมือนทุกครั้ง
เฟิงเทียนนั้นไม่ได้มาเพื่อประมูล แต่มาเพื่อเปิดหูเปิดตาของตน ขณะที่ไป่ชิกับไป่เชอะนั้นเกาะกระจกเป็นจิ้งจกกันเลยทีเดียว
“หญิงสาวนั่นช่างงดงามยิ่งนัก” ไป่ชิกล่าวชม ตาจ้องไปที่หน้าอกของหญิงสาวที่ดำเนินการประมูลแทบไม่กระพริบตา
“หากฉันได้ผู้หญิงคนนี้เป็นภรรยา ฉันจะไม่แลหญิงอื่นอีกเลย” ไป่เชอะกล่าว
“ถ้างั้นก็ทำลายวรยุทธ์ของพวกนายซะ แต่….คงต้องให้เธอคนนั้นยอมตกลงแต่งงานกับพวกนายซะก่อนนะ คิก คิก” ไป่โม่ลี่แซวทั้ง 2 คน
“พอแค่นั้น ส่วนพวกนายทั้ง 2 ก็เก็บอาการด้วย ควรสำรวมกิริยามากกว่านี้ ให้เหมือนกับฉันที่เป็นนายน้อยของพวกนาย” ไป่ฉีกล่าว
“ครับ” ทั้ง 2 คนรับคำ
ตอนนี้ได้มีการเปิดให้ผู้ร่วมประมูลลงมาชมสินค้าที่ร่วมประมูลในครั้งนี้ เฟิงเทียนนั้นเดินดูของต่าง ๆ ด้วยความสนใจ โดยมีไป่ฉีคอยส่งปราณบอกเขาว่าสินค้าไหนดีไม่ดีอย่างไร ควรดูหรือสังเกตตรงไหนเป็นจุดสำคัญ ทำให้เฟิงเทียนได้ความรู้มากมายจากการมางานประมูลครั้งนี้ เพียงแต่พอถึงแท่นแสดงสินค้าแท่นหนึ่งที่มีผู้คนมุงกันอยู่เต็มไปหมด เฟิงเทียนที่อยากรู้อยากเห็นกำลังจะเดินเข้าไป แต่ไป่ฉีได้ห้ามไว้ก่อน
'ไม่ต้องเข้าไปหรอก นั่นคือโอสถทะลวงราชันย์ ข้าเป็นคนนำเข้ามาประมูลเอง' ไป่ฉีกล่าว
'เป็นของท่านอาจารย์หรือครับ ใช่ที่ผมกินรึเปล่า' เฟิงเทียนถาม
'ใช่ เป็นโอสถตัวเดียวกัน' ไป่ฉีตอบ
เฟิงเทียนจึงไม่สนใจมันอีกต่อไป เขาเดินไปดูสินค้าชิ้นอื่นต่อ ส่วนแท่นแสดงสินค้าโอสถทะลวงราชันย์นั้นมีคนให้ความสนใจมาก ด้วยคุณสมบัติที่สามารถช่วยให้ทำลายคอขวดของชั้นปราณนภาสู่ชั้นราชันย์ได้ และกลุ่มที่สนใจโอสถนี้มากที่สุดคือกลุ่มของชายหนุ่ม 5 คน
'ตั้งแต่มายังโลกนี้ ข้าเพิ่งเคยเห็นโอสถความบริสุทธิ์เต็ม 10 ส่วนก็วันนี้นี่แหละ' มู่โถวสื่อสารผ่านปราณ
'นี่มันโอสถทะลวงราชันย์ หากได้มันมา พวกเราก็สามารถทะลวงผ่านสู่ชั้นปราณราชันย์ได้สบายขึ้น เพียงแต่จะมีปัญญาจ่ายรึเปล่าเท่านั้น ตระกูลของพวกเราไม่ได้มีเงินมากพอที่จะไปสู้รบปรบมือกับพวกตำหนักเทพเสียด้วย' สุ่ยเหอกล่าว
'ลองขอซื้อข้อมูลของผู้นำโอสถมาร่วมประมูลจากผู้อาวุโสสมาคมการค้าดีไหม' จินหลงถาม
'คงเป็นไปไม่ได้ ปกติทางสมาคมจะปกปิดตัวตนของคนที่นำสินค้ามาประมูล พวกเขาไม่บอกหรอก' ถูหร่างตอบ
'งั้นก็คงต้องหวังว่าเหล็กลมปราณที่พวกเราสร้าง กับอาวุธที่นำเข้าประมูลครั้งนี้จะขายได้ราคานะ' ฮั่วเทียนกล่าว
ทั้ง 5 คนพยักหน้าพร้อมกันก่อนจะเดินกลับไปนั่งประจำที่ของตนเอง เมื่อพวกเขาเดินกลับไปนั่งที่ก็พบว่าผู้อาวุโสเอ้อซาน ได้มายืนรอพวกเขาอยู่แล้ว
“ผู้อาวุโสเอ้อซาน ได้ความว่ายังไงบ้างครับ” จินหลงถาม
“ท่านอวี้กงอนุญาตให้พวกคุณเข้าพบได้หลังการประมูล แต่คงมีเวลาไม่มาก เพราะมีนัดประลองกับอู่กุยหลงจินต่อที่สนามประลองของเรา” เอ้อซานกล่าว
“อะไรนะ วันนี้มีการประลองระหว่างประมุขตำหนักเทพเต่ามังกรกับเทพกระบี่เหรอ” ฮั่วเทียนรู้สึกตื่นเต้น
“น่าสนใจ ที่จริงทางนี้เองก็อยากได้ข้อมูลการต่อสู้ของอวี้กงเหมือนกัน” สุ่ยเหอกล่าว
“เช่นนั้นกระผมขอตัวก่อน เพราะต้องไปเตรียมสถานที่ให้พร้อมสำหรับการประลองของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง” กล่าวจบผู้อาวุโสเอ้อซานก็หายไปจากสายตาของพวกเขา
จากนั้นไม่นานการประมูลก็เริ่มต้นขึ้น แม้จะไม่ค่อยดุเดือดมากนัก แต่ก็ทำให้ทั้งไป่ชิ ไป่เชอะ ไป่โม่ลี่ และจี๋หลินเฟิงเทียน ตื่นเต้นอย่างมาก พวกเขาต่างสนุกกับการลุ้นว่าใครจะให้ราคาสูงกว่ากัน จนเป็นผู้ชนะการประมูลไป
“สำหรับสินค้าประมูลรายการสุดท้ายนั้นเป็นโอสถทะลวงชั้นปราณ มันสามารถช่วยให้ผู้ที่ติดอยู่ชั้นปราณนภาสามารถทะลวงชั้นสู่ปราณราชันย์ได้อย่างรวดเร็ว ทางเราได้ทำการพิสูจน์เรียบร้อยแล้วว่าโอสถนี้เป็นของจริง ความบริสุทธิ์ 10 ส่วน ราคาเริ่มต้นที่….....” หญิงสาวบอกราคาเริ่มต้น เพียงไม่นานราคาก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ จนตอนนี้ทะลุไปถึง 1,200,000 หยวนไปแล้ว
“นายน้อย ราคา 1 ล้านหยวนนี่ถือว่าเยอะหรือเปล่าครับ” ไป่ชิถาม
“ราคาประมาณ 1 ใน 5 ของมูลค่าบ้านที่พวกนายอยู่ตอนนี้” ไป่ฉีตอบอย่างเฉยชา เงินพวกนี้เทียบกับเงินที่ได้จากกระบี่ที่เขาเอาเข้าประมูลคราวที่แล้วไม่ได้เสียด้วยซ้ำ
“งั้นก็แสดงว่าเป็นเงินที่เยอะมากสินะคะ” ไป่โม่ลี่กล่าว ไป่ฉีพยักหน้า
สุดท้ายการประมูลจบลงโดยโอสถนั้นถูกพวกตำหนักเทพกับพวกเสาหลักของยุทธภพประมูลไปได้คนละเม็ดสองเม็ด ในราคาหลักล้านขึ้นไปทั้งนั้น
“การประมูลวันนี้จบลงเพียงเท่านี้ แต่ทุกท่านอย่าเพิ่งจากไป วันนี้มีการประลองของ 2 ผู้เยี่ยมยุทธ์ ฝ่ายหนึ่งเป็นประมุขตำหนักเทพ ท่านอู่กุยหลงจิน ส่วนคู่ประลองอีกท่านคือ ท่านเทพกระบี่ อวี้กง ค่ะ” หลังจากหญิงสาวกล่าวจบก็เกิดเสียงพูดคุยกันดังไปหมด หญิงสาวจึงกระแอมเสียงดังเพื่อให้เสียงทั้งหมดเงียบลง หลังเสียงทั้งหมดเงียบลงแล้ว เธอจึงพูดต่อ
“การประลองครั้งนี้จะใช้สนามการประลองหลัก ผู้ที่ต้องการชมสามารถซื้อตั๋วเข้าชมได้ที่ด้านหน้าทางเข้าลานประลองได้ค่ะ” หญิงสาวเอ่ยขึ้น
“อะไรกัน ต้องเสียเงินด้วยเรอะ”
“ทำไมไม่เปิดให้เข้าชมฟรีล่ะ”
“จริงด้วย”
“เงียบ” เสียงหญิงวัยกลางคนที่แฝงพลังปราณระดับจักรพรรดิดังขึ้น ทำให้ทุกคนหันไปมองทางเวทีซึ่งเป็นที่มาของเสียง พวกเขาเห็นหญิงวัยกลางคนรูปร่างท้วมยืนอยู่ข้างหญิงสาวที่ดำเนินการประมูล
“ใครน่ะ”
“นั่นสิ”
ขณะที่ทุกคนกำลังคุยกัน ไป่ฉีลุกขึ้นมองไปยังหญิงวัยกลางคนนั้นอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เขาลองตรวจสอบจิตวิญญาณดูก็พบว่าจิตวิญญาณของหญิงวัยกลางคนตรงหน้านั้นเป็นจิตวิญญาณเดียวกับคนที่เขารู้จัก
'มารดาเจ้าเถอะ นั่นมัน ป้าจาง นี่นา แล้วทำไมป้าจางมาอยู่ที่นี่ได้ ดูจากการแสดงความเคารพของผู้อาวุโสสมาคมการค้า คิดได้อย่างเดียว คือ ป้าจาง เป็นประมุขของสมาคมการค้าตะวันจันทรา ไม่ผิดแน่ โชคดีที่ข้านั้นซ่อนพลังปราณเอาไว้ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นอาจถูกนางเพ่งเล็งได้' ไป่ฉีคิดและยังคงตกตะลึงกับความจริงตรงหน้า
“ฉันคือจางหนี่หวัง ประมุขของสมาคมการค้าตะวันจันทรา ก่อนอื่นเจ้าพวกที่โวยวายอยากเข้าไปดูฟรีน่ะ ฉันขอถามพวกแกหน่อย” จางหนี่หวังหยุดพูดก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปพร้อมกับโคจรลมปราณ
“พวกแกคิดว่าสมาคมการค้าตะวันจันทราของเราเป็นองค์กรการกุศลรึยังไงกัน ใช้สถานที่ฟรี ๆ กินฟรี ฉันไม่ต้องกินแกรบแทนข้าวรึไง ลูกน้องฉันก็ต้องกินต้องใช้ อีกอย่างหนึ่งจำนวนคนมากขนาดนี้จะยัดเข้าไปยังไงหมด ใครมีปัญญาจ่ายก็ได้เข้าไปดู ส่วนพวกที่ไม่มีปัญญาจ่ายก็ไสหัวกลับไปซะ” จางหนี่หวังตะโกนเสียงดังแบบไม่ไว้หน้าใครทั้งสิ้น คนที่มีพลังปราณต่ำกว่าระดับราชันย์ต่างกระอักเลือด บางคนเลือดออกทางหูบ้าง จมูกบ้าง หลังจากมองดูผลงานของตัวเองแล้ว จางหนี่หวังก็พูดต่อ
“ถ้าเข้าใจแล้วแยกย้ายได้” กล่าวจบจางหนี่หวังก็หันหลังเดินกลับไปหลังเวทีพร้อมกับสัมผัสพลังปราณที่จางหายไป
'หือ พรางพลังปราณได้หมดในพริบตา ยอดเยี่ยมจริง ๆ ขนาดพวกประมุขตำหนักเทพยังทำกันไม่ได้เลย ดูถูกไม่ได้จริง ๆ ล่ะนะ' ไป่ฉียิ้มอย่างชื่นชม ก่อนจะมีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
“เข้ามาได้” ไป่ฉีกล่าวอนุญาต
หลังจากนั้นประตูก็ถูกเปิดออก เป็นผู้อาวุโสเอ้อซานเดินเข้ามา ตามด้วยชายหนุ่ม 5 คนเดินตามเข้ามา
“เชิญนั่ง” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับนั่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ โดยมีไป่ชิ ไป่เชอะและไป่โม่ลี่ยืนอยู่ข้างหลังโซฟาที่เขานั่ง
ชายหนุ่มทั้ง 5 คนนั่งลงตรงโซฟาฝั่งตรงข้าม ส่วนผู้อาวุโสเอ้อซานนั่งลงที่นั่งด้านข้างซึ่งอยู่ระหว่างคนทั้ง 2 กลุ่ม
“ขอแนะนำตัวก่อนนะครับท่านอวี้กง ตัวผมนั้นชื่อว่า ฮั่วเทียน ถัดไปทางขวามือของผมอีก 4 คนตามลำดับชื่อว่า สุ่ยเหอ ถูหร่าง มู่โถว จินหลง” ขณะที่ฮั่วเทียนกล่าวแนะนำ แต่ละคนที่ฮั่วเทียนเอ่ยชื่อก็ประสานมือทำความเคารพอวี้กง
“แล้วมีธุระอะไรกับเรา” ไป่ฉีถาม ถึงเขาจะรู้วัตถุประสงค์ของทั้ง 5 คนนี้แล้วก็ตาม
“เอ่อ พวกเราอยากจะขอฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านครับ” สุ่ยเหอกล่าวอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะชายตรงหน้าที่ถูกเรียกว่าเทพกระบี่ แม้จะดูสงบเงียบ แต่ดูจากแววตาบ่งบอกได้ว่ากำลังสังเกตพวกเขาอยู่
“พวกคุณต่างชำนาญปราณธาตุจนได้รับการยอมรับอยู่แล้ว หากฝึกปรืออีกสักหน่อยจนถึงระดับราชันย์ พวกคุณอาจได้รับฉายาจากชาวยุทธ์เป็นแน่ ไม่เห็นมีความจำเป็นที่จะต้องฝากตัวเป็นศิษย์ของฉันแม้แต่น้อย ฉันคิดว่าพวกคุณต้องการอำนาจการปกป้องจากฉัน เพราะพวกคุณรู้ว่าพวกตำหนักเทพไม่กล้าปะทะกับฉัน หากเข้ามาอยู่ภายใต้การปกครองของฉัน พวกนั้นจะไม่กล้าทำอะไรพวกคุณใช่ไหม” ไป่ฉีกล่าวเสียงเรียบ แต่กลับเรียกความตกตะลึงให้กับทั้ง 5 คน
'เขารู้ตั้งแต่แรกแล้วงั้นเหรอเนี่ย ช่างน่ากลัวจริง ๆ' ฮั่วเทียนคิด
'ชายหนุ่มคนนี้แม้จะดูอายุยังน้อย แต่การวางตัวราวกับประมุขพรรคไม่มีผิด ไม่หยิ่งยโส ไม่ข่มพวกเรา แต่ก็แสดงให้เห็นว่าเขาไม่มีเจตนาร้ายกับพวกเราเช่นกัน คนแบบนี้รับมือยาก อ่านไม่ออกเลยว่าเขาคิดอะไรอยู่' สุ่ยเหอคิด
“หมายความว่าท่านจะไม่ยอมรับพวกเราเป็นศิษย์ แต่จะรับพวกเราเป็นผู้ติดตามใช่รึเปล่า” ถูหร่างถามขึ้น
“ทำไมถึงคิดว่าฉันต้องให้พวกคุณเป็นผู้ติดตามด้วย ฉันยินดีหยิบยื่นไมตรีให้กับพวกคุณ พวกคุณมีอิสระในการเคลื่อนไหว ขอเพียงไม่ขัดต่อหลักศีลธรรม หากมีใครคิดรังแกพวกคุณ พวกคุณแค่ส่งปราณเข้าไปยังสิ่งนี้เท่านั้น ไม่นานฉันจะไปปรากฏตัวที่นั่น” ไป่ฉีพูดจบก็ส่งตรารูปกระบี่ มีลายเมฆล้อมรอบทั้ง 5 อันให้กับกลุ่มเบญจดารา
ทั้ง 5 คนจ้องมองตราที่อวี้กงให้มาด้วยสายตาเบิกกว้าง เพราะวัสดุที่นำมาทำนั้นคือเหล็กลมปราณขั้นสูง ซึ่งตั้งแต่มาอยู่ที่โลกนี้ พวกเขายังไม่เคยพบมันเลยสักชิ้น
“ขอบคุณท่านมาก ว่าแต่ท่านไม่ต้องการสิ่งใดแลกเปลี่ยนจริง ๆ งั้นเหรอ” ถูหร่างถาม
“ข้อแลกเปลี่ยนนั้นมีแน่ เมื่อพวกคุณแข็งแกร่งขึ้น ให้ตั้งสำนักขึ้นมาสำหรับฝึกสิ่งที่โลกนี้เรียกว่าตำรวจ หรือผู้ควบคุมกฎระเบียบ พูดง่าย ๆ ก็คือฉันต้องการให้พวกคุณสร้างตำรวจยุทธภพขึ้นมา ฉันเชื่อว่าพวกคุณทำได้” ไป่ฉีกล่าวจบก็วาดมือครั้งหนึ่ง ปรากฎขวดกระเบื้องสีขาว 5 ขวดออกมา
“สิ่งนี้คือ….” ฮั่วเทียนกล่าว หัวใจเขาเต้นรัว เพราะรู้ว่าเบื้องหน้านั้นคือสิ่งใด
“โอสถเสริมลมปราณ สิ่งนี้ใช่ไหมที่พวกคุณต้องการ ถึงได้มาที่โรงประมูลกันวันนี้” ไป่ฉีกล่าว
“ท่านอวี้กง ท่านราวกับเทพเซียนจริง ๆ ไม่ว่าพวกเราคิดอะไร ท่านก็ดูออกหมด ความคิดของท่านราวกับชูเยว่ที่บินอยู่เหนือวิหคทั้งปวงทีเดียว” จินหลงกล่าวชมจากใจจริง เพราะดูเหมือนเทพกระบี่ตรงหน้าเขานั้นใจกว้างไม่น้อยทีเดียว
“เป็นอันว่าธุระของพวกคุณหมดเพียงเท่านี้ใช่ไหม” ไป่ฉีถาม
“ครับ นอกจากขอการปกป้องจากท่านแล้ว ยังหวังให้ท่านช่วยชี้แนะการฝึกฝนให้ ซึ่งดูเหมือนท่านจะแก้ปัญหานี้ให้กับพวกเราแล้วด้วยโอสถเสริมลมปราณชั้นสูง” สุ่ยเหอตอบ
“พวกคุณมีวิธีฝึกเฉพาะตัว ดังนั้นหากฉันชี้แนะไปคงไม่เป็นผลดีต่อพวกคุณ” ไป่ฉีกล่าว
หลังจากกลุ่มเบญจดาราได้จากไปเมื่อบรรลุข้อตกลง ไป่ฉีจึงลุกขึ้นจากโซฟา โดยมีผู้อาวุโสเอ้อซานเดินนำทางไปยังสนามประลองสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง ระหว่างทางนั้นผู้อาวุโสปาถูได้เดินเข้ามาหาไป่ฉี
“ผู้อาวุโสปาถู ตั๋วเข้าชมที่เราสั่งให้มอบให้กับเฟิงเทียน ท่านจัดการเรียบร้อยแล้วหรือยัง” ไป่ฉีถาม
“จัดการเรียบร้อยแล้วครับ ส่วนอีก 3 ใบนี้สำหรับผู้ติดตามของท่าน” ผู้อาวุโสปาถูยื่นตั๋วสำหรับเข้าชมการประลองให้
ไป่ฉีรับมาและยื่นมันให้กับไป่ชิ ไป่เชอะและไป่โม่ลี่
เมื่อถึงประตูทางเข้าสนามประลอง ไป่ฉีได้เดินแยกไปอีกทางเพื่อไปยังห้องเตรียมตัว ส่วนไป่ชิ ไป่เชอะ และไป่โม่ลี่นั้นเดินเข้าประตูพร้อมแสดงตั๋วเข้าชมการประลอง ซึ่งที่นั่งของทั้ง 3 นั้นอยู่ติดกับเฟิงเทียน ส่วนพวกตำหนักเทพและพรรคใหญ่ได้ซื้อตั๋วที่นั่งพิเศษเอาไว้
ที่นั่งพิเศษนี้ลักษณะเหมือนกับห้องวีไอพีทุกอย่าง เพียงแต่ขาดเล็กลงมาก
ไป่ฉีทำการเปลี่ยนชุดเป็นชุดที่ทอจากเส้นไหมของสัตว์อสูรหนอนไหมสวรรค์ ระดับจักรพรรดิ ที่เอวเหน็บอุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายด้ามกระบี่ หากแต่ไม่มีใบกระบี่
“เท่านี้ก็เตรียมการพร้อมแล้ว” ไป่ฉีเตรียมหน้ากากครึ่งหน้าซีกซ้ายเอาไว้ เขาสวมมัน ก่อนจะลุกขึ้นแล้วเดินไปตามทางเดินยาว เพื่อเดินออกไปยังสนามประลอง
_______________________________
ฝากเพจนิยายด้วยนะครับ=0w0=
