บทที่ 44 พวกเราเป็นพี่น้องกัน ข้าไม่หลอกเจ้าหรอก
หานซานยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย สีหน้ามืดครึ้มลงหลายส่วน
‘ไอ้สารเลว! ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นมาช่วยเจ้า แทนที่จะเอ่ยขอบคุณสักคำ กลับทำน่ารังเกียจ ไล่ข้ากลับ’
หานซานสูดหายใจเข้าลึก ยับยั้งความคิดที่จะซัดเฉินชิงหยวนไว้ รีบฝืนยิ้มออกมา
“คุณชายเฉิน ท่านจะไม่เชิญข้าดื่มชาสักหน่อยรึ?”
“โอ้ เชิญ ๆ” เฉินชิงหยวนเอ่ยปากกับหลินผิงเหยียนที่อยู่ข้าง ๆ “เหยียนเอ๋อร์ รีบไปเอาน้ำชาให้ท่านหานซานเร็วเข้า” เนื่องจากโถงประชุมค่อนข้างวุ่นวาย พวกเขาจึงไปนั่งกันที่ศาลาเล็กด้านข้างแทน
ไม่นาน หลินผิงเหยียนก็ยกน้ำชามา “ท่านพี่หาน เชิญดื่ม”
“ขอบใจมาก” หานซานเอ่ยอย่างสุภาพ ยกน้ำชาดื่มอึกใหญ่
เมื่อหานซานดื่มชาหมดแล้ว เฉินชิงหยวนจึงถามต่อว่า
“รสชาติเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ก็ใช้ได้” หานซานตอบโดยไม่ทันคิด
“นั่นแน่อยู่แล้ว ชานี้ตั้งร้อยหินวิญญาณชั้นเลิศเชียวนะ” เฉินชิงหยวนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ได้ยินดังนั้น หานซานก็เผลอเอานิ้วล้วงคอพยายามจะขย้อนน้ำชาที่เพิ่งกลืนลงท้องไปออกมา
‘ร้อยหินวิญญาณชั้นเลิศ เหตุใดเจ้าไม่ไปปล้นซะเลยเล่า!’
“เจ้าทำอันใดน่ะ?” เฉินชิงหยวนเอ่ยอย่างรังเกียจ เมื่อเห็นหานซานพยายามจะขย้อนน้ำชาออกมา
“ชานี้แพงเกินไป! ข้ายากจนดื่มไม่ไหวหรอก! ขอขย้อนคืนให้ก็แล้วกัน” ถึงแม้หานซานจะเป็นถึงคุณชายใหญ่ แต่กลับตระหนี่ยิ่งนัก
“ข้ายังไม่ได้เอ่ยปากทวงเงินเลย หยุดเดี๋ยวนี้เลย! น่าขยะแขยงยิ่งนัก” เฉินชิงหยวนกล่าวอย่างดูแคลน พลางกลัวว่าหานซานจะอาเจียนออกมาจริง ๆ
“ก็เจ้าไม่บอกข้าแต่แรกเล่า?” หานซานหยุดล้วงคอ หันไปบอกหลินผิงเหยียนว่า
“คุณชายหลิน รบกวนนำชานี้มาให้ข้าสักสิบถ้วยเถิด”
“หืม?” หลินผิงเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ได้ขอรับ”
“ช้าก่อน บอกให้ชื่นใจหน่อยเถิดว่าไม่คิดเงิน!” หานซานร้องเรียกหลินผิงเหยียนที่กำลังจะก้าวออกจากห้องไป พร้อมเอ่ยถาม
“ไม่คิดเงินหรอก ดูเจ้าสิ! ขี้เหนียวจริง ๆ เลย” เฉินชิงหยวนพูดด้วยสีหน้าที่ราวกับจะสลักคำว่ารังเกียจไว้บนใบหน้า
“ประหยัดได้ก็ประหยัด! ข้าก็แค่ถามดูเท่านั้นเอง แต่ว่าน้ำชาของเจ้าราคาแพงเกินไปหรือเปล่า?” หานซานกล่าวพลางพยักหน้าให้หลินผิงเหยียนไปเตรียมน้ำชาได้ หลังจากได้ยินคำตอบว่าไม่คิดเงิน จากนั้นเขาจึงทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้
ฝ่ายเฉินชิงหยวนเมื่อเห็นดังนั้นก็เริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้หานซานฟังอย่างละเอียด
หานซานฟังจบก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงปนความนับถือ
“สมกับเป็นเจ้าจริง ๆ ยามคับขันเช่นนี้ยังหาเงินได้”
“ใครหาเงินกัน นี่มันค่าเสียเวลาต่างหาก!” เฉินชิงหยวนกล่าวพร้อมกับตวัดสายตามองหานซานอย่างเหนื่อยใจ
“อืม เจ้าว่าอย่างไรข้าก็ว่างั้น” หานซานรู้ฐานะตนดีว่ามิอาจทัดทานเฉินชิงหยวนได้ เขาจึงมิคิดมาก
“ครั้นเจ้าจิบชาเสร็จแล้ว หากมิมีธุระอันใดก็ดูเวลาจากไปเถิด! ข้ายังมีงานมากมายต้องสะสาง ไร้เวลาว่างมาต้อนรับเจ้าหรอก” เฉินชิงหยวนเอ่ยพลางลุกขึ้นเตรียมจะผละตัวไป
“ช้าก่อน!” หานซานรีบคว้าตัวเฉินชิงหยวนที่คิดจะจากไป ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อย
“พี่เฉิน ท่านลืมสิ่งใดไปหรือไม่?”
“สิ่งใด?” เฉินชิงหยวนแสร้งทำเป็นสงสัย
“ท่านมิได้บอกว่าจะแนะนำหญิงงามให้ข้าหรือ?” เห็นเฉินชิงหยวนแกล้งลืม หานซานจึงย้ำเตือนออกมาตรง ๆ
“อ้อ เรื่องนั้นหรือ!” เฉินชิงหยวนตบหน้าผาก แสร้งทำท่าทางเหมือนนึกขึ้นได้
“เมื่อครู่ตกใจพวกคนแก่เหล่านั้นจนเกือบลืมไปสนิทเลยนะเนี่ย”
“ตอนนี้นึกได้ก็ยังไม่สายนะ”
หากมิใช่เพราะมีหญิงสาวมาเป็นเหยื่อล่อ หานซานคงมิขยันขันแข็งเช่นนี้ แม้กระทั่งยันต์ส่งตัวอันล้ำค่าที่ผู้อื่นหวงแหนราวชีวิต เขาก็ยังยอมใช้ไปมากมายเพื่อเร่งเดินทางครั้งนี้ให้เร็วขึ้น
“ตราบใดที่หาภรรยาได้ ต้นทุนเหล่านี้ข้ายอมจ่าย”
หานซานไม่ต้องการอยู่อย่างโดดเดี่ยวเดียวดายเช่นนั้น คิดแล้วก็เศร้าใจยิ่ง
“เชิญท่านพี่หานดื่มชารอสักครู่เถิด”
ณ บัดนั้น หลินผิงเหยียนเดินถือถ้วยชาราวสิบถ้วยมาวางไว้ที่โต๊ะ หานซานจ้องมองเฉินชิงหยวนอย่างดุดันพลางเอ่ยถามว่า
“เฉินชิงหยวน เจ้าหลอกลวงข้าอีกแล้วใช่หรือไม่?”
“ใช่ที่ไหน?” เฉินชิงหยวนรีบปฏิเสธ หากยังคงหลอกลวงหานซานอีก ต่อไปคงจะขอความช่วยเหลือจากหานซานได้ยาก
“พวกเราล้วนเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตาย เหตุใดข้าถึงต้องหลอกลวงเจ้าด้วย”
“เช่นนั้นแล้ว สตรีที่เจ้าจะแนะนำให้ข้าอยู่ที่ใดเล่า?” เพื่อป้องกันการแตกหักกับ เฉินชิงหยวน หานซานจึงดื่มชาทั้งสิบถ้วยจนหมด รอจนเรอออกมา จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน ชี้หน้าเฉินชิงหยวนแล้วถาม
เฉินชิงหยวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วปัดมือไปที่นิ้วของหานซาน สีหน้าจริงจังเอ่ยว่า
“รอสักครู่ ข้าจะให้นางมาพบเจ้า รับรองว่าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง แต่อย่างไรก็ตาม เจ้าต้องดูแลภาพลักษณ์ของตัวเองให้ดีด้วย! หากทำพลาดก็เป็นปัญหาของเจ้าเอง”
“มี... มีจริงหรือ?” หานซานตกตะลึง
“ไร้สาระ! เจ้าคิดว่าข้ากำลังหลอกลวงเจ้ารึ?” เฉินชิงหยวนเย้ยหยัน
“ใช่ที่ไหน?” หานซานจ้องมองเฉินชิงหยวน พบว่าเขามีสีหน้าจริงจัง ไม่ได้เสแสร้งจึงยิ้มและประจบเฉินชิงหยวนว่า
“พี่เฉินช่างดีกับข้ายิ่งนัก หากข้ายังสงสัย คงไม่เรียกว่าคนแล้ว”
“เช่นนั้นก็รอต่อไป!” เฉินชิงหยวนกล่าว
“ต้องรอนานเพียงใดหรือ?” หานซานมีท่าทีร้อนใจ
“เป็นผู้บำเพ็ญจากตระกูลใดหรือ?”
“พูดมากยิ่งนัก!” เฉินชิงหยวนหันหลังเดินจากไป
ครานี้หานซานมิได้ก้าวไปขวาง แววตาเป็นประกายด้วยความคาดหวัง
“พี่เฉินพูดจาหนักแน่นเช่นนี้ คงมิใช่เรื่องโกหกเป็นแน่” หานซานคิดในใจพลางหยิบกระจกเงาขึ้นมา สำรวจแต่งเติมเสื้อผ้าหน้าผมอย่างพิถีพิถัน
เมื่อก้าวออกจากศาลาเล็ก เฉินชิงหยวนก็มุ่งตรงไปยังทางตะวันตกของสำนักเสวียนชิง
ยอดเขาอวี้จู่แห่งภูเขาตะวันตกนั้น เป็นที่พำนักของศิษย์หญิงล้วน
ท่ามกลางสถานการณ์เร่งด่วนเช่นนี้ เฉินชิงหยวนก็นึกถึงใครคนหนึ่งขึ้นมาได้
ศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งยอดเขาอวี้จู่ นางผู้นั้นเล่าลือกันว่าเป็นหนึ่งในสามหญิงงามแห่งดินแดนฝูหลิวซิง นางมีทั้งรูปโฉมงดงามและพรสวรรค์อันเลิศล้ำ
“ขอคารวะท่านผู้อาวุโสเฉิน”
ศิษย์หญิงนับสิบในชุดขาวบริสุทธิ์ ยืนเรียงรายอยู่เชิงเขาของยอดเขาอวี้จู่ พวกนางต่างย่อกายคารวะเฉินชิงหยวนที่ปรากฏกายขึ้น
“มิต้องมากพิธี” เฉินชิงหยวนผงกศีรษะด้วยท่าทางของผู้ใหญ่ “ข้ามีเรื่องต้องหารือกับศิษย์พี่รองของพวกเจ้า พาข้าไปพบนางด้วย”
“เจ้าค่ะ” ศิษย์หญิงคนหนึ่งรับคำสั่ง ก่อนจะเดินนำทางไป
เมื่อผ่านพ้นดงไม้ทึบ ข้ามสะพานหยกเหนือทะเลสาบอันใสสะอาด พวกเขาก็มาถึงยอดเขาอวี้จู่ บนนั้นมีตำหนักที่สร้างขึ้นจากหยกขาวตั้งตระหง่านอยู่ ท่ามกลางม่านหมอกลวงตา ราวกับจริงบ้างเท็จบ้าง ดูแล้วช่างลี้ลับน่าค้นหา เปล่งประกายวิเวกท่ามกลางหมอก
ศิษย์พี่หญิงใหญ่แห่งยอดเขาอวี้จู่ นามว่าหลิวหลิงหราน นางล่วงรู้มาก่อนแล้วว่าเฉินชิงหยวนจะมา จึงยืนรออยู่หน้าตำหนักหยก
หลิวหลิงหรานสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวซีด สายคาดเอวรัดแน่น ปล่อยชายผ้าไหวพลิ้วตามแรงลม รูปร่างนางสูงเรียว ปักปิ่นรวบผมยาวขึ้นเผยให้เห็นใบหน้ารูปไข่ คิ้วโก่งรับกับดวงตาคมเฉี่ยว ริมฝีปากแดงระเรื่อดุจกลีบดอกท้อ ทุกอิริยาบถล้วนสะกดสายตา ชวนให้หลงใหล
“ท่านผู้อาวุโสเฉิน มาเยือนยอดเขาอวี้จู่มีเหตุอันใดหรือ?” หลิวหลิงหรานเอ่ยถามพร้อมคารวะ
“มีเรื่องสำคัญที่ต้องปรึกษากับเจ้า” เฉินชิงหยวนตอบกลับเสียงเรียบ
“ท่านผู้อาวุโสเฉินเข้ามาด้านในเถิด” หลิวหลิงหรานกล่าวเชื้อเชิญ พร้อมผายมือไปทางประตูตำหนักหยกที่เปิดอยู่
ทั้งสองนั่งลงภายในตำหนัก หลิวหลิงหรานเป็นผู้รินชาให้เฉินชิงหยวนด้วยตนเอง ดวงตางามคู่นั้นจับจ้องไปที่เฉินชิงหยวนไม่วางตา
เฉินชิงหยวนส่งสัญญาณให้ศิษย์หญิงที่อยู่บริเวณนั้นออกไปเสีย เพราะเรื่องนี้ไม่ควรให้ผู้อื่นได้ยิน
ไม่นานนัก ภายในตำหนักก็เหลือเพียงเฉินชิงหยวนและหลิวหลิงหรานเพียงสองคน
“ท่านผู้อาวุโสเฉินมีเรื่องอันใด โปรดกล่าวมาเถิด” หลิวหลิงหรานนึกสงสัยในใจ ไม่ทราบว่าเฉินชิงหยวนมาในครั้งนี้มีแผนการอันใด
“เรื่องนั้น...” เฉินชิงหยวนมีท่าทางขัดเขิน พูดตะกุกตะกักอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า
“หลิงหราน ข้าดีกับเจ้าหรือไม่?”
“ก็ใช้ได้เจ้าค่ะ” หลิวหลิงหรานเพิ่งเข้าสำนักใหม่ ๆ นางเคยได้รับคำชี้แนะจากเฉินชิงหยวน อีกทั้งรางวัลจากการทำภารกิจก็ล้วนแล้วแต่เป็นเฉินชิงหยวนที่เป็นคนมอบให้ คนในสำนักจำนวนมากต่างได้รับผลประโยชน์
“ตอนนี้ข้ากำลังลำบาก เจ้าพอจะช่วยเหลือได้หรือไม่?” เฉินชิงหยวนเอ่ยถามเสียงเบา
“ช่วยเหลืออันใดหรือ?” สัญชาตญาณบอกหลิวหลิงหรานว่าเรื่องนี้คงไม่ใช่เรื่องง่าย นางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไปช่วยข้าปฏิเสธคนผู้นึง พบปะทำความรู้จักกับเขาเสียหน่อย” เฉินชิงหยวนเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม
“หืม?” ได้ยินดังนั้น สีหน้าของนางหลิวหลิงหรานก็พลันเปลี่ยนไปในทันที