Pioneer Era

    ตอนที่ 29 โฮปผู้ร่ำรวย [บทที่ 4 หุบเขาสีชาด]

    [บทที่ 4 หุบเขาสีชาด] ตอนที่ 29 โฮปผู้ร่ำรวย


    วันที่ 2 เดือนเอนมูว์ทัวร์ ฤดูใบไม้ร่วงที่แสนเศร้าสร้อย

    ลมหนาวอ่อน ๆ พัดกรีดผิวกาย พืชพรรณการเกษตรเริ่มลดลง ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีเขียวอมน้ำเงินชวนหดหู่ใจ

    เป็นบรรยากาศที่ไม่น่ารื่นรมเลยแม้แต่น้อย

    แต่ท่ามกลางบรรยากาศที่ช่วนดูหดหู่เช่นนี้ กลับมีบุรุษเผ่ามนุษย์คนหนึ่งที่ยังคงยิ้มแก้มปริ ราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางฤดูใบไม้ผลิที่แสนสดใส

    ชายคนนั้นคือเจ้าหนุ่มยาจก [โฮป] นั่นเอง

    ไม่สิ ตอนนี้คงต้องเรียกเขาว่า เศรษฐีน้อย [โฮป] ต่างหาก

    เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวตัวใหม่เอี่ยม กระเป๋าถือทรงกลมติดตั้งระบบลอยตัวอันทันสมัย รองเท้าหนังสีดำรุ่นยอดนิยมประจำตลาด รวมไปถึงชุดคลุมนักเรียนสีเทาผืนใหม่ที่ไม่ใช่ของมือสองเหมือนแต่ก่อน

    เพียงแค่ปรายตามองก็รู้ได้ทันที ว่าเป็นของดีมีราคาแพงอย่างฟุ่มเฟือยจนเกินจำเป็นสำหรับนักเรียนที่จะเอามาใช้กัน

    โฮป ได้กลายเป็นเด็กหนุ่มที่ร่ำรวยอันดับหนึ่งของนักเรียนรุ่นที่สิบไปแล้ว



    ***เศรษฐีน้อย [โฮป]

    “ฮุ ฮุ ฮุ”

    ผมกำลังเดินไปที่ห้องเรียนด้วยรอยยิ้มเปี่ยมสุข

    ช่างเป็นตอนเช้าของฤดูใบไม้ร่วงที่สดใสยิ่งนัก

    “สวัสดีค่ะโฮป… เออ… มีเรื่องอะไรน่ายินดีหรือคะ? ”

    “ง่ำ ๆ งุมงิ่ม ดอง~? ” (กินเค้กมั้ยดอง?)

    ผมหันไปตามเสียงเรียกที่คุ้นเคย

    ตรงริมทางเดินหินแห่งนี้ มีร้านแผงลอยขายขนมของพรุนเปิดอยู่ร้านหนึ่ง

    ภายในร้านมีบรรดาเพื่อนพ้องของผมกำลังนั่งกินเค้กกันอย่างเอร็ดอร่อยอยู่

    แฟต ไฮเจน ลิลลี่ จาวิส เยลโล่… อยู่ครบทุกคนเลยแฮะ

    นี่เป็นภาพปกติที่เห็นได้ทุกเช้าก่อนเข้าเรียน

    ถ้าเป็นปกติผมมักจะเลี่ยงเส้นทางนี้ไม่ให้พวกเขาเห็น เพราะว่าผมไม่มีเงินมากพอจะมาใช้จ่ายกินเล่นทุกเช้าอย่างที่พวกเขาทำกันอยู่

    แต่ไม่ใช่ในวันนี้

    เพราะว่าผมรวยแล้วยังไงละ!

    “พรุน ขอเค้กสไลม์มายาที่หนึ่ง”

    “มาแปลกนะคะวันนี้… ได้ค่ะ เค้กสไลม์มายาที่หนึ่งนะคะ กรุณารอห้านาทีค่ะ”

    พรุนเริ่มลงมือนำก้อนเค้กทรงกลมเข้าเตาอบในระหว่างที่ผมนั่งลงด้านข้างเจ้าเยลโล่

    ในตอนนั้นเองที่ผมพึ่งสังเกตุเห็นอีกสองคนที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะด้านซ้ายของร้าน

    คนหนึ่งคือชนเผ่าท้องถิ่น ยัยแม่สาวเสือคนนั้น

    เออ… พึ่งนึกขึ้นได้ว่าลืมแจ้งอาจารย์เรื่องที่ยัยนั่นกับพรรคพวกของเธอ พยายามจะฆ่าเราเมื่อหลายวันก่อนเลยแฮะ…

    เดียวค่อยไปแจ้งอาจารย์ทีหลังแล้วกัน

    ส่วนอีกคนที่นั่งคู่กับยัยเสื่อคนนั้น คือสตรีสุดสวยอันดับหนึ่งของรุ่น [ดิวซ์]

    เมื่อก่อนผมต้องทุ่มพลังไปกับการเรียนและทำงานพิเศษเพื่อหาเงิน เลยไม่เหลือเวลามาจีบเธอเลย

    แต่ตอนนี้ผมมีเงินแล้ว

    ดีละ แบบนี้ต้องแสดงความป๋าให้สาวเห็นบ้างหน่อยแล้ว!

    “ทุกคน มื้อนี้ขอให้ผมได้เป็นคนเลี้ยงเถอะนะ”

    ในตอนนั้นเองที่ทุกคนต่างหันมาจ้องผมราวกับมีสายฟ้าฟาดลงมาใส่ใจกลางโต๊ะ

    เออ… มีอะไรแปลกมากนักหรือยังไงนั่น?

    “ยะ...แย่แล้วโฮป! นายป่วยตรงไหนหรือเปล่าดอง!? ”

    “ฉุกเฉิน! สถานการณ์ฉุกเฉินปิว! เดียวผมไปเรียกรถพยาบาลให้นะปิว! ”

    เจ้าสองเผ่าภูติหัวเขียวกับหัวเงินเริ่มส่งเสียงโวยวายดังลั่น

    “โฮป นายคงไม่ได้เดินหัวกระแทกอะไรมาหรอกใช่ไหม? ”

    เจ้าไฮเจนหันมาถามผมด้วยน้ำเสียงที่ห่วงใย

    “ฉันมียาทาแก้ปวดหัวสูตรลับประจำเผ่าอยู่ ลองเอาไปใช้ดูได้ค่ะ”

    ยัยมดใช้มืออีกสองข้างที่ว่างอยู่ล้วงกระเป๋ารูปทรงไข่มดของเธอ ก่อนจะหยิบตลับครีมสีแดงดูน่ากลัวมาให้ผมใช้

    เออ พวกแก…

    “รถพยายาบาล ขอรถพยาบาลด่วนดอง! ”

    ความเป็นห่วงของพวกแกนั้น ทำเอาซะจนตรูซาบซึ้งน้ำใจจนแทบจะร้องไห้ออกมาได้เลยฟะ...

    “ตรูไม่ได้ป่วยเฟ้ย! ”

    “ดอง!? ”

    “ปิว!? ”

    ผมใช้มือทั้งสองข้างจับหัวเจ้าภูติน้อยสองคนเอาไว้ เพื่อหยุดพวกมันไม่ได้เรื่องวุ่นวายไปมากกว่านี้

    “โฮป แน่ใจแล้วหรือ ว่าจะเลี้ยงพวกเรานะคะ? ”

    ในตอนนั้นเองที่พรุนยิงคำถามใส่ พร้อมกับมองมาที่กระเป๋าเงินของผม

    สมกับเป็นคุณแม่ประจำกลุ่ม เธอคงรู้อยู่แล้วสินะว่าผมมีปัญหาเรื่องเงิน

    เป็นคนที่ช่างสังเกตุจริง ๆ ให้ตายสิ

    จะว่าไปแล้ว…มาคิดดูอีกที เหมือนในเช้าของวันออกเรือมาทวีปนี้ จะมีคนแอบมาช่วยยกขนของขึ้นเรือให้ผมอยู่ด้วย

    ตอนแรกคิดว่าเป็นฝีมือของพนักงานเดินเรือ แต่ในเช้าวันนั้นก็ไม่มีพนักงานอยู่บนเรือเลย นอกจากผม พรุน กับลี่ สามคนนี้ที่มาเช้ากว่าปกติเท่านั้น

    อย่างยัยลี่คงไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว...

    หรือว่าจะเป็นฝีมือของพรุนอย่างงั้นหรือ?

    ถ้าหากพิจารณาถึงนิสัยชอบปิดทองหลังพระของยัยนี่แล้ว มันอาจเป็นไปได้สูงอยู่

    อีกอย่าง ยัยนี่เหมือนกับผม คือดูมีปัญหาเรื่องเงินระดับหนึ่ง จนต้องมาเปิดร้านแฝงลอยขายขนมอย่างที่เห็นนี้ด้วย

    "ใช่ ผมตั้งใจจะเลี้ยงพวกเพื่อน ๆ ซักครั้งบ้างนะ… แล้วก็จะเลี้ยงให้เธอก้อนหนึ่งด้วย แล้วถ้ามีปัญหาเรื่องเงิน ถามผมได้เลย! "

    แบบนี้คงต้องทดแทนบุญคุณซักหน่อย

    อืม… หวังว่าจะไม่ทำให้ดิวซ์เข้าใจผิดว่าผมกำลังจีบพรุนอยู่หรอกนะ

    "เกรงใจค่ะ อีกอย่าง ฉันคือเจ้าของร้านนี้ค่ะ ไม่ทราบว่าไปถูกหวยที่ไหนถึงได้ทำตัวป๋าแบบนี้ได้กันคะ? "

    "หน้าแตกหมอไม่รับเย็บละดอง"

    *เพล๊ง~! *

    ทั้งผมกับยัยพรุนหันไปมองทางต้นเสียงนั้น

    คนที่ด่าผมคือยัยภูติหัวขึ้นราสีเขียว ส่วนคนที่ทุบจานแตกเป็นเสียงประกอบคือยัยแม่เสือที่เป็นคนท้องถิ่น

    "..."

    ถึงกับต้องทุบจานเป็นเสียงประกอบหน้าแตกให้เลยอย่างงั้นเรอะ!?

    ดูนั่น ด้านหลังยังมีอีกใบที่เจ้าเยลโล่เตรียมทุบรออยู่ด้วย?

    พวกเอ็งสามคนคิดจะเปิดตลกคาเฟ่เล่นหรือยังไงกันฟะ!



    …เย็นไว้โยม อย่าเผลอไปตามเกมส์ยัยนี่เชียว ไม่งั้นจะโดนแกล้งหนักมากกว่านี้ได้นะ

    "ไม่ได้ถูกหวย แต่ว่าผมพึ่งกลายเป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่นะ"

    ผมหันกลับมาตอบพรุนด้วยรอยยิ้ม

    "ธุรกิจอะไรหรือคะ? "

    คราวนี้เป็นแฟตที่ยิงคำถามใส่ผม

    "เหมืองแร่"

    "เหมืองแร่? "

    "ใช่ ผมเอาข้อมูลแหล่งแร่ภูติที่เจอใต้ดินเมื่อวันก่อนไปขายให้กับบริษัท [เทคโนโลยียะมะโตะ&เอสเทอ] มา แล้วเชื่อหรือเปล่าว่าพวกเขาบอกผมว่ายังไง!? พวกเขาบอกว่าแทนที่จะมาขายแค่ข้อมูล สู้เปิดเป็นบริษัทย่อยแล้วให้ผมถึงหุ้นในฐานะกรรมการตัวแทนพิเศษเพื่อรับเงินจากผลประกอบการจะได้ประโยชน์มากกว่า แถมพวกเขาบอกว่าจะให้เครดิตโดยการใช้ชื่อผมเป็นชื่อของเหมืองแร่ด้วย! ตอนนี้ผมเลยมีเงินมากพอแล้วยังไงละ! ”

    "อวดรวยใหญ่เชียวนะคะ? ว่าแต่กินส่วนแบ่งจากผลกำไรแทนการขายขาดข้อมูลใช่ไหมคะ? "

    "ใช่! ถ้าไม่เชื่อดูนี่ซะ นี่ไงสัญญา! "

    ผมเอาเอกสารสำคัญออกมาให้แฟดู

    "นี่มันตัวจริงเลยนี่คะ? เอาของสำคัญแบบนี้ออกมาง่าย ๆ … เอาเถอะ ขอฉันอ่านรายละเอียดสักหน่อยจะได้หรือเปล่าคะ? "

    "ได้สิ"

    "ขอบคุณค่ะ"

    ผมยื่นเอกสารให้แฟตอ่าน แล้วหันมาดูเค้กมายาที่พรุนนำมาเสริฟตรงหน้า

    เห็นยัยลี่พูดหลายต่อหลายครั้งแล้วว่ามันสุดยอดมาก

    ไหน... วันนี้ผมมีเงินแล้ว ดังนั้นต้องขอกินล้างแค้นความอยากหน่อยละนะ



    *ง่ำ*

    ความเค็มหวานนี้มันอะไรกัน?

    *เตร๊ง! *

    รสชาติที่แปลกประหลาดราวกับไม่ใช่อาหารบนโลกใบนี้มันคืออะไร?

    *เตร๊ง! เตร๊ง! เตร๊ง! *

    สัมผัสที่คล้ายกับเนื้อสไลม์เด้งดึง ผสมเค้กนุ่มลิ้นนี้คืออะไร?

    รู้สึกได้ถึงความสุขที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต!

    *เตร๊ง~! *

    มันอร่อยมาก! อร่อยจนร่างกายผมปล่อยแสงออกมารอบทิศทางพร้อมกับสร้างเสียงซาวประกอบ---

    แสงสว่างกับเสียงพวกนี้มันจากไหนกันฟะ?

    "ทำอะไรของพวกเธออยู่นะ..."

    "ใส่เอฟเฟคให้ไงดอง"

    แสงนั้นเกิดจากเวทมนตร์แสงของยัยลี่ที่กำลังปล่อยออกมาให้จากทางด้านหลังของผม

    แถมยังมีเจ้าเยลโล่กับแม่เสือสาวคอยรัวกลองจานเป็นเสียงประกอบเสริมให้อีกด้วย

    ไอสามคนนี้มันช่าง...



    "โฮปค่ะ นี่ได้อ่านสัญญาดีหรือเปล่าคะ? "

    ในตอนนั้นเองที่แฟตส่งเสียงเรียกผมมาจากที่นั่งกินหน้าร้านทางฝั่งขวา

    น้ำเสียงของเธอฟังดูหงุดหงิดมากทีเดียว

    "เออ… อ่านแล้ว มันมีอะไรหรือ? "

    "เข้าใจความหมายของคำว่า [ความรับผิดชอบสูงสุดของบริษัทคือกรรมการพิเศษ] หรือเปล่าคะ? "

    "เข้าใจอยู่ แต่พวกเขาบอกผมว่ามีทีมงานคุณภาพดูแลให้ เพราะงั้นไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ผมแค่ออกมานั่งเรียนสบายใจรับเงินอย่างเดียวก็พอแล้ว"

    มีอิสระใช้ชีวิตพร้อมรับเงิน ชีวิตดีแบบนี้จะหาที่ไหนได้อีกละจริงมั้ย?

    "สุดยอดไปเลยโฮป! นี่มันชีวิตในฝันของพวกนีทเลยนะดอง! "

    "นีทตัวจริง! "

    เห็นมั้ย ขนาดยัยลี่กับไฮเจนยังเห็นด้วยเลย!

    ...ทำไมรู้สึกเหมือนถูกหลอกด่าอยู่เลยแฮะ

    "...ตอนนี้คุณโฮปอายุเท่าไหรคะ? "

    แต่ดูเหมือนว่าแฟตจะไม่ดีใจด้วย

    "เออ… 15 ปี? ทำไมหรือ? ”

    “ให้ตายสิ ดันผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของการทำสัญญาว่าจ้างอีกด้วยค่ะ แบบนี้จะทำให้สัญญาเป็นโมฆียะก็คงยากแล้วค่ะ”

    อายุของการทำสัญญาว่าจ้างนั้น ได้ระบุเอาไว้ในกฏหมายว่าต้องมีอย่างน้อย 10 ปี

    สาเหตุที่กำหนดให้เป็นอายุ 10 ปี นั้น เพราะว่าคนจากเผ่ามนุษย์มดนั้นโตไวมาก

    ด้วยความที่คนจากเผ่ามนุษย์มดมีช่วงชีวิตที่สั้นเพียง 40 ปีโดยเฉลี่ย เลยทำให้เกณต์ของการทำสัญญา การทำธุรกรรมการเงิน รวมไปถึงการทำงานนั้นอยู่ที่ 10 ปี

    แน่นอนว่ามันทุกวันนี้ก็ยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ว่ามันสมควรแล้วหรือ ที่เขียนกฏหมายเปิดช่องให้มีโอกาสในการก่ออาชญากรรมกับผู้เยาว์ที่มาจากเผ่าเติบโตช้าอย่างเช่นเผ่ามนุษย์

    แต่ว่าเรื่องนั้นมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องของผมกันละ?

    “คุณโฮปค่ะ สมมุติว่าถ้าหากบริษัทเหมืองแร่อะไรของคุณเกิดเรื่องต้องจ่ายค่ารับผิดชอบ อย่างเหมืองถล่ม นั่นแปลว่าคุณต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวเลยนะคะ! ”

    โอเค.. ผมเข้าใจประเด็นที่ยัยแฟตเป็นห่วงแล้วละ

    ให้ตายสิ ผมนี่มีเพื่อนที่ดีจริง ๆ

    แต่ว่าไม่ต้องเป็นห่วงหรอก

    “ถ้าเป็นห่วงเรื่องนั้นนะ ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก นี่เป็นบริษัทลูกของ [เทคโนโลยียะมะโตะ&เอสเทอ] ที่โด่งดังเลยนะ พวกเขาคงไม่กล้าทำซี้ซั้วหรอก เพราะมันมีชื่อเสียงของบริษัทแม่เป็นเดิมพัน อีกอย่าง ผมดูแล้วอีกฝ่ายเต็มไปด้วยผู้มากประสบการณ์ทั้งนั้น หรือต่อให้มีเหตุการณ์รุนแรงที่ต้องรับผิดชอบแบบนั้นจริง ผมคนเดียวรับผิดชอบไม่ไหวหรอก ดังนั้นสุดท้ายพวกเขาต้องไปเอาเงินรับผิดชอบจากคนอื่นอยู่แล้ว จริงปะ? ”

    “... นี่คิดแบบนั้นอยู่หรือคะ? ”

    “ใช่”

    “แล้วถ้าหากอีกฝ่ายเผ่นหนีไปหมดเลยละคะ? ”

    “เออ… ถึงเวลานั้นผมคงมีเงินเก็บสักส่วนหนึ่งแล้วละ นี่ผมคำนวณแล้ว ผมจะได้รับเงินเดือนถึงหนึ่งล้านยูนิตเลยนะ”

    ค่าครองชีพอาหารหนึ่งวันโดยเฉลี่ยนั้นใช้เพียงแค่ 300 ยูนิตเท่านั้น

    ไม่ให้เรียกว่ารวยแล้วจะให้เรียกว่าอะไรละแบบนี้?

    “แล้วถ้าหากผลประกอบการไม่ถึงเป้าละคะ? บางเดือนอาจจะไม่ได้รับเงินปันผลก็ได้นะคะ? หรือถ้าแย่มาก บางทีอาจจะจ่ายเป็นรายปีก็ได้นะคะ? ”

    “... คงไม่เกิดขึ้นหรอกมั้ง? พวกเขาทำแผนการให้ผมดูมาอย่างละเอียดเลยนะว่าจะมีรายได้กำไรอื้อซ่าเลยนะ”

    “เหมืองแร่ไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียวนะคะ”

    “...”

    “แล้วถ้าเหมืองมันถล่มพรุ่งนี้เลยละคะ? ”

    “เออ…”

    “แล้วถ้าหากว่ามีคนตายเป็นพัน? หรือถ้าหากว่ามีการโกงเงินระหว่างคณะกรรมการย่อย? มีการตบแต่งบัญชี? คิดว่าเรื่องพวกนี้คุณโฮปรู้เรื่องดีพอแล้วหรือเปล่าคะ? ”

    “เออ… นั่นมันก็… ชีวิตคงไม่ซวยขนาดนั้นหรอกมั้ง? ”

    “คิดให้ดีนะคะคุณโฮป คิดว่าเด็กนักเรียนอย่างพวกเราที่ไม่มีประสบการณ์แบบนี้ จะมีใครเขาอยากมอบตำแหน่งกรรมการพิเศษเพื่อแบ่งก้อนเคกกำไรมหาศาลให้อีกหรือคะ? คิดว่าโลกใบนี้จะมีคนใจดีพอมอบเงินฟรี ๆ ให้ทุกเดือนกับคนไร้ความสามารถหรือคะ? ที่เขาซื้อคุณโฮปไม่ใช่เพราะความสามารถ แต่พวกเขากำลังจ่ายเงินจ้างคุณให้เป็นแพะรับบาปของบริษัทอยู่ต่างหากค่ะ ไม่สิ อาจจะตั้งใจที่จะโกงตั้งแต่แรกแล้ว เลยทำสัญญารูแบบนี้เพื่อหลอกคุณค่ะ”

    “...”

    หมดคำพูดจะเถียงกลับเลยตรู

    พอมาคิดดูแล้ว… มันก็จริงอย่างที่เธอพูดนั่นละ ใครมันจะบ้าพอให้เด็กอย่างตรูเป็นประธานบริษัทกันฟะ?

    โดนความโลภบังตาแท้ ๆ

    เริ่มรู้สึกกลัวแล้วแฮะ…

    เออ… เอาจริง ๆ นะ เริ่มชักกลัวจริงจังแล้วฟะ



    ผมเงยหน้าขึ้นมามองหน้าพวกเพื่อน ๆ อีกครั้งหนึ่ง

    โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรม... ทำไมต้องเป็นผม เป็นผมที่ต้องเจออะไรแบบนี้ด้วย?

    ผม… ควรทำยังไงต่อไปกันดีเนี่ย?

    พ่อตาย แม่ตาย เกิดมายากจน การเรียนไม่ก้าวหน้า ความหวังตำแหน่งนักเรียนทุนก็ริบหรี่

    พอคิดว่าได้ตกถังข้าวสารลืมตาอ้าปากเหมือนชาวบ้านกับเขาบ้าง กลับกลายเป็นหมูที่ถูกนำขึ้นเขียงรอถูกเชือดเสียอย่างงั้น…

    “อึ๊ก…”

    ในตอนนั้นเองที่น้ำตาของผมไหลออกมาโดยไม่รู้ตัว

    “โฮป? ”

    ทุกคนต่างดูตกใจที่ผมร้องไห้ออกมา

    นี่ผมกำลังร้องไห้อย่างงั้นหรือ?

    ผมที่ไม่เคยคิดจะแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าคนอื่นนั้น… กำลังร้องไห้อยู่… อย่างงั้นหรือ?

    คล้ายกับเรื่องPioneer Era ที่คุณอ่าน