Legend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า

    บทที่ 75 ราชาค้างคาวปีกม่วง

                  ธนูเซียนพยัคฆ์ สามเซียนวายุ!!!


                  ฟิ้วววว!! โครมมม!!


                  ลูกศรทั้งสามซึ่งมีรูปร่างแปลกพิกลและมีผิวลูกศรที่บิดเป็นเกรียว ด้วยความเร็วและรูปร่างของมันได้ทำให้เกิดการบิดตัวของอากาศที่มันพุ่งไปจนกลายเป็นลูกศรวายุสามดอกที่พุ่งทะลวงทุกสิ่ง!ลูกศรทั้งสามได้แทงทะลุหลังคาจนพังทะลายและแตกกระจายเป็นเสี่ยงเศษไม้นั้นกระเด็นกระดอนไปทั่วทั้งบริเวณ


                  กี๊! กี๊!!


                  ค้างคาวปีม่วงตัวเล็กที่ลำตัวขนาดหนึ่งฉื่อได้ร้องออกมาด้วยความตกใจแต่มันสายเกินไปแล้ว ลูกศรทั้งสามดอกพุ่งมารวดเร็วจนเกินไป! พวกมันหลบไม่พ้นเสียแล้วร่างกายของค้างคาวปีกม่วงหลายสิบตัวที่ขวางทางลูกศรทั้งสามดอกได้ถูกสายลมและลูกธนูนั้นเชือดเฉือนและบดทำลายจนกลายเป็นเศษเนื้อ!


                  แต่นั้นเป็นเพียงส่วนน้อยของฝูงค้างคาวปีกม่วงเท่านั้น! แม้ไม่กระทบกับอำนาจทั้งฝูงมากนักแต่ก็ทำให้พวกมันโกรธแค้นที่ถูกมนุษย์ด้านล่างฆ่า!พวกมันเคยแต่เป็นผู้ล่าและกินมนุษย์แต่มนุษย์ด้านล่างกลับล่าพวกมันแทน!


                  ค้างคาวปีกม่วงนับพันนับหมื่นกระพือปีกอย่างรวดเร็วและพุ่งลงไปด้านล่างราวกับคลื่นแห่งความวิปโยคสีม่วงที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง!คมเขียวอันแหลมคมของพวกมันได้ปลดปล่อยไอพิษสีม่วงออกมาเป็นจำนวนมากแม้พวกมันจะเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับสองแต่การรวมตัวกันจำนวนมากขนาดนี้ยังทำให้คนที่เก่งกาจยังรู้สึกขนลุกได้เลยด้วยซ้ำไปโดยเฉพาะพิษจำนวนมากขนาดนี้!


                  แต่สำหรับถังเฟยหู่นั้นช่างต่างออกไปเขาเร่งรีบโคจรลมปราณห้าพิษในร่างโดยเร็วลมปราณสีเขียวเข้มเคลื่อนผ่านทั่วทั้งร่างและจุดชีพจรทั้งร้อยแปด ชักนำพลังปราณพิษให้ครอบคลุมทั่วทั้งร่างของเขาปราณห้าพิษถูกใช้ออกด้วยเคล็ดดูดกลืนพิษในทันทีปราณสีเขียวเข้มลอยคละคลุ้งไปทั่วทั้งอากาศรอบตัวของเขา


                  ในตอนนั้นเองที่ของเหลวสีแดงได้ตกลงมาจากท้องฟ้าในเวลาเดียวกันพวกมันก็คือเศษซากเลือดและเนื้อของค้างคาวปีกม่วงที่ถูกกำจัดไปแม้พวกมันจะตายไปแล้วแต่เลือดของพวกมันก็ยังมีพิษอยู่ดี ฝนสีเลือดได้ตกลงมากระทบกับร่างกายของถังเฟยหู่พิษที่เขาสัมผัสได้มันช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน


                  ในตอนนี้ระดับพลังพิษของเขามีคุณภาพที่มากมายกว่าพิษของค้างคาวปีกม่วงมากมายนักแต่ในด้านของปริมาณไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจเทียบกับค้างคาวปีกม่วงจำนวนมากมายมหาศาลตรงหน้านี้


                  กี๊!!


                  เสียงเล็กแหลมของค้างคาวปีกม่วงที่แหลมเล็กดังก้องไปทั่ว ความโกรธแค้นของพวกมันสูงเทียมฟ้าคลื่นสีดำของเหล่าค้างคาวได้ล้อมเข้ามาเรื่อยๆอย่างรวดเร็วมือของถังเฟยหู่ได้สร้างลูกศรอีกสามดอกออกมาและยิงไปด้วยกระบวนท่าสามเซียนวายุ!


                  ฟิ้วววว!!


                  ลูกศรทั้งสามพุ่งแหวกอากาศไปอย่างรวดเร็ว แต่เหล่าค้างคาวปีกม่วงได้แตกตัวกระจายออกไปเพื่อหลบหนีลูกศรทั้งสามดอกพวกมันส่วนมากหลบรอดไปได้และมีเพียงค้าวคาวไม่กี่ตัวเท่านั้นที่ถูกฆ่าโดยลูกศรทั้งสาม


                  สีหน้าของถังเฟยหู่ดูแปลกใจอยู่บ้างที่พวกมันสามารถหลบรอดไปได้นั่นเพราะพวกมันเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับสอง พวกมันน่าจะเคลื่อนไหวด้วยสัญชาตญาณมากกว่าการใช้ความคิดเช่นนี้ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้ทำให้กลไกของปลอกแขนทำงานและเก็บส่วนที่เป็นตัวธนูไป จากนั้นเขาได้ขยับมือทั้งสองข้างและวาดออกไปทางด้านหน้าเพื่อปลดปล่อยเข็มดำจำนวนมากกว่าห้าพันเล่ม!


                  เข็มทิพย์ดอกเหมย เหมยกุ้ยมรณะ!!


                  ฟิ้วววว!!


                  มือทั้งสองของถังเฟยหู่ขยับเคลื่อนไหวอย่างลึกลับเข็มทั้งห้าพันเล่มถูกเชื่อมต่อกันไว้ด้วยด้ายปราณสีแดงสดพวกมั้งทั้งห้าพันเล่มหมุนวนสับเปลี่ยนและก่อรูปเป็นมายาปราณของดอกเหมยกุ้ยสีแดงเลือดที่กำลังหุบอยู่!


                  ถังเฟยหู่ผลักมือทั้งสองออกไป ดอกเหมยกุ้ยขนาดใหญ่นั้นถูกส่งออกไปอย่างรวดเร็วใส่ฝูงค้างคาวปีม่วงที่กำลังพุ่งตัวลงมาอย่างรวดเร็วในเวลาเดียวกันนั้นเองที่ดอกไม้สีแดงนั้นบานออกราวกับปากของปีศาจที่อ้าออก!ภายในดอกไม้สีแดงนั้นคือเข็มดำทั้งห้าพันเล่มที่เรียงรายอยู่ในนั้นราวกับพันของปีศาจร้าย!


                  กิ๊! กิ๊!!


                  เมื่อดอกไม้ปราณนั้นพุ่งผ่านไป ร่างของค้างคาวปีกม่วงจำนวนมากก็ถูกเข็มดำทั้งห้าพันเล่มในดอกไม้ปราณแทงทะลุร่างจนเป็นรูและตายไปในทันทีอีกทั้งหลังจากนั้นดอกไม้ปราณยังระเบิดออกและปลดปล่อยเข็มจำนวนมากพุ่งออกไปทำร้ายเหล่าค้างคาวที่สามารถบินหลบไปได้


                  พวกค้างคาวปีม่วงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดเลือดจำนวนมากได้พุ่งลงมาสู่พื้นเบื้องล่างราวกับสายฝนสีเลือด แต่ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่สร้างดอกบัวสีแดงจากกระบวนท่าบงกชสีชาดพุ่งออกไปกลางอากาศพร้อมกับโคจรเคล็ดดูดกลืนพิษออกมาฝนสีเลือดราวกับเป็นละอองที่ถูกดอกบัวแดงเหล่านั้นดูดกลืนไปและถูกส่งเข้าสู่ร่างของถังเฟยหู่โดยตรงจากนั้นจึงค่อยถูกสะสมไว้ในชีพจรพิษ


                  นี่ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนจากพิษเหล่านั้นแม้การลงมือเมื่อครู่จะสามารถกำจัดค้างคาวปีกม่วงได้หลายร้อยตัวแต่ก็ยังน้อยไปอยู่ดีสีหน้าของถังเฟยหู่ดูเคร่งเครียดเป็นอย่างมากปัญหาของค้างคาวปีกม่วงช่างหนักหน่วงและลุกลามเกินกว่าความคาดหมายของเขาไปไกลหลายโยชน์ในตอนนั้นเองที่เขาได้สร้างดอกเหมยกุ้ยมรณะขนาดเล็กขึ้นมาบนฝ่ามือจากเข็มแค่ร้อยเล่มจากนั้นเขาก็ได้วาดฝ่ามือออกไปและส่งเหมยกุ้ยมรณะใส่ฝูงค้างคาวตรงหน้า!


                  ตู้มมม!!


                  เหมยกุ้ยมรณะนั้นได้เข้าทำลายเหล่าค้างคาวจนกลายเป็นละอองเลือดอีกครั้งแต่ครั้งนี้นับว่าสามารถฆ่าพวกมันได้น้อยยิ่งนัก แต่ถังเฟยหู่ไม่ยอมหยุดเฉยๆเพื่อให้พวกมันมาฆ่าเขารวมถึงเหล่าชาวบ้านเมื่อเห็นว่าฝูงค้าวคาวเล็งเป้าหมายมาที่เขาคนเดียวด้วยความโกรธแค้นจากการถูกพรากชีวิตเขาก็ได้เร่งรีบวิ่งออกไปในทันที!


                  “ข้าจะล่อมันไปทางอื่น! พวกท่านอย่าได้ออกมานอกบ้านโดยเด็ดขาดถ้าหากคิดว่าไม่ปลอดภัยทางที่ดีก็จงหนีไปเสียเถอะ!” เสียงของถังเฟยหู่ดังออกไประหว่างที่เขาพุ่งทะยานห่างออกไปจากหมู่บ้านเขาวิ่งไปในทิศทางของป่าที่ไร้ผู้คน เหล่าชาวบ้านที่ได้ยินต่างก็ไม่กล้าพูดอะไรพวกเขาได้แต่หวาดกลัวและสิ้นหวัง


                  เหล่าฝูงค้าวคาวอันมหาศาลได้กระพือปีกของพวกมันและพุ่งตามถังเฟยหู่ไปดวงตาของพวกมันเต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นและความโหดร้ายอันลึกล้ำ เสียงร้องอันเล็กแหลมของพวกมันสะท้อนไปมาเมื่อเสียงเหล่านั้นจำนวนมากผสานเข้าด้วยกันก็ราวจะบังเกิดการโจมตีด้วยเสียงประเภทหนึ่งที่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดในแก้วหูมีผลทำให้มึนงง


                  ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้หยิบเข็มเหล็กดำออกมาและใช้ปักเข้าใส่จุดชีพบนร่างของตนเองเพื่อตัดการรับรู้เสียงของตัวเองชั่วคราวอย่างน้อยเสียงพวกนั้นก็จะไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจและความคิดของเขาเป็นการชั่วคราว


                  เข็มทิพย์ดอกเหมยเหมยกุ้ยมรณะ!!


                ในระหว่างที่หลอกล่อพวกฝูงค้างคาวปีกม่วงไปอีกทางเขาก็ได้กวาดซัดดอกไม้ปราณขนาดเล็กไปอีกจำนวนมากเพื่อฆ่าพวกมันไประหว่างหลอกล่อพวกมันให้ออกห่างจากหมู่บ้านพวกมันกระพือปีกตามมาอย่างรวดเร็ว ถังเฟยหู่หันกลับไปมองพวกฝูงค้างคาวบ้าเลือดเหล่านั้นไม่ว่าเขาจะกำจัดมันไปเท่าไหรก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเสียเท่าไหรเลย แม้เขาจะมีความคิดอยากแพร่พิษจำนวนมากใส่พวกมันแต่ก็มีความเสี่ยงเป็นอย่างมากหากเขาคำนวณผิดพลาดก็อาจปล่อยพิษจนตัวตายแต่กำจัดพวกมันได้ไม่หมดและถูกพวกที่เหลือรุมฆ่าตายได้อย่างง่ายๆ


                  ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือการร่นระยะทางระหว่างร่างของเขากับฝูงค้างคาวนับไม่ถ้วนเขาหันกลับไปมองพวกมันด้วยความรู้สึกกดดันเป็นอย่างมากหากหัวใจเขายังคงเต้นอยู่มันคงเต้นโครมครามด้วยความน่ากลัวของสัตว์อสูรมหาศาลเหล่านี้ในตอนนั้นเองที่เขาสะบัดมือทั้งสองข้างออกไปเบื้องหน้าเพื่อปล่อยเข็มและด้ายปราณไปทางซ้ายและขวา


                  ฟิ้วววว!!


                  เข็มเหล็กดำพุ่งแหวกอากาศไปอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่าฝีเท้าของถังเฟยหู่ที่กำลังวิ่งหนีเหล่าค้างคาวปีกม่วงเข็มทั้งสองเล่มปักอยู่ตรงต้นไม้ด้านหน้าห่างไปไกลและในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ออกแรงกระทืบเท้าใส่พื้นดินจนแตกออกเป็นเสี่ยงๆด้วยแรงอันมหาศาลพร้อมกับออกแรงกระชากด้ายปราณทั้งสองนั่น


                  ราวกับร่างของเขากลายเป็นลูกศรและพุ่งออกไปด้วยความรวดเร็วอันมหาศาลเขาโคจรลมปราณไว้ที่แขนทั้งสองข้างและนำมาขวางกันไว้เบื้องหน้าเพื่อป้องกันแรงกระแทกร่างของเขาที่พุ่งไปอย่างรวดเร็วไปกระแทกเข้ากับต้นไม้หลายต้นที่ขวางทางอยู่!


                  ตู้มมมม!!


                  ต้นไม้ที่ขวางเส้นทางของเขาอยู่ได้ระเบิดออกเป็นเสี่ยงเมื่อกระแทกเข้ากับร่างกายที่ผ่านการฝึกมาอย่างทรหดของถังเฟยหู่พวกมันไม่อาจหยุดความเร็วที่พุ่งทะลวงไปดุจลูกศรของเขาได้การลงมือกระทำแบบนี้ทำให้ระยะห่างของเขากับฝูงค้างคาวปีกม่วงไกลออกไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง


                  แต่เมื่อเขาหันกลับไปมองก็พบว่าพวกค้างคาวปีศาจเหล่านั้นกลับบินตามมาอย่างไม่ลดละพวกมันราวกับจะบินตามเขาไปจนกว่าจะตาย แม้แต่ต้นไม้จำนวนมากระหว่างทางก็ไม่อาจขัดขวางการไล่ตามของพวกมันได้เลยแม้แต่น้อยดวงตาอันกระหายเลือดของพวกมันต่างก็จับจ้องไปยังจุดหมายเดียวกัน นั่นก็คือร่างของมนุษย์ที่กำลังวิ่งหนีไปเรื่อยๆถังเฟยหู่ยังคงหันกลับมามองอยู่เรื่อยๆและหาโอกาสปล่อยกระบวนท่าโจมตีระยะไกลจำนวนมากไปเพื่อพยายามลดจำนวนเหล่าค้างคาวปีกม่วงพวกนั้น


                  ตู้มมมม!!


                  เศษซากจากเลือดเนื้อของค้างคาวปีกม่วงสาดกระจายไปทั่วทั้งป่า ยิ่งถังเฟยหู่ฆ่าพวกพ้องของมันมากเท่าไหรก็ยิ่งทำให้พวกมันบ้าคลั่งมากเท่านั้นเสียงกรี๊ดร้องอันเล็กแหลมของพวกมันราวกับเป็นเสียงของภูติผีในยามราตรีที่สะท้อนไปทั่วทั้งป่าแม้แต่สัตว์อสูรตัวอื่นก็ไม่กล้าแม้แต่ที่จะโผล่หน้าออกมา


                  ญาณโลหิต ตาเหยี่ยวพันลี้!!


                  ในตอนนั้นเองที่ถังเฟยหู่ได้กระตุ้นญาณแห่งโลหิตและบังคับให้สายเลือดที่กลายพันธุ์ของตนเองพุ่งเข้าสู่ดวงตาทั้งสองข้างเพื่อใช้วิชาตาเหยี่ยวพันลี้ดวงตาของเขาได้มีแสงปราณเรืองรองออกมาเล็กน้อย ภาพที่มองเห็นกลับชัดเจนมากยิ่งขึ้นถังเฟยหู่พยายามกวาดตามองสถานที่โดยรอบเพื่อหาหนทางรอดของตัวเอง


                  เขาได้พบเห็นพื้นที่หนึ่งอันห่างไกลเบื้องหน้าที่แห่งนั้นเป็นพื้นที่สูงกว่าทิศทางที่เขาอยู่เขาพบเห็นพื้นที่นั้นและมีความคิดบางอย่างขึ้นมา เขาได้นึกถึงวิชาฝ่ามือสุดท้ายในฝ่ามือมังกรอัสนีวิชาฝ่ามือมังกรเก้าอัสนีที่ชักนำสายฟ้าฟาดจากฟากฟ้าให้ผ่าลงมาสู่พื้นโลกแต่วิชานี้มีความเสี่ยงที่สูงและโอกาสสำเร็จที่ยากมากนัก


                  แต่พื้นที่สูงพื้นหน้าตรงนั้นเป็นพื้นที่โล่งที่เหมาะแก่การใช้วิชานี้การชักนำอัสเก้าเส้นสายอันสูงสุดจากฟากฟ้าอาจสามารถทำลายแม้แต่ร่างของเขาให้กลายเป็นจุลแต่พลังนั้นก็นับว่ามากมายเพียงพอต่อการทำลายล้างฝูงค้างคาวในวงกว้างเมื่อเทียบกับการปลดปล่อยปราณพิษจนหมดตัวดูไปแล้วมีโอกาสกำจัดพวกมันได้ทั้งหมดมากกว่านัก


                  ถังเฟยหู่จับจ้องไปในพื้นที่นั้นและใช้ด้ายปราณกับเข็มเหล็กดำเพื่อเพิ่มความเร็วให้กับการพุ่งตัวไปของตนเองเขาพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็วหลายต่อหลายครั้งจนรู้สึกเจ็บไปทั่วทั้งแขนสองข้างและยังทำลายผืนป่าไปเป็นแถบรวมถึงบางครั้งเมื่อถังเฟยหู่ยังใช้ด้ายปราณกระชากด้วยแรงมหาศาลเพื่อถอนรากถอนโคนต้นไม้ต้นหน้าและเหวี่ยงมันออกไปใส่ฝูงค้างคาวปีม่วงที่บินตามมาอย่างไม่ลดละอย่างน้อยเพื่อขัดขวางพวกมันได้สักประเดี๋ยวก็ยังดีมากนัก


                  “อีกไม่ไกลแล้ว!”ถังเฟยหู่มองภาพพื้นที่โล่งตรงหน้าด้วยความหวัง ในตอนนั้นเองที่เขาได้เริ่มโคจรลมปราณตามเคล็ดวิชาฝ่ามือมังกรอัสนีข้อเสียของการไม่ใช้วรยุทธ์ตรงกับวิชาปราณที่ฝึกฝนก็คือการที่ต้องเริ่มเดินโคจรปราณตามเคล็ดวิชาเพื่อสร้างพลังธาตุของวิชานี้ขึ้นมาแทนไม่อาจดึงจากปราณธาตุที่มีอยู่แล้วมาใช้ได้โดยตรง


                  เปรี๊ยะ!


                  เส้นแสงอัสนีสีฟ้าเล็กๆเริ่มบังเกิดขึ้นรอบร่างกายของเขาพลังที่เริ่มก่อเกิดขึ้นได้ถูกเขาชักนำพวกมันใส่ลงไปยังปลอกแขนอสูรเมฆาจากนั้นจึงค่อยปลดปล่อยเข็มนับร้อยที่เคลือบสายฟ้าเอาไว้เขาชักนำเข็มทั้งหมดที่พุ่งออกมาจากปลอกแขนเข้าสู่มือของเขาและสร้างเป็นดอกไม้ปราณขนาดเล็กในมือที่ส่งเส้นสายอัสนีขนาดเล็กออกมา


                  เปรี๊ยะ!! ฟิ้ววววว!!


                  เข็มทิพย์ดอกเหมย เหมยกุ้ยมรณะ!!


                  ดอกไม้ปราณที่เคลือบพลังอัสนีได้พุ่งออกไปและทิ้งเส้นสายสีฟ้าไว้กลางอากาศความเร็วของมันดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเพราะพลังของธาตุอัสนี ดอกเหมยกุ้ยพุ่งทะลวงผ่านฝูงค้างคาวปีกม่วงเหล่านั้นและฆ่าพวกมันก่อนที่พวกมันจะบินหลบได้เสียอีก


                  ดูเหมือนการผสานวิชาที่ทดลองเป็นครั้งแรกกลับส่งผลที่น่าประทับใจเป็นอย่างมากแต่นั่นก็ไม่ช่วยอะไรเท่าไหรนักแม้จะฆ่าพวกมันได้บ้างแต่ก็ยังเหลือค้างคาวจำนวนมากอีกเป็นกองทัพ เขายังไม่คิดที่จะทิ้งแผนการกวาดล้างพวกมันทั้งหมดในครั้งเดียว


                  ถังเฟยหู่ยังคงพุ่งตัวหนีไปด้วยระหว่างที่โคจนเคล็ดวิชาเพื่อสะสมระดับพลังของสายฟ้าให้มากมายขึ้นแต่ระหว่างนั้นเขาก็ยังแบ่งพลังธาตุสายฟ้าส่วนหนึ่งออกมาเพื่อใช้โจมตีพวกค้างคาวที่บินไล่ตามมาสถานการณ์บีบคั้นจิตใจเข้ามาทุกที พวกมันติดตามเขาไปเรื่อยๆราวกับเงาตามตัวเข็มหลายเล่มถูกใช้ไปอย่างสิ้นเปลืองเพื่อฆ่าและขัดขวางให้ค้างคาวปีกม่วงทั้งหลายที่ตามมาช้าลงบ้างรวมถึงกำจัดพวกมันไปบ้างเข็มเหล็กดำทั้งหลายถูกใช้ไปจนแทบจะหมดอยู่และปลอกแขนอสูรเมฆาแทบจะผลิตเข็มเหล็กดำออกมาไม่ทันอยู่แล้ว


                  ในตอนนั้นเองเพื่อเอาตัวรอดเขาได้เรียกอาวุธลับรูปแบบหัวธนูออกมาและสร้างตัวธนูขึ้นจากด้ายปราณที่บิดตัวรวมกันจนหนาแน่นราวกับเหล็กแต่คราวนี้ตัวของลูกศรกลับยาวผิดปกติจนดูไปคล้ายหอกก็ไม่ปานตัวด้ายที่บิดตัวรวมกันนั้นมีเกรียวเว้าแหว่งออกมาเพื่อหมุนวนและรับแรงของสายลมเป็นรูปแบบเดียวกับศรของสามเซียนวายุ แต่นี่เป็นการประยุกต์ใช้เฉพาะหน้าเท่านั้นการใช้ลูกศรในรูปแบบนี้นับว่าสะดวกกว่าในด้านของการหนีไปด้วยและจู่โจมพวกมันไปด้วยอีกทั้งยังสิ้นเปลืองอาวุธลับจากปลอกแขนอสูรเมฆาน้อยกว่ากันมากมายนัก


                  ฟิ้วววววว!!


                  ถังเฟยหู่เขวี้ยงลูกศรที่รูปร่างดุจหอกนั้นออกไปด้วยกำลังอันมหาศาลของกล้ามเนื้ออันแข็งแกร่งแม้จะไม่เทียบเท่ากับตอนใช้สามเซียนวายุด้วยธนูแต่ก็นับว่ายังพอมีอานุภาพอยู่บ้างเพราะเคล็ดปราณสายฟ้าที่แฝงไปในกระบวนท่านั้น


                  ด้วยรูปร่างของลูกศรที่เหมือนกับตอนใช้สามเซียนวายุจึงทำให้บังเกิดความเร็วจากสายลมที่ผ่านเกรียวรูปร่างประหลาดบนลูกศรนั้นจนเกิดเป็นพายุขนาดเล็กที่ผลักดันให้ลูกศรนั้นแหลมคมและรวมเร็วมากขึ้น


                  ตู้มมม!!


                  พวกค้างคาวหลายสิบตัวที่หลบไม่พ้นก็ถูกบดขยี้จนกลายเป็นเศษเนื้อปลิวว่อนไปหมดละอองโลหิตส่วนหนึ่งก็ถูกถังเฟยหู่ใช้เคล็ดดูดพิษของปราณห้าพิษในการกลืนกินพวกมันเข้าไปเพื่ออย่างน้อยเขาก็สามารถสร้างความต้านทานต่อพิษของค้างคาวพวกนี้ได้และยังอาจเป็นไพ่ตายไว้ต่อกรกับพวกมันในตอนหลังได้อีกด้วย


                  “ใกล้แล้ว!!”ถังเฟยหู่ยังคงจับจ้องไปทางที่ราบด้านหน้าทุกวินาทีที่ผ่านไปคือร่างกายของเขาที่ขยับเข้าใกล้จุดหมายขึ้นเรื่อยๆ มือทั้งสองตวัดออกไปด้านหน้าเพื่อปักเข็มเข้าไปใส่ต้นไม้ด้านหน้าและกระชากร่างของตนเองไปให้พุ่งสู่ด้านหน้าอย่างรวดเร็วร่างของเขาได้พุ่งผ่านและทำลายต้นไม้ไปอีกหลายต้นแต่ก็แลกมากับที่อย่างน้อยเขาสามารถหลบหนีพวกมันได้รวดเร็วยิ่งขึ้น


                  ในตอนนี้เขาเริ่มสำนึกเสียใจบ้างแล้วที่ก่อนหน้านี้ไม่ยอมฝึกฝนวิชาพื้นฐานของสำนักอย่างท่าเท้าเจ็ดสำเนียงท่องลมที่ใช้พลังจากธาตุวายุมีความโด่ดเด่นในด้านความเร็วกว่าท่าเท้าอสรพิษลี้ลับมากมายนักอีกทั้งยังเป็นวรยุทธ์ระดับสี่ซึ่งสูงกว่าวิชาตัวเบาของสกุลถังถึงหนึ่งช่วงชั้น


                  แต่คิดมากไปก็ไม่ได้อะไรถังเฟยหู่ได้แต่ต้องพุ่งไปข้างหน้าอย่างไม่อาจหยุดได้ เขาไม่อยากถูกพวกค้างคาวเหล่านี้รุมทึ้งจนตายง่ายๆในป่าเช่นนี้ร่างกายของเขายังคงพุ่งไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องด้วยความช่วยเหลือจากภายนอกเขาหันกลับไปมองฝูงค้างคาวเหล่านั้นด้วยความรู้สึกประหลาด


                  “เจ้าพวกนี้ช่างกัดไม่ปล่อยเสียจริง!”ในตอนนั้นเองที่เขาได้ปล่อยอาวุธลับหัวธนูรูปร่างสามเหลี่ยมที่แหลมคมออกมาเขาได้เชื่อมต่อมันเข้ากับโซ่ปราณรูปแบบใหม่ที่เขาได้บัญญัติขึ้นมาเองและพลิกตัวกลางอากาศพร้อมกับเหวี่ยงมันออกไปอย่างรวดเร็ว!


                  ธนูเซียนพยัคฆ์ กระชากวิญญาณ


                  ฟิ้ววววว!!


                  สายโซ่ที่ลากผ่านท้องฟ้าไปอย่างรวดเร็วใส่ฝูงค้างคาวปีกม่วงนั้นได้ตัดผ่านร่างของพวกมันไปหลายสิบจนถึงหลักร้อยตัวเมื่อฆ่ามันได้แล้วในชั่วพริบตา ถังเฟยหู่ก็เร่งรีบพุ่งทะยานจากไปในทันทีเขาได้สังเกตว่าฝูงค้างคาวปีกม่วงนี้มีพลังต่อต้านกระบวนท่าเดิมๆหากเขาใช้ไปหลายครั้ง


                  เช่นหากเขาโจมตีมันในแบบเดิมซ้ำไปเรื่อยๆแม้จะฆ่าพวกมันได้เหมือนกันแต่ผลที่ได้ก็น้อยลงไปเรื่อยๆเขาจำเป็นต้องปรับวิธีที่ใช้ต่อต้านพวกมันอยู่เรื่อยๆและการใช้สิ่งแปลกใหม่กับพวกมันในทีเผลอจะได้ผลสูงที่สุดหัวสมองของถังเฟยหู่แล่นอย่างรวดเร็วเพื่อหาวิธีการมาต่อสู้กับพวกมันด้วยสถานการณ์ที่บีบคั้นเข้ามากลับเป็นประโยชน์กับเขาไปโดยไม่รู้ตัวกระบวนท่าต่างๆของเขาได้รับการขัดเกลาผ่านการต่อสู้และหนีตายในครั้งนี้นับว่าศักยภาพโดยรวมเพิ่มสูงขึ้นในด้านของความชำนาญในกระบวนท่าและทักษะแม้พลังต่อสู้จะเท่าเดิมแต่ก็มีวิธีพลิกแพลงที่หลากหลาย


                  “อีกเพียงนิดเดียว!!”ถังเฟยหู่กล่าวกับตัวเองในโลกที่ปราศจากเสียงเพราะเขาได้ทำลายการได้ยินของตัวเองไปชั่วคราวเขาหันกลับไปมองพวกค้างคาวปีกม่วงอยู่เรื่อยๆ พวกมันดูไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อยนับรวมๆไปแล้วเขาน่าจะฆ่าพวกมันไปถึงหลายร้อยตัวหรือแม้แต่พันตัวเสียด้วยซ้ำไปแต่พวกมันก็ยังดูมากมายดุจเดิม


                  คาดว่าพวกมันจะมีจำนวนมากมายนับหมื่นเสียด้วยซ้ำถังเฟยหู่รู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากที่สัตว์อสูรอ่อนแอระดับสองนั้นเพียงแค่ย้ายถิ่นฐานมายังสถานที่อุดมสมบูรณ์จะทำให้พวกมันน่าหวาดกลัวได้ถึงขนาดนี้เชียวเหรอ?มันชักจะเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจนเกินไปเสียแล้ว เขาคิดว่าเรื่องนี้คงไม่ธรรมดาเช่นนั้นเป็นแน่…


                  กี๊!!!ครืนนนน!!


                  แต่ในตอนนั้นเองที่ได้มีสายลมอันรุนแรงดุจพายุหมุนจากเบื้องหน้าพุ่งเข้าปะทะร่างของถังเฟยหู่อย่างรุนแรงสายลมเหล่านั้นราวกับคมมีดที่เข้าเชือดเฉือดร่างของเขาจนเกิดบาดแผลจำนวนมากร่างของเขาถูกสายลมนั้นกระแทกจนลอยกระเด็นถอยหลังไปไกลและกระแทกเข้ากับต้นไม้อย่างรุนแรง


                  ร่างของเขาชนเข้ากับต้นไม้จนหักโค่นถึงสามต้นก่อนที่จะหยุดลงถังเฟยหู่พยุงร่างของตนขึ้นและมองขึ้นไปด้านบนบนท้องฟ้านั้นเขาเห็นเหล่าค้างคาวปีกม่วงตัวเล็กทั้งหลายบินวนอยู่ด้านบนจนคล้ายกับพายุหมุนสีม่วงที่ไหลเวียนอย่างเอื่อยเฉื่อยไม่ทราบว่าทำไมพวกมันถึงได้เลิกไล่ล่าตัวเขา


                  กิ๊!!


                  ในตอนนั้นเองที่ได้มีเสียงเล็กแหลมสะท้านก้องไปทั่วทั้งฟ้า เหล่าค้างคาวปีกม่วงที่บินวนเป็นวงกลมได้แหวกตรงกลางออกที่ท้องฟ้าเบื้องบนนั้นได้มีแสงจันทร์อันเรืองรองส่องแสงทะลุชั้นเมฆลงมา


                  พรึบบบ


                  เสียงสายลมดังจากด้านบนเมฆหมอกที่ด้านบนถูกปัดเป่าออกไปด้วยสายลมนั้นจนแหวกออกเป็นทางแสงจันทร์ได้สาดส่องลงมาจากเบื้องบนสู่พื้นพิภพด้านล่างและในตอนนั้นเองที่เจ้าของสายลมหอบใหญ่นั้นได้ปรากฏโฉมออกมา ปีกสองข้างอันใหญ่โตเกินกว่าลำตัวของมันไปไกลหูทั้งสองข้างที่ชี้แหลม คมเขี้ยวอันแหลมคมดวงตาสีม่วงที่สาดประกายความชั่วร้ายและบ้าคลั่ง ยังมีลำขาที่ยาวและแข็งแกร่งกรงเล็บเท้าของมันช่างแหลมคม ผิวกายทั้งร่างเป็นสีม่วงดำ


                  ที่ปรากฏโฉมออกมานั้นก็คือค้างคาวปีกม่วงที่ตัวใหญ่โต…ไม่สิมันมิใช่ค้างคาวปีกม่วงธรรมดา แต่เป็นราชาค้างคาวปีกม่วง! ร่างของมันใหญ่โตเทียบเท่ากับค้างคาวโลกันต์ของเขาเลยเสียด้วยซ้ำไปราชาค้างคาวปีกม่วงตรงหน้าของเขาเห็นชัดๆว่าเป็นเพียงสัตว์อสูรระดับสอง…แต่ความรู้สึกที่เขาได้รับมันกลับบอกว่าไม่ใช่


                  หากจะให้พูดไปค้างคาวปีกม่วงตรงหน้านี้ก็คือราชาแห่งสัตว์อสูรระดับสองเขาไม่เคยเห็นสัตว์อสูรระดับสองที่น่าเกรงขามเช่นนี้มาก่อน หากถังเฟยหู่ยังมีหัวใจที่เต้นอยู่ไม่ทราบว่าหัวใจของเขาจะเต้นโครมครามกับเรื่องตรงหน้านี้เพียงใดกัน…


                  “หรือว่ามันจะคือ…สาเหตุของพวกฝูงสัตว์อสูรที่ผิดปกติพวกนี้กัน” ถังเฟยหู่กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ดูเหมือนว่าครั้งนี้เขาจะดวงไม่ดีเสียแล้วที่ดันรับภารกิจเช่นนี้มา…ผลประโยชน์และแต้มคุณูปการในครั้งนี้ดูจะไม่คุ้มค่าเสียแล้ว!!


    ==========================================
    ถ้าจะลองเปลี่ยนตอนที่เก็บเงินจากทุกห้าตอนไปอยู่แบบตอนท้ายๆตอนใกล้จะจบภาคเลยดีไหมอะครับ แบบเก็บประมาณ5-7ตอนเท่ากันแต่ย้ายไปอยู่ติดๆกันตอนจบภาคเลยอะครับ ดีไหมครับ?


    คล้ายกับเรื่องLegend of God Soul ตำนานจิตวิญญาณเทพเจ้า ที่คุณอ่าน