บทที่ 6: ราชันย์ก้มกราบ
แรงลมจากปีกขนาดั์พัดพาทรายและฝุ่นฟุ้งกระจายไปทั่วลานหน้าตำหนัก ร่างมหึมาของ "ราชสีห์เกล็ดั" สัตว์อสูรระดับ 6 ซึ่งเทียบเท่ากับยอดฝีมือขั้นปรมาจารย์ ยืนตระหง่านข่มขวัญทุกคน กรงเล็บของมันจิกจมลงในพื้นหิน ลมหายใจพ่นออกมาเป็ควันร้อนฉ่า
บนหลังของมัน "จ้าวจิง" องค์หญิงเผ่าสัตว์อสูร ะโลงมาสู่พื้นดินด้วยท่วงท่าดุดัน นางสวมชุดหนังสัตว์เปิดเผยผิวสีแทนเนียนละเอียด กล้ามเนื้อหน้าท้องและท่อนแขนดูแข็งแกร่งสมส่วน ผมยาวถูกมัดรวบไว้ลวกๆ แววตาดุร้ายเหมือนแม่เสือ
"ไหน... ตัวผู้ที่แม่ข้าส่งมาให้ดูตัว?"
เสียงของนางห้าวหาญและก้องกังวาน
หลงป้าเทียน เ้าสำนักกายาทองคำ ก้าวออกมาบังบุตรชายไว้ "แม่นางจ้าว ข้าคือเ้าสำนักกายาทองคำ และนี่คือ..."
จ้าวจิงไม่รอฟัง นางเดินดุ่มๆ เข้ามาประชิดตัวหลงป้าเทียน แล้วใช้จมูก "ดม" ฟุดฟิด ก่อนจะเบนสายตาผ่านไหล่เขาไปจ้องมองหลงเฟย
"เ้าหรือ... หลงเฟย?"
นางเดินอ้อมหลงป้าเทียนมายืนตรงหน้าหลงเฟย สายตากวาดมองประเมินราวกับเลือกซื้อวัวควายในตลาด
"ผอมแห้ง กล้ามเนื้อไม่มี กลิ่นอายอ่อนแอ... นี่หรือทายาทสายเืกายาทองคำ?" จ้าวจิงส่ายหน้าอย่างผิดหวัง "เผ่าเราให้ความสำคัญกับ 'สายเื' และ 'ความแข็งแกร่ง' ที่สุด หากข้าแต่งงานกับเ้า ลูกที่ออกมาคงเป็ลูกสุนัขขี้โรค ไม่ใช่พยัคฆ์"
หลงเฟยแอบยิ้มในใจ ‘เยี่ยม! พูดแบบนี้แสดงว่าจะปฏิเสธสินะ เชิญเลยแม่นาง!’
"แม่นางจ้าวพูดถูก ข้ามันอ่อนแอ ขี้โรค ไม่คู่ควรกับสายเือันสูงส่งของท่าน" หลงเฟยรีบสนับสนุน
"แต่!" จ้าวจิงพูดเสียงดังขัดขึ้น "แม่ข้าสั่งมาว่า ห้ามปฏิเสธทันที ต้องมีการทดสอบ... เพราะบางครั้ง เปลือกนอกที่อ่อนแอ อาจซ่อนสัญชาตญาณนักล่าไว้ภายใน"
นางผิวปากเสียงแหลมยาวหนึ่งครั้ง
โฮก!!!
เ้า "เสี่ยวเฮย" (ราชสีห์เกล็ดั) คำรามลั่น มันกระโจนมายืนข้างนายหญิง ดวงตาสีอำพันจ้องเขม็งไปที่หลงเฟย น้ำลายยืดหยดลงพื้น ส่งเสียงขู่ต่ำๆ ในลำคอ
"การทดสอบง่ายมาก" จ้าวจิงแสยะยิ้ม "เ้าต้องยืนประจันหน้ากับสัตว์เลี้ยงของข้า เป็เวลา 1 ก้านธูป หากเ้าไม่ฉี่ราด ไม่สลบ และไม่ตาย... ข้าจะถือว่าใจเ้าแกร่งพอจะเป็พ่อพันธุ์ได้!"
"อะไรนะ! นี่มันบ้าไปแล้ว!" หลงป้าเทียนะโ "เสี่ยวเฮยของเ้าคือสัตว์อสูรระดับ 6 แค่เสียงคำรามของมันก็ฆ่าคนธรรมดาได้แล้ว!"
"นั่นคือปัญหาของพวกเ้า" จ้าวจิงไม่สน นางดีดนิ้ว
ทันใดนั้น สัญชาตญาณสัตว์ป่าของราชสีห์เกล็ดัก็ทำงาน มันไม่ได้แค่ขู่ แต่มันััได้ถึงบางอย่าง... บางอย่างที่ซ่อนอยู่ในตัวหลงเฟย กลิ่นอายที่มู่หลิง (หมอเทวดา) เพิ่งกระตุ้นมันขึ้นมาเมื่อวาน กลิ่นอายของ "ัา" ที่หลับใหล
สำหรับสัตว์อสูร กลิ่นอายนี้คือภัยคุกคามสูงสุด!
ดวงตาของเสี่ยวเฮยเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ มันสติหลุด ไม่สนใจคำสั่งของจ้าวจิงอีกต่อไป
ตูม!
มันถีบตัวพุ่งเข้าใส่หลงเฟยด้วยความเร็วสูงสุด อ้าปากกว้างหมายจะขย้ำคอให้ขาดในคำเดียว!
"เสี่ยวเฮย! หยุด! ข้ายังไม่ได้สั่ง!" จ้าวจิงร้องลั่น นางพยายามดึงโซ่แต่แรงของสัตว์คลั่งนั้นมหาศาลเกินต้านทาน
"เฟยเอ๋อ!" หลงป้าเทียนและฮูหยินหลิวกรีดร้อง
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก กรงเล็บขนาดั์อยู่ห่างจากใบหน้าของหลงเฟยเพียงคืบ ลมหายใจเหม็นคาวปะทะจมูก
ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็ความตายนั้น... หลงเฟยไม่ได้ขยับหนี
เขาลืมตาขึ้นเล็กน้อย ั์ตาสีดำสนิทพลันเปลี่ยนรูปเป็เรียวรีดุจตาัเพียงแวบเดียว ก่อนจะส่ง "กระแสจิต" สายหนึ่งพุ่งตรงเข้าสู่สมองของสัตว์ร้าย
['คุกเข่า!']
คำสั่งนั้นไม่ได้ดังออกมาเป็เสียง แต่มันคือ "เจตจำนงแห่งราชันย์" แรงกดดันทางจิติญญาที่เหนือกว่าสัตว์อสูรทั้งปวง ราวกับเทพเ้าัที่มองลงมายังมดปลวก
กึก!
ร่างมหึมาของราชสีห์เกล็ดัแข็งค้างกลางอากาศ ความหวาดกลัวสุดขีดแล่นพล่านไปทั่วทุกเซลล์ของมัน สัญชาตญาณบอกมันว่า สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เหยื่อ... แต่เป็ "ผู้ล่า" ที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร
มันพยายามเบรกตัวโก่ง ขาหน้าตะกุยพื้นจนเกิดเสียงดัง ครืดดดด! ร่างของมันไถลไปหยุดอยู่ตรงหน้าหลงเฟย ห่างเพียงปลายนิ้วก้อย
ฝุ่นควันตลบอบอวล... ทุกคนยืนนิ่งค้างด้วยความตกตะลึง
เมื่อฝุ่นจางลง... ภาพที่ปรากฏทำให้จ้าวจิงตาถลน
ราชสีห์เกล็ดัผู้ดุร้าย กำลังนอนหมอบราบคาบแก้วอยู่แทบเท้าของหลงเฟย ตัวสั่นเทาราวกับลูกหมาเปียกน้ำ หูตก หางจุกก้น และส่งเสียงครางหงิงๆ
หลงเฟยยืนนิ่ง แสร้งทำหน้าซีด (จริงๆ คือเซ็ง) เขาค่อยๆ ยกมือที่สั่นเทา (แกล้งสั่น) ขึ้นมาวางบนหัวของมัน แล้วลูบเบาๆ
"ยะ... อย่ากินข้านะ... เด็กดี... เด็กดี..." หลงเฟยพูดเสียงสั่น
เ้าสัตว์ร้ายหลับตาพริ้ม ยอมให้ลูบแต่โดยดี ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงต่อหน้าตัวตนระดับนี้
"เป็ไปไม่ได้..." จ้าวจิงพึมพำ นางเดินเข้ามาดูใกล้ๆ ด้วยความไม่อยากเชื่อสายตา "เสี่ยวเฮยไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครนอกจากท่านแม่... แม้แต่ข้ามันยังพยศบ้าง แต่นี่มัน... กลัว?"
มู่หลิง ที่ยืนดูเหตุการณ์อยู่มุมหนึ่ง ขยับแว่นสายตา (ถ้ามี) แล้วเดินเข้ามาวิเคราะห์ "น่าสนใจ... สัตว์อสูรมีประสาทััที่ไวต่อกลิ่น ข้าเพิ่งให้ยาเ้าไปเมื่อเช้า เป็สมุนไพรขับพิษที่มีกลิ่นฉุนเฉพาะตัว บางทีเ้านี่อาจจะแพ้กลิ่นสมุนไพรนั่นจนหมดแรง?"
หลงเฟยรีบคว้าข้ออ้างนี้ทันที "ใช่! ต้องใช่แน่ๆ ท่านหมอมู่ ยาของท่านกลิ่นแรงมาก ข้าเองยังเกือบเป็ลม เ้าสิงโตนี่จมูกดีกว่าคนคงจะมึนหัวแย่"
จ้าวจิงขมวดคิ้ว นางมองดูสัตว์คู่ใจที่นอนหมดสภาพ "เสี่ยวเฮยแพ้สมุนไพร? เื่ตลกพรรค์นี้ข้าเพิ่งเคยได้ยิน... แต่ความจริงที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือมันสยบให้เ้า"
นางเงยหน้ามองหลงเฟย คราวนี้สายตาเปลี่ยนไป จากความดูแคลน กลายเป็ความฉงนสนเท่ห์
"ตามกฎของเผ่า ผู้ที่ทำให้สัตว์อสูรยอมรับได้ ถือเป็ผู้มีคุณสมบัติ... ไม่ว่าเ้าจะใช้ยา หรือใช้ดวง หรือใช้อะไรก็ตาม แต่เสี่ยวเฮยยอมรับเ้า"
นางตบไหล่หลงเฟยจนเขาแทบทรุด "ข้าจะยังไม่กลับ! ข้าจะอยู่ที่นี่เพื่อฝึกฝนเสี่ยวเฮยใหม่ให้ทนทานต่อกลิ่นสมุนไพร และข้าจะจับตาดูเ้าด้วย... ว่าที่สามีของข้าต้องไม่ใช่แค่คนดวงดี!"
สรุป... คนที่ 1 (ไป๋รั่วซี) - เข้าใจผิดว่าฟลุ๊ค แต่ก็ยังสงสัย คนที่ 2 (เฟิงเยี่ยน) - ยอมรับเพราะทนไฟได้ (เข้าใจผิดว่าอึด) คนที่ 3 (หลานเยว่) - สงสัยเื่พลังร้อนและสัญชาตญาณ คนที่ 4 (มู่หลิง) - สนใจชีพจรประหลาด จะรักษา คนที่ 5 (จ้าวจิง) - งงที่สัตว์เลี้ยงยอมสยบ จะอยู่ดูต่อ
หลงเฟยมองดู "ฮาเร็มแห่งความวุ่นวาย" ที่เริ่มก่อตัวขึ้นในเรือนรับรองแขกด้วยสายตาว่างเปล่า
"เหลืออีกหนึ่ง..." เขาพึมพำ
ทันใดนั้น เสียงกระดิ่งใสกังวานก็ดังแว่วมาตามสายลม พร้อมกับกลีบดอกไม้สีชมพูที่โปรยปรายลงมาจากท้องฟ้า กลิ่นหอมเย้ายวนใจที่ต่างจากกลิ่นสมุนไพร กลิ่นที่ทำให้บุรุษหลงใหลและสตรีอิจฉา
"สำนักวังบุปผา์" มาถึงแล้ว และผู้มาเยือนคนสุดท้ายนี้... คือคนที่หลงเฟยรับมือยากที่สุด เพราะนางไม่ได้ใช้กำลัง ไม่ได้ใช้พิษ แต่ใช้วิชา "มนตราสะกดใจ"