บทที่ 29 คณะละครชั่วคราว
จ้าวิเฉิงเงยหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว มององค์ฮ่องเต้ด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ จนถึงกับลืมกล่าวขอบพระคุณไปชั่วขณะ
องค์ชายเจ็ดจ้าวิฝู่ก็ตกตะลึงเช่นกัน "เหตุใดจึงเป็ท่านพี่สี่..."
องค์หญิงสามจ้าวิอวี้เพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย นิ่งเงียบไม่เอ่ยวาจา
ส่วนองค์หญิงสองจ้าวิเยว่ที่อยู่ข้างกาย ใบหน้าหม่นหมองจนเหมือนจะมีน้ำหยดลงมาได้
‘สุดท้ายเลือกท่านพี่สี่งั้นหรือ?’
จิงอวี่ค่อนข้างมีการเตรียมใจไว้บ้างแล้ว เนื่องจากก่อนหน้านี้เขาได้ล่วงรู้ความคิดของฮ่องเต้และอัครมหาเสนาบดีอย่างสวีฟ่าง เมื่อตัวเขาปฏิเสธเื่นี้ไป ตามมาตรฐานของพวกเขาแล้ว ผู้ที่มีสิทธิ์ในลำดับถัดไปย่อมเป็องค์ชายสี่จ้าวิเฉิงอย่างแน่นอน
"เสด็จพ่อ นี่มัน… คงจะมีความผิดพลาดกระมัง?"
องค์ชายห้าจ้าวิโหลวเอ่ยอย่างติดขัด เขาจ้องมองพระบิดาตาไม่กะพริบ เมื่อเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ จึงหันไปส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปยังมหาอัครเสนาบดีสวีฟ่างผู้เป็ลุงแท้ ๆ
สวีฟ่างหลับตาลงเสียเฉย ๆ ไม่สนใจหลานชายโง่เขลาของตน
"ยังมีอะไรจะโต้แย้งอีกหรือไม่?" หลังจากฮ่องเต้ตัดสินใจเลือกรัชทายาทแล้ว ก้อนหินก้อนใหญ่ในใจก็ได้ตกลงพื้น ทั้งร่างดูผ่อนคลายขึ้นบ้าง
ชายชราลุกขึ้นจากที่บัลลักงก์แล้วตรัสว่า "เสนาบดีสวี ข้า..."
พระวรกายของฝ่าาที่เพิ่งเสด็จลุกขึ้นยืนเมื่อครู่ กลับสั่นเทิ้มและทรุดลงอย่างฉับพลันทั้งที่ยังตรัสไม่ทันจบประโยค!
"ฝ่าา!"
หัวใจของสวีฟ่างกระตุกวูบ รีบก้าวเข้าไปประคองพระวรกายของฝ่าาทันที
"เรียกหมอหลวง! เรียกหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้!"
ความโกลาหลเกิดขึ้นในตำหนักฉงิทันที เหล่าพระโอรสพระธิาดาต่างมีสีหน้าแตกต่างกันไป ไม่มีใครล่วงรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่
"อืม?"
จิงอวี่ขยับหูแล้วหันไปมอง เห็นท่านพี่รองจ้าวิเยว่และน้องเจ็ดจ้าวิฝู่ค่อย ๆ แอบย่องออกจากตำหนักฉงิทีละคน
‘พวกเขาจะไปทำอะไรกัน…’
จิงอวี่กลอกตา ฮ่องเต้จ้าวเพิ่งจะสลบไป ไม่รู้ว่าจะเป็หรือตาย แต่ในฐานะทายาทแห่งราชวงศ์กลับไม่ยอมอยู่เฝ้าที่นี่ดี ๆ แต่กลับแอบเลี่ยงออกไปเงียบ ๆ หากบอกว่าไม่ได้คิดจะไปก่อเื่วุ่นวายอะไร คงไม่มีใครเชื่อ
เขาไม่คิดจะห้ามทั้งสองคน ได้แต่มองดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยสายตาเ็า รอดูว่าพวกเขาจะก่อเื่อะไรขึ้นมา
ในยามนี้จ้าวิเฉิงกวาดสายตามองรอบ ๆ และรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง จึงดึงแขนเสื้อของจิงอวี่พลางกระซิบว่า "น้องหก ท่านพี่รองกับน้องเจ็ดล่ะ?"
"ไม่ทราบขอรับ คงจะออกไปก่อนหน้านี้แล้ว" จิงอวี่ตอบเสียงเบา "ข้าต้องขอแสดงความยินดีกับท่านพี่สี่ด้วยที่ได้ย้ายเข้าวังบูรพา"
"ในยามนี้ยังไม่ใช่เวลาแสดงความยินดี"
จ้าวิเฉิงเหลือบมองหมอหลวงที่รีบร้อนลากหีบยาเข้าวังอย่างรวดเร็ว น้ำเสียงแสดงความกระวนกระวายอยู่บ้าง "เสด็จพ่อในยามนี้... เฮ้อ! ช่างไม่ใช่เวลาเลยจริง ๆ"
"ท่านพี่สี่วางใจเถิด บัดนี้ตำแหน่งรัชทายาทก็ได้กำหนดไว้แล้ว ถือว่าถูกต้องตามครรลองแล้ว" จิงอวี่ปลอบใจเสียงเบา
จ้าวิเฉิงถอนหายใจและกล่าวว่า "ข้าอยู่ในราชสำนักโดยไร้ซึ่งอำนาจและมีกำลังน้อยนัก บัดนี้เสด็จพ่อได้แต่งตั้งข้าเป็รัชทายาท หากเื่นี้ถูกกำหนดขึ้นเมื่อสองปีก่อน คงจะดีกว่านี้ แต่ยามนี้กลับเป็่เวลาคับขันระหว่างความเป็ความตายเสียแล้ว!"
จิงอวี่เสนอว่า "เช่นนั้นรอให้เสด็จพ่อฟื้น ท่านจะสละตำแหน่งรัชทายาทเสียเลยดีหรือไม่เล่า?"
จ้าวิเฉิงเงียบไปไม่ตอบคำ
ผ่านไปครู่ใหญ่ หมอหลวงที่มีเหงื่อท่วมใบหน้าก็พูดอย่างสั่นเทาว่า "ฝ่าา... พระอาการของฝ่าานั้นเหมือนดั่งน้ำมันในตะเกียงที่ใกล้จะหมด ทรงประทับอยู่ได้ด้วยพระวิริยะอุตสาหะเพียงเท่านั้น บัดนี้... เกรงว่าจะถึงวาระสุดท้ายแล้วพ่ะย่ะค่ะ..."
"อย่างไรนะ..." จ้าวิเฉิงใบหน้าซีดขาว รีบก้าวเข้าไปตรวจสอบ
แม้จิงอวี่กับฮ่องเต้จ้าวจะเป็บิดาและบุตร ความรักระหว่างพ่อลูกก็มีอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก ถึงกระนั้นเมื่อได้ยินว่าฮ่องเต้จ้าวอยู่ในวาระสุดท้ายแล้ว ก็อดรู้สึกหดหู่ไม่ได้ จึงเตรียมจะขึ้นไปมองชายชราผู้นี้เป็ครั้งสุดท้าย
ขณะกำลังจะก้าวเท้า ไม่คาดคิดว่าจะถูกคนผู้หนึ่งดึงแขนเสื้อเอาไว้ "น้องหก ข้าขอสนทนาด้วยสักครู่"
จิงอวี่หันหน้าไปมอง ที่แท้เป็องค์หญิงสามจ้าวิอวี้
"ท่านพี่สาม? นี่ท่าน...?"
"น้องหก นี่ข้าเกรงว่าท่านพี่รองกำลังจะก่อฏเสียแล้ว" จ้าวิอวี้เอ่ยขึ้นราวกับฟ้าผ่า
"เหตุใดท่านจึงกล่าวเช่นนั้น?"
"เมื่อไม่กี่วันก่อน จ้าวเฉิงอวี้ถูกลอบสังหารจนสิ้นชีพ ทำให้ความหวังในการแย่งชิงตำแหน่งของพี่รองต้องสิ้นสุดลง นับแต่นั้นมานางก็เริ่มลอบระดมกองกำลังส่วนตัวของวังจวนอีกทั้งใน่หลายปีมานี้ยังแอบฝึกฝนกองกำลังพิเศษในจวน... ข้าเกรงว่านางคงจะพลิกแผ่นดินเสียแล้ว"
"ท่านรู้เื่ทั้งหมดนี้ได้อย่างไร?" จิงอวี่เอ่ยอย่างประหลาดใจ
"หากท่านรู้ว่าท่านพี่รองจะก่อฏ เหตุใดเมื่อครู่ตอนที่นางออกไป ท่านถึงไม่ห้ามนางเอาไว้?"
"ท่านพี่รองฝึกวรยุทธ์มาั้แ่เด็ก วรยุทธ์ของนางก็เกือบจะถึงขั้นยอดฝีมือชั้นหนึ่งแล้ว ส่วนข้าเป็เพียงสตรีอ่อนแอที่แม้แต่ไก่ยังมัดไม่อยู่ จะไปห้ามนางได้อย่างไร?"
จ้าวิอวี้เอ่ยเสียงนุ่มนวล "น้องหก ข้าเห็นเ้าเติบโตมากับตา ยามปกติเ้าชอบซ่อนคมและทำตัวเรียบง่าย แต่ข้ารู้ว่าในใจเ้านั้นมีความสามารถซ่อนอยู่"
"เมื่อครู่ท่านพี่รองเพิ่งจากไป ในบรรดาองค์ชายองค์หญิงทั้งหลาย มีเพียงเ้าผู้เดียวที่สามารถหยุดยั้งนางได้ แต่เ้ากลับไม่ลงมือ เห็นได้ชัดว่าในใจเ้ามั่นใจ และไม่ได้มองว่านางเป็ภัยคุกคาม"
"บอกความจริงกับข้า เ้า... ได้บำเพ็ญลมปราณแท้เซียนเทียนสำเร็จแล้วใช่หรือไม่?"
จิงอวี่ไม่ได้ตอบ แต่กลับย้อนถามว่า "ท่านพี่สาม ในบรรดาองค์ชายองค์หญิงของพวกเรา ท่านเป็ผู้ที่มีความคิดลึกซึ้งที่สุด วันนี้ท่านก็น่าจะเปิดใจกับข้าผู้เป็องค์ชายหกบ้าง ท่านได้เตรียมแผนสำรองสำหรับสถานการณ์วันนี้ไว้หรือไม่?"
จ้าวิอวี้เม้มริมฝีปาก "แผนสำรองย่อมมีอยู่แล้ว เพียงแต่ในโลกนี้ไม่มีแผนการใดที่สมบูรณ์แบบ ข้าเพียงเกรงว่ามันจะไม่ได้ผลลีพธ์ที่คาดหวังนัก"
"หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน การคุ้มกันผู้คนในท้องพระโรงให้ถอยออกไป ข้าคงมีความมั่นใจราวแปดเก้าส่วน"
"ดีเช่นนั้น ข้าก็วางใจได้แล้ว"
จิงอวี่ยิ้มพลางกล่าว "วันนี้ท่านพี่สามสามารถพูดจาอย่างจริงใจกับข้า ทำให้น้องรู้สึกปลาบปลื้มยิ่งนัก"
"เช่นนั้นเ้า..."
"ท่านพี่สามวางใจได้ ท่านพี่รองไม่ได้พาปรมาจารย์เซียนเทียนสิบกว่าหรือยี่สิบคนมาหรอก ข้าขอรับรองว่าท่านไม่ต้องกังวลใจ"
จ้าวิอวี้ถอนหายใจเบา ๆ "น้องหกช่างคุยโวเสียจริง... แต่พี่สามเชื่อใจเ้า!"
"ทูลฝ่าา!"
ในยามนั้น ขันทีน้อยคนหนึ่งกลิ้งกลางกลาดวิ่งเข้ามาในตำหนักฉงิ ร้องะโอย่างร้อนรน
"คังอ๋องจ้าวิเยว่ก่อฏพ่ะย่ะค่ะ!"
"ไอ้ทาสสุนัข เ้าพูดว่าอะไรนะ?" สวีฟ่างขมวดคิ้วตวาดถาม
"เล่ามาให้ละเอียด!"
"คังอ๋องนำกำลังทหารวังสามพันนายบุกเข้าวังหลวงแล้วขอรับ..." ขันทีน้อยร้องเรียนด้วยสีหน้าหมองเศร้า
"ไร้สาระสิ้นดี!" สวีฟ่างกระชากคอเสื้อขันทีน้อยพลางด่าเสียงดัง
"ตามกฎของวังแล้ว ทหารวังมีได้มากสุดแค่ห้าร้อยนาย องค์หญิจ้าวิเยว่จะมีทหารวังสามพันนายได้จากที่ใดกัน?"
"นี่มิใช่ทหารวังธรรมดาด้วยขอรับ ล้วนเป็ทหารฝีมือดีที่สวมเกราะครบชุด ในนั้นมีทหารสามร้อยนายที่สวมเกราะเต็มยศปิดถึงใบหน้า..."
"บังอาจนัก!" สวีฟ่างโกรธจนสูดปากขึงตาโต "ก็ให้นางมีทหารวังสามพันนายก็แล้วกัน! แล้วทหารองครักษ์เล่า?"
"หาทหารองครักษ์ไม่พบขอรับ..."
"เ้าว่าอย่างไรนะ? หาไม่พบงั้นรึ? ทหารองครักษ์หลายพันนายหายไปไหนหมด?"
ขันทีน้อยตัวสั่นเทาพลางตอบ "นอกจากผู้ที่เข้าเวรแล้ว ไม่พบผู้ใดจริง ๆ ขอรับ... ทหารองครักษ์สองร้อยนายที่อยู่เวรยามก็เฝ้าอยู่นอกตำหนักฉงิแล้วขอรับ!"
จ้าวิอวี้เอ่ยเสียงเบา "เสนาบดีสวี ข้าเกรงว่าในยามนี้แม่ทัพกองทหารองครักษ์คงจะเปลี่ยนใจไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามเสียแล้ว..."
สวีฟ่างปล่อยมือจากคอเสื้อของขันทีน้อย มือเท้าเย็นเฉียบ ถอยหลังไปหลายก้าว
จิงอวี่พินิจดูสวีฟ่างอย่างถี่ถ้วน เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้แสร้งทำ ในใจก็อดรู้สึกอึ้งไม่ได้
‘นี่น่ะหรือคืออัครมหาเสนาบดีแห่งราชสำนักปัจจุบัน?’
เขาคิดในใจว่าเื่ใหญ่อย่างการแต่งตั้งรัชทายาท อีกทั้งฮ่องเต้เองก็เหลือลมหายใจรวยริน สมควรจะมีการเตรียมการให้พร้อมสรรพ แต่เมื่อเกิดฏของจ้าวิเยว่เสนาบดีผู้นี้กลับดูไม่มีแผนรับมือฉุกเฉินแม้แต่น้อย
ไม่ต้องพูดถึงการวางแผนอันแยบยลหรือกลยุทธ์อันชาญฉลาด แต่อย่างน้อยก็ไม่ควรเสียกิริยาต่อหน้าพระที่นั่งเช่นนี้!
นี่แสดงให้เห็นปัญหาหนึ่ง คือสวีฟ่างและขุนนางในองค์คณะเสนาบดีไม่เคยคิดเลยว่าหลังจากกำหนดตำแหน่งรัชทายาทแล้วจะมีเชื้อพระวงศ์ก่อฏขึ้นมา!
ตัวเขาเองนั้นได้ฝึกฝนคัมภีร์ฝ่าฟันทุกข์ภัยบทหลอมร่างถึงขั้นสี่ ร่างกายแข็งแกร่งดุจทองและหิน แม้แต่ปรมาจารย์เซียนเทียนก็ไม่อาจทำลายการป้องกันของเขาได้ จึงไม่จำเป็ต้องสนใจเื่ไร้สาระพวกนี้
แต่เ้าสวีฟ่าง ชายชราผอมแห้งที่มีเพียงร่างกายมนุษย์ธรรมดาที่แม้แต่ดาบฟันหรือไฟเผาก็ป้องกันไม่ได้ เ้ามีดีอะไรกัน?
"แม่ทัพตะวันออก! แม่ทัพตะวันออก!" สวีฟ่างดวงตาแดงก่ำ คว้าแขนเสื้อชายชราผู้มีผมและเคราขาวโพลนอีกคนหนึ่ง
“พวกเราจะสามารถระดมกำลังจากค่ายลาดตระเวนนอกเมืองได้หรือไม่?"
แม่ทัพตะวันออกผู้ถูกคว้าแขนเสื้อมีสีหน้าจนปัญญา "ท่านอัคหมารเสนาบดีสวี จะว่าได้ก็ได้ แต่การจะระดมกำลังจากค่ายลาดตระเวนนอกเมืองนั้น อย่างน้อยต้องถือตราพยัคฆ์ของข้าเท่านั้น บัดนี้จ้าวิเยว่บุกมาถึงตำหนักฉงิแล้ว จะมีเวลาที่ใดกัน"
"ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน!" สวีฟ่างกัดฟันกล่าว "ท่านแม่ทัพ ขอตราพยัคฆ์มา แล้วให้ยอดฝีมือในวังลอบออกไปนอกเมืองเพื่อระดมทัพบัดเดี๋ยวนี้!"
แม่ทัพตะวันออกพูดอึกอัก "วันนี้ข้ารีบออกมา ตราพยัคฆ์ลืมไว้ที่จวนเสียแล้ว... อย่างไรเสีย พวกเราต้องหาทางหนีออกไปก่อน"
สวีฟ่าง "..."
จิงอวี่กลอกตาขาวขึ้นไปบนท้องฟ้า เื่นี้ทำให้เขานึกถึงสุภาษิตที่มีชื่อเสียงจากบ้านเกิดในชาติก่อนที่ว่าโลกนี้คือคณะละครชั่วคราวขนาดมหึมา*[1]!
เชิงอรรถ
[1] โลกนี้คือคณะละครชั่วคราวขนาดมหึมา เป็สำนวนจีน (世界是一个巨大的草台班子) แปลว่าองค์กรที่มีระบบจัดการมั่ว ๆ ไม่มีระบบจริงจัง ไม่มืออาชีพ