เทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล]

    บทที่ 40 ทำให้ทุกคนตื่นตระหนก

    ขณะผู้ตรวจสอบกล่าวจบร่างหนึ่งก็แวบออกมาจากฝูงชน เดินช้าๆ ไปทางหยกทรงกลม 

            เมื่อเย่หยางได้ยินชื่อของมู่ไป๋ดวงตาก็หรี่ลงเล็กน้อย เขามองอีกฝ่ายอย่างระมัดระวังเพราะหลี่เฉิงเฟิงบอกว่าชายผู้นี้เป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งของเย่หยาง

            รูปร่างสูงเพรียว ดูมีความสามารถอย่างแท้จริง เพียงแต่คนผู้นี้มีความเป็นผู้หญิงเล็กน้อยชวนให้นึกถึงหนุ่มหล่อจากซีรี่ส์น้ำเน่า แต่บรรยากาศของเขาชวนมืดมนมากกว่า

            เขาเอื้อมมือออกไปคว้าหยกเบื้องหน้าทันใดนั้นก็มีสีแดงเพลิงปรากฏขึ้นบนหยกทรงกลม 

            “คุณลักษณะปราณแท้ เพลิงสัมพันธ์เชื่อมโยงธรรมชาติระดับเจ็ด ขั้นสูงสุด” เสียงผู้ตรวจสอบสั่นเทาเขาสูญเสียความสงบก่อนหน้านี้ไปอย่างสิ้นเชิง

            ชายชราในชุดขาวมองมู่ไป๋พร้อมเอ่ยชื่นชม "ดีมากไม่คิดว่าครั้งนี้สำนักเทียนอู่จะได้รับศิษย์ชั้นยอดอีกคน"

            ทั่วทั้งลานทดสอบเต็มไปด้วยความโกลาหลเหล่าผู้คนจากเมืองหนานหลีเกือบจะกรีดร้องเสียงดังด้วยความยินดีมองมู่ไป๋เหมือนวีรบุรุษที่นำชัยชนะมาให้กลุ่ม 

            เมื่อเห็นว่าเย่หยางแสดงท่าทางงุนงงไม่เข้าใจว่าขั้นสูงสุดหมายถึงอะไรหลี่เฉิงเฟิงจึงอธิบายว่า

            ถ้าให้แบ่งไปตามสัมพันธ์เชื่อมโยงธรรมชาติดั้งเดิมสัมพันธ์ระดับสามถือว่าอยู่ในขั้นต่ำ ห้าคือขั้นกลาง เจ็ดคือขั้นสูงสุด

            เนื่องจากเป็นเวลานานแล้วที่ขั้นกลางไม่ค่อยปรากฏจึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นยอดเยี่ยมซึ่งฟังดูดีกว่า

            สตรีหลายคนมองมู่ไป๋ด้วยดวงตาแวววาวคลั่งไคล้อยากจะไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาเสียตอนนี้

            “เห็นหรือไม่ คนผู้นั้นคือมู่ไป๋? ช่างรูปงามทรงพลังยิ่งนัก”

            “ด้วยสัมพันธ์เชื่อมโยงขั้นสูงสุดทั้งยังเป็นจอมยุทธ์ขั้นเก้านภา ต้องไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งเขาไม่ให้ทะยานสู่ฟากฟ้าอย่างแน่นอน”

            “ในบรรดาศิษย์รุ่นนี้ผู้ใดจะแข่งขันกับเขาได้ เฮ้อข้าเกิดผิดเวลาจริงๆ”

            ขณะทุกคนกำลังกล่าวถึงเรื่องนี้การทดสอบก็ยังคงดำเนินต่อไป หลังจากขานชื่อไปหลายคน เสียงผู้ตรวจสอบก็ดังขึ้น

            “เมืองปาฮวง เย่หยาง”

            เย่หยางถอนหายใจหลังรอมานานในที่สุดเขาก็ถูกขานชื่อ

            เมื่อเห็นเย่หยางออกจากฝูงชนมู่ไป๋ก็มองไปยังแผ่นหลังของเย่หยาง ขมวดคิ้วถาม "เขาคือเย่หยางที่เจ้ากำลังกล่าวถึงใช่หรือไม่ที่มีพลังยุทธ์ระดับนักรบขั้นห้านภา"

            “ใช่…เขาคือเย่หยางเป็นคนที่โค่นศิษย์พี่หนิวเมื่อสองวันก่อน ศิษย์พี่ใหญ่ท่านต้องจัดการเขาอาจารย์อาหวังชิวอวี่เตือนว่าพวกเราต้องทำลายเขาให้สิ้นซาก” ศิษย์คนหนึ่งกระซิบบอก...

            มู่ไป๋กล่าวด้วยความรังเกียจ "เมืองหลัวอิ๋งเริ่มอ่อนแอขึ้นเรื่อยๆเป็นถึงจอมยุทธ์แต่กลับพ่ายแพ้ให้แก่นักรบ รู้ถึงไหนอายถึงนั่นทั้งยังลากเมืองหนานหลีของเราให้ขายหน้าตามไปด้วย"

            “อย่าบอกเรื่องนี้กับศิษย์พี่รุ่นก่อนเราจะแก้ปัญหาด้วยตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขาหัวเราะเยาะ”

            ศิษย์ผู้นั้นพยักหน้าประจบประแจง "ตราบใดที่ศิษย์พี่ใหญ่ลงมือปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างง่ายดาย"

            “แต่ข้าไม่สะดวกที่จะทำเรื่องนี้ลองหาคนสักสองสามคนไปจัดการเขาแทนแล้วกัน จำเอาไว้ว่าแค่สั่งสอนห้ามฆ่าเด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะไม่มีผู้ใดปกป้องเจ้าได้” มู่ไป๋เตือน

            “ขอรับ…ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงเราจะทำอย่างหมดจดไม่ทำผู้ใดสงสัยช่วงหลายปีที่ผ่านมาการกลั่นแกล้งคนจากเมืองปาฮวงเป็นเหมือนการบ้านภาคบังคับของเราแล้วก็แค่เรื่องกล้วยๆ ไม่ใช่หรือไร แหะๆ” ศิษย์ผู้นั้นยิ้มอย่างน่ากลัว

            ขณะทั้งสองคนกำลังวางแผนชั่วกันอยู่นั้นเย่หยางก็หยิบหยกทรงกลมขึ้นมาอัดพลังปราณแท้เข้าไป

            “คุณลักษณะปราณแท้ไม่มีสัมพันธ์เชื่อมโยงธรรมชาติระดับเจ็ด ขั้นสูงสุด เฮ้อ ช่างน่าเสียดาย” ผู้ตรวจสอบกล่าวด้วยท่าทางเศร้าใจ

            การมีสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงระดับเจ็ดหมายความว่าเขาเป็นอัจฉริยะอย่างแน่นอนแต่น่าเสียดายที่ปราณแท้ของเย่หยางไม่มีคุณลักษณะธาตุใดๆ ผู้ตรวจสอบจึงรำพึงว่าน่าเสียดาย

            หากเย่หยางมีคุณลักษณะธาตุพิเศษการคัดเลือกศิษย์ในครั้งนี้คงถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวที่หาได้ยากยิ่งของสำนักเทียนอู่

            ในทางกลับกันเย่หยางดูไม่แยแสแม้แต่น้อย ขอแค่ผ่านการทดสอบจะด้วยระดับใดก็หาใช่สิ่งที่ต้องใส่ใจ

            ทว่าสำหรับคนนอกไม่ได้เห็นเช่นนั้นการที่ปราณแท้ไม่มีคุณลักษณะพิเศษใดๆ คนผู้นั้นจะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาชนิดใดก็ได้แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสาวกบางคนที่มีคุณลักษณะพิเศษความเร็วในการฝึกฝนยังนับว่าห่างชั้นกันมาก

            หลี่เฉิงเฟิงก็ถอนหายใจเช่นกันเมื่อเห็นผลลัพธ์นี้แม้ว่าสัมพันธ์เชื่อมโยงระดับเจ็ดจะค่อนข้างเกินความคาดหมายของเขาแต่ปราณแท้กลับไม่มีคุณลักษณะพิเศษใดๆซึ่งเรื่องนี้ก็เกินความคาดหมายของเขาเช่นกัน

            ขณะเย่หยางคิดว่ามันจบลงแล้วจึงหันหลังกลับชายชราชุดขาวที่หลับตาอยู่ๆ ก็ลืมตาขึ้นแล้วกล่าวว่า "รอสักครู่"

            เย่หยางตกตะลึงมองไปยังชายชราอย่างสงสัย

            ชายชราชุดขาวหยิบลูกทรงกลมโปร่งใสออกมาจากวงแหวนแล้วโยนให้เย่หยางใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง พลางกล่าวว่า "เจ้าหนู…ลองทดสอบอีกครั้งซิ"

            เย่หยางมองย้อนกลับไปทางหลี่เฉิงเฟิง พอเห็นเขาพยักหน้าจึงอัดปราณแท้เข้าไปทันทีฉับพลันลูกทรงกลมก็เต็มไปด้วยปราณแท้สีขาว

            ชายชราในชุดขาวอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ทว่าผ่านไปชั่วครู่เส้นด้ายสีม่วงก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในทรงกลมเขาแสดงความปลาบปลื้มขึ้นในทันใด 

            ‘ข้าพบสมบัติ ข้าพบสมบัติแล้ว’ ชายชราชุดขาวตะโกนในใจ

            “เยี่ม...เยี่ยมมาก” ผู้ตรวจสอบมองไปยังเส้นด้ายสีม่วงด้วยความไม่อยากเชื่อจากนั้นเขาก็แสดงสีหน้าปีติยินดี

            “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดปราณแท้ของเขาถึงมีเส้นด้ายสีม่วง?ดูจากสีหน้าท่าทางของผู้ตรวจสอบเหมือนจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น”

            “ข้าพอรู้เรื่องนี้มาบ้างนิดหน่อยเส้นด้ายสีม่วงนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่ปราณแท้ แต่เป็นพลังวิญญาณในตำนาน”

            “อันใดนะ พลังวิญญาณ!” บางคนตะโกน

            เย่ชิงเสวียนมองไปทางหลี่เฉิงเฟิงด้วยความตื่นเต้นระคนสับสนก่อนถามขึ้นว่า "ท่านลุงหลี่ในอนาคตเย่หยางสามารถเป็นนักวิญญาณได้ใช่หรือไม่"

            “ใช่…ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าเด็กคนนี้จะเก็บซ่อนมันไว้ลึกมากจริงๆสมควรถูกทุบตีนัก” แม้ปากของเขาจะทำเป็นบ่นไม่พอใจแต่คนตาบอดยังมองเห็นว่าเขามีความสุขยิ่ง 

            “ดีๆๆ นามของเจ้าคือเย่หยางใช่หรือไม่ กลับไปรวมกลุ่มเถอะบททดสอบต่อไปเจ้าต้องพยายามให้หนักล่ะ” ชายชราในชุดขาวกล่าวว่า"ดี" สามครั้งติดกันสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม

            “ขอรับ” เย่หยางคารวะชายชราชุดขาวก่อนหันกลับไปรวมกลุ่ม

            ‘เด็กผู้นี้เก็บเอาไว้ไม่ได้ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเสี้ยนหนามร้ายแรง’ เมื่อมองไปที่เย่หยางเจ้าเมืองหนานหลีก็คิดกับตัวเอง

            ขณะคิดเรื่องนี้อยู่ เย่หยางที่กำลังเดินเข้าไปในฝูงชนก็หันมามองเจ้าเมืองหนานหลีด้วยสายตาเย็นชา

            เจ้าเมืองหนานหลีรู้สึกตื่นตระหนกยิ่งอีกฝ่ายมีสัมผัสที่เฉียบแหลมจนสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของเขาเลยหรือไร!

            เขาเรียกมู่ไป๋ไปด้านข้างแล้วกระซิบกระซาบสองสามคำสายตาเหลือบมองไปยังทิศทางของเมืองปาฮวง

            มู่ไป๋แสดงสีหน้าประหลาดใจก่อนพยักหน้า

            แม้เย่หยางจะไม่รู้ว่าพวกเขากล่าวอันใด แต่ขณะที่เขาทดสอบพลังวิญญาณอยู่ก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารหลายครั้งซึ่งผู้ที่มีจิตสังหารรุนแรงที่สุดก็คือเจ้าเมืองหนานหลี

            ครั้งหนึ่งเย่หยางเคยถามหลี่เฉิงเฟิงว่าคนผู้นี้คือใครหลี่เฉิงเฟิงบอกว่าคนผู้นี้คือราชายุทธ์ขั้นสามนภานามว่ามู่ซื่อสยง หนึ่งในสามราชายุทธ์ของตระกูลมู่เขาแค้นที่พี่ชายของตนถูกหลี่เฉิงเฟิงสังหาร 

            หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามการทดสอบรอบแรกก็เสร็จสิ้น มีคนตกรอบทั้งหมดสองร้อยยี่สิบเจ็ดคนเมืองปาฮวงมีสมาชิกตกรอบไปทั้งหมดสี่คน

            ในกลุ่มคนตกรอบมีสามคนจากตระกูลจ้าวอีกหนึ่งคนจากตระกูลเย่ นับว่าโชคดีมาก

            เสียงของผู้ตรวจสอบกลับมาเย็นชาเหมือนเดิมอีกครั้ง "เรามาเริ่มทดสอบรอบสองกันดีกว่านั่นคือการล่าสัตว์อสูร จากนี้ไปพวกเจ้าจะถูกส่งเข้าไปในป่าลึก ผ่านประสบการณ์เป็นตายและเอาชีวิตรอดให้ได้ภายในเจ็ดวัน”

            “ภายในเจ็ดวันพวกเจ้าแต่ละคนต้องรวบรวมแกนสัตว์อสูรให้ได้มากกว่าสามแกนขึ้นไปไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะตกรอบ เอาล่ะ พวกเจ้าจงแบ่งกลุ่มกลุ่มละไม่เกินสิบคน”

            ต่อไปเป็นขั้นตอนการแจกป้ายคาดเอว แต่ละคนจะได้รับป้ายคาดเอวหลังผ่านไปเจ็ดวันอักขระโบราณบนป้ายจะถูกเปิดใช้งาน แล้วจะมีคนไปรับ

            ขั้นต่อไปคือการแบ่งกลุ่มซึ่งทำให้เย่หยางรู้สึกลำบากใจมากเนื่องจากพวกเขามีทั้งหมดสิบสองคน หากพวกเขาแบ่งออกเป็นสองกลุ่มกลุ่มละหกคนพลังโจมตีโดยรวมของพวกเขาจะลดลงมาก

            ในที่สุดเย่หยางก็ตัดสินใจพาเย่หมิงซึ่งเป็นศิษย์ตระกูลเย่ไปเพียงลำพังส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มของเย่ชิงเสวียนกับพี่น้องตระกูลกู่ ยอดฝีมืออย่างนางน่าจะทำภารกิจสำเร็จได้ไม่ยาก

            เมื่อเห็นว่าทุกคนแบ่งกลุ่มกันเรียบร้อยแล้วผู้ตรวจสอบจึงสั่งให้ผู้ทดสอบเข้าไปยังวงเวทเคลื่อนย้ายทีละกลุ่ม หลังจากวงเวทเคลื่อนย้ายถูกเปิดใช้งานรอไม่นานก็ถึงรอบของกลุ่มเย่หยาง ชั่วขณะนั้นเย่หยางรู้สึกเหมือนดวงตาพร่าเลือน 

            กลุ่มของเย่หยางถูกเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่โล่งในป่าทว่าก่อนที่พวกเขาจะคุ้นเคยกับภาพตรงหน้าก็บังเกิดลมกระโชกแรงเข้ามาปะทะร่างพวกเขามุ่งตรงไปยังเย่หมิงที่ยังคงงุนงง

            เมื่อเย่หมิงได้สติปากเปื้อนโลหิตก็มาอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ทัน


     

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์ล้างสวรรค์ [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน

    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    เงาเทพผ่าจันทรา ( Martial MoonKnight )

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    481K 312
    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    ก็แค่ตาลุงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่บังเอิญได้รับพรจากพระเจ้าแล้วถูกส่งไปยังต่างโลก

    นิยาย แฟนตาซี
    161K 179
    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    อหังการยอดคนเหนือยุทธ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    423K 2687
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    ฤทธาสยบฟ้า ใต้หล้าเหนือพันธนาการ [จบ]

    นิยาย แฟนตาซี
    3.82M 1844
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เลเวลอัพ

    เลเวลอัพ

    นิยาย เกมออนไลน์
    738K 4984
    จอมหมัดราชันย์

    จอมหมัดราชันย์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    123K 157
    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย แฟนตาซี
    5.95M 1357
    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    หลินเว่ยเว่ยสาวน้อยจอมพลัง (นิยายแปล)***จบแล้ว***

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    355K 668