ขณะผู้ตรวจสอบกล่าวจบร่างหนึ่งก็แวบออกมาจากฝูงชน เดินช้าๆ ไปทางหยกทรงกลม
เมื่อเย่หยางได้ยินชื่อของมู่ไป๋ดวงตาก็หรี่ลงเล็กน้อย เขามองอีกฝ่ายอย่างระมัดระวังเพราะหลี่เฉิงเฟิงบอกว่าชายผู้นี้เป็นคู่แข่งอันดับหนึ่งของเย่หยาง
รูปร่างสูงเพรียว ดูมีความสามารถอย่างแท้จริง เพียงแต่คนผู้นี้มีความเป็นผู้หญิงเล็กน้อยชวนให้นึกถึงหนุ่มหล่อจากซีรี่ส์น้ำเน่า แต่บรรยากาศของเขาชวนมืดมนมากกว่า
เขาเอื้อมมือออกไปคว้าหยกเบื้องหน้าทันใดนั้นก็มีสีแดงเพลิงปรากฏขึ้นบนหยกทรงกลม
“คุณลักษณะปราณแท้ เพลิงสัมพันธ์เชื่อมโยงธรรมชาติระดับเจ็ด ขั้นสูงสุด” เสียงผู้ตรวจสอบสั่นเทาเขาสูญเสียความสงบก่อนหน้านี้ไปอย่างสิ้นเชิง
ชายชราในชุดขาวมองมู่ไป๋พร้อมเอ่ยชื่นชม "ดีมากไม่คิดว่าครั้งนี้สำนักเทียนอู่จะได้รับศิษย์ชั้นยอดอีกคน"
ทั่วทั้งลานทดสอบเต็มไปด้วยความโกลาหลเหล่าผู้คนจากเมืองหนานหลีเกือบจะกรีดร้องเสียงดังด้วยความยินดีมองมู่ไป๋เหมือนวีรบุรุษที่นำชัยชนะมาให้กลุ่ม
เมื่อเห็นว่าเย่หยางแสดงท่าทางงุนงงไม่เข้าใจว่าขั้นสูงสุดหมายถึงอะไรหลี่เฉิงเฟิงจึงอธิบายว่า
ถ้าให้แบ่งไปตามสัมพันธ์เชื่อมโยงธรรมชาติดั้งเดิมสัมพันธ์ระดับสามถือว่าอยู่ในขั้นต่ำ ห้าคือขั้นกลาง เจ็ดคือขั้นสูงสุด
เนื่องจากเป็นเวลานานแล้วที่ขั้นกลางไม่ค่อยปรากฏจึงถูกเปลี่ยนชื่อเป็นยอดเยี่ยมซึ่งฟังดูดีกว่า
สตรีหลายคนมองมู่ไป๋ด้วยดวงตาแวววาวคลั่งไคล้อยากจะไปอยู่ในอ้อมแขนของเขาเสียตอนนี้
“เห็นหรือไม่ คนผู้นั้นคือมู่ไป๋? ช่างรูปงามทรงพลังยิ่งนัก”
“ด้วยสัมพันธ์เชื่อมโยงขั้นสูงสุดทั้งยังเป็นจอมยุทธ์ขั้นเก้านภา ต้องไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งเขาไม่ให้ทะยานสู่ฟากฟ้าอย่างแน่นอน”
“ในบรรดาศิษย์รุ่นนี้ผู้ใดจะแข่งขันกับเขาได้ เฮ้อข้าเกิดผิดเวลาจริงๆ”
ขณะทุกคนกำลังกล่าวถึงเรื่องนี้การทดสอบก็ยังคงดำเนินต่อไป หลังจากขานชื่อไปหลายคน เสียงผู้ตรวจสอบก็ดังขึ้น
“เมืองปาฮวง เย่หยาง”
เย่หยางถอนหายใจหลังรอมานานในที่สุดเขาก็ถูกขานชื่อ
เมื่อเห็นเย่หยางออกจากฝูงชนมู่ไป๋ก็มองไปยังแผ่นหลังของเย่หยาง ขมวดคิ้วถาม "เขาคือเย่หยางที่เจ้ากำลังกล่าวถึงใช่หรือไม่ที่มีพลังยุทธ์ระดับนักรบขั้นห้านภา"
“ใช่…เขาคือเย่หยางเป็นคนที่โค่นศิษย์พี่หนิวเมื่อสองวันก่อน ศิษย์พี่ใหญ่ท่านต้องจัดการเขาอาจารย์อาหวังชิวอวี่เตือนว่าพวกเราต้องทำลายเขาให้สิ้นซาก” ศิษย์คนหนึ่งกระซิบบอก...
มู่ไป๋กล่าวด้วยความรังเกียจ "เมืองหลัวอิ๋งเริ่มอ่อนแอขึ้นเรื่อยๆเป็นถึงจอมยุทธ์แต่กลับพ่ายแพ้ให้แก่นักรบ รู้ถึงไหนอายถึงนั่นทั้งยังลากเมืองหนานหลีของเราให้ขายหน้าตามไปด้วย"
“อย่าบอกเรื่องนี้กับศิษย์พี่รุ่นก่อนเราจะแก้ปัญหาด้วยตัวเองเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พวกเขาหัวเราะเยาะ”
ศิษย์ผู้นั้นพยักหน้าประจบประแจง "ตราบใดที่ศิษย์พี่ใหญ่ลงมือปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างง่ายดาย"
“แต่ข้าไม่สะดวกที่จะทำเรื่องนี้ลองหาคนสักสองสามคนไปจัดการเขาแทนแล้วกัน จำเอาไว้ว่าแค่สั่งสอนห้ามฆ่าเด็ดขาดไม่เช่นนั้นจะไม่มีผู้ใดปกป้องเจ้าได้” มู่ไป๋เตือน
“ขอรับ…ศิษย์พี่ใหญ่ไม่ต้องเป็นห่วงเราจะทำอย่างหมดจดไม่ทำผู้ใดสงสัยช่วงหลายปีที่ผ่านมาการกลั่นแกล้งคนจากเมืองปาฮวงเป็นเหมือนการบ้านภาคบังคับของเราแล้วก็แค่เรื่องกล้วยๆ ไม่ใช่หรือไร แหะๆ” ศิษย์ผู้นั้นยิ้มอย่างน่ากลัว
ขณะทั้งสองคนกำลังวางแผนชั่วกันอยู่นั้นเย่หยางก็หยิบหยกทรงกลมขึ้นมาอัดพลังปราณแท้เข้าไป
“คุณลักษณะปราณแท้ไม่มีสัมพันธ์เชื่อมโยงธรรมชาติระดับเจ็ด ขั้นสูงสุด เฮ้อ ช่างน่าเสียดาย” ผู้ตรวจสอบกล่าวด้วยท่าทางเศร้าใจ
การมีสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงระดับเจ็ดหมายความว่าเขาเป็นอัจฉริยะอย่างแน่นอนแต่น่าเสียดายที่ปราณแท้ของเย่หยางไม่มีคุณลักษณะธาตุใดๆ ผู้ตรวจสอบจึงรำพึงว่าน่าเสียดาย
หากเย่หยางมีคุณลักษณะธาตุพิเศษการคัดเลือกศิษย์ในครั้งนี้คงถือว่าเป็นการเก็บเกี่ยวที่หาได้ยากยิ่งของสำนักเทียนอู่
ในทางกลับกันเย่หยางดูไม่แยแสแม้แต่น้อย ขอแค่ผ่านการทดสอบจะด้วยระดับใดก็หาใช่สิ่งที่ต้องใส่ใจ
ทว่าสำหรับคนนอกไม่ได้เห็นเช่นนั้นการที่ปราณแท้ไม่มีคุณลักษณะพิเศษใดๆ คนผู้นั้นจะสามารถฝึกฝนเคล็ดวิชาชนิดใดก็ได้แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสาวกบางคนที่มีคุณลักษณะพิเศษความเร็วในการฝึกฝนยังนับว่าห่างชั้นกันมาก
หลี่เฉิงเฟิงก็ถอนหายใจเช่นกันเมื่อเห็นผลลัพธ์นี้แม้ว่าสัมพันธ์เชื่อมโยงระดับเจ็ดจะค่อนข้างเกินความคาดหมายของเขาแต่ปราณแท้กลับไม่มีคุณลักษณะพิเศษใดๆซึ่งเรื่องนี้ก็เกินความคาดหมายของเขาเช่นกัน
ขณะเย่หยางคิดว่ามันจบลงแล้วจึงหันหลังกลับชายชราชุดขาวที่หลับตาอยู่ๆ ก็ลืมตาขึ้นแล้วกล่าวว่า "รอสักครู่"
เย่หยางตกตะลึงมองไปยังชายชราอย่างสงสัย
ชายชราชุดขาวหยิบลูกทรงกลมโปร่งใสออกมาจากวงแหวนแล้วโยนให้เย่หยางใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความคาดหวัง พลางกล่าวว่า "เจ้าหนู…ลองทดสอบอีกครั้งซิ"
เย่หยางมองย้อนกลับไปทางหลี่เฉิงเฟิง พอเห็นเขาพยักหน้าจึงอัดปราณแท้เข้าไปทันทีฉับพลันลูกทรงกลมก็เต็มไปด้วยปราณแท้สีขาว
ชายชราในชุดขาวอดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ทว่าผ่านไปชั่วครู่เส้นด้ายสีม่วงก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในทรงกลมเขาแสดงความปลาบปลื้มขึ้นในทันใด
‘ข้าพบสมบัติ ข้าพบสมบัติแล้ว’ ชายชราชุดขาวตะโกนในใจ
“เยี่ม...เยี่ยมมาก” ผู้ตรวจสอบมองไปยังเส้นด้ายสีม่วงด้วยความไม่อยากเชื่อจากนั้นเขาก็แสดงสีหน้าปีติยินดี
“เกิดอะไรขึ้น เหตุใดปราณแท้ของเขาถึงมีเส้นด้ายสีม่วง?ดูจากสีหน้าท่าทางของผู้ตรวจสอบเหมือนจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น”
“ข้าพอรู้เรื่องนี้มาบ้างนิดหน่อยเส้นด้ายสีม่วงนั้นดูเหมือนจะไม่ใช่ปราณแท้ แต่เป็นพลังวิญญาณในตำนาน”
“อันใดนะ พลังวิญญาณ!” บางคนตะโกน
เย่ชิงเสวียนมองไปทางหลี่เฉิงเฟิงด้วยความตื่นเต้นระคนสับสนก่อนถามขึ้นว่า "ท่านลุงหลี่ในอนาคตเย่หยางสามารถเป็นนักวิญญาณได้ใช่หรือไม่"
“ใช่…ข้าไม่คิดเลยว่าเจ้าเด็กคนนี้จะเก็บซ่อนมันไว้ลึกมากจริงๆสมควรถูกทุบตีนัก” แม้ปากของเขาจะทำเป็นบ่นไม่พอใจแต่คนตาบอดยังมองเห็นว่าเขามีความสุขยิ่ง
“ดีๆๆ นามของเจ้าคือเย่หยางใช่หรือไม่ กลับไปรวมกลุ่มเถอะบททดสอบต่อไปเจ้าต้องพยายามให้หนักล่ะ” ชายชราในชุดขาวกล่าวว่า"ดี" สามครั้งติดกันสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
“ขอรับ” เย่หยางคารวะชายชราชุดขาวก่อนหันกลับไปรวมกลุ่ม
‘เด็กผู้นี้เก็บเอาไว้ไม่ได้ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นเสี้ยนหนามร้ายแรง’ เมื่อมองไปที่เย่หยางเจ้าเมืองหนานหลีก็คิดกับตัวเอง
ขณะคิดเรื่องนี้อยู่ เย่หยางที่กำลังเดินเข้าไปในฝูงชนก็หันมามองเจ้าเมืองหนานหลีด้วยสายตาเย็นชา
เจ้าเมืองหนานหลีรู้สึกตื่นตระหนกยิ่งอีกฝ่ายมีสัมผัสที่เฉียบแหลมจนสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของเขาเลยหรือไร!
เขาเรียกมู่ไป๋ไปด้านข้างแล้วกระซิบกระซาบสองสามคำสายตาเหลือบมองไปยังทิศทางของเมืองปาฮวง
มู่ไป๋แสดงสีหน้าประหลาดใจก่อนพยักหน้า
แม้เย่หยางจะไม่รู้ว่าพวกเขากล่าวอันใด แต่ขณะที่เขาทดสอบพลังวิญญาณอยู่ก็สัมผัสได้ถึงจิตสังหารหลายครั้งซึ่งผู้ที่มีจิตสังหารรุนแรงที่สุดก็คือเจ้าเมืองหนานหลี
ครั้งหนึ่งเย่หยางเคยถามหลี่เฉิงเฟิงว่าคนผู้นี้คือใครหลี่เฉิงเฟิงบอกว่าคนผู้นี้คือราชายุทธ์ขั้นสามนภานามว่ามู่ซื่อสยง หนึ่งในสามราชายุทธ์ของตระกูลมู่เขาแค้นที่พี่ชายของตนถูกหลี่เฉิงเฟิงสังหาร
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยามการทดสอบรอบแรกก็เสร็จสิ้น มีคนตกรอบทั้งหมดสองร้อยยี่สิบเจ็ดคนเมืองปาฮวงมีสมาชิกตกรอบไปทั้งหมดสี่คน
ในกลุ่มคนตกรอบมีสามคนจากตระกูลจ้าวอีกหนึ่งคนจากตระกูลเย่ นับว่าโชคดีมาก
เสียงของผู้ตรวจสอบกลับมาเย็นชาเหมือนเดิมอีกครั้ง "เรามาเริ่มทดสอบรอบสองกันดีกว่านั่นคือการล่าสัตว์อสูร จากนี้ไปพวกเจ้าจะถูกส่งเข้าไปในป่าลึก ผ่านประสบการณ์เป็นตายและเอาชีวิตรอดให้ได้ภายในเจ็ดวัน”
“ภายในเจ็ดวันพวกเจ้าแต่ละคนต้องรวบรวมแกนสัตว์อสูรให้ได้มากกว่าสามแกนขึ้นไปไม่เช่นนั้นพวกเจ้าจะตกรอบ เอาล่ะ พวกเจ้าจงแบ่งกลุ่มกลุ่มละไม่เกินสิบคน”
ต่อไปเป็นขั้นตอนการแจกป้ายคาดเอว แต่ละคนจะได้รับป้ายคาดเอวหลังผ่านไปเจ็ดวันอักขระโบราณบนป้ายจะถูกเปิดใช้งาน แล้วจะมีคนไปรับ
ขั้นต่อไปคือการแบ่งกลุ่มซึ่งทำให้เย่หยางรู้สึกลำบากใจมากเนื่องจากพวกเขามีทั้งหมดสิบสองคน หากพวกเขาแบ่งออกเป็นสองกลุ่มกลุ่มละหกคนพลังโจมตีโดยรวมของพวกเขาจะลดลงมาก
ในที่สุดเย่หยางก็ตัดสินใจพาเย่หมิงซึ่งเป็นศิษย์ตระกูลเย่ไปเพียงลำพังส่วนอีกกลุ่มเป็นกลุ่มของเย่ชิงเสวียนกับพี่น้องตระกูลกู่ ยอดฝีมืออย่างนางน่าจะทำภารกิจสำเร็จได้ไม่ยาก
เมื่อเห็นว่าทุกคนแบ่งกลุ่มกันเรียบร้อยแล้วผู้ตรวจสอบจึงสั่งให้ผู้ทดสอบเข้าไปยังวงเวทเคลื่อนย้ายทีละกลุ่ม หลังจากวงเวทเคลื่อนย้ายถูกเปิดใช้งานรอไม่นานก็ถึงรอบของกลุ่มเย่หยาง ชั่วขณะนั้นเย่หยางรู้สึกเหมือนดวงตาพร่าเลือน
กลุ่มของเย่หยางถูกเคลื่อนย้ายไปยังพื้นที่โล่งในป่าทว่าก่อนที่พวกเขาจะคุ้นเคยกับภาพตรงหน้าก็บังเกิดลมกระโชกแรงเข้ามาปะทะร่างพวกเขามุ่งตรงไปยังเย่หมิงที่ยังคงงุนงง
เมื่อเย่หมิงได้สติปากเปื้อนโลหิตก็มาอยู่ตรงหน้าของเขาแล้ว เขาไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ทัน