วัน ๆ ขลุกแต่อยู่ในห้อง รจนาเอาจริงเอาจังกับตำรา
คบคิดแก้ปัญหาด้วยปัญญา ตรงสัญลักษณ์ประกอบอักขระ
กองเล่มคัมภีร์ ตำรา ต่างนำมาเปรียบเทียบค้นดู
ส่วนบิดาเพ่งนึกตรง*ลายกนก ที่ซ้อนทับพยัญชนะวรรคท้าย
เคยเห็นศิลาสลัก ตามสถานธรรมต่าง ๆ อาจแฝงคติบางอย่าง
“ควมพระครูผู้แต่ง หมายเถิงหยังน้อ”
ท้าวเทศปวดหัวกับลายปริศนาที่ปรากฏคั่นตัวอักษร
จุดประสงค์เพื่อไม่ให้ง่ายต่อการตีความหมายนัก
เพราะหากตำราเล่มนี้ตกอยู่ในมืออสูร ย่อมสามารถหลบช่องภัยได้
สิ่งควรพึงรอบคอบของปราชญ์ อภิญญาผู้ทรงธรรม
เสียงบ่นพึมพำจากท้าวเทศ พลอยทำให้รจนาเอ่ยกับบิดา
“ม่องนี่ บอกว่าควมเมตตาบ่แม่นสงสาร แยกให้ออก”
ประโยคของรจนาอธิบายต่อ“ลูกได่จาก*คำสอนพรหมวิหารธรรม ตั๊วท่านพ่อ”
มองไว้แต่แรกไม่มีผิด ฝั่งผู้เป็นพ่อภูมิใจ รจนาศึกษาหลายแขนง
“โอ้ จังซั่นเบาะ”
ค่อย ๆ เปิดแปลทีละหน้า จวนเวลาจะหมดวัน ยังไปได้ไม่ถึงไหน
สองคนระดมสมอง คงไม่พอต่อระยะเร่งรีบอันมีจำกัด
มุมมองของท้าวเทศ จึงพูดกับลูกสาว
“เอาจังซี่สา”
จั่วเกรินถึงอุปสรรคเบื้องต้น“คึสิบ่ทันกินดอก ขั่นช้าหลาย”
ตัดสินใจเล่ารายละเอียด ถ่ายทอดสู่รจนาฟัง
ประเด็นสำคัญที่เกิดขึ้นอีกด้านเกี่ยวกับบ้านเมือง ตกอยู่ในอันตราย
“นางว่า ฮิฟ้าว ๆ โลด”
ทางลูกสาวใจร้อนยิ่งกว่า รจนาเห็นด้วยกับการให้ทุกคนมามีส่วนร่วม
เผื่อพบคำตอบอันพอเป็นประโยชน์ ในตำราซึ่งต้องแปลออกมาให้ได้ก่อน
...เหมือนว่าทุกคนจะนัดแนะพร้อมกันในวันนี้
ขนาดโรงเรือนกว้างใหญ่ ปลูกตั้งบริเวณเหมาะสม แหล่งรวมกินข้าว
หลายครั้งที่มากองกันเป็นกลุ่มก้อน บ้างปูเสื่อหั่นตะไคร้ เด็ดใบมะกรูด
ช่วยตามถนัดจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อแบ่งเบางานการ
หรือที่โตพอจะออกไปทำนา ก็อาสาปะปนกับบรรดาไพร่
อาศัยใช้แรงงานตอบแทนพระคุณ ท้าวเทศท่าน
ได้ตาลุนกับเสือหาญ เลยไม่กังวลกับสิ่งต่าง ๆ ที่รบกวน
เวรยามตรวจตราตามเรือนชานแต่ละหลัง เจ้ารักกับเจ้ายมทำหน้าที่ไม่บกพร่อง
เด็กผีทั้งสองยังผูกมิตรเจ้าบ้าน เจ้าเรือน จนสนิท สามัคคีกันพิทักษ์เขตแดน
มีอีกอย่างคือการเล่าเรียน สิ่งที่ไม่มองข้าม บักลายสือเสริมความรู้ให้หมู่สหาย
ทั้งผู้ใดสนใจใคร่รู้หนังสือ มันสอนผ่านวิชาที่เคยศึกษามาจากอาจารย์
กิจวัตรในแต่ละวันไม่ปล่อยผ่านไปเรื่อยเปื่อย
เพื่อจะสร้างรากฐาน อันการศึกษาเสมอภาค
หลักสูตรนำพาผู้คนมีแวว หวังอนาคตเจริญ
จากก่อนอยู่ในป่า เขา ตั้งเอาธรรมชาติเป็นตัวกำหนด
ฝึกขัดเกลา ยัดองค์ความรู้เข้าสมอง มนุษย์ย่อมพัฒนาไม่มีสิ้นสุด
ชุมชนแหล่งใดมักมี*บวรตั้งอยู่เพื่อรองรับความสอดคล้องกับประชากร
“โตนี่ เขียนจังซี่เด้อ”
บักแปอวดผลงาน มันออกมาเขียนหน้ากระดานใช้แท่งถ่านขีดลง
เป็นอักษรขอม ลายมือมั่วซั่วเลยได้แก้ให้ใหม่
“ใส่หัวเข้าไป จังสิถืกตั๊วแป”
ร่ำเรียนโดยตรงกับพรตศรีไศล บักลายสือลากเส้นขอดตรงผิด
กลัวเสียหน้า บักแปเถียงน้ำขุ่น ๆ
“ทางผู้ข้าว่า กะบ่ต่างกันปานได๋เด้หละ”
ตาลุนจึงเป็นกรรมการ ค้านประโยค
“บักฮูขี่ มึงกะแหกตาเบิ่งแหน่แมะ”
ท่าทางไม่ได้จริงจังนัก แต่ก็ทักจนเรียกเสียงหัวเราะได้
ติดกับโรงครัว ซุ้มเพิงลักษณะโครงหลังคาโปร่ง เหมาะแก่การนั่งเรียน
แค่ตีแผ่นกระดาน ใช้ถ่านเขียนเอา พอจะลบเพียงผ้าชุบน้ำเช็ดเบา ๆ ก็ออก
หาอุปกรณ์ที่มีอยู่มาใช้เป็นประโยชน์ ดัดแปลงของใกล้ตัว
นับรวมทั้งหมด บรรดาสนใจมาสุมหัวนั่งเรียน
เพื่อให้รู้จักพื้นฐาน*อักษรปัลลวะ ปัจจัยแรกที่ถูกนำมาฝึก
“ขีดจังซี่ มีหางหยักขึ้น เอิ้นว่า*ศก”
ลายสือเขียนให้ดูเป็นตัวอย่าง แล้วพาเรียกออกเสียง
“โอ๊ยโคตรแม่! คึยากแถะ”
เป็นคำจำปาเอ่ยบ่นขึ้น จนทุกคนหันไปมอง
“ผู้ญ่าผู้ญิง พุ่นเวียกมึง”
ในฐานะผู้ใหญ่ไม่อยากให้พูดมาก ตาลุนชี้มือไล่ให้หาอย่างอื่นทำ
“บ่เด้อ สิให้ข่อยขูดบักพร้าว”
ความโดนตามใจในครอบครัวยังพกติดตัว จำปาปฏิเสธเสียงลั่น
“จังซั่น กะเซาเว้าสา”
บักสิมพูดสอด ทั้งยกบักเผือกเป็นแบบอย่าง
“เบิ่งบักกืกแหน่ มันเว้าบ่ได่กะยังเพียรกั่ว”
สำนึกที่อยากรู้หนังสือ อ่านออกเขียนได้คล่องขึ้น
ด้านบักสิมพอมีโอกาส ต้องรีบคว้าไว้ถือให้ความสำคัญ
ส่วนใครใจไม่สู้ มันจึงเอ่ยปากทั้งที่แอบหมายตาจำปาอยู่เหมือนกัน
ตลอดผ่านการผจญภัยกันมา สังเกตว่าบักแปพยายามแสดงออกตามความรู้สึก
สิ่งที่ทำได้บักสิมเก็บทุกอย่างไว้ในใจ เพราะอย่างไรจำปาจะเลือกผู้ใด มันรู้ดี
จากการเปรียบเทียบระหว่างบักแปกับบักลายสือ
ทางด้านจำปาชัดเจนต่อคนที่ยืนหน้ากระดาน
มากกว่าคนที่นั่งข้าง ๆ คอยพิเน้าพินอเฝ้าเอาใจ
“พอเถินสู กูสิได่เฮียนบ่”
ท้ายแล้วทำเป็นตัดบท จำปาท่าทางสงบลงตรงคิดได้
ปล่อยให้พูด ลายสือนิ่งเว้นระยะพอเงียบเสียง
“เอาหละ บ่มีหยังเกินเฮาไปได่ดอกจำปา นอกจากสิบ่ตั้งใจขวนขวาย”
แนะให้กำลังใจ โดยนำจากสิ่งตนเคยปฏิบัติมาก่อน
ทุกเย็นย่ำไม่ว่าฝนตกแดดออก ทำเป็นประจำเดินไปอาศรม
เพื่อศึกษากับฤาษีไศล ผู้ที่เมตตาประสิทธิ์ประสาทให้
การสะสมองค์ปัญญาไม่มีที่สิ้นสุด ถ้อยคำท่านกล่าวไว้
จำขึ้นใจไม่ลืม ทั้งเก็บเกี่ยวสิ่งควรรู้นำมาประกอบการดำเนินชีวิต
“ถืกของเจ่า ลายสือ”
เสือหาญเองเห็นด้วย พิสูจน์แล้วจากอดีตที่พยายามปีนจากหลุมมืดสันดานใฝ่ต่ำ
หันมาทำความดีไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็พอทำได้ ถ้าใจมุ่งมั่น
...จวบค่อนวัน เวลาคราวสลายกลุ่มแยกย้ายไปทำงานทำการ
พอกลับมาเรือน คำปงมีของกินไว้คอยท่าลูกชาย
นางทำแกงบอน ต้นทูนลำอวบขึ้นตามแถวตลิ่งน้ำ
ตอนลงมาเดินใกล้บ่อสระ ที่ท้าวเทศเกณฑ์ไพร่พลขุดเอาไว้ภายในบริเวณคุ้ม
เพื่อความสะดวก ทดน้ำกักเก็บใช้สอยไม่ต้องลำบากเดือดร้อน
คำปงล้างก้านทูนทำความสะอาด วางเผาบนถ่านจนสุก ลดกำจัดมวลที่อาจก่อระคายคันคอ
แล้วลอกเยื่อบาง ๆ ที่หุ้มลำออก จากนั้นเอาลงต้มในหม้อดินกระทั่งเกือบเปื่อย
รินน้ำแรกออกเพื่อแน่ใจ ไม่มีสารพิษตกค้าง ตั้งไฟต่อจวนแห้ง
ปรุงรสด้วยพริกสดสามเม็ด หอมแดงห้าหัว ใช้สากบุบพอแตก
เหยาะเกลือตามกับปลาแห้งย่างกรอบ ๆ นำมาตำจนแหลก
คนผสมกัน ก่อนเทน้ำลงเติมพอคลุกคลิกรอจนเดือด
โรยด้วยข้าวคั่วหอมอีกรอบ ก่อนที่จะยกลงจากเตา
“ข้าวในติบ พอบ่?”
ระหว่างเดินทางนางใช้เกลือแลกข้าว จึงเจียดเฉลี่ยแบ่งกันกับนางอุไร
เอาไว้หุงหาขณะอาศัยอยู่บนเรือน ที่ท้าวเทศจัดหาให้พักแยกเป็นสัดส่วน
บางครั้งก็ลงไปกินรวมหมู่กับบรรดาพวกพ้อง ในโรงครัวเสบียงกลาง
หากแต่คำปงชอบทำอาหาร ซึ่งนางติดเป็นนิสัย
อันไหนพอจัดแจงเองได้ เลยไม่ปล่อยเวลาว่าง
“หลายโพดหละแม่”
นั่งลงบนเสื่อ บักลายสือถูกแกงบอนที่แม่ตักใส่ถ้วยเตรียมไว้ชวนให้หิวข้าว
หลังจากล้างมือล้างเท้าขึ้นบันไดบ้านมา เห็นสำรับคลุมด้วยผ้าบางปิดปากถ้วย
พอเปิดออกได้กลิ่นลอยแตะจมูก พลอยเจริญอาหาร
กลัวลูกไม่อิ่ม คำปงเดินไปหยิบกระติบข้าวมาเพิ่ม
“แม่ว่าสิเฮ็ด ไปฝากท้าวเทศเพิ่น”
คนลุ่มโคราช กินออกแนวรสเผ็ด เค็ม นางจึงจะทำแกงบอนอีกหม้อ
พื้นเพองค์หญิงคาระปง เกิดแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา รสชาติกินหวาน เปรี้ยว
คำปงเลยปรุงอาหารรสเฉพาะปานกลาง สำหรับนางกับลูก
...“ป๊าด ผู้ได๋เฮ็ดหนิ คึแซบแท้”
คำอุทานของรจนา ขณะตักกินแกงในถ้วยเอ่ยถามถึงที่มา
พ่อ ลูกพากันอยู่แต่ในห้องหนังสือ ค้นคว้าหาคำตอบจากคัมภีร์
มาลากับอุทัยวรรณจัดการมื้ออาหาร ซึ่งเลยเที่ยงแล้วยังไม่เห็นออกมา
ห่วงว่าจะหิวจึงจัดสำรับยกเข้าหาถึงที่ มีหมกหน่อไม้ แกงบอนกับปิ้งเนื้อแห้ง
ในส่วนของหวานเป็นกล้วยตาก เคลือบน้ำผึ้ง
“องค์คาระปงตั๊ว เฮ็ดมาให้กิน”
คำพูดมาลา ผู้ที่รับหม้อดินจากบักลายสือเดินถือส่งตามแม่บอก
“ข่อยว่าสิ ไปเอาสูตรนำเพิ่นอยู่แมะ”
อุทัยวรรณบ้านเดิมเมืองตักสิลา นางไม่ค่อยถนัดเรื่องอาหารการกิน
พักหลังจึงขอให้มาลาสอนเข้าครัว เพราะเป็นถึงลูกพระยา เคยแต่มีข้ารับใช้
พอมาเป็นอนุท้าวเทศ เลยต้องฝึกหัดไว้บ้าง
ไม่ให้อายสุพรรณ เมียอีกคนที่เก่งการบ้านการเรือน
“ไปนำกันบ่ นางน้อยรจนา”
อนุอุทัยวรรณ อายุห่างลูกสาวคนโตของท้าวเทศ สักระยะห้าปี
ย่างเข้าสิบแปดก็ได้ผัว โดยผู้พ่อฝากผีฝากไข้ไว้กับเขยจึงเต็มใจยกให้เลี้ยงดู
“ข่อยยังตีงคิงไปไสบ่ได่ดอก แม่น้าวรรณ”
รจนาสนิทกับอุทัยวรรณ เนื่องดูออกว่าอีแววตาเมียบ่าวขี้อิจฉา
เอ่ยออกตัวเพราะตอนนี้ติดในการหาวิธีแก้ไข อันเกินจะอธิบายบอกใครได้
นอกจากบิดาและรจนาเท่านั้นที่รู้กัน ในเรือนหลังใหญ่
ปัญหาซึ่งท้าวเทศพูดกับลูกสาว ให้ช่วยเก็บไว้เป็นความลับ
มีลำพังตาลุนกับเสือหาญ อีกบักลายสือเห็นมากับตัวเอง
ถึงคราวผู้คนธรรมดา จะต้องหาทางกำจัดปีศาจร้าย.
*ลายกนก หมายถึงลวดลาย ซึ่งกนกคำนี้แปลว่าทอง
ต้นแบบมาจากหางไหล ซึ่งเป็นลายที่มาจากลักษณะของเปลวไฟ
กนกจัดว่าเป็นลาย ที่สำคัญของงานจิตรกรรมไทย
มีพื้นฐานจากสามเหลี่ยมชายธง (สามเหลี่ยมมุมฉาก) อาจมีตัวเดียว
หรือหลายตัวก็ได้ มักมีฐานมุมแหลมหันทางเดียวกัน
โดยมีขนาดและสัดส่วนที่แตกต่างกันไป ตามวิธีวาดศิลปะ
ตัวอย่างลายกนก เรียกดังนี้
กนกเปลว
กนกใบเทศ
กนกผักกูด
กนกนารี
กนกหางหงส์
กนกลายนาค
กนกช่อลายต่าง ๆ
*พรหมวิหารธรรม ประกอบด้วย เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
ภาษาธรรมเรียกว่าพรหมวิหาร 4
เมตตา คือความปรารถนาอยากให้บุคคลเป็นสุขทั้งกายและใจ
กรุณา คือความสงสารต่อคนอื่น เมื่อมีทุกข์ ประสบปัญหาสามารถช่วยได้
มุทิตา คือความยินดีจากการเห็นคนทั่วไปได้ดี ไม่ลำบาก
อุเบกขา คือเป็นกลางต่อทุกข์ สุข ของสัตว์ ไม่เอนเอียงด้วยความชอบหรือชัง
*บวร ในบริบทของสังคมไทย หมายถึง บ้าน วัด โรงเรียน
ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชุมชนและสังคม
ให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน แนวคิด บวรนี้ เป็นการบูรณาการ
ความร่วมมือระหว่าง 3 สถาบันหลัก คือ ครอบครัว (บ้าน)
ศาสนสถาน (วัด) และสถานศึกษา (โรงเรียน)
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน
*ปัลลวะคืออักษรตัวแรกสมัยดึกดำบรรพ์ของไทยและขอม
มวลอักขระปัลลวะมาจากอินเดียใต้ ซึ่งเป็นต้นแบบของอักษรขอมโบราณ
ที่ใช้ในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก่อนจะพัฒนาเป็นอักษรขอมและอักษรเขมรในปัจจุบัน
*ศก อักษรขอมมีเอกลักษณ์คือการเปลี่ยนบางอักษรจากอักษรปัลลวะให้มี “ศก” หรือ “หนามเตย”
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)