จินลี่หยางกับลู่จางเหว่ยแยกกันนำกำลังคนไปคนละทางกำลังคนหนึ่งร้อยคนถูกวางไว้ที่เชิงเขาแล้วเรียบร้อย อีกหนึ่งร้อยคน ลู่ฉงเยวี่ยกับจงฉงเป็นคนดูแลให้ส่วนนักโทษที่ใช้แลกตัวประกัน ตอนนี้ถูกจับใส่ตรวนและใช้ผ้ามัดปากไว้ทั้งสามคน
จากคำบอกเล่าของจางฝูลู่และลู่เจียวซินพวกเขาเห็นคนร้ายรวมตัวกันที่หน้ากระท่อมราวสิบคน ส่วนจิงอี๋เหนียงนั้นแปรพักตร์มาช่วยเหลือพวกเขาเรียบร้อยแล้วเฝอจิ่วเซ่อเองก็อ่อนลงมากแต่ก็ยังไม่ไว้ใจพวกเขา
ดังนั้นการเตรียมตัวประกันไว้ก่อนจึงยังจำเป็นอยู่ เพราะไม่รู้ว่าเฝอจิ่วเซ่อจะกลับลำหรือไม่
พวกเขาค่อยๆเดินขึ้นเขากันอย่างระมัดระวัง เพราะหากพวกเขาพลาดไปแม้เพียงนิดชีวิตของเฉินอี้ก็คงอันตรายยิ่งนัก
ตอนนี้ลูกน้องของหวูเอินมานั่งล้อมเฉินอี้อยู่เขาถูกปลดเชือกที่มือแล้ว เหลือเพียงเชือกที่มัดตัวของเขาติดกับต้นเสาเท่านั้น
เพราะเฉินอี้ต้องใช้มือในการคิดคำนวณอาชวนจึงแกะเชือกให้ ทุกคนจ้องเฉินอี้เขม็ง ตั้งใจฟังสิ่งที่เฉินอี้พูดทุกคำ
“ดังนั้นนะอาชวน สิ่งที่เจ้าทำมามันไม่ถูกต้องเลย” เฉินอี้ส่ายหน้าอาชวนหน้าเครียด
“แล้วข้าควรทำเช่นไรดีเล่า”
“ที่เจ้าควรทำคือนอกจากชงชาวางไว้หน้าประตูสามถ้วยแล้วเจ้าควรสั่นกระดิ่งสามครั้งด้วย สิ่งชั่วร้ายจะได้ออกไปให้สิ่งดีๆ อยู่ในถ้วยชาแล้วเจ้าก็ดื่มมันซะ” เฉินอี้กล่าวเสียงจริงจังพลางพยักหน้า
“อ้อ! เช่นนี้เอง! มิน่าเล่า ข้าถึงมิเคยโชคดีสักครั้ง ที่แท้ก็ทำผิดวิธีมาตลอด”อาชวนมีสีหน้าโล่งใจ
“เอาล่ะ ใครต่อไปดี” เฉินอี้ยิ้มพลางเอ่ยถาม ทุกคนแย่งกันยกมือและส่งเสียง
“เอาล่ะๆ” เฉินอี้ส่งเสียงปราม “ในนี้ใครที่ชื่อตู้เจียงกันหรือ”
ทุกคนฮือฮาหันไปมองชายหนุ่มตัวผอมที่นั่งอยู่ข้างหลังสุด ตู้เจียงหน้าตาตื่นรีบขยับขึ้นมาด้านหน้า
“ผู้หยั่งรู้ ข้าคือตู้เจียงขอรับ”
“อืม ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะเคยได้ยินคำนี้อยู่บ่อยๆ” เฉินอี้เงียบไปทุกคนลุ้นให้เขาพูดต่อ “ใบหน้ามิคล้ายบิดามารดา หรือว่าจะถูกเก็บมาเลี้ยงคำกล่าวนี้ใช่หรือไม่”
ตู้เจียงถึงกับอึ้งไปและหน้าสลดลง “ใช่ขอรับ ข้าน้อยใจมาตลอดเลย”
คนอื่นๆที่นั่งล้อมรอบก็ฮือฮากันขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
“อย่าได้น้อยอกน้อยใจไปเลย เอาล่ะ บอกวันเดือนปีเกิดของเจ้ามาสิ”เฉินอี้เตรียมนับนิ้วคำนวณ
เมื่อตู้เจียงกล่าวจบก็รอฟังคำทำนายจากเฉินอี้แต่เขาก็ยังเงียบอยู่ “ผู้หยั่งรู้ขอรับ” ตู้เจียงเรียกซ้ำ
เฉินอี้ทิ้งมือทั้งสองข้างลงและเงยหน้าพิงเสาอย่างเหนื่อยอ่อน“เหตุใดจึงเพิ่งมา ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว”
ทุกคนมองเฉินอี้ด้วยความงุนงง
“ข้าก็นึกว่าเจ้ายังสนุกอยู่เสียอีก”เสียงเด็กหญิงตอบกลับมาจากด้านหลังลูกน้องของหวูเอินทุกคนสะดุ้งและรีบหันหลังกลับไปมอง
เหม่ยลี่เต๋อไป๋หู่ยืนยิ้มหวานแต่ตาวาวโรจน์
จินลี่หยางค่อยๆชะโงกหน้าขึ้นจากเนินและมองเห็นกระท่อมร้างอยู่ไม่ไกลนักเขาส่งสัญญาณมือให้ทุกคนค่อยๆ เคลื่อนไหวไปข้างหน้า
รอบๆกระท่อมร้างไม่มีคนเฝ้ายาม ทุกอย่างเงียบกริบไร้การเคลื่อนไหว
จินลี่หยางค่อยๆย่องไปที่กำแพงด้านหนึ่งเมื่อชะโงกหน้าออกไปก็เห็นลู่จางเหว่ยนำกำลังคนมาจากอีกด้านทั้งหมดเคลื่อนไหวกันอย่างแผ่วเบาและเงียบกริบ
จินลี่หยางได้ยินเสียงคนพูดคุยกันอยู่ด้านหลังกำแพงจึงขมวดคิ้วเพราะเสียงนั้นคล้ายกับเสียงของเฉินอี้
“ลูกสาวเจ้าชอบกินถังหูลู่เหมือนข้าเลย”
“ใช่ นางชอบมาก โดยเฉพาะ…..”
“ชิ้นสุดท้าย!” เฉินอี้กับจิงอี๋เหนียงกล่าวพร้อมกันและหัวเราะ
จินลี่หยางกับลู่จางเหว่ยสบตากันและตัดสินใจกระแทกประตูเข้าไปด้านในแล้วก็ต้องยืนตัวแข็งกันทั้งคู่กับภาพที่เห็น
ลูกน้องของหวูเอินทั้งหมดนอนคว่ำหน้าประสานมือไว้ที่ท้ายทอย เฉินอี้นั่งอยู่บนโต๊ะไม้เก่าๆและแกว่งขาอย่างสบายใจโดยมีจิงอี๋เหนียงนั่งอยู่ที่ราวระเบียงหน้าบ้าน
แต่ภาพที่ทุกคนตกตะลึงมากที่สุดคือเสือโคร่งขาวตัวใหญ่ที่เดินวนอยู่รอบๆคนร้ายเหล่านั้นที่นอนคว่ำหน้าตัวสั่นอยู่บนพื้นลานดิน
“เพื่อนเจ้ามาแล้วเฉินอี้” จิงอี๋เหนียงบอกเขาเฉินอี้มองไปเห็นตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยก็ยิ้มให้พวกเขาและโบกมือ
“พี่ลี่หยาง เหล่าจาง ข้าอยู่นี่!”
ตงเปียนกับหลิวซูเจี๋ยยิ้มแฉ่งและเคลื่อนกายเข้าไปหาเฉินอี้ทันที
“เฉินอี้ เจ้าปลอดภัยดีนะ” หลิวซูเจี๋ยถามอย่างดีใจ เฉินอี้พยักหน้า
“เฉินอี้ พวกเขามิกล้าเข้ามาน่ะ” ตงเปียนกล่าวและมองไปที่พยัคฆ์ขาวเฉินอี้จึงนึกขึ้นได้และรีบขยับตัวลงจากโต๊ะ
“เหม่ยลี่ มานี่ก่อนเถิด พวกเขามิกล้าเข้ามา”
พยัคฆ์ขาวหยุดเดินหันไปคำรามใส่พวกคนร้ายอีกครั้งแล้วจึงเดินไปหาเฉินอี้และนั่งลงข้างๆ เขา
คนร้ายที่นอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นได้ยินเสียงคำรามก็ยิ่งแนบหน้าลงกับพื้นจนจมูกทิ่มดินกันทุกคน
ลู่จางเหว่ยสั่งให้ลูกน้องนำเชือกไปมัดคนร้ายเอาไว้ทุกคนเดินเข้ามากันอย่างกล้าๆ กลัวๆ แต่เมื่อเห็นว่าเสือโคร่งขาวยังคงนั่งเฉยจึงค่อยๆ ใจกล้าขึ้น
“อย่าลืมขนมข้าล่ะ” พยัคฆ์ขาวพูดคุยผ่านกระแสจิตกับเฉินอี้
“ไม่ลืมหรอกน่า” เฉินอี้กระซิบเสียงแผ่วเบา“คราวนี้จะเพิ่มขนมเทียนเอ๋อต้านให้ด้วย”
พยัคฆ์ขาวยกอุ้งเท้าขึ้นมาเฉินอี้จึงยื่นมือไปแตะอุ้งเท้าของนางเพื่อทำสัญญา
จินลี่หยางกับจางฝูลู่มองเฉินอี้เล่นกับเสือโคร่งขาวอย่างสนิทสนมก็ให้พิศวงในใจเป็นอย่างยิ่ง
นี่เขาไปรู้จักมักคุ้นกับเสือเช่นนี้ได้อย่างไร
จางฝูลู่ที่มั่นใจมาตลอดว่าเขาสนิทกับเฉินอี้มากที่สุดก็ยังเดาเรื่องราวไม่ออกเลยสักนิด
เมื่อคนร้ายถูกมัดและนำตัวไปทั้งหมดแล้วเหม่ยลี่จึงเตรียมกลับเข้าไปในป่า
“ขอบใจเจ้ามากนะเหม่ยลี่ที่มาช่วยข้า”
พยัคฆ์ขาวถอนใจ“ข้าทนดูเจ้าเล่นละครฝืดๆ ต่อไปไม่ไหวแล้วต่างหาก”
เฉินอี้หัวเราะและยื่นมือไปเกาข้างหูของพยัคฆ์ขาวนางหลับตาพริ้มอยู่ครู่หนึ่งและเหมือนเพิ่งรู้สึกตัว พยัคฆ์ขาวรีบสะบัดหน้าและลุก ขึ้นยืน
“เดี๋ยวเถิดเจ้ามารน้อย อย่ามาโดนจุดอ่อนข้านะ” กล่าวจบนางก็ใช้อุ้งมือตบไปที่หลังเฉินอี้เบาๆหนึ่งครั้ง แต่เฉินอี้เกือบหน้าคะมำ “ไปล่ะอย่าลืมขนมของข้าเสียล่ะ”
เฉินอี้ยิ้มและโบกมือให้พยัคฆ์ขาวที่เดินหันหลังออกไปด้านหลังกระท่อมร้าง
เมื่อพยัคฆ์ขาวไปแล้วจินลี่หยางกับจางฝูลู่จึงเข้ามาหาเฉินอี้
“เสือตัวนั้นมันคืออันใดกันอาอี้” จางฝูลู่ถามสายตาก็ยังมองไปข้างหลังของตนเองอย่างหวาดระแวง
“เดี๋ยวค่อยคุยกันเถิด ตอนนี้ข้าหิวมากเลย มีอันใดให้กินได้บ้างหรือไม่”เฉินอี้กล่าวพลางลูบท้องตนเอง
จิงอี๋เหนียงมอบตัวกับลู่จางเหว่ยและยินยอมรับโทษทุกอย่างแต่เมื่อนางได้พบหน้าหวูเอินก็หน้าแดงตัวสั่นขึ้นมาทันที
นางเข้าไปแย่งดาบจากทหารคนหนึ่งที่มิทันได้ตั้งตัวและพุ่งเข้าไปหาหวูเอิน
หวูเอินยกแขนขึ้นมากำบังตนเองตามสัญชาตญาณจึงถูกฟันเข้าที่แขนเป็นแผลใหญ่ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังพลิกตัวกลับมาแย่งดาบจากนางได้ใช้แขนคล้องคอรัดนางไว้และถือดาบจับจิงอี๋เหนียงเป็นตัวประกันขณะที่สายตาจับจ้องไปที่ทหาร ปากก็ตะคอกถามนางไปด้วย
“เจ้าบ้าไปแล้วรึ! ทำเช่นนี้กับข้าทำไมกัน!”
“แกมันเป็นไอ้ชั่ว! ไอ้นรกส่งมาเกิด! ข้าเป็นผู้หญิงแท้ๆ ยังตอแหลได้ไม่เท่าแกเลย!”จิงอี๋เหนียงตะโกนด่าหวูเอิน หวูเอินมีสีหน้างงงันอย่างหนัก
“เจ้าพูดอันใดของเจ้ากันอาเหนียง! ข้าไปโกหกเจ้าเรื่องอันใด!เจ้าไปฟังใครใส่ความข้ามาอีก!” หวูเอินตะคอกถาม มือยังถือดาบจ่อคอนางไว้
“แกฆ่าลูกฆ่าผัวของข้า แล้วมาตอแหลกับข้าว่าเขาทิ้งข้าไปอย่างไรเล่า!”จิงอี๋เหนียงกล่าวไปน้ำตาก็เริ่มไหลออกมา “ลูกสาวข้ายังเล็กนัก แกยังใจดำอำมหิตโยนนางทิ้งลงหน้าผาได้ลงคอฮือๆ แกมันใจบาปหยาบช้ายิ่งกว่าสัตว์นรก! คนอย่างแกไม่สมควรอยู่ แกควรจะตายๆไปได้แล้ว!”
“อาเหนียง! แต่ข้ารัก……”
จิงอี๋เหนียงอาศัยจังหวะที่หวูเอินผ่อนกำลังมือที่ถือดาบลงแย่งดาบมาจากเขาและแทงเข้าไปที่ท้องของหวูเอิน เขาตาเหลือกลานทหารรอบด้านไม่มีใครเข้าห้ามจิงอี๋เหนียงเลยสักคน