ข้าคือสาวใช้ค่ะ ท่านแม่ทัพ

    บทที่ 6 // ตอนที่ 2-1 พระนางผู้เหี้ยมหาญ

            หนิงเซียนยืนรอฮ่องเต้ที่หน้าค่ายล่าที่ประทับสำหรับล่าสัตว์   เหล่าองค์รักษ์รายล้อม  พวกขันทีโค้งตัวกล่าว

            “ฮองเฮา  ทางเข้าอันตราย  หากพระนางเป็นอะไรมา พวกกระหม่อมจะรับไม่ไหว”

            หนิงเซียนยิ้มกล่าว

            “จุดนี้คือทางแรกเข้าของฝ่าบาทหากกลับมายังค่ายชั่วคราวนี้  หากเรายืนตรงนี้อันตราย  ฝ่าบาทเมื่อทรงมาถึงก็ไม่พ้นอันตรายเช่นกัน”

            สิ้นคำ พวกเขาทั้งหมดเงียบสนิท

            ทหารกลุ่มหนึ่งวิ่งมา

            ราชองครักษ์ผายมือกั้น

            “พวกเจ้ามาจากหน่วยไหน สังกัดใด  ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่พวกเจ้าจะเข้ามา”

            หัวหน้าทหารกลุ่มนั้นประสานมือแจ้ง

            “เรียนท่านองครักษ์  ฝ่าบาททรงเกิดเรื่อง พวกข้าเป็นทหารรอบเมืองที่บังเอิญลาดตระเวน พบกว่าขบวนล่าสัตว์ของฝ่าบาทโดนโจมตี  ไม่สามารถย้อนกลับทางเดิม  ได้แต่ฝากเรามารายงานขอกำลังไปช่วยเหลือ”

            “ว่าไงนะ  ขบวนฝ่าบาทโดนซุ่มโจมตี!?  แล้วข้าจะเชื่อเจ้าได้อย่างไร”

            “ท่านไม่เชื่อไม่เป็นไร  ขอแค่แบ่งคนไปช่วยฝ่าบาท  จะมากน้อยยังทันการ รีบเข้าเถอะ”

            หลิวเอิน หัวหน้ากองราชองครักษ์ชุดทองวัย37 ได้ยินดังนั้นก็หมายเดินเข้าไปถามไถ่

            หนิงเซียนกล่าวขึ้น

            “พวกเจ้าข้างนอกรออยู่ก่อน  ส่วนพวกท่านองครักษ์ทั้งหลายเข้ามานี่”

            ทั้งหมดงุนงงกับรับสั่งฮอองเฮา  แต่ก็ทำตาม

            เมื่อทหารองค์รักษ์ทั้งหมดเข้ามา

            “พวกท่านคุ้มกันนางกำนันและขันที  ฝ่าบาทไม่ได้เกิดเรื่องหรอก  คนพวกนั้นน่าสังสัย”

            หลิวเอินถาม

            “แต่แม้จะน่าสงสัย  ทว่าหากฝ่าบาทมีภัย........”

            “เช่นนั้นที่นี่คงโดนกำราบราบคาบบดขยี้ไม่เหลือชีวิตแม้อิสตรี ถึงเหลือก็ไม่พ้นโดนพวกมันย่ำยีข่มขืน”

            คำกล่าวนี้ไม่เกินเลย  หากกองคุ้มกันองครักษ์เสื้อแพรของฝ่าบาทยังเสียท่า  แล้วที่นี่แม้มีองครักษ์ชัดทอง ทว่าไม่ไม่กี่คนกับทหารหลวงถือหอกจำนวนหนึ่ง  จะรอดไปได้อย่างไร

            หนิงเซียนกระชากเสียง

            “ขันทีกับนางกำนัล ล้อมวงเข้ามา  องค์รักษ์คุ้มกันโดยรอบ  ทหารพลหอกอยุ่วงในตั้งหอก ทหารที่มีโล่ล้อมวงนอกตั้งโล่คุ้มกัน”

            คำสั่งดุจพญาหงสาคุมทัพ  ทั้งหมดทำตามโดยพร้อมเพรียง

            กองทหารด้านนอกเลิกลัก

            “ฮองเฮาหรือท่านรอชมดูฝ่าบาทสิ้นพระชนม์?”

            หนิงเซียนกล่าว

            “เลิกตบตาได้แล้ว”

            เคร้ง!

            สิ้นเสียง นางคว้ากระบี่บนแท่นประทับซึ่งเป็นกระบี่อาญาสิทธิ์ที่ฮ่องเต้ทิ้งใวห้นางใช้สั่งการกระโดดดีดตัวเหยียบโล่ทะยานออกไปด้วยท่าร่างตัวเบาที่ดุดัน  ตวัดหวดฟาดกระบี่ลงไปยังหัวหน้ากลุ่มกงอทหารด้านนอก

            วูบฃทั้งหมดพลิกกายถลันหลบได้เพียงครึ่งรอบคนที่ยืนตรงกลางวงในสุดไม่ทราบจะออกไปยังทิศทางใดก็ต้องกระบี่ผ่ากลางสองท่อน

            พวกที่ถลันตัวหันครบจบรอบพอดีวกดาบเสือกแทงจากภายในพร้อมกัน  นางพลิกตัวหลบฟันกระบี่ใส่คนวงนอกตายอีกหนึ่ง

            หลิวเอินกระชากเสียง

            “คุ้มกันฮอง....”

            “ไม่ได้! ถ้าอยากช่วยข้า ออกมาแค่ท่าน!”

            รับสั่งจบ หลิวเอินทะยานฟาดดาบออกใส่กลุ่มทหารพวกนี้

            พวกมันที่เหลือชักมีดยาวใบเรียวเล็กออกมาจากหลังสองเล่ม  แล้วตวัดพุ่งแทงมาอย่างดุดันอำมหิต

            วิชาท่าเหล่านี้เป็นท่าสังหารไม่ใช้ท่าประลองมิใช่เพลงยุทธ์  หาใช่พลังฝีมือ  มันคือวิธีฆ่าสังหาร

            หลิวเอินและหนิงเซียนกวาดวาดกระลี่และดาบออกตายอีก2 คนที่เหลือเมื่อแทงไม่ประสบผลก็กระโดดล่าถอยยออกเป็นระบบสะบัดเชือกปลายมีดออกมา หลิวเอินใช้ดาบปัดป้องกระดอนออกอย่างว่องไว

            ทว่าหนิงเซียนกลับก้มต่ำกลิ้งพุ่งออกด้านข้างโดยไม่สนใจชุดสะบัดดีดปิ่นหงส์มังกรที่ฮ่องเต้ประทานให้ใส่ศัตรูแต่พวกมันปัดได้ทว่าการปัดนี้คือสิ่งสุดท้ายที่มันจะทำ พริบตากระบี่พุ่งขึ้นมาปาดคอไปอีก 2 คน

            ทางด้านหลิวเอินเองก็สังการไปอีก 3คน

            คนร้ายเหลือแค่หยิบมือ  มีคนหนึ่งมีคนหนึ่งพูดออกมา

            “ไม่มีข้อมูลว่าฮองเฮาเป็นวรยุทธ์แถมยังร้ายกาจด้วย  พวกเราถอย”

            สิ้นคำพวกมันพร้อมใจล่าถอย

            ฮ่องเต้ที่ล่าสัตว์กลับมาพบว่าผิดสังเกต รีบเร่งรุดเข้ามา  พลันพบว่าทหารหลวงและองครักษ์ตั้งกระบวนคุ้มกันด้านในมีนางกำนัลและขันที  ส่วนสองคนทียืนข้างนอกคือหลิวเอินหัวหน้ากองราชองครักษ์ชุดทองที่ถือดาบ และฮองเฮาพระนางหนิงเซียนที่ถือกระบี่อาญาสิทธิ์

            “นี่มันเรื่องราวใด?!”

            ทั้งหมดถวายบังคม

            “รีบลุกแล้วรายงาน”

            ทั้งหมดขอบพระทัยแล้วลุกขึ้น

            หนิงเซียนรีบแจง

            “ทูลฝ่าบาท  หม่อมฉันจะเล่าเรื่องทั้งหมดเอง...”

             

            เมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมด

             

            ฮ่องเต้กระชากเสียง

            “ไม่เอาไหน  ต้องให้ฮองเฮาเป็นฝ่ายคุ้มกัน  น่าฆ่าทิ้งหใหมดนัก”

            ทั้งหมดรีบคุกเข่า

            “พวกเราสมควรตาย”

            หนิงเซียนคุกเข่าทันที

            “หากจะประหารพวกเขา  โปรดเด็ดหัวหม่อมฉันคนแรกเถอะเพคะ”

            “เซี่ยวเซียนของข้าเหตุใดกล่าวเช่นนี้ลุกขึ้นเร็ว”

            “ไม่เพียงพวกเขาไม่ได้รางวัล  ยังต้องโทษหม่อมฉันที่ถือกระบี่อาญาสิทธิ์ออกคำสั่งตั้งขบวน จัดระเบียบรับศึกสมควรตายก่อนในฐานะผู้รับผิดชอบชีวิตพวกเขาเพคะ”

            “อา...เข้าใจแล้ว รีบลุกเร็ว”

            “เพคะ”

            “เจ้านี่จิตใจงามนัก”

            “หม่อนฉันฝึกวรยุทธ์  เรียนรู้ค่ายกลรับศึกมาจากอาจารย์พร้อมๆกับหนิงเซียนน้องสาว แม้นางจะชำนาญกลยุทธ์กว่า  แต่วรยุทธ์นางยังไม่เท่าหม่อมฉัน  มิคาด สั่งการครั้งแรก พวกเขาไม่ลนลาน  ทำตามอย่างว่องไวคล้ายฝึกมาก่อนแต่ก็หาได้เคยไม่โดยเฉพาะนางกำนัลและขันที ทำให้ง่ายแก่การรับมือและไม่ปะปนวุ่นวายกับการแบ่งแยกรับศึกนักฆ่ามิจฉาชีพเพคะ”

            “อา...พวกเขามีผลงานจริงๆ ด้วย..”

            “เพคะ”

            “ดี...ข้าจะตบรางวัลพวกเขาอย่างงาม”

            จากนั้นหันมา

            “กลับไปข้าจะมอบรางวัลให้พวกเจ้าทุกคน”

            ทั้งหมดที่ประจำค่ายรีบกล่าวฃ

            “ขอบพระทัยฝ่าบาท  ขอบพระทัยฮองเฮา”

            นางกำนัลกลุ่มนี้เงยหน้ามองหนิงเซียนอย่างซาบซึ้งน้ำตายคลอ  พวกนางไม่เพียงไม่ตาย  ยังได้รางวัลมีผลงาน  หากเป็นการสังหารทั่วๆ ไปพวกนางคงโดนลูกหลงบาดเจ็บล้มตายกันหมด ถึงรอดหากแต่ฮองเฮาเป็นอะไรไป ก็ไม่พ้นคอขาดตายตกตาม

            ขันทีทั้งหลายพากันตื้นตันเฉกเช่นเหล่านางกำนัล

            ที่ได้ใจไปเต็มๆ คือกองทหารหลวงและกององครักษ์ชุดทอง นางไม่เพียงมีฝีมือ  ยังสั่งการเฉียขาด  พาพ้นวิกฤต  ซ้ำยังไม่เอาดีเข้าตัวผลักชั่วใส่บริวาร ขอรับผิดพร้อมกัน

            นอกจากฝ่าบาท  พวกเขาตัดสินใจแล้วว่าจะตายเพื่อพระนาง

            หนิงเซียนยิ้มมุมปาก  นางทราบดีว่าบัดนี้คนกลุ่มนี้ทั้งหมดคือคนของนางที่จะเรียกใช้สอยเข้านอกออกในมีเปรียบสนมนางอื่นสืบไป

            ฮ่องเต้กล่าวขึ้นมา

            “เมื่อวันก่อนพวกองค์ชายพูดจาเสียดสีแก่งแย่งชิงดีกัน  และแสดงชัดว่าเจ้าเมื่อสนับสนุนฮุ่ยซิ่ว  เพราะเขาได้ประโยชน์ที่สุดหากเจ้าเป็นอะไรไป”

            “ไม่หรอกเพคะ”

            “หรือจะเป็นฮุ่ยหมิง ไม่ก็ฮุ่ยหวง  เพราะเขาชี้ช่องว่าฮุ่ยซิ่วได้ประโยชน์สูงสุด  ทำให้เราไม่อาจพาดพิงนึกถึงพวกเขา”

            “นั่นก็ไม่อีกเพคะ”

            “แล้วใคร?”

            “ประการแรก  พวกองค์ชายเพิ่งถกเถียงเปิดศึกอย่างไม่เป็นทางการออกไป หากหม่อมฉันเป็นอะไรไปยิ่งจะโดนเพ่งเล็ง  ดังนั้นคนที่ได้ประโยชน์จากการาตายหม่อมฉัน  มีกลุ่มคนอีกกลุ่มเพคะ  พวกนางอาศัยที่ช่วงนี้องค์ชายชิงดีกันฟาดฟัน  เราจึงไม่สงสัยพวกนาง”

            “พวกนางสนมของข้า?”

            “เพคะ”

            “ข้ามีสนมไม่มาก  แล้วใคร....”

            “ต้องมิใช่สนมที่มีองค์ชายที่เปิดศึกชิงบัลลังก์เพคะและต้องไม่มีโอรสธิดาให้รับเคราะห์หากแผนล้มเหลว”

            “งั้นก็บีบวงให้แคบลงมาอีก”

            “และต้องมิใช่สนมที่ฝ่าบาทไม่ค่อยได้ไปหา  หรือเรียกมาถวายงาน”

            “ข้าพอจะนึกออก  งั้นก็เหลือแค่สองนาง”

            “เป็นผู้ใดเพคะ”

            จึงได้ความว่า

            เฟยฮวา อายุ 27 สนมโปรดของฮ่องเต้อดีตหัวหน้านางกำนัล  ฉลาด วางแผนงานเก่ง  รูปร่างงามอกเชิด ก้นงอน

            เฉินลี่มี่ อายุ 19 สนมโปรดของฮ่องเต้  บุตรีเฉินเซียว  วางตัวเรียบร้อย ดูสูงส่งสง่า สงบนิ่งอ่อนโยน

    รูปร่างบาง ผิวพรรณสวยงาม

            “เจ้าคิดว่าใคร?”

            “ข้าว่า..อาจจะเป็นนาง.....”

    คล้ายกับเรื่องข้าคือสาวใช้ค่ะ ท่านแม่ทัพ ที่คุณอ่าน