เทพีน้ำค้างเหมันต์ (เทพอัสนีย์ มารพยัคขาว ภาค 2)

    ตอนที่ 28 มารหรือผู้ภักดี

    ตุลาการอัสนีผู้ดำรงค์ตำแหน่งเทพตุลาการสูงสุด กวาดตามองไปทั่วทั้งโถง รังสีแห่งความเฉียบขาดแฝงเร้นอยู่ในดวงตาคมปลาบคู่นั้น “องครักษ์ จงเบิกตัว ภูติแห่งลม ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามา! และเตรียมพยานทั้งสอง ได้แก่ เทพีน้ำค้างเหมันต์ และ เทพฟ้าดิน เพื่อประกอบการไต่สวน!”

    ทันทีที่คำสั่งประกาศออกไป เหล่าองครักษ์ศาลรีบก้าวออกไปตามตัวบุคคลทั้งสาม ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง

    แต่เบื้องนอกศาลกลับโกลาหล ผู้คนในเผ่าเทพจากทุกหนแห่ง พากันเบียดเสียดเข้ามาฟังข่าวคดีครั้งนี้ จนล้นทะลักจากด้านหลังโถงศาลออกไปยังถนนด้านนอก บ้างกระซิบว่าเป็นคดีเพียงแค่เรื่องหอก บ้างกลับว่า… คดีนี้อาจเกี่ยวพันถึงเบื้องหลังการลอบวางไอพิษกลุ่มนักขุดเหมือง และบ้างก็ว่าคดีนี้อาจจะเปิดโปงความลับที่สั่นคลอนทั้งสำนักก็เป็นได้!

    ไม่นานนัก ทหารองครักษ์สองนายก็ผลักบานประตูศาลเปิดออก ดัง “ครืน” พวกเขาคุมตัว ภูติแห่งลม เข้ามาในโถงพิจารณาคดี สายตานับร้อยคู่จับจ้องร่างนั้นด้วยทั้งความสงสัยและหวาดระแวง

    ภูติแห่งลมก้าวเดินอย่างมั่นคง ไร้ความหวั่นไหวต่อสิ่งใด แม้แขนทั้งสองข้างของเขาจะถูกองครักษ์ศาลตรึงไว้อย่างแน่นหนาคนละข้างก็ตาม แต่แววตาที่ทอดไปข้างหน้านั้นช่างแน่วแน่ยิ่งนัก เสียง ตุลาการอัสนี ดังกึกก้องสะท้อนดุจฟ้าคำราม

    “ยังไม่รีบคุกเข่าอีกหรือ!”

    สิ้นคำ ทหารองครักษ์ทั้งสองก็ออกแรงกดให้เขาทรุดลงคุกเข่ากลางศาล

    “ภูติแห่งลม เจ้าถูกกล่าวหาเกี่ยวกับหอกเหมันต์มรกตสองข้อกล่าวหาคือ ใช้อาวุธโดยพลการ และยักยอกอาวุธวิเศษของสำนักเทพอัสนีย์ เจ้ามีคำพูดใดเพื่อแก้ข้อกล่าวหานี้หรือไม่”

    ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้น แววตาสะท้อนประกายกร้าว เขากล่าวด้วยเสียงชัดถ้อยชัดคำ “ข้ามิได้ยักยอกหอกนั้น แต่เป็นความจริงที่ข้าเคยใช้มัน ทว่าหาใช่เพื่อผลประโยชน์ตนเองไม่ ข้าเพียงนำมาเพื่อปกป้อง เทพีน้ำค้างเหมันต์ จากการถูกสังหาร หากมิใช่หอกเหมันต์มรกต นางคงสิ้นชีพไปแล้ว ที่สำคัญ หลังการต่อสู้นั้น หอกพลันสลายหายไปต่อหน้าต่อตาข้า”

    เสียงฮือฮาดังก้องทั่วทั้งโถงศาล บ้างเชื่อใจ บ้างก็คลางแคลงใจยิ่งนัก เทพตุลาการสูงสุดยกค้อนขึ้น ฟาดลง “ตึ้ง!” ความเงียบปกคลุมอีกครั้ง “เบิกพยานคนแรก… เทพีน้ำค้างเหมันต์”

    ทันทีที่นางก้าวเข้ามา บรรยากาศในศาลก็เย็นเยียบประหนึ่งหิมะร่วงกลางฤดูร้อน ความสง่างามและราศีของประมุขสำนักทำให้ผู้คนก้มหน้าลงโดยมิอาจสบตา

    นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นและชัดเจน “ทุกถ้อยคำที่ภูติแห่งลมกล่าว เป็นความจริงทั้งสิ้น ข้าวันนั้นถูกลอบโจมตีด้วยไอพิษ จนไร้เรี่ยวแรงจะขยับร่าง ภูติหิมะโจมตีด้วยแซ่อัคคี หากไร้หอกเหมันต์มรกต ข้าคงสิ้นชีวิตไปแล้ว ข้ายืนยันต่อศาล เขามิได้ทำเพื่อตัวเอง แต่เพื่อข้าเพียงผู้เดียว โดยมิได้มีผลประโยชน์อันใดมาเกี่ยวข้องเลย”

    เสียงซุบซิบพลันดังขึ้นอีกครั้ง…เทพตุลาการมิกล่าวสิ่งใด เพียงกวาดสายตาไปรอบๆโถงศาล และเคาะค้อนเพียงหนึ่งครั้ง เสียงเหล่านั้นจึงเงียบไป “เบิกพยานคนที่สอง… เทพฟ้าดิน”

    สตรีผู้มีตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักก้าวออกมา ด้วยท่าทางที่งามสง่าและแววตาอันเฉียบคม

    “จงบอกความจริงทั้งหมดต่อศาล!” ตุลาการอัสนีกล่าวอย่างแข็งกร้าว

    นางสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ย “ในช่วงเกิดเหตุการณ์ข้าและชาวบ้านนักขุดเหมืองทุกคนโดนพิษจากไอหมอกสีเขียวจนสลบไป ไม่ทราบว่าภูติแห่งลมใช้หอกเพื่อปกป้องนางจริงหรือไม่ แต่… ข้าเชื่อใจอาจารย์ข้า นางไม่เคยพูดโกหก”

    เสียง “แต่” ของนางสะกิดให้ตุลาการอัสนีหวนคิดขึ้นมาได้ “แต่ข้ายังสงสัยอยู่สองประการ ประการแรกในเมื่อทุกคนโดนพิษกันหมดเหตุใดเจ้าจึงรอดพ้นอยู่เพียงผู้เดียวเล่า ประการที่สองหอกเหมันต์มรกตนั้น เป็นอาวุธเทพหาใช่อาวุธธรรมดาไม่ ดังนั้นย่อมไม่อาจสลายหายไปได้ง่ายๆ…”

    ทันทีที่สิ้นคำกล่าว ศาลทั้งศาลก็ปั่นป่วนดังคลื่นซัด สายตาหลายสิบคู่พลันจับจ้องยังภูติแห่งลมด้วยความหวาดระแวง

    เทพตุลาการสูงสุดฟาดค้อน “ตึ้ง!” เสียงสะท้อนดังก้อง “ภูติแห่งลม เจ้าจงบอกข้ามาตามตรง หรือว่าแท้จริงแล้ว… เจ้ามิใช่ผู้ที่ภักดีต่อสำนัก แต่เป็น มาร ที่แฝงตัวเข้ามาใช่หรือไม่!”

    สีหน้าของภูติแห่งลมสั่นไหวไปชั่วขณะ เขาก้มหน้าลง น้ำเสียงสั่นต่ำแต่หนักแน่น “ไอพิษบางอย่างเป็นอันตรายต่อเผ่าเทพแต่ไม่เป็นอันตรายกับเผ่าภูติ ข้าเห็นว่ามิใช่เรื่องแปลกอันใดเพราะในที่นั้นมีข้าเพียงคนเดียวที่เป็นเผ่าภูติ และสิ่งที่ข้าทำลงไปเพื่อปกป้องท่านประมุข ย่อมแสดงให้เห็นถึงความภักดีต่อสำนักอยู่แล้ว ส่วนที่ว่าเพราะเหตุใดหอกนั้นถึงสลาย ข้าเองก็มิอาจทราบได้เช่นกัน…”

    คำตอบที่ไม่อาจชี้แจงได้ทุกข้อกล่าวหานี้ ทำให้ความสงสัยก็ยังคงปรากฏให้เห็นผ่านสีหน้าของผู้คนส่วนใหญ่ทั้งโถงศาล

    เทพีน้ำค้างเหมันต์ก้าวออกมาด้วยท่วงท่าสง่างาม แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว นางเอ่ยวาจาเสียงชัดกังวาน “หรืออาจเป็นเพราะเขาผู้นี้… ครอบครอง พลังอัสนี ที่สูญหายไปกว่าสามพันปีแล้ว!”

    ทันใดนั้นเสียงฮือฮาในศาลก็ดังระเบิดขึ้นราวฟ้าผ่ากลางวัน ผู้คนต่างตื่นตะลึงกับคำกล่าวของประมุขสำนัก

    เสียงของตุลาการอัสนีก็พลันดังขึ้น “เหลวไหลสิ้นดี! พลังอัสนีเป็นพลังแห่งเทพ ไม่มีทางทำลายอาวุธเทพได้ การที่ท่านกล่าวเช่นนี้ ท่านมีหลักฐานใดมาพิสูจน์?”

    บรรยากาศโถงศาลพลันมืดหม่น ผู้คนเริ่มรู้สึกได้ว่า น่าจะมีความลับบางอย่าง แอบแฝงอยู่ในเงามืดเบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้

    เทพีน้ำค้างเหมันต์เม้มริมฝีปาก นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ระมัดระวัง

    “ไม่มีหลักฐานใด นอกจากสายตาของข้าเอง… ข้าเห็นประกายพลังนั้น ก่อนที่สติจะดับวูบไปเพราะพิษหมอก”

    ตุลาการอัสนีเงยหน้าขึ้นสูง ดวงตาเปล่งประกายดุจสายฟ้าพลันกล่าวด้วยวาจาดังก้องกังวานทั่วทั้งโถง “ฟังคำตัดสิน—!”

    เสียงของเขาดังประหนึ่งประกาศิตสวรรค์ “เมื่อไม่อาจพิสูจน์ได้ชัดเจนว่า หอกเหมันต์มรกตหายไปเพราะภูติแห่งลมใช้พลังมารหรือไม่ ในประเด็นนี้ ศาลยกประโยชน์ให้ผู้ถูกกล่าวหา จึงตัดสินว่า ไร้ความผิดในข้อหามารแฝงตัว”

    เสียงผู้คนในศาลดังอื้ออึงอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันซาลง เทพตุลาการสูงสุดก็เปล่งเสียงดังก้องขึ้นอีกครั้ง “ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่า ผู้ถูกกล่าวหาใช้อาวุธโดยพลการนั้น เนื่องจากเป็นเหตุการณ์เฉพาะหน้า ชีวิตท่านประมุขจึงมีความสำคัญมากกว่า ตัดสินให้… ผู้ถูกกล่าวหาไร้ซึ่งความผิด”

    “ในข้อหายักยอกอาวุธวิเศษของสำนัก… จากคำให้การของประมุขสำนัก แม้การกระทำของผู้ถูกกล่าวหานั้นจะน่าสรรเสริญ แต่ขณะนั้นท่านประมุขอยู่ในสภาพที่พิษกำลังออกฤทธฺิ์ จนอยู่ในสภาพที่สติเลอะเลือน จนไม่สามารถที่จะต่อสู้กับผู้ใดได้ ดังนั้นจึงไม่อาจนับได้ว่า ข้อมูลที่ท่านประมุขกล่าวถูกต้องตรงกับความเป็นจริงทั้งหมด ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้จึงมีเพียงประการเดียวคือ หอกนั้นหายไปภายหลังที่ทุกคนหมดสติ อีกทั้งผู้ถูกกล่าวหามิได้รับผลกระทบจากพิษนั้นเลย ดังนั้นจึงมีเหตุอันสงสัยได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหาอาจยักยอกอาวุธวิเศษไปจริง ด้วยเหตุว่าทุกคนหมดสติไปหมดแล้ว ผู้ถูกกล่าวหาย่อมยักยอกนำอาวุธวิเศษไปซ่อนไว้ เมื่อเรื่องนี้จบลงจึงค่อยนำมาครอบครอง”

    เขาฟาดค้อนหยกลง “ตึ้ง!” เสียงสะท้านสะเทือนทั้งโถง

    “ตามกฎสำนักอัสนีย์ ข้อที่ 20 วรรค 2 ผู้ใดครอบครอง หรือปิดบังซ่อนเร้นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ของสำนัก เพื่อประโยชน์ของตนเอง ผู้นั้นต้องรับโทษโบย 40 ไม้ และกักตนสำนึกผิด 30 วัน”