ตึก ตึก ตึก เสียงรองเท้าส้นสูงดังขึ้นอย่างสม่ำเสมอยามมืดค่ำบนทางเท้าสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง
“เฮ้อออ ชีวิต!”
ทำไมสาวน้อยที่น่ารักอย่างเธอต้องมาโดนเอาเปรียบขนาดนี้ด้วยนะกว่างานจะเสร็จก็เกือบเที่ยงคืนเข้าไปแล้ว แถมพรุ่งนี้ยังต้องมีประชุมตอนเช้าอีกไป๋หนิงอันเดินพลางทอดถอนหายใจ นึกตัดพ้อต่อโชคชะตาที่แสนจะเหน็ดเหนื่อยของตนเอง
แกร๊ก แกร๊ก
“แม่หนูๆ” เสียงเรียกแหบแห้งดังขึ้นในความมืดจากบริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ที่หนิงอันเดินผ่าน
“หืม...คุณยายมานั่งอะไรดึกๆดื่นๆที่นี่คะเนี่ย?” เด็กสาวถามขึ้นด้วยใบหน้าสงสัย
“วันนี้ยายยังขายของไม่ได้เลยถ้ากลับก็ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน แม่หนูช่วยยายซื้อของสักชิ้นหนึ่งได้หรือเปล่า”หญิงชรา
“แล้วคุณยายขายอะไรบ้างคะ”หนิงอันกล่าวถาม พลางสอดสายตามองของหลากหลายที่วางอยู่บนผ้าปูสีเขลาะ
“มีเยอะแยะเลยจ๊ะลองเลือกดูก่อนว่าชอบหรือถูกใจอันไหน ยายขายให้ถูกๆเลย” หญิงชราเอ่ยตอบหนิงอันพร้อมรอยยิ้มเห็นฟันสามซี่ หนิงอันได้ฟังดังนั้นก็นั่งยองๆใช้มือหยิบคุ้ยของดูไปเรื่อยเพราะมีของสารพัดอย่างกองปะปนกันไปหมดไม่ว่าจะเป็ยางมัดผม ถ้วยชาม สร้อย ตุ๊กตา ฯลฯ
จนกระทั่งดวงตากลมโตไปปะทะเข้ากับหนังสือเล่มหนึ่งหนังสืออะไรกันหล่ะนั่นหนิงอันคิดมันเหมือนมีแรงดึงดูดบางอย่างจนต้องเอื้อมมือไปหยิบขึ้นมาเปิดดู อืมหนังสือนิยายนี่นา แต่มันไม่มีปก หนิงอันจึงรื้อหาดูแต่ก็ไม่เจอปกหนังสือที่ขาดหายไป
“คุณยายขานี่นิยายเื่อะไรคะสนุกไหม” หนิงอันเอ่ยถามหญิงชราตรงหน้าด้วยแววตามีประกายเพราะเป็คนที่ชอบอ่านนิยายเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
“ยายเองก็จำไม่ได้แล้วหล่ะแต่ยายรับรองเลยว่าสนุกมากอย่างแน่นอน แต่มันเก่ามากแล้ว ยายคิดแค่ 4 หยวนลองซื้อไปอ่านเล่นดูไหมจ๊ะ” (**4 หยวน ประมาณ 20 บาท) หนิงอันนิ่งคิดเอาไว้อ่านแก้เครียดก็แล้วกันราคาแค่ 4 หยวนเอง ว่าแต่จะมีเวลาว่างอ่านไหมนะ แต่ถึงกระนั้นมือบางก็ล้วงลงไปในกระเป๋าหยิบเงินออกมาจ่าย“นี่ค่ะ 4 หยวน” หนิงอันกล่าวพร้อมยื่นเงินให้
“ขอบใจมากนะแม่หนู”หญิงชรา
“ค่ะงั้นหนูขอตัวกลับก่อนนะคะ” หนิงอันตอบรับ และกล่าวลาไม่ได้เอ่ยอะไรอีกเนื่องจากเห็นว่าดึกมากแล้ว สมควรเกินแก่เวลาต้องพักผ่อนเต็มที
หญิงชราพยักหน้ายิ้มรับมองส่งหนิงอันที่เดินจากไปจนพ้นสายตา....
.
.
อืม นิยายอะไรกันนะขอเปิดอ่านดูนิดหนึ่งสิ ขณะเดินกลับบ้านหนิงอันที่อดคิดสงสัยไม่ได้ จึงเปิดหนังสืออ่านดูคราวๆ
ว้าว!! นางเอกชื่อเดียวกันกับเราเลยหญิงสาวเดินตัวบิดไปบิดมาแบบจริตคนเขินอาย อย่างนี้ต้องอ่านไปเขินไปแน่เลยเรา อิอิ
“กรี๊ดดดดดดด!!!” ตู้มมมมม
หนิงอันที่มัวแต่เดินหัวเราะจนตาปิดไม่ได้มองป้ายเตือน ได้ก้าวตกลงไปในบ่อพักห้องน้ำของสวนสาธารณะที่ฝาชำรุดยังไม่ได้รับการซ่อมแซม
แค่ก แค่ก หนูกิน -ี้เข้าไปแล้วคร้าาาา
“เฮือก! ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย ช่วยหนูด้วยหนูอยู่ในนี้ ฮือ ฮือ”หนิงอันะโร้องขอความช่วยเหลือจนเสียงหาย พยายามใช้ฝ่ามือดันผนังท่อ
สองข้างเพื่อพยุงตัวเอาไว้แต่ในเวลานี้ไหนเลยจะมีคนมาช่วย เมื่อเวลาผ่านไปนานเข้ามือบางที่ใช้เกาะผนังท่อมานานก็ค่อยๆอ่อนแรงลง
ไม่นะ! เธอจะตกบ่อขี้ตายจริงๆเหรอนิยายที่ซื้อมาก็เพิ่งอ่านไปได้แค่สามบรรทัดเอง (ไรต์:จะตายอยู่แล้วยังมีหน้ามาห่วงอ่านนิยายอีก)
ฮือ ฮือเธอตายได้น่าอนาถนัก แม้จะใช้พลังเฮือกสุดท้ายต่อสู้เพื่อที่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อก็มิอาจยื้อไว้ได้อีกสติจิตสำนึกที่เหนื่อยล้าของหนิงอันเริ่มเข้าสู่ความมืดอันแสนเวิ้งว้างและดับลงในที่สุด
...... “หึ หึแม่หนูน้อย...คนเรานั้น ฟ้าได้กำหนด ลิขิตดวงชะตาไว้แล้ว เรามิอาจขัดขืน ยายขอให้หนูโชคดีและสนุกกับชีวิตครั้งใหม่นะ”หญิงชรากล่าวแล้วแหงนหน้ามองดวงจันทร์ยามเที่ยงคืนที่ส่องแสงสว่างงดงามมากกว่าวันใด.......
.
.
จวนเสนาบดีไป๋ แคว้นโจว
“ท่านพ่อเ้าคะน้องเล็กจะเป็อะไรหรือไม่” ไป๋หนิงเฟิ่งเกอผู้มีใบหน้างดงามเอ่ยถามเสนาบดีไป๋หนิงเฉิงผู้เป็บิดาด้วยน้ำเสียงเป็กังวลหลังเห็นน้องน้อยของตนที่ร่างกายอ่อนแอในวันวานวันนี้เหมือนจะดูซีดเซียวมากกว่าเดิม
“อย่ากังวลไปเลยเฟิ่งเอ๋อร์อีกไม่กี่วันน้องเ้าจะอายุครบสิบห้าหนาวแล้วถึงครานั้นพลังธาตุของหนิงอันก็จะตื่น ทีนี้ก็จะมิเป็ไรแล้วร่างกายของน้องเ้าจะต้องแข็งแรงขึ้นอย่างแน่นอน” หนิงเฉิงเอ่ยปลอบบุตรไปเช่นนั้นแต่ตนเองก็คิ้วขมวดแน่นด้วยความกังวลเช่นกัน
สองคนพ่อลูกต่างยืนมองร่างเล็กอยู่ข้างเตียงด้วยความเป็ห่วงและคาดหวังโดยมีฮูหยินไป๋เหมยฮวาผู้เป็มารดากำลังลูบผมบุตรเกอคนเล็กที่มีร่างกายอ่อนแอมาั้แ่เล็กไม่มี่เวลาที่สนุกสนานดั่งเช่นเด็กคนอื่นๆ ดวงตาของผู้เป็มารดาเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำตาจากความสงสารบุตรคนเล็กที่นานวันจะยิ่งอ่อนแอลงเรื่อยๆจนบัดนี้ได้แต่นอนแน่นิ่ง กินได้แต่เพียงน้ำข้าว รอปาฏิหาริย์เท่านั้น
“อดทนอีกนิดหนิงอันของแม่อีกไม่กี่วันเ้าก็จะพลังตื่นแล้วถึงวันนั้นแม่ขอให้เ้าแข็งแรงได้อยู่กันพร้อมหน้า พ่อ แม่ และพี่ของเ้าพวกเราจะรอคอยเ้าที่สดใส แข็งแรงมาอยู่ด้วยกันนะ”
ทุกคนอยู่ด้วยกันพักหนึ่งจึงได้แยกย้ายกันกลับเรือนของตนปล่อยให้หนิงอันได้พักผ่อน โดยที่ไม่รู้เลยว่าหลังจากนั้นไม่นานร่างบางได้ผ่อนลมหายใจลงและหยุดไปในที่สุดเหลือเพียงร่างไร้ิญญาที่กำลังรอคอยดวงจิตหนึ่งอยู่อย่างเงียบงัน
สามวันต่อมา
“อือ อ๊ะ! ซี๊ดดดดดดอะไรกันหล่ะเนี่ย!” เจ็บมาก แต่...เอ๊ะ! เธอกินขี้ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอเธอต้องอิ่มจนตายสิ ไม่ใช่เจ็บเนื้อเจ็บตัวแบบนี้ว่าแต่ตายแล้วเจ็บได้ด้วยเหรอหรือว่าเธอยังไม่ตายกันนะ
“อ๊ะ โอ๊ย! ปวดหัว แล้วนี่ความทรงจำใครอีก อื๊อฮือ ฮือ เจ็บบบบบ” หนิงอันเอามือกุมหัว ดิ้นทุรนทุรายด้วยความเ็ปจนทนไม่ไหวสติดับวูบไปอีกครั้ง
เวลาเดียวกันนั้น
“โอ๊ยยยย”ขณะที่หนิงเฟิ่งกำลังเดินมาดูน้องน้อยที่ห้อง เขาก็ได้ยินเสียงร้องออกมาจากข้างในเสียงดัง
“อันเอ๋อร์!”หนิงเฟิ่งร้องขึ้นด้วยความใและวิ่งเข้าไปในห้องทันทีจึงได้เห็นหนิงอันที่กำลังนอนดิ้น ปากน้อยๆร้องออกมาด้วยน้ำสียงทรมานอยู่บนเตียง หนิงเฟิ่งตรงเข้าไปกอดน้องไว้แน่นกันไม่ให้ตกเตียงและคอยลูบหัวลูบหลังหวังจะคลายความเ็ปลงได้บ้าง
“ซูมี่เ้ารีบไปตามท่านพ่อท่านแม่มาเร็ว” หนิ่งเฟิงรีบหันไปสั่งบ่าวข้างกาย
“ขอรับคุณชายใหญ่” ซูมี่บ่าวเกอที่วิ่งตามมาติดๆรับคำแล้วหันหลังวิ่งออกไปด้วยความเร็วรี่
ชั่วอึดใจ เสนาบดีไป๋ฮูหยินไป๋ และพ่อบ้านหวัง ก็มาถึงเรือนของบุตรเกอคนเล็กด้วยอาการเหนื่อยหอบ คนเป็มารดารีบวิ่งเข้าไปกอดลูกทั้งสองไว้อีกทีหนึ่ง
“ทำอย่างไรดีขอรับท่านพ่อน้องน่าจะเจ็บมากเลย ตอนลูกพลังตื่นไม่เห็นเป็เช่นนี้” หนิงเฟิ่งหันมาพูดกับผู้เป็บิดาด้วยน้ำเสียงติดสะอื้นหวาดกลัวว่าน้องของตนจะเป็อันตราย ซึ่งตอนนี้หนิงอันได้หยุดดิ้นและแน่นิ่งไปแล้ว
“เ้าทั้งสองปล่อยหนิงอันก่อนเถิด” เสนาบดีไป๋กล่าว
เมื่อฮูหยินและบุตรคนโตของตนลงจากเตียงเขาจึงได้จับตัวบุตรคนเล็กให้นอนดีๆแล้วกลับมายืนอยู่ด้านข้าง เสนาบดีไป๋และพ่อบ้านหวังต่างมองหนิงอันด้วยสายตาสงสัยพร้อมทั้งขมวดคิ้วเข้าหากันแน่นทั้งสองหันมาสบสายตากัน หรือว่า.........
“รอดูอาการสักครู่หนึ่งก่อ...น”เสนาบดีไป๋ยังพูดไม่ทันจบประโยคดีทันใดนั้นรอบตัวไป๋หนิงอันก็มีกิ่งก้านของต้นอิงฮวาที่มีเส้นพลังปราณสีเงินพันเป็เกลียวเกิดขึ้นล้อมรอบตัวจนทุกคนต้องถอยห่างออกไป พร้อมกันนั้นก็มีดอกอิงฮวามากมายค่อยๆเบ่งบานกลิ่นอิงฮวาพวยพุ่งกระจายไปทั่วทั้งเรือน
ยังไม่ทันหายใดีก็ต่างต้องตื่นตระหนกกันอีกครั้งเมื่อกิ่งก้านอิงฮวาที่มีสีสันแปลกตาเริ่มขยับแล้วเคลื่อนตัวเข้าห่อหุ้มร่างเล็กเอาไว้ตรงกลางภายในอย่างแ่าจนไม่เห็นตัวคนแล้วนั้นเหตุการณ์ดังกล่าวจึงได้สงบนิ่งลง
ทุกคนตกตะลึง นิ่งงันจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ กระทั่งเสนาบดีไป๋หนิงเฉิงที่ได้สติเป็คนแรก
“ชงหยวนเ้าจงดูแลบ่าวไพร่ให้ดี อย่าให้เื่นี้แพร่ออกไป” เสนาบดีไป๋เอ่ยสั่งพ่อบ้านหวังด้วยใบหน้าเคร่งเครียด
“ขอรับ” พ่อบ้านหวังชงหยวนตอบรับด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม หัวคิ้วชนกันเช่นเดียวกับผู้เป็นาย
“ท่านพ่อขอรับ นี่...นี่ใช่ธาตุไม้หรือไม่ เหตุใดจึง......”หนิงเฟิ่งพูดต่อไม่ถูกกับเหตุการณ์ที่พึ่งเกิดขึ้นได้แต่ส่งสายตามองไปทางเตียงที่เต็มไปด้วยภาพแปลกประหลาดตา
“ใช่น้องเ้าได้ปลุกพลังธาตุไม้ เพียงแต่......”
.
.
ผ่านมาแล้วหลายวันร่างของหนิงอันยังคงถูกห่อหุ้มเป็ดักแด้อยู่เช่นนั้นจนกระทั่งเที่ยงคืนวันที่เจ็ดท่ามกลางความมืดมิดก็ได้ปรากฎแสงสว่างจ้าออกมาจากเรือนนอนเกอตัวน้อยทุกคนในจวนต่างแตกตื่นออกมามุงดูกันจนเสนาบดีไป๋ต้องออกปากไล่ให้ทุกคนไปนอน
ตอนนี้ที่หน้าเรือนจึงเหลือกันอยู่เพียงห้าคนเท่านั้น เสนาบดีไป๋ ฮูหยินไป๋พ่อบ้านหวัง หนิงเฟิ่ง และซูมี่ ยืนรอจนแสงสว่างเริ่มหมดลงจึงได้เดินเข้าไปดูหนิงอันด้านในพร้อมกัน และพบว่าไม้ที่ห่อหุ้มได้หายไปแล้วเหลือแต่เพียงร่างบางและกลิ่นหอมอิงฮวาที่ฟุ้งไปทั่วทั้งห้อง เสนาบดีไป๋จึงค่อยๆเดินเข้าไปปลุกลูกน้อยอย่างเบามือ
“หนิงอันๆ ลูกได้ยินพ่อเหรอไม่” เสนาบดีไป๋จับบุตรลุกขึ้นนั่งพิงอกแล้วเขย่าตัวเรียกเสียงเบา
หนังอัน...... หนิงอัน...... อือ เสียงใครกันนะคนกำลังนอนหลับสบายเลย หนิงอันฝืนเปิดตาพร้ามัวขึ้นก็เห็นเป็เงาชายตัวใหญ่ที่กำลังก้มลงมาจึงกะพริบตาสองสามครั้งเพื่อความคมชัดของภาพตรงหน้าและเป็การเรียกสติกลับมาอีกครั้งเอ๊ะ!นี่คือบิดาของร่างนี้นี่ ครอบครัวของเ้าอบอุ่นจังเลย
...หนิงอันคนเก่าในเมื่อเ้าไม่ได้อยู่แล้วข้าก็ขอร่างเ้ารึกันนะ ข้าสัญญาว่าจะใช้ร่างกายนี้ให้ดีขอให้เ้าไปดีเถิด...
สิ้นคำอธิษฐานหนิงอันก็รับรู้ถึงความหนังอึ้งที่กดทับอยู่ได้คลายหายไป แสดงว่าหนิงอันคนเก่าคงเต็มใจยกร่างนี้ให้เธอแล้วจริงๆงั้นตอนนี้เธอก็มีครอบครัวเป็ของตัวเองแล้วสินะไม่ต้องโดดเดี่ยวเป็เด็กกำพร้าเหมือนชาติที่แล้วอีกต่อไป
คิดได้ดังนั้นน้ำตามันก็พาลไหลออกมา เสนาบดีไป๋เห็นน้ำตาบุตร ก็รวบตัวร่างน้อยเข้ามากอดไว้แน่นพลางเรียกชื่ออยู่เช่นนั้นให้ลูกได้มีสติขึ้นมา
“ท่านพ่อ”หนิงอันเปล่งเสียงที่ใสดั่งระฆังแก้วที่สั่นเครือเล็กน้อยออกมาและยกแขนขึ้นกอดตอบผู้เป็บิดา
ฮูหยินไป๋และหนิงเฟิ่งเห็นดังนั้นก็วิ่งเข้าไปกอดกันกลมบนเตียงเกิดเป็ภาพครอบครัวที่มีความสุขยิ่งนักพ่อบ้านหวังและซูมี่ต่างยืนมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มแต่ด้วยความพิเศษของหนิงอันความสงบสุขนี้จะอยู่ได้นานสักแค่ไหนกันนะ!!