คำพูดนั้นทำให้หลวงจีนทั้งสองชะงักสีหน้าลำบากใจฉายชัดโดยไม่ต้องเอ่ยปาก เพราะวัดแทบไม่มีเสบียง ไม่มีเงินทอง หากรับคนมาเพิ่มก็ยิ่งเป็นภาระ
กวานซูเหยียนรีบพูดต่อ ไม่ปล่อยให้ความเงียบกดดันนานเกินไป
“แน่นอนว่าพวกเราไม่คิดจะอยู่เปล่า ๆ ข้ากับพี่สาวสามารถกวาดลาน ทำความสะอาดเรือน ทำอาหาร ดูแลเรื่องจิปาถะได้ทั้งหมด ส่วนพี่ชายของข้า…” นางหันไปมองกวานจื่อเซิงด้วยแววตาจริงจังเกินจริงเล็กน้อย “เขาอยากบวชมานานแล้วเจ้าค่ะ!”
“หา?!” เสียงอุทานหลุดออกจากปากกวานจื่อเซิง ซูเซิ่นอี้และเมิ่งหรูพร้อมกัน
หลวงจีนชราทั้งสองมองหน้ากันอีกครั้ง แววตาเปลี่ยนจากลำบากใจเป็นประหลาดใจ “ท่าน…อยากบวชจริงหรือ”
กวานซูเหยียนไม่รอให้พี่ชายปฏิเสธ รีบก้าวเข้าไปข้างเขาส่งเสียงกระซิบเบาๆ
“พี่ห้า..ท่านคิดดูนะ เป็นหลวงจีนไม่ต้องทำงานหนัก มีแต่คนมากราบไหว้ให้ความเคารพ ที่สำคัญ…ไม่ต้องหวีผม!”
กวานจื่อเซิงเผลอเอื้อมมือไปจับผมตัวเองโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่ออกจากแคว้นเหลียงซาน ผมที่เคยมีนางกำนัลคอยจัดแต่งให้ก็ยุ่งเหยิงจนแทบจะเป็นรังนก เขาเคยเป็นองค์ชายที่แม้แต่ลุกจากเตียงยังมีคนช่วย แต่ตอนนี้ต้องนอนบนพื้นดิน กินอาหารซ้ำทุกวัน
กวานซูเหยียนยังชี้นำไม่หยุด “อีกอย่าง…พี่ห้าก็ไม่มีส่วนนั้นของบุรุษอยู่แล้ว บวชไปเลย! ภายหน้าจะได้ไม่ต้องหลบหน้าหลบตาใคร ไม่ต้องคอยมาตอบคำถามน่าปวดหัวว่าเมื่อใดท่านจะมีภรรยา!”
คำพูดสุดท้ายเหมือนค้อนหนักที่ตอกลงกลางใจ กวานจื่อเซิงนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ภาพชีวิตอันสงบและแสนสุขสบาย ลอยขึ้นมาในหัว
“เป็นนักบวชแล้ว…ไม่ต้องทำงานหนักใช่ไหมน้องสาว” เขาถามเสียงเบา
กวานซูเหยียนพยักหน้าอย่างจริงจัง “แน่นอน มีคนกราบไหว้ด้วย”
กวานจื่อเซิงตาลุกวาวราวกับตัดสินใจเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิตได้แล้ว เขาหันไปทางหลวงจีนทั้งสอง ค้อมกายอย่างไม่ค่อยคุ้นชินนัก
“ขะ…ข้าปรารถนาจะขอบวช..ขอรับ!!”
ซูเซิ่นอี้ถึงกับเบิกตากว้าง เมิ่งหรูเม้มปากแน่นไม่ให้หัวเราะออกมา
ขณะที่กวานซูเหยียนกำลังกระซิบกับพี่ชายอยู่นั้น ทั้งสองมิได้รู้เลยว่าไต้ซือเจวี๋ยอวิ๋นที่ยืนอยู่ไม่ไกลนักกำลังจับจ้องพวกตนอยู่ เสียงสนทนาแม้จะเบา แต่ในความเงียบของลานวัด กลับชัดเจนเกินกว่าจะปิดบังได้
เมื่อคำว่า “ไม่มีส่วนนั้นของบุรุษ” หลุดออกมา ดวงตาของไต้ซือเจวี๋ยอวิ๋นก็พลันหรี่ลงเล็กน้อย
สายตาที่ทอดมองกวานจื่อเซิงของไต้ซือชราไม่ใช่สายตาตำหนิ หากเป็นแววพินิจที่ผ่านโลกมาไม่น้อย เขาเคยพบผู้คนมากมายที่สวมผ้าเหลืองเพื่อหลบหนีจากเรื่องราวในชีวิต หนีบาป หนีความผิด หนีความทุกข์ หรือแม้แต่หนีตัวตนของตนเอง
ชายหนุ่มผู้นี้ก็เช่นกัน หากแต่เขาต่างจากผู้อื่นไปเล็กน้อย
“เรื่องบวช…คงมิอาจเป็นไปได้”
กวานจื่อเซิงสะดุ้ง หันขวับมา “หา? เหตุใดเล่าขอรับ!”
ไต้ซือเจวี๋ยอวิ๋นพนมมือ “หากผู้มีจิตศรัทธาต้องการบวช ก็ต้องมีร่างกายครบถ้วนตามพระวินัย ขันทีมิอาจบวชได้หรอกนะ”
คำพูดนั้นเหมือนน้ำเย็นสาดใส่หัว กวานจื่อเซิงรู้สึกว่าศักดิ์ศรีถูกเหยียบย่ำโดยไม่ทันตั้งตัว สีหน้าของเขาเปลี่ยนจากตะลึงเป็นไม่พอใจในพริบตา
“ใครว่าข้าเป็นขันที!” เขาโพล่งขึ้นทันที “ข้าไม่ได้อยากตัดมันออกเสียหน่อย! หากไม่เปิดผ้าให้ใครดูก็ไม่มีใครรู้มิใช่หรือไร! ข้าอยากบวช ข้าอยากสบาย นี่มันยุ่งยากตรงไหนกัน!”
ซูเซิ่นอี้ถึงกับสำลักลมหายใจ เมิ่งหรูรีบหันหน้าไปทางอื่นด้วยความอับอาย ส่วนกวานซูเหยียนยกมือกุมหน้าผากเบา ๆ คล้ายปวดหัวล่วงหน้า
ไต้ซือหมิงซานถอนหายใจยาว “การบวช มิใช่เพื่อความสบายเช่นนั้นนะ”
“ข้าอยากบวชก็เพราะอยากสบาย! หลายวันมานี้ต้องนอนพื้น กินอาหารแห้ง ผมก็ยุ่งไม่มีใครดูแล ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”
หลวงจีนทั้งสองสบตากัน สีหน้าเต็มไปด้วยความจนใจ เห็นชัดว่าหากปล่อยให้ชายผู้นี้พูดต่อไป คงไม่จบง่าย ๆ
ในจังหวะนั้นเอง กวานซูเหยียนก็ขยับก้าวออกมา
“ไต้ซือ โปรดอย่าได้ถือสา..พี่ชายของข้าแม้คำพูดจะฟังไม่สำรวม แต่เขาไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใด เพียงไม่เคยเรียนรู้วิธีถ่ายทอดความคิดของตนเท่านั้นเจ้าค่ะ”
ไต้ซือเจวี๋ยอวิ๋นหันมาฟังนางอย่างตั้งใจ
“เขาเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยต้องลำบาก ครั้นต้องเผชิญความทุกข์ยากกะทันหัน จิตใจก็ย่อมหวั่นไหวเป็นธรรมดา ความตั้งใจอาจไม่ตรงกับหนทางแห่งธรรม แต่ใช่ว่าจะสั่งสอนไม่ได้นะเจ้าคะ”
ไต้ซือหมิงซานฟังแล้วก็นิ่งไป ดวงตาฉายแววครุ่นคิด
“คำกล่าวของนางก็มิใช่ไร้เหตุผล” เขาเอ่ยช้า ๆ “หากอาตมาปิดประตูเพราะเห็นแก่รูปแบบเพียงอย่างเดียว ก็อาจเป็นการปิดกั้นวาสนาทางธรรมของผู้อื่น เช่นนั้น…เราจะรับเขาไว้เป็นลูกศิษย์มิใช่นักบวช ไม่จำเป็นต้องโกนผม ให้อยู่ช่วยงานวัด ปฏิบัติธรรมตามสมควร เช่นนี้ก็ไม่ขัดต่อวินัยแล้ว”
เขาหันไปมองกวานซูเหยียน “และครอบครัวของศิษย์ก็สามารถอาศัยอยู่ในวัดได้โดยไม่มีผู้ใดตำหนิ”
กวานซูเหยียนโล่งใจเล็กน้อย "ขอบคุณไต้ซือทั้งสองที่เมตตา”
แต่ยังไม่ทันที่เรื่องจะจบ กวานจื่อเซิงกลับขมวดคิ้วทันที
“ไม่ได้!!”
ทุกคนชะงักพร้อมกัน
“เป็นลูกศิษย์วัด แต่ไม่โกนหัวงั้นหรือ” เขาถามด้วยสีหน้าไม่พอใจ “ข้าจะโกนผม!”
ไต้ซือหมิงซานถึงกับหลุดอุทานเบา ๆ “ท่านจะโกนไปเพื่อสิ่งใด?”
“เพื่อไม่ต้องหวีผม!” กวานจื่อเซิงตอบอย่างจริงจัง
ความเงียบปกคลุมลานวัด เงียบเสียจนได้ยินเสียงลมพัดผ่านระฆัง
ไต้ซือทั้งสองถอนหายใจพร้อมกันราวกับยอมแพ้
“เอาเถิด…” ไต้ซือเจวี๋ยอวิ๋นโบกมืออย่างหมดแรง “อยากโกนก็โกน พรุ่งนี้ไปหาข้าที่อารามยามเหม่า (05.00-06.59) ก็แล้วกัน”
“ขอบคุณท่านไต้ซือ!” กวานจื่อเซิงตอบทันควัน ราวกับกลัวอีกฝ่ายจะเปลี่ยนใจ
ไต้ซือหมิงซานรีบสะกิดแขนสหาย “รู้เรื่องกันแล้วนะ เช่นนั้นอาตมาขอตัวไปปฏิบัติธรรมกันก่อน”
ทั้งสองรีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเกรงว่า หากชักช้าอีกเพียงก้าวเดียว กวานจื่อเซิงอาจรบเร้า ขอสิ่งใดที่ชวนปวดหัวขึ้นมาอีก
กวานซูเหยียนทอดสายตามองแผ่นหลังของไต้ซือทั้งสองที่กำลังเดินจากไปอย่างสงบ ในอกกลับไม่อาจนิ่งเฉยได้เช่นภายนอก
นางรู้ดี…รู้ดีกว่าใครทั้งหมด ว่าบุรุษในร่างพี่ชายผู้นี้ ในเนื้อเรื่องเดิมของนิยายเป็นคนเช่นไร
กวานจื่อเซิงในต้นฉบับ เขาเป็นคนที่ยอมมือสกปรกและทำทุกอย่างเพื่อสนับสนุนให้นางแก้แค้นเซียวหลิงเจา เป็นผู้ที่สั่งสอนบุตรของนางให้แข็งกระด้าง เย็นชา และไม่ลังเลจะเหยียบย่ำผู้อื่นเพื่อเอาตัวรอด
แต่ตอนนี้…ชายผู้นั้นกำลังจะใช้ชีวิตอยู่ในวัด
นางไม่อาจแน่ใจได้ว่าสถานที่แห่งนี้จะเปลี่ยนเขาได้มากเพียงใด นิสัยบางอย่างย่อมไม่สลายไปเพียงเพราะเปลี่ยนที่อยู่ หรือเพราะได้ยินเสียงสวดมนต์ทุกเช้าเย็น
แต่การได้อยู่ท่ามกลางผู้ที่ไม่ส่งเสริมความแค้น ไม่ปลูกฝังความโหดร้าย อย่างน้อยก็คงทำให้เขาหยุด ก่อนจะก้าวไปสู่เส้นทางเดิม
แม้แรงจูงใจจะฟังดูตื้นเขิน แม้จะเริ่มต้นจากความอยากสบาย อยากหลบหนีความลำบาก มิใช่เพราะศรัทธาในธรรม แต่นางก็ยังรู้สึกว่ามันเพียงพอแล้ว…อย่างน้อยก็สำหรับตอนนี้
นางก้มมองท้องของตนเอง แรงดิ้นแผ่วเบาจากภายในทำให้หัวใจอ่อนลงอย่างไม่รู้ตัว
เมิ่งหรูสงบเสงี่ยมและใจเย็นกว่าเดิมไปไม่น้อย กวานจื่อเซิงแม้จุดเริ่มต้นจะผิดทางไปบ้าง แต่ในที่สุดก็ได้เข้ามาอยู่ในสถานที่ที่มีผู้ชี้แนะอย่างเหมาะสม ส่วนซูเซิ่นอี้ยิ่งไม่มีปัญหา ตั้งแต่ร่วมทางกันมาเขาเป็นคนที่มีสติดีที่สุด
กวานซูเหยียนค่อย ๆ ลูบท้องของตนเอง แววตาอ่อนโยนลงอย่างไม่รู้ตัว
“เด็กน้อย…” นางเอ่ยในใจ “จากนี้ไป เจ้าย่อมได้ลืมตาดูโลกในสถานที่ที่ดีกว่าเดิม”
เสียงสวดแผ่วเบาจากอารามด้านในลอยมาตามสายลม นางสูดลมหายใจลึก รู้สึกว่าหัวใจที่เคยตึงเครียดมาแสนนาน ค่อย ๆ คลายลง
นางไม่อาจควบคุมโลกทั้งใบได้ ไม่อาจลบอดีต หรือรับประกันว่าทุกอย่างจะเป็นดังใจหวัง แต่หากนางสามารถเลือกจุดเริ่มต้นให้ดีกว่าเดิมได้เพียงหนึ่งอย่าง นางก็ยินดีจะทำ แม้ต้องแลกด้วยความเหนื่อยยากเพียงใดก็ตาม