ตอนที่40 ตัวละครรอง “จอมเวทย์”
หลังจากร้านรุ่งอรุณเก็บกวาดแล้วลูอิสก็ให้พ่อบ้านเก็บของทุกอย่างและย้ายจากห้องพักมาที่ชั้นสองของร้านรุ่งอรุณซึ่งมีห้องว่างอยู่จำนวนมากส่วนอาร์มันโด้และเบลล่านั้นก็เลือกจะย้ายจากบ้านเก่า ๆขนาดหนึ่งห้องนอนของตัวเองมาที่ร้านรุ่งอรุณด้วยเช่นกัน เพราะในเมื่อต้องคอยดูแลร้านด้วยการย้ายมาที่นี่เลยก็จะสะดวกกว่า ส่วนบ้านหลังนั้นทั้งสองวางแผนจะขายมันถูก ๆให้กับผู้อพยพที่รู้จักอยู่แล้ว จึงถือโอกาสนี้ขายไปเลย
บนชั้นสองนั้นมีห้องมากพอให้พวกเขาแยกกันนอนได้อย่างไม่มีปัญหาแถมร้านด้านล่างก็ยังกว้างและมีครัวในตัว ทำให้ตอนนี้ทุกคนที่มารวมกันนั้นเหมือนเป็นครอบครัวใหญ่ไปแล้ว
หลังจากตกเย็นพวกเขาก็กินอาหารกันต่อและดื่มสังสรรค์กันแน่นอนว่ามีแค่ผู้ใหญ่สามคนเท่านั้นที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่วนลูอิสและเจียน่านั่นทั้งสองได้ออกไปเดินเล่นและจัดการเก็บกวาดพวกสอดรู้สอดเห็นที่เหมือนจะตามพ่อบ้านเฟรดและพวกเขามา
การลงมือของลูอิสและแอนเดรียนั้นรวดเร็วพอที่จะทำให้พวกหนูเหล่านั้นหายไปได้อย่างไร้ร่องรอย
หลังดื่มเพื่อผ่อนคลายจากการทำความสะอาดร้านแล้วเช้าวันต่อมาลูอิสและเจียน่าก็ไปที่สถานพยาบาลเพื่อเอายาให้กับหมอเทรย์เวอร์ส่วนอาร์มันโด้และพ่อบ้านเฟรดก็ช่วยกันทำป้ายร้านรุ่งอรุณอยู่และแอนเดรียนั้นได้เข้าไปเตรียมอาหารให้ทุกคน
แน่นอนว่าเขายังสั่งห้ามให้อาร์มันโด้ดื่มแอลกอฮอล์เพราะคืนนี้มีสิ่งที่ต้องทำ
เมื่อเจียน่าอุ้มลูอิสเดินมาเรื่อยๆ จนมาถึงสถานพยาบาล สิ่งแรกที่เห็นคือมีคนบาดเจ็บเกือบสามสิบถูกส่งเข้ามานอนรักษาตัวอยู่ที่สถานพยาบาลซึ่งนี่คือว่าเป็นเรื่องปกติมากในตอนเช้าเพราะถ้าเป็นตอนเย็นตัวเลขจะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกเนื่องจากการกลับมาของพวกรถบรรทุกที่ขนนักล่ากลับมาจากด้านนอกเมือง
เจียน่าพาทารกลูอิสเดินเข้าไปที่ห้องเก็บยาลูอิสกวาดสายตาไปทางด้านหลังสถานพยาบาลมีศพที่วางนอนตายมีผ้าปิดใบหน้าไว้อยู่ 5-6ศพ ซึ่งมีคนงานสองคนกำลังช่วยกันยกศพพวกนั้นออกไปจากสถานพยาบาลอยู่
ศพเหล่านี้ทั้งหมดนั้นตายตั้งแต่ก่อนจะถึงสถานพยาบาลแล้วเพราะถ้ายังรอดมาถึงหมอเทรย์เวอร์จะต้องใช้น้ำตาเทพรักษาอย่างแน่นอน นี่ยิ่งทำให้เห็นว่าด้านนอกนั้นมีอันเดดมากขึ้นและอันตรายมากขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน
ส่วนที่ว่าทำไมต้องเอาศพมาไว้ที่นี่เพราะจะให้แบกกลับไปก็เสียเวลาจึงเอามาไว้ที่นี่ก่อนและรวมไปจัดการทีเดียวโดยการขนออกไปด้านนอกและเผาทิ้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันเดดขึ้นมา
ลูอิสเอาน้ำตาเทพให้กับหมอเทรย์เวอร์จากนั้นก็รอเก็บพลังงานศรัทธาก่อนจะกลับออกไปจากสถานพยาบาลในช่วงบ่ายของวันไปที่ร้านรุ่งอรุณที่จะเปิดในอีกวัน
เวลาครึ่งวันทั้งอาร์มันโด้และพ่อบ้านเฟรดทำป้ายร้านรุ่งอรุณเสร็จแล้วโดยป้ายร้านจะเป็นตะวันขึ้นจากทะเลครึ่งดวง ลักษณะครึ่งวงกลมและขีดทำเป็นแสงของดวงอาทิตย์ด้านล่างมีเส้นคลื่นสามเส้นของคลื่นทะเลและชื่อร้านที่พ่อบ้านเฟรดที่อ่านหนังสือออกได้เขียนขึ้นมาอยู่ด้านล่างอีกที
ป้ายร้านมีสองแผ่นหนึ่งถูกติดเหนือประตูทางเข้าร้านส่วนอีกอันติดที่หลังบาร์ โดยลูอิสยังเอาดาบสั่นระดับต่ำที่ไม่ได้ใช้มาประดับเพิ่มเพื่อความสวยงามด้วย
หลังกลับมาที่ร้านเบลล่าก็ยกอาหารมาให้ลูอิสในทันทีของที่เอามานั้นเป็นเนื้อตุ๋นนุ่ม ๆ ที่ลูอิสอยากกินมานานแต่เพราะเขายังเด็กจึงยังไม่ได้กินสักที แต่ในตอนนี้เขาสามารถกินได้แล้วเพราะร่างกายที่เหมือนจะเทียบเท่ากับเด็กอายุ 1 ปีแล้วซึ่งตอนที่ให้หมอเทรย์เวอร์ตรวจเขาก็อึ้ง ๆ อยู่เหมือนกันแต่ก็ยืนยันว่าลูอิสนั้นโตเท่าเด็ก 1 ขวบแล้ว
ซึ่งจากการเติบโตลูอิสคิดว่าร่างกายของเขานั้นเจริญเติบโตตามระดับพลังที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ บางทีพอเขาอายุระดับหนึ่งพอให้รองรับพลังได้ เขาก็คงจะกลับมาโตตามปกติเอง
ลูอิสใช้ช้อนตักเนื้อตุ๋นที่ลงทุนให้อาร์มันโด้ไปซื้อด้วยเงิน30 เบลมา 1 กิโลกรัม มันแพงมาก เพราะขนาดค่าเข้าเมืองในตอนนั้นยังแค่ 4 เบลเบียร์ปกติ 1 แก้วยังแค่ 2 เบลเท่านั้น อาหารปกติจานละ 2-6 เบลเท่านั้น
แน่นอนว่าเนื้อตุ๋นราคา30 เบลได้แบ่งให้ทุกคนกินกันถ้วนหน้า
‘หอมมาก’ลูอิสสูดกลิ่นเนื้อตุ๋นที่แสนเย้ายวน ก่อนจะตักเข้าใส่ปากคำเล็ก ๆ และค่อย ๆเคี้ยวและลิ้มรสอย่างช้า ๆ ลูอิสรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหล แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆเพียงสองเดือนที่กินแต่นม แต่ลองคิดดูถ้า 1 วันกินสามมื้อ 2เดือนก็เท่ากับต้องกินถึง 180 มื้อที่มีแต่นม แน่นอนว่านี่คือมื้อคนปกติแต่เขาต้องกินมากกว่า 3 มื้อในแต่ละวัน
‘ฉันรู้สึกเหมือนน้ำตาจะไหลเลย’ลูอิสกินไปก็ยิ้มไป
เบลล่าที่เห็นลูอิสกินอย่างมีความสุขเธอก็มองดูเขาอย่างเอ็นดู‘ถึงจะเป็นเด็กอัจฉริยะ แต่ก็ยังเป็นเด็กอยู่จริง ๆ’เบลล่ายื่นมือไปเช็ดปากที่เลอะให้ทารกน้อยลูอิส
หลังมีความสุขกับช่วงเวลาของอาหารกลางวันลูอิสก็ต้องกลับมาสนใจในการเพิ่มความแข็งแกร่งของตัวเองอีกครั้งเขาบอกทุกคนว่าจะไปนอนกลางวัน ซึ่งจริง ๆ เขานอนแค่วันละ 6-7 ชั่วโมงก็เพียงพอแล้ว
“ติ้ง!”
“เปิดฟังชั้นระบบ”
“ตัวละครหลักพาราดิน (กดเพื่อดูรายละเอียด)”
“ร้านค้าระบบ(กดเพื่อดูรายละเอียด)”
“กระเป๋ามิติ(กดเพื่อดูรายละเอียด)”
‘ร้านค้าระบบ’ลูอิสเปิดร้านค้าระบบขึ้นมา ก่อนจะทำการเลื่อนไปที่สายอาชีพเพราะเขาคิดว่าถึงเวลาทำตัวละครรองแล้ว
“อาชีพจอมเวทย์”
“ราคา5000 พลังงานศรัทธา ผู้เล่นต้องการซื้อหรือไม่”
“ผู้เล่นทำการซื้อสายอาชีพจอมเวทย์”
“+1อาชีพจอมเวทย์”
“ไอเทมทั้งหมดถูกเก็บไว้ในช่องเก็บของผู้เล่นอัตโนมัติ”
ระบบหักพลังงานศรัทธาจำนวน5,000 แต้มไปในทันที ทำให้เขาเหลือพลังงานศรัทธาอยู่ 22,000 แต้ม ลูอิสเปิดเข้าไปดูช่องเก็บของอย่างสนใจทันทีที่ลูอิสแตะมันผ่านหน้าจอระบบก็แสดงขึ้นมาว่า
“ติ้ง!ผู้เล่นต้องการสร้างไอดีสำรองเลยหรือไม่”ระบบถามคำถามเดิมทุกครั้งที่เขาซื้อผลึกสายอาชีพ ทุกครั้งเขาจะตอบปฏิเสธแต่ในครั้งนี้ลูอิสตอบตกลง
“ผู้เล่นสร้างตัวละครรอง”
“สร้างข้อมูลตัวละครใน3 2 1 เสร็จสิ้น”
“ผู้เล่นสามารถเข้าตัวละครรองจอมเวทย์ ได้แล้ว โดยการเปลี่ยนตัวละคร” ระบบแนะนำก่อนที่หน้าจอฟังชั้นระบบจะมีฟังก์ชันใหม่ขึ้นมา
“ติ้ง!”
“เปิดฟังชั้นระบบ”
“ตัวละครหลักพาราดิน (กดเพื่อดูรายละเอียด) ”
“ตัวละครรองจอมเวทย์ (กดเพื่อดูรายละเอียด) ”
“ร้านค้าระบบ(กดเพื่อดูรายละเอียด) ”
“กระเป๋ามิติ(กดเพื่อดูรายละเอียด) ”
“เปลี่ยนเป็นจอมเวทย์”ลูอิสลองทำตามที่ระบบบอกในทันที
ในเสี้ยววินาทีที่สิ้นสุดคำสั่งของเขาสถานะของลูอิสก็เปลี่ยนจากพาราดินเป็นจอมเวทย์ในทันที แต่ผลที่ตามมาคือเขากลับรู้สึกอ่อนแอมาอย่างรวดเร็วราวกับกลับไปเป็นทารกอ่อนแออีกครั้ง
‘บ้าจริงเป็นแบบนี้จริงๆ ด้วย’ ลูอิสรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นแบบนี้ เพราะในเมื่อตัวละครทั้งสองอาชีพแยกกันดังนั้นค่าสถานะก็แยกกันด้วย
ลูอิสค่อยๆ นั่งลง ก่อนจะเปิดหน้าจออินเตอร์เฟสข้อมูลของ จอมเวทย์ขึ้นมา
“ลูอิสแกริค”
“มนุษย์(ทารก)”
“อาชีพรอง: จอมเวทย์”
“เลเวล: 0” (lv.1 ต้องการ 150 พลังงานศรัทธา)
“เกรด0 ดาว”
“ค่าสถานะ: พละกำลัง 3 ,ความชำนาญ 1 ,ความทนทาน2,สติปัญญา 10,โชค 1”
“พลังชีวิต: 3” (อ่อนแอมาก)
“พลังงาน: 0”
“แต้มสถานะ: 0”
“แต้มศักยภาพ: 0”
“พลังงานศรัทธา: 22,000”
“ทักษะสายอาชีพจอมเวทย์:ไม่มี”
...
‘ค่อยยังชั่วที่พลังงานศรัทธาไม่ได้แยกจากกันเหมือนกับค่าสถานะต่างๆ’ ทารกน้อยลูอิสถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มทำการอัพเลเวลในทันที
ลูอิสไม่รอช้าเขาใช้พลังงานศรัทธาที่มีอยู่อัพเลเวลตัวละครจอมเวทย์จาก lv.0 จนถึง lv.8 ทันที
“ติ้ง”
“ผู้เล่นเลเวลอัพเป็นlv.1 ใช้ 150 พลังงานศรัทธา”
“+3แต้มศักยภาพ, +2 แต้มสถานะ, +10พลังงาน +1 พลังชีวิต”
“ผู้เล่นเลเวลอัพเป็นlv.2 ใช้ 300 พลังงานศรัทธา”
“+3แต้มศักยภาพ, +3 แต้มสถานะ, +10พลังงาน +2 พลังชีวิต”
“ผู้เล่นเลเวลอัพเป็นlv.3 ใช้ 500 พลังงานศรัทธา”
“+3แต้มศักยภาพ, +4 แต้มสถานะ, +10พลังงาน +4 พลังชีวิต”
“ผู้เล่นเลเวลอัพเป็นlv.4 ใช้ 1,000 พลังงานศรัทธา”
“+3แต้มศักยภาพ, +6 แต้มสถานะ, +10พลังงาน +5 พลังชีวิต”
“ผู้เล่นเลเวลอัพเป็นlv.5 ใช้ 1500 พลังงานศรัทธา”
“+3แต้มศักยภาพ, +6 แต้มสถานะ, +10พลังงาน +5 พลังชีวิต”
“ผู้เล่นเลเวลอัพเป็นlv.6 ใช้ 2,000 พลังงานศรัทธา”
“+3แต้มศักยภาพ, +7 แต้มสถานะ, +10พลังงาน +6 พลังชีวิต”
“ผู้เล่นเลเวลอัพเป็นlv.7 ใช้ 2,500 พลังงานศรัทธา”
“+3แต้มศักยภาพ, +8 แต้มสถานะ, +10พลังงาน +7 พลังชีวิต”
“ผู้เล่นเลเวลอัพเป็นlv.8 ใช้ 3,000 พลังงานศรัทธา”
“+3แต้มศักยภาพ, +9 แต้มสถานะ, +10พลังงาน +8 พลังชีวิต”
...
หลังจากอัพเลเวลจนถึงlv.8 ตัวละคร จอมเวทย์ ของเขาก็มีพลังชีวิต +36 หน่วย พลังงานอยู่ที่ +80หน่วย แต้มสถานะ +44 แต้มศักยภาพ +24 และเหลือพลังงานศรัทธาอยู่ 11,050
สิ่งแรกที่ทำเลยคือลูอิสใส่ค่าสถานะลงไปที่+10 พละกำลัง เพื่อให้มีพละกำลังเท่ากับชายหนุ่มโตเต็มวัยและ +5 ความชำนาญเพราะยังไงการใช้ทักษะโจมตีของจอมเวทย์ก็ต้องอาศัยความเร็วการโจมตีของความชำนาญอยู่ต่อมาคือ +5 ความทนทาน ลูอิสไม่ได้ต้องการให้จอมเวทย์ไปต่อสู้ระยะประชิดอยู่แล้วแต่ที่เขาเพิ่มเพราะต้องการให้ตัวเองอึดขึ้นบ้างเนื่องจากเขายังเด็กมากค่าสถานะในส่วนนี้จึงน้อยมาและเหนื่อยง่าย
สุดท้ายแต้มสถานะที่เหลือ24 ลูอิสใส่ลงไปที่ค่าสติปัญญาทั้งหมดเลย ซึ่งค่าสติปัญญานั้นสำคัญมากสำหรับจอมเวทย์มันคือความสามารถในการเรียนรู้เรื่องของพลังธาตุและพลังงานหรือก็คือถ้ามีค่านี้มากความความเสียในด้านพลังธาตุจะเพิ่มมากขึ้นนั้นเอง
ตอนนี้เขามีค่าสติปัญญาอยู่ที่34 หน่วย ดังนั้นมันจึงเพิ่มความเสียหายธาตุอยู่ที่ 3.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมองเหมือนจะน้อยและไอเทมของจอมเวทย์ในระดับต่ำยังมากกว่านี้ถึง2 เท่า แต่นี่ไม่ใช่การเพิ่มเฉพาะธาตุ แต่เพิ่มทุก ๆธาตุหรือทักษะที่สร้างความเสียหายทางเวทมนตร์
แถมไอเทมยังมีการสวมใส่ที่จำกัดแต่การเพิ่มของค่าสติปัญญานั้นกลับไม่มีจำกัด เพียงแค่นี้ความสำคัญของค่าสติปัญญาของจอมเวทย์ก็มากพอที่เขาจะต้องสนใจเพิ่มมันเป็นค่าหลักในการอัพค่าสถานะแล้ว